LOGINเมื่อคิดถึงอดีตฮ่องเต้ไท่หมิง ปลายพู่กันของเยว่จื่อรุ่ยหยุดอยู่ตรงที่ฮ่องเต่น้อยไท่จงซึ่งตอนนี้เพิ่งมีอายุเพียงเก้าปีเท่านั้น ทว่าแม้ว่าฮ่องเต้ชิงหลงจะมีอายุเพียงเก้าปี แต่แคว้นต้าเป่ยกลับแข็งแกร่งไม่น้อยหน้าแปดแคว้นใหญ่เลยสักนิด ทั้งหมดนี้เพราะใต้การปกครองของฮ่องเต้น้อยไท่จงมีท่านอ๋องเก้าซ่งกู้เว่ยเป็นผู้สำเร็จราชการคอยควบคุมดูแลทุกสิ่งแทนนั่งเอง
แน่นอนว่าแคว้นต้าเป่ยจะยิ่งใหญ่แค่ไหน มีใครเป็นผู้ปกครอง ล้วนไม่ใช่สิ่งที่เยว่จื่อรุ่ยใส่ใจ ชีวิตใหม่นี้ของนางความปรารถนาเดียวก็คือ...
ล้างแค้นให้เจ้าของร่างเดิม และหวนกลับไปทวงแค้นให้ตนเอง
ดังนั้นในตอนนี้หมากตัวแรกที่นางจะเริ่มเดินก็คือ... สร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง ทว่าคุณหนูสามเสิ่นผู้นี้อ่อนแอไร้กำลังไม่พอ ยังขาดพันธมิตรที่เอหนุน ดังนั้นหนทางเดียวที่จะสร้างตัวได้ ก็คือกู้คืนสถานะเดิมให้กับตระกูลเสิ่น
ปลายพู่กันขีดเส้นวงกลมที่ตระกูลเดิมเจ้าของร่าง ต้นกล้าจะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่งได้ ต้องมีดินที่สมบูรณ์คอยหล่อเลี้ยง ดังนั้นแม้นางจะไม่อยากสนใจคนในครอบครัวเสิ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการมีอยู่ของพวกเขามีประโยชน์ต่อนางไม่น้อย
เสิ่นหลี่คัง บิดาเจ้าของร่างเดิม เป็นถึงขุนนางขั้นสาม ตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลต้าหลี่ แม้จะมีศัตรูอยู่ไม่น้อยเพราะหน้าที่ที่ขัดผลประโยชน์ของคนหลายฝ่าย ทว่ากลับเป็นที่รักของชาวบ้าน และเพราะเหตุนี้ตระกูลเสิ่นที่ความจริงควรต้องโทษประหาร จึงกลับได้รับเพียงโทษเนรเทศ
สวีลี่อิง มารดาของร่างเดิม เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลสวี เชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี เป็นหญิงงามล่มเมืองที่เคยโดดเด่นเป็นหนึ่งในต้าเป่ย
คุณชายใหญ่เสิ่นหลี่อี้ ศิษย์คนโปรดของราชครูเกา อายุเพียงสิบสองปีก็สอบผ่านจอหงวน เป็นบัณฑิตที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของต้าเป่ย และเป็นอาจารย์ประจำสำนักศึกษาหลวงที่มีบัณฑิตมากมายนับถือ
คุณชายรองเสิ่นหลี่เฉียง เชี่ยวชาญการต่อสู้ ทว่าเพราะมารดาไม่ต้องการให้เขาเสี่ยงภัยออกรบ จึงทำได้เพียงเป็นที่ปรึกษาในศาลต้าหลี่ เคียงข้างบิดา
สุดท้ายคุณหนูสี่เสิ่นหลี่หนิงและเจ้าของร่างเดิมคุณหนูสามเสิ่นหลี่รุ่ย ผู้ที่ได้รับขนานนามว่ายอดบุปผาจวนเสิ่น ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงาม ความสามารถที่เป็นเลิศ เป็นที่หมายปองของบุรุษ หากไม่เพราะครอบครัวถูกใส่ความเรื่องรับสินบน แน่นอนว่าตอนนี้เสิ่นหลี่รุ่ยย่อมเป็นสตรีที่มีชีวิตรุ่งโรจน์
ช่างเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ เหมาะสมกับการเป็นหมากตัวแรกของนางจริงๆ
เยว่จื่อรุ่ยพับกระดาษแผนผังตรงหน้าเก็บเข้าซุกในอกเสื้อ ก่อนจะเดินลงไปติดต่อกับหลงจู๊เจ้าของโรงเตี๊ยม เพื่อซื้ออาหารแห้งและยาอีกชุดใหญ่ จากความทรงจำเดิมของเสิ่นหลี่รุ่ย พี่ชายคนรองของนางรับโทษโบยห้าสิบไม้แทนบิดาก่อนเนรเทศ บาดแผลจากโทษทัณฑ์นี้แม้แต่ชายฉกรรจ์แข็งแกร่งก็ยากที่จะทนไหว ดังนั้นตอนนี้ไม่ต้องเจอตัวคน นางก็คาดเดาได้ว่าพี่ชายคนรองผู้นั้นจะต้องล้มป่วยอย่างแน่นอน
"คุณหนู สิ่งของที่ท่านต้องการเรียบร้อยแล้วขอรับ"
คำรายงานของหลงจู๊ ทำให้เยว่จื่อรุ่ยพอใจเป็นอย่างยิ่ง ช่างสมกับที่ได้รับฉายาว่าเป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของต้าเป่ยจริงๆ เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็สามารถจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยแล้ว
"แล้วคนที่ข้าให้นัดหมายไว้เล่า อยู่ที่ใดกัน"
"รออยู่ที่ทางด้านนั้นแล้วขอรับ"
หลงจู๊ตรงหน้าผายมือไปทางด้านข้าง เยว่จื่อรุ่ยมองตามไปก็พบกับชายชุดดำ สวมหมวกผ้าอำพรางใบหน้ากำลังนั่งดื่มชาด้วยท่วงท่ามั่นคง ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินช้าๆ หยิบตาเกียบอันหนึ่งมาหมุนเล่นไปมา ทว่าชั่วพริบตาก็สบัดปลายนิ้วเรียว ตะเกียบในมือพลันพุ่งเข้าโจมตีชายชุดดำที่กำลังดื่มชา
หางตาคมมองวัตถุเล็กที่พุ่งมา ก่อนจะใช้ปลายนิ้วคีบเม็ดถั่วในจานตรงหน้าดีดออกไป ตะเกียบเล็กที่พุ่งตรงมาพลันเปลี่ยนทิศพักเข้าที่กำแพงด้านข้างในทันที
เยว่จื่อรุ่ยมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วยกยิ้มบางด้วยความพอใจ เท้าเล็กค่อยๆ ก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม ผ้าคลุมที่ผูกอำพรางใบหน้าครึ่งล่างพริ้วไหว ให้ความรู้สึกชวนค้นหาและงดงามสะกดตาในคราวเดียวกัน
"ภูผาสูงตระหง่าโดดเด่น"
เสียงเล็กหวานเอ่ยบอก ก่อนจะนั่งลงที่ตรงหน้าชายชุดดำ มือที่ถือจอกชาของเขาชะงักไปชั่วครู่ หากแต่พริบตาก็กลับมาเป็นปกติ วางถ้วยชาในมือลง แล้วหยิบกาชาร้อนรินส่งให้คนตรงหน้า
"มิอาจเทียบจันทร์เพ็ญฉายแสง"
เยว่จื่อรุ่ยยิ้มบางรับจอกชามาดื่ม จากนั้นก็วางตัวเงินร้อยตำลึงทองส่งให้อีกฝ่าย
"แม่นางใจกว้างถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าข้ารับเงินแล้วจะหนีไปหรือ"
"ในเมื่อข้ากล้ามอบให้ท่าน ย่อมยอมรับผลที่จะตามมาได้"
"ช่างเป็นวาสนาของหญิงสาวผู้ต่ำต้อยคนนี้นักที่ท่านอ๋องเมตตารับเป็นคนของพระองค์"เมื่อไม่สามารถใช้เหตุผลหลีกเลี่ยง เยว่จื่อรุ่ยจึงทำได้เพียงปะจันหน้ากับอีกฝ่าย ซ่งกู้เว่ยมองท่าทางยินดี แต่สายตาไม่ยินยอมของหญิงสาวแล้วยกยิ้มพอใจ นิ้วยาวจับยึดคางเล็กบังคับให้นางสบสายตาคมที่โน้มลงมาในระยะประชิด หากแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร องครักษ์หน้าวังก็เข้ามารายงานว่าซ่งกู้หวายมาขอเยี่ยมอาการองค์หญิงหนิงอันผู้เป็นน้องสาว“ทูลท่านอ๋อง ท่านอ๋องสิบเอ็ดซ่งกู้หวาย เสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ ตรัสว่าทรงเป็นห่วงอาการบาดเจ็บขององค์หญิงหนิงอัน จึงนำสมุนไพรและพาหมอหลวงซูมาขอเยี่ยมอาการพ่ะย่ะค่ะ”ซ่งกู้เว่ยปล่อยมือจากปลายคางของหญิงสาว แววตาที่เคยฉายแววหยอกเย้าเจ้าเล่ห์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเแข็งกร้าวดุดัน ทว่าแม้ในใจเขาจะนึกรำคาญและไม่อยากต้อนรับคน แต่ซ่งกู้เว่ยก็ไม่คิดจะปฏิเสธ"มาก็ดี เปิ่นหวางจะได้ทำให้ชัดเจน ว่าเจ้าเป็นคนของใคร" น้ำเสียงทุ้มแหบบอกพลางหันมาสบตาคนบนเตียงด้วยท่าทีที่ของผู้มีชัยเยว่จื่อรุ่ยขบกรามแน่นตั้งแต่ได้ยินว่าซ่งกู้หวายมาเยี่ยมตน นางก็รู้ในทันทีว่างิ้วฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น และเมื่อเห็นว่าตนเองอยู
เช้าวันต่อมาเยว่จื่อรุ่ยค่อยๆ ลืมตาตื่น ทว่าเพียงแค่ขยับตัวเบาๆ ความเจ็บปวดหนึบที่หัวไหล่ซ้ายก็เข้าโจมตี ทั้งที่แผลหายสนิทแล้ว ดูเหมือนว่ากระบี่เล่มนั้นจะมีบางสิ่งแอบแฝงอยู่ด้วย กึก... เสียงคล้ายพู่กันถูกวางลงดังมาจากห้องข้างๆ เยว่จื่อรุ่ยขมวดคิ้วเรียวขบคิด ที่นี่เป็นวังส่วนตัวของท่านอ๋องเก้าซ่งกู้เว่ย ซึ่งเป็นถึงผู้สำเร็จราชการ ดังนั้นนอกจากเขาผู้เป็นเจ้าของวังแล้ว ผู้อื่นย่อมไม่กล้าเข้าออกและใช้สอยพื้นที่ต่างๆ ภายในห้องที่นางพักอาศัยอยู่“ตื่นแล้วหรือ...” เสียงทุ้มแหบพร่าดังแว่วมาจากหลังฉากกั้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าแฝงอำนาจกดข่มผู้คนอย่างชัดเจนเยว่จื่อรุ่ยขยับตัวลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อตระหนักได้ว่า มีสายตาคมคอยจับจ้อง สังเกตพิรุจของนางอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวจึงต้องแสร้งทำเป็นสตรีที่อ่อนแอ ให้สมกับสถานะคุณหนูสามเสิ่นผู้บอบบาง ที่แค่ถูกลมพัดผ่านก็ล้มป่วย“เมื่อวันก่อนสามีของเจ้า เข้าไปคุกเข่าทูลขอต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ กดดันเปิ่นหวางให้ส่งตัวเจ้ากลับไป" น้ำเสียงเย้ยหยันเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตามองคนผ่านม่านกั้นลม "ช่างเป็นสามีที่รักภรรยาจริงๆ” เยว่จื่อรุ่ยขม
“ได้รับเมตตาจากท่านอ๋อง นับเป็นวาสนาของหม่อมฉัน จะรู้สึกผิดหวังได้อย่างไรกันเพคะ”“เช่นนั้นหรือ” สิ้นเสียงทุ้มเอ่ยถาม หางตาของเยว่จื่อรุ่ยก็เห็นคมมีดบินเล่มหนึ่งพุ่งตรงมายังตน หญิงสาวขบกรามกำหมัดแน่นอีกครั้ง รู้ดีว่าคมมีดนี้คือบททดสอบจากอีกฝ่าย หากครั้งนี้นางหลบก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองมีวรยุทธ ไม่ต้องคิดถึงเหตุการณ์ในวันหน้า แค่รักษาลมหายใจในวันนี้ก็คงยากจะทำได้ดังนั้นเยว่จื่อรุ่ยจึงจำต้องอดกลั้น กัดฟันแน่น บังคับร่างกายทุกส่วนให้แข็งทื่อ ก่อนจะแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกหวาดกลัวเบิกตากว้างพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น“กรี๊ดดด!”ฉึก! คมมีดเย็นเฉียบพุ่งผ่านนวลแก้มขาวซีดไปเพียงเสี้ยวเส้นด้าย ปรอยผมยาวสลวยขาดร่วงหล่นลงบนฟูกหนา ก่อนที่ปลายมีดจะปักลึกลงบนเนื้อไม้หัวเตียง เยว่จื่อรุ่ยกัดฟันจนขึ้นสันกราม พยายามอย่างยิ่งที่จะเร่งจังหวะการหายใจของตนเอง เพื่อแสร้งแสดงอาการตื่นตระหนก จนลมหายใจสะดุด และในช่วงพริบตาก็ทิ้งตัวลงสิ้นสติบนเตียงนอน ตึ้ง! เสียงร่างเล็กล้มลงบนฟูก กระตุ้นร่างหนาให้ลุกพรวดพุ่งตรงมายังเตียงากว้าง ภาพหญิงสาวที่สิ้นสติ ล้มลงอย่างสิ้นท่าจนบาดแผลบ่นไหล่ซ้ายฉีกขาดอีกหน โลหิตไหลซ
ภายในห้องอันกว้างขวางของวังเจิ้นเวยฝู่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายสมุนไพรคละคลุ้ม บนเตียงกว้างบุด้วยนวมผ้าไหมชั้นดีมีราคาปรากฏร่างของหญิงสาวที่ไร้สตินอนอยู่ รอบเตียงมีสาวใช้แปดนางคอยยืนรอรับใช้ ถัดมาไม่ไกลนักมุมห้องข้างที่มีเพียงฉากบังลมกั้นขวาง มีชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีดำปักลายพยัคฆ์ สวมหน้ากากมทิฬ กำลังนั่งตรวจฏีกาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทว่าความเครียดนี้กลับไม่ได้มาจากข้อความในฏีกาแต่เป็น...“ผ่านมา 6 วันแล้ว หากพรุ่งนี้นางยังไม่ฟื้น ข้าจะให้เจ้าและตระกูลเถียนร่วมนอนเป็นเพื่อนนาง” น้ำเสียงเยือกเย็นแหบพร่าเอ่ยบอก ร่างของหมอชราที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพลันตัวสั่นงันงก เหงื่อตก ลมหายใจติดขัด ได้แต่สวดภาวนาขอให้หญิงสาวบนเตียงเร่งฟื้นโดยไว้ขอสวรรค์โปรดเมตตาให้องค์หญิงหนิงอันผู้นี้เร่งฟื้นขึ้นมาในขณะที่ดวงตาคมเลื่อนสายตาทอดมองไปยังหญิงสาวบนเตียงกว้าง ร่างกายของนางบอบบางจนแทบจะกลืนหายไปกับกองผ้าห่มบนเตียงกว้าง ทว่าความกล้ากลับยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว้าภูเขาไท่ซาน ในขณะที่กำลังขบคิดถึงความกล้าหาญไม่กลัวตายของคนเจ็บ ดวงตาคมก็มองเห็นร่างเล็กดิ้นกระสับกระส่ายไปมา“เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงดุดัน ตวาดถามหมอ
“แล้วถ้าเปิ่นหวางไม่คืนเล่า" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอกโดยไม่แม้แต่จะปรายตาหันมามองคน“ทะ... ทูลท่านอ๋องเก้า ในฐานะสามี กระหม่อมจิ้งเจิ้นเหยาจะดูแลองค์หญิงเองพ่ะย่ะค่ะ”“เปิ่นหวางเคยถามสถานะเจ้าหรือ” น้ำเสียงเยือกเย็นที่เอ่ยออกมาทำให้จิ้งเจิ้นเหยาตัวสั่นเข่าทรุดในทันที ซ่งกู้หวายขบกรามแน่น มั่นใจเก้าในสิบว่าซ่งกู้เว่ยกำลังคิดจะชิงคนจริงๆ “พี่เก้า ข้าเองก็คิดว่าเรื่องการดูแลองค์หญิงสมควรให้บัณฑิตจิ้งเป็นผู้เป็นสามีดูแลจะเหมาะสมกว่านะพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างตอนนี้งานเลี้ยงก็ยกเลิกไปแล้วเชิญท่านกลับไปพักผ่อนเถิด”คำพูดของน้องชายต่างสายเลือดที่พยายามเน้นย้ำถึงสถานะความเป็นสามีของจิ้งเจิ้นเหยา ทำให้อารมณ์ของซ่งกู้เว่ยรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้หตุผล ก่อนจะตวัดสายตาหันหน้ามามองคนทั้งสอง นัยน์ตาคมกริบภายใต้หน้ากากทมิฬตวัดมองซ่งกู้หวายด้วยแววตาดุดัน จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนลงมาหยุดที่ร่างอันสั่นเทาบนพื้นของจิ้งเจิ้นเหยา“สามี” ซ่งกู้เว่ยทวนคำเสียงเย็นเยียบ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก “เปิ่นหวางจำได้ว่ายามที่คมกระบี่ของนักฆ่าฟาดฟันลงมาที่นางสามีผู้ประเสริฐเช่นเจ้า กลับทอดทิ้งภรรยาแล้วมุดตัวหดหัวเข้าไป
“หุบปากแล้วรีบมาตรวจดูอาการของนาง! หากนางเป็นอะไรไป เปิ่นหวางจะให้เจ้าตายตามนางไป” ซ่งกู้เว่ยตวาดเสียงแหบพร่า ลอดไรฟัน ไอสังหารที่แผ่ออกมาทำให้หมอหลวงเถียนตัวสั่นงันงก รีบคลานเข่าเข้าไปที่ข้างเตียง ทว่าพอจะยื่นมือออกไปตรวจจับชีพจรของคนเจ็บกลับต้องชะงักเพราะสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่พุ่งออกมาจากบุรุษซึ่งนั่งจดจ้องอยู่บนเตียงคนเจ็บ ความรู้สึกกดดันที่แผ่ซ่านทำให้หมอชราเหงื่อแตกพลั่ก แม้แต่มือที่ยื่นออกไปจับชีพจรของคนเจ็บก็สั่นเทา เอ่ยบอกน้ำเสียงสั่นเครือ"กระหม่อมขออนุญาตตรวจบาดแผลองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ" พูดพร้อมกับค่อยๆ ขยับยื่นมือเปิดสาบเสื้อคนเจ็บ สายตาฟ่าฟางลอบมองท่านอ๋องหนุ่มด้วยความลังเลนั่นเพราะบาดแผลของหญิงสาวอยู่ใต้ร่มผ้า อีกทั้งองค์หญิงหนิงอันผู้นี้ยังเป็นภรรยาของบัณฑิตแซ่จิ้งจะเปิดเผยเรือนร่างต่อสายตาบุรุษอื่นได้อย่างไร“ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมต้องเปิดดูบาดแผลที่ไหล่ขององค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”“เปิ่นหวางห้ามหรืออย่างไร ยังไม่รีบเปิดอีก” น้ำเสียงเข้มงวด แววตาจริงจัง ชัดเจนว่าต่อให้ฟ้าถล่ม ท่านอ๋องเก้าผู้สำเร็จราชการคนนี้ก็ไม่มีทางลุกจากเตียงไปอย่างแน่นอน หากแต่ไม







