Se connecterเจียวลี่ถูกบิดาของตนขายนางให้หอคณิกา ด้วยความไม่เต็มใจ แต่นางก็ต้องจำใจทำตามที่บิดาสั่ง แล้วเรื่องราวชีวิตในหอคณิกาจึงเริ่มขึ้น
Voir plusวันเวลาผ่านไปช้า ๆ แสงโคมไฟแขวนเรียงรายบนถนนทอดยาวราวสายดาวที่ส่องสว่างอยู่บนพื้นดิน ท้องถนนที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องของบุรุษเมามาย กลับแปรเปลี่ยนเป็นความครึกครื้นที่อบอุ่นและสง่างาม ผู้คนหลากหลายทั้งบุรุษและสตรี หลั่งไหลเข้ามาในหอประโลมรักไม่ขาดสายกลิ่นหอมอ่อนละมุนของดอกเหมยและโสมป่าคลุ้งอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นของ เครื่องประทินโฉมที่เจียวลี่คิดค้น จนสำเร็จ หลังจากหลายเดือนที่อดหลับอดนอน ทดลองสมุนไพรทีละชนิด ผสมจนลงตัว เครื่องประทินผิวที่ได้จึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกสตรีใฝ่หา ไม่เพียงเพราะมันทำให้ผิวพรรณนุ่มนวลดุจผ้าไหม แต่เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิที่พวกนางมอบให้แก่ตนเอง“โอ้โห…นี่หรือคือสมุนไพรประทินโฉมของหอประโลมรัก”เสียงคุณหนูตระกูลใหญ่ร้องด้วยความประหลาดใจ พลางทาเนื้อสมุนไพรลงบนข้อมือขาวสะอาด“หอมละมุน ซึมไว มิใช่เหนียวเหนอะหนะเลย”สหายอีกคนยกแขนมาดูบ้างแล้วหัวเราะร่า“แท้จริงแล้วเจียวลี่แม่นาวผู้นี้นับว่ามีฝีมือเกินกว่านางคณิกาเสียอีก นี่มันสูตรล้ำค่าที่ควรขายในวังไม่ใช่หรือ”เสียงชื่นชมดังระงม แขกเหรื่อบางรายถึงกับยื่นเงินก้อนโตสั่งจองล่วงหน้า เกรงว่าหากมาช้าจะ
ภายในห้องเล็กด้านหลังหอประโลมรัก กลิ่นหอมของสมุนไพรตากแห้งลอยอบอวลไปทั่ว ทุกมุมเต็มไปด้วยตะกร้าฟางบรรจุรากไม้ เปลือกไม้แห้ง กลีบดอกไม้สด และโถดินบรรจุน้ำมันหอมระเหย เจียวลี่นั่งอยู่เบื้องโต๊ะยาวไม้เนื้อแข็ง ใบหน้าซีดเซียวแต่แฝงประกายตั้งใจไม่ย่อท้อนางใช้สากตำสมุนไพรด้วยแรงแขนที่สั่นเล็กน้อยเสียงตึกตักของครกหินดังประสานกับลมหายใจถี่รัว สองคืนแล้วที่นางแทบไม่ได้ข่มตาหลับ ทว่าสายตายังคงเป็นประกายเหมือนเปลวไฟเล็ก ๆ ที่พร้อมจะเผาผลาญความมืดมน“ดอกเหมย กลีบหอมนี้ช่วยให้ผิวขาวละมุน รากโสมบำรุงโลหิตเ กสรบัวช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น หากรวมเข้าด้วยกัน ผลจะเป็นเช่นไรหนอ...” นางพึมพำเบา ไป กับตนเองมือเรียวหยิบขวดแก้วเล็กใส่น้ำมันงาใสสะอาด หยดลงไปในครกแล้วกวนอย่างช้า ๆ กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ผสานเข้ากับความเข้มข้นของสมุนไพร กลายเป็นกลิ่นละมุนชวนให้รู้สึกผ่อนคลายครู่ใหญ่ หญิงคนิกาสามสี่คนแอบชะโงกมองเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยและสนใจ“แม่นางเจียวลี่...กำลังทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ กลิ่นช่างหอมเหลือเกิน” น้ำเสียงใสเอ่ยถามอย่างเกรงใจเจียวลี่เงยหน้าขึ้น เหงื่อผุดบนหน้าผากแต่ยังคงยิ้มอ่อน“เป็นตำรับสมุนไ
@หลายวันผ่านไป แสงอรุณแรกคลี่ตัวปกคลุมหลังคากระเบื้องของหอประโลมรักให้ทอประกายละมุน กลิ่นน้ำค้างบนใบเหมยผสมกับไออุ่นจากครัวหลังเรือน ลอยปะทะปลายจมูกที่หน้าประตูไม้สลักลายเมฆและดอกไม้ ด้านในนั้น เสียงครกตำสมุนไพร ดัง ตึก ตึก ตึก ดังอย่างเป็นจังหวะ ขับกล่อมให้ทั้งหอค่อย ๆ ตื่นจากนิทราไปพร้อมกัน“ขิงแก่สับแล้วนะ!” ถิงถิงผูกผ้าเอวสีน้ำหมึก ตะโกนบอกขณะกำลังคนหม้อไหในครัว กลิ่นขิงกับพริกหอมร้อน ๆ คลี่ตัวขึ้นเหนือไอน้ำ เจือด้วยกลิ่นดอกเก๊กฮวยที่ชงพักไว้ในกาเหล็ก“ใส่ตะไคร้เพิ่มอีกสองท่อน” เจียวลี่ตอบ นางห่มเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครีม แขนเสื้อพับขึ้นจนถึงศอก นิ้วเรียวไม่ได้อยู่บนพิณ แต่กำลังอยู่เหนือครกหิน บดเม็ดพริกไทยดำเม็ดใหญ่ให้แหลกจนได้กลิ่นเผ็ดหอมฉุนเล็ก ๆ “รูปและรสจะชัดขึ้น ผู้คนจะจำได้ว่ากลิ่นนี้เป็นน้ำแกงไก่ต้มสมุนไพรของเรา”“ของเรา…” ถิงถิงยิ้มกว้าง“ฟังแล้วอุ่นใจดีจัง”เช้านี้ในหอคึกคักเป็นพิเศษ ตั้งแต่มี เมนูของแต่ละคน เกิดขึ้น โต๊ะไม้ยาวจึงแปรสภาพเป็นโต๊ะทดลอง ฝั่งหนึ่งเป็นหม้อน้ำซุปกระดูกไก่เคี่ยว ฝั่งหนึ่งมีหม้อเต้าหู้ร้อน ๆ ขณะอีกมุมกำลังลองยำผักดองใส่ไก่ฉีกกับงาขาวคั่วถิงถิงถนัด
ในห้องชั้นบนของหออยามดึก เสียงขลุ่ยและพิณจากเบื้องล่างเริ่มแผ่วลง ท่ามกลางแสงตะเกียงที่ทอละมุน บรรยากาศภายในห้องของเจียวลี่อบอวลด้วยกลิ่นบุบผาแห้งผสมชาร้อนในกาน้ำเคลือบเก่าเสวียนอวี่นั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาลุ่มลึกทอดมองเจียวลี่ขณะกำลังรินชาอย่างสงบ ท่วงท่าของนางนุ่มนวล มั่นคง แม้สายตาจะไม่สบกับเขาโดยตรง“ดื่มชาเจ้าคะ”นางยื่นถ้วยชาให้ พร้อมรอยยิ้มบาง อย่างเป็นธรรมชาติ เขารับถ้วยไว้ ไม่ตอบในทันที กลับจิบอย่างช้า ๆบรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะไร้บทสนทนา หากแต่เป็นเพราะทั้งสองต่างเริ่มรับรู้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป ในความนิ่งเงียบที่อบอุ่นนั้นเสียงฝนปรอยลงกระทบชายคาอย่างนุ่มนวล เหมือนสอดรับกับจังหวะของหัวใจที่เต้นช้าลงแต่หนักแน่นขึ้นทุกทีเจียวลี่ขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้น ระยะห่างระหว่างทั้งสองแคบลง จนนางสามารถมองเห็นเส้นขนตาของเขาได้ชัด หัวใจของนางเต้นไม่เป็นส่ำ เมื่อลมหายใจของเขาอยู่ใกล้จนแทบจะแตะปลายจมูก“คืนนี้ข้าอยากปรนนิบัติท่าน” เสียงเบา นางราวกระซิบ“เอาสิ” นิ้วมือของเขาแตะหลังมือนางอย่างแผ่วเบา และรั้งไว้เจียวลี่ไม่ปัดป้องความเงียบในห้องแปรเปลี่ยนเป็นบรรยากาศชื้น
"เจ้าชอบท่านี้หรือไม่..." เขากระซิบเสียงต่ำ แล้วก็กระแทกเข้าไปจากด้านหลังในทันที!ปั่ก!"อ๊าสสส!!" นางครางลั่นจนเสียงแหบ เสียงเนื้อกระแทกกันจากด้านหลังนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่เขาดันเข้า นางถึงกับตัวสั่นเสียงครางเปลี่ยนจากหวามไหวเป็นสะท้านลึก... ร่องของนางชุ่มไปด้วยน้ำเมือกจากความเสียวก่อ
เช้านี้ทุกอย่างภายในหอกลับเงียบงันจนกระทั่ง เจียวลี่ปรากฏตัว นางสวมชุดสีขาวนวล เสื้อคลุมยาวปลิวไสวตามลมเบา ใบหน้านิ่งสงบ แต่ดวงตากลับแน่วแน่เยี่ยงผู้นำที่ผ่านการล้มสลายและฟื้นคืนมาแล้วหญิงสาวทุกคนรวมตัวกันกลางลานหอ บ้างเป็นคณิกาเก่า บ้างเป็นเด็กสาวหน้าใหม่ที่เพิ่งถูกช่วยมาจากตลาดทาส เจียวลี่ยืนกลา
ค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไปพร้อมกับเสียงพิณสุดท้ายที่ลอยหายไปในความเงียบ แต่สำหรับเจียวลี่ มันไม่ใช่เพียงค่ำคืนธรรมดาอีกต่อไป บางสิ่งในใจนาง...ได้เปลี่ยนแปลงนางกลับขึ้นไปยังห้องของตนเองเงียบ ๆ ไม่พูด ไม่ยิ้มไม่มีใครรู้ว่านางคิดอะไร แม้แต่ถิงถิงที่สนิทที่สุดก็ไม่กล้ารบกวนเจียวลี่วางพิณลงอย่างเบามือ แล้วหย
สายของวันหนึ่ง เจียวลี่นั่งนิ่งอยู่ตรงเก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ร่างบางห่มผ้าคลุมสีเทาจาง สายตาเหม่อมองออกไปไกลสุดสายตาเหมือนเช่นทุกวันหอคณิกาประโลม บัดนี้เงียบงันราววัดร้าง แขกเหรื่อน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังมีเสียงหัวเราะจากสาวคณิกาบ้างในบางคืน แต่ไม่มีใครแทนที่เจียวลี่ได้และที่สำคัญ หอขาดผู้ดูแล











