Masukท้องฟ้าสว่างจ้าที่บ้านเศรษฐวินิจเมื่อช่วงเช้ามืดครึ้มลงในตอนที่กุลจิรามาถึงบริษัท PSW Asset Group ราวกับเป็นลางบอกบางอย่าง
“ชีวิตหลังแต่งงาน” ไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ
หญิงสาวก้าวผ่านประตูทางเข้าด้วยจก้าวที่มั่นคง แม้ในอกจะมีความกังวลซ่อนอยู่ก็ตาม
ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะทำงานให้ที่นี่มาแล้วเจ็ดปี ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายวางแผนและฝ่ายการตลาดของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่โต
แม้ไม่ใช่ตำแหน่งสูงส่งแต่กุลจิราก็ทุ่มเทและพยายามอย่างหนัก เพื่อให้ตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้
ยังจำได้ขึ้นใจ ในบรรดาคนที่มาสัมภาษณ์งานทั้งหมด เธอเป็นคนที่ถูกซักถามมากที่สุด แถมรอบสุดท้ายเธอยังเป็นคนเดียวที่ต้องเข้าไปสัมภาษกับเจ้าของบริษัทโดยตรงอีกด้วย
“คุณคิดว่าตัวเองมีข้อดีอะไรที่บริษัทต้องรับคุณเข้ามาทำงาน” น้ำเสียงเรียบนิ่งของภวินท์ในวันนั้นยังดังก้องอยู่ในหัวเธอเสมอ
เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในมาดผู้บริหารสุดเนี๊ยบสมบูรณ์แบบ ใบหน้าหล่อเหลายากจะละสายตา
ทว่าก็แฝงไปด้วยความเย็นเฉียบที่ทำให้เธอไม่กล้าขยับตัว
และที่สำคัญ…ภวินท์ทำเหมือนไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน
ก็พอจะเข้าใจได้ เขาเป็นถึงผู้บริหารของบริษัทใหญ่โต ก็ต้องวางมงวางมาดเป็นธรรมดา
อีกอย่างเธอก็คงไม่ภูมิใจนักหรอก หากตัวเองได้เข้ามาทำงานเพราะใช้เส้นสาย
“ทำไม คำถามยากไปเหรอ?” กุลจิราไม่ได้ให้คำตอบในทันทีอีกฝ่ายจึงพูดขึ้น สายตาที่มองมาไม่บ่งบอกอารมณ์ใด แต่กลับแฝงเร้นไปด้วยแรงกดดันบางอย่าง
นาทีนั้นกุลจิรารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
“เปล่าค่ะ ฉันแค่ตื่นเต้นนิดหน่อย” เธอสูดลมหายใจลึกเข้าแล้วตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ถ้าถามถึงข้อดี ดิฉันมีข้อดีอยู่หลายข้อค่ะ แต่ที่ดิฉันคิดว่าเป็นข้อดีที่สมควรได้รับคัดเลือกให้เข้าทำงานที่นี่ก็คือ ดิฉันมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตและประสบความสำเร็จค่ะ”
เธอนึกว่าคำตอบจะดีพอ แต่กลับผิดคาด
“แต่ผมไม่คิดว่าบริษัทที่เติบโตและประสบความสำเร็จอยู่แล้วของผมจะต้องพึ่งพาหรือขับเคลื่อนด้วยพนักงานที่ยังขาดประสบการณ์อย่างคุณนะ” เขาเว้นจังหวะ ก่อนปิดท้ายประโยคได้อย่างใจร้ายที่สุด
“เพราะงั้นต้องขอโทษที่ต้องบอกว่า คำตอบของคุณไม่ผ่านการสัมภาษณ์ในครั้งนี้”
อึ้งกิมกี่ไปเลยสิ…
กุลจิราได้แต่นั่งกำหมัดอยู่บนตักตัวเอง
จริงอยู่ ในสายงานนี้เธอยังขาดประสบการณ์อยู่มาก แต่จำเป็นที่เขาต้องพูดจาไม่รักษาน้ำใจคนอื่นขนาดนี้ด้วยเหรอ
ผู้ชายคนที่น่าชื่นชม อบอุ่นและพร้อมกางปีกปกป้องเธอได้คนนั้น ไม่เคยมีอยู่จริงสินะ
แต่เธอก็เข้าใจได้ วันนั้นกับวันนี้มันคนละสถานการณ์กัน
มัวเพ้อล้ม ๆ แล้ง ๆ อะไรอยู่
คนอย่างเธอจะอยู่ในความทรงจำของเขาได้อย่างไรกัน
“ขอบคุณนะคะที่ยอมสละเวลามาสัมภาษณ์ดิฉันในครั้งนี้” กุลจิรายกมือไหว้อย่างสุภาพก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยกิริยาสงบเสงี่ยม
พยายามเก็บใบหน้าให้เรียบเฉย ทั้งที่ในอกเต็มไปด้วยแรงกดทับ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินออก
“ผมยังไม่ได้บอกให้คุณออกไปเลยนะ” ปลายเสียงทุ้มต่ำหยุดฝีเท้าหญิงสาวในทันที กุลจิราชะงักค้างในเสี้ยววินาทีนั้น
เจ้าของร่างเล็กค่อย ๆ หันกลับมา
เป็นจังหวะเดียวกับที่ซีอีโอหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้…
ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ จากเขา
ดวงตาคมกริบจับจ้องมาราวกับต้องการสะกดเธอ รู้สึกได้ถึงไออุ่นจากชายหนุ่มที่แผ่ซ่านเข้ามาในระยะประชิด
กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากตัวเขาคลอเคลียอยู่ปลายจมูกของเธอ
หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะ
เขา…ผู้ชายที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งชื่อเสียง ฐานะการเงิน
เป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม ผู้หญิงมากหน้าหลายตาต่างก็อยากไขว่คว้าเอาไว้
ทุกอย่างที่เป็นผู้ชายคนนี้ คือสิ่งที่เธอไม่เคยคิดอาจเอื้อม ทำได้เพียงเก็บงำความรู้สึกให้มันอยู่ลึกภายในจิตใจ
“ผมต้องการคนที่พร้อมอ้า…” เสียงทุ้มลากยาวราวกับจงใจให้เธอคิดลึก
กุลจิราหลุบตามองต่ำ
ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว
แก้มทั้งสองผ่าวร้อน เธอเผลอกัดริมฝีปากล่างโดยไม่รู้ตัว
ท่าทีของหญิงสาวทำให้มุมปากของซีอีโอหนุ่มยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ร่างสูงโน้มตัวลงมา เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นรับสายตาคู่นั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ผมต้องการคนที่พร้อมอ้าแขนรับกับทุกสถานการณ์ที่ผมหยิบยื่นให้ ถ้าคุณคิดว่าจะทำตามเงื่อนไขของผมได้พรุ่งนี้ก็มาเริ่มงานได้เลย” กุลจิราเผลอสูดหายใจเข้าแรง ๆ กว่าจะตั้งสติกลับมาได้ก็ใช้เวลานานหลายนาที
“ได้ค่ะ ดิฉันทำได้ค่ะ”
ใครจะคิดว่าเงื่อนไขเดียวของเจ้าของบริษัทในวันนั้น จะนำมาสู่การแต่งงานล้างหนี้ในวันนี้
จากนี้ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พนักงานส่วนใหญ่ จะมองว่าเธอเป็นเจ้าสาวตกถังข้าวสาร
บางคนอาจริษยา แต่ก็คงจะมีอยู่บ้างที่จะเห็นใจเธอ
แม้จะอยากรู้อยากเห็น แต่แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าตั้งคำถามว่าระหว่างเธอกับภวินท์เริ่มคบหากันตอนไหน
เพราะกว่าที่ข่าวการแต่งงานจะถูกหล่อยออกมา ก็ก่อนงานวิวาห์จัดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
ประตูบานเลื่อนเปิดออกที่ชั้นสิบห้า เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มยืนรอลิฟต์อยู่กับคุณเมธี
เลขาส่วนตัววัยห้าสิบกว่า ๆ ผู้ที่คุณพิศาลไว้วางใจที่สุด และเป็นคนที่คอยสอนงานทุกอย่างในบริษัทให้กับเขา
สายตาของภวินท์ให้ความรู้สึกเย็นเยียบและห่างเหินเมื่อมองมาที่เธอ
กุลจิรายืนอยู่ต่อหน้าเขาอย่างสำรวม
“คุณมาทำงานสายไปห้านาทีนะ” ปลายเสียงเรียบเฉยของเขาดังขึ้นขณะเหลือบตามองเวลาที่นาฬิกาโรเล็กซ์บนข้อมือ
ประโยคนั้นทำกุลจิราอึ้งไปชั่วขณะ แม้แต่คุณเมธียังไม่คาดคิดว่าประธานหนุ่มจะพูดกับคนที่ตนเองเพิ่งจะเข้าประตูวิวาห์ด้วยแบบนี้
“แค่ห้านาทีเองไม่เป็นไรหรอกครับ อีกอย่างถ้าไม่อยากให้มาสาย วันหลังก็ให้หนูน้ำนั่งรถมาด้วยกันสิ” คุณเมธีช่วยพูดพร้อมกับเสนอความคิดดี ๆ
กุลจิราโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงสุภาพ
“ขอโทษนะคะที่ดิฉันมาทำงานสาย แต่ดิฉันมีเหตุผลให้มาสายนะคะ พอดีว่าเมื่อคืนเป็นคืนเข้าหอคืนแรก กว่าที่เจ้าบ่าวจะยอมให้ดิฉันนอนก็เกือบเช้าแล้ววันนี้ฉันเลยตื่นสายนิดหน่อยค่ะ” เธอส่งยิ้มอ่อน แต่เนื้อหาในประโยคกลับผลักภาระทั้งหมดไปให้ “เจ้าบ่าว” โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อเขา
คุณเมธีถึงกับหลุดยิ้มออกมา
ในสายตาของคนที่นับได้ว่าเป็นญาติผู้ใหญ่และคนใกล้ชิด เห็นภวินท์มาตั้งแต่เขาอายุได้สิบขวบ เป็นเพื่อนวิ่งเล่นกับลูกชายของตัวเอง ย่อมมองชายหนุ่มทะลุปรุโปร่ง
ผู้หญิงที่เหมาะจะยืนเคียงข้างหลานชายก็คือกุลจิราคนนี้
ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่พร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์ บอบบางแต่ไม่อ่อนแอ รู้จักแบ่งรับแบ่งสู้
เพราะแบบนี้กระมังเลยถูกใจคนอย่างภวินท์ ถึงขั้นยอมเอาอิสระภาพทั้งชีวิตแลกกับเงินแค่ห้าสิบล้าน
ให้แต่งมาเป็นภรรยาเพื่อล้างหนี้ นอกจากป้าลำดวน ยังมีคุณเมธี เลขาคนสนิท ที่ดูจะไม่เชื่อคำพูดพวกนั้นของเขาเหมือนกัน
“แต่งงานได้คืนเดียวก็กล้าขนาดนี้แล้วเหรอ”
น้องยังกล้ากับอิพี่มากกว่าที่คิดอีกค่าาาา
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอลูก” พิศมัยหันมาเห็นเธอเข้าในจังหวะนั้นรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏอยู่บนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนกุลจิราวางสีหน้าไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปสายตาของเธอชำเลืองมองภวินท์เล็กน้อยชายหนุ่มกำลังวางต้นหอมที่หั่นเสร็จแล้วลงในชามเซรามิกที่เตรียมไว้“หิวหรือยัง” พิศมัยถามขึ้น“ค่ะ” เธอคลี่ยิ้มบาง ๆ ขณะตอบ“ขึ้นไปอาบน้ำสิ แม่ทำกับข้าวใกล้จะเสร็จพอดี” คนเป็นแม่มองสภาพลูกสาวที่เพิ่งตื่นนอน ก่อนจะหันไปมองภวินท์ที่เวลานี้อาบน้ำเรียบร้อยแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เหมือนจะรู้ตัว กุลจิรารีบยกมื้อขึ้นมาจัดทรงผมของตัวเอง ก่อนจะกระแอมในลำคอเบา ๆ“งั้นน้ำขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” พิศมัยพยักหน้ารับ เธอหันหลัง ก้าวออกไปแบบกึ่งเดินกึ่งวิ่งทว่าความสงสัยยังวนเวียนอยู่เต็มหัว ขณะก้าวเท้าเหยียบขั้นบันไดไปยังชั้นบนเปิดประตูเข้ามาในห้องก็จัดการถอดชุดนอนบนตัวออก ตั้งใจจะใช้เวลาอาบน้ำไม่นานแต่พอเดินเข้าไปในห้องน้ำ เธอก็พบว่าโฟมล้างหน้าหลอดใหม่ที่เพิ่งซื้อเมื่อวานนี้ไม่ได้
ภวินท์ออกมาในสภาพที่ทำให้หญิงสาวเบือนหน้าหนีแทบไม่ทันร่างสูงเปลือยท่อนบน มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันอยู่ที่เอว เผยให้เห็นแผงอกแน่นหนั่นที่หยดน้ำยังเกาะพราว ไล่จากลำคอไหลลงตามแนวกล้ามเนื้ออันแข็งแรงเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาก้าวช้า ๆ ไปที่หน้าตู้หลังเล็ก หยิบเสื้อยืดสีขาวออกจากไม้แขวนเสื้อก่อนจะสวมมันผ่านศีรษะเนื้อผ้าแนบไปกับอกกว้างของชายหนุ่มกุลจิราพยายามจะไม่สนใจ พลิกตัวหันหลังให้เขา แต่ใบหน้ากลับผ่าวร้อนขึ้นมาชายหนุ่มเห็นอากัปกิริยาของคนบนเตียงทุกอย่าง มุมปากหยักหนาโค้งขึ้น เขาค่อย ๆ ดึงผ้าเช็ดตัวออกจากเอวสอบเพรียวสวมมันอย่างไม่รีบร้อนนัก ราวกลับจะประวิงเวลาเอาไว้สายตาคมกริบชำเลืองมองไปที่แผ่นหลังของเธอสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งที่เตียง แสงไฟวอร์มไลท์จากหัวเตียงส่องกระทบใบหน้าของทั้งคู่ร่างเล็กนอนตะแคงอยู่ในท่าเดิม กอดหมอนข้างแนบอกไว้หลวม ๆ ดวงตาคู่สวยยังเปิดอยู่ทว่าคนที่นั่งทำงานก่อนหน้านี้กลับเอนตัวลงนอนข้างเธอ ไม่ได้ดึงผ้านวมขึ้นมาห่ม เว้นระยะห่างไว้เล็กน้อยกุลจิราขยับตัวให้ห่างจากเขา แต่กลับถูกฝ่ายนั้นต่อว่า“หันหน้ามา ผมไม่ชอบให้ใครนอนหันหลังให้” ยอมทำตามแ
หลังจากมื้อค่ำจบลง บ้านทั้งหลังก็ค่อย ๆ กลับเข้าสู่ความเงียบสงบเหมือนอย่างเช่นทุกวันเสียงโทรทัศน์จากห้องรับแขกดังแว่วมาบ้างเป็นระยะ ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อพิศมัยขึ้นไปพักผ่อนภายในห้องนอน กุลจิรานั่งอยู่บนปลายเตียง มือข้างหนึ่งถือผ้าขนหนูผืนเล็ก ขยี้เส้นผมที่ยังเปียกชื้นอยู่จากการอาบน้ำสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างความเงียบภายในห้องทำให้เธอเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาคืนนี้เธอต้องนอนห้องเดียวกับภวินท์เพียงแค่คิด หัวใจก็รู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูกเธอไม่ได้หวาดกลัวผู้ชายคนนั้น แต่เธอไม่รู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรมากกว่าตลอดเวลาที่แต่งงานกันมา ภวินท์ขีดเส้นแบ่งพื้นที่ของเขากับเธอไว้อย่างชัดเจนห้องนอนของเธอถูกแยกออกมาต่างหาก ไม่ใช่คู่สามีภรรยาทั่วไปที่นอนร่วมห้องเดียวกันขณะที่ความคิดกำลังไหลเวียนเสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้น กุลจิราชะงัก ก่อนจะหันไปมองตามสัญชาตญาณร่างสูงก้าวเข้ามาในห้อง เดินผ่านกุลจิราไป วางโทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์บนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะกวาดตามองรอบห้องเงียบ ๆห้องนอนของเธอไม่ได้ให
"ดูเหมือนคุณสองคนจะสนิทกันมากนะ"น้ำเสียงนั้นเรียบเรื่อยเสียจนจับอารมณ์ไม่ได้กุลจิราหันมามองเขา“คุณอาทิตย์น่ะเหรอคะ” หัวใจเธอสะดุดวูบเมื่อมองเห็นบางอย่างในสายตาของเขา“ฉันกับคุณอาทิตย์รู้จักกันมานานแล้วน่ะค่ะ”“เหรอ” เขาพยักหน้าช้า ๆ เหมือนคนที่กำลังรับฟัง แม้เขาจะไม่เชื่อคำพูดของเธอแม้แต่น้อยกุลจิราถนัดเรื่องเสแสร้งแกล้งทำจะตายไป“คงมาหาแม่คุณบ่อยสินะ”“ไม่ทราบสิคะ คงงั้นมั้งคะ”“มั้ง?” ดวงตาคมกริบเลื่อนมาสบตาเธอ“แต่ที่ผมเห็นเหมือนผู้ชายคนนั้นจะคุ้นเคยกับทุกคนในบ้านหลังนี้นะ” ไม่ใช่แค่ความสงสัยแต่สายตาที่มองมาเป็นสายตาของคนที่กำลังจับผิดชัด ๆ“คิดมากไปแล้วค่ะ คุณอาทิตย์แค่มีน้ำใจกับบ้านเราเท่านั้นค่ะ” ชายหนุ่มวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย“ไม่ใช่ว่าจริงๆ แล้ว” เขาจงใจเว้นจังหวะในการพูด หัวใจของกุลจิราเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ“คุณเป็นคนเขาให้ผู้ชายคนนั้นมาอยู่เ
คำพูดของภวินท์ทิ้งบางอย่างไว้ในอากาศบางอย่างที่ไม่ได้เอ่ยออกมาตรง ๆ แต่ชัดเจนพอจะทำให้สมาชิกบนโต๊ะรับรู้ได้ และดูเหมือนเจ้าตัวจะอ่านความคิดของทุกคนรอบออก“ถ้าลืมบ่อยๆ มันก็กระทบกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ใช่ไหมครับคุณอาทิตย์” เขามองอีกฝ่ายตรง ๆ ไม่มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าต่างกับอาทิตย์ที่แม้จะนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็คลี่ยิ้มบาง ๆ“ครับ ลืมบ่อยๆ ต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน” คำตอบนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่ก็ไม่ใช่การยอมรับเสียทีเดียว“ถ้าคุณอาทิตย์เข้าใจเจตนาของผมก็ดีไปครับ ผมจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรยืดยาว” น้ำเสียงของภวินท์ยังคงราบเรียบ ไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าถ้อยคำนั้นของเขาซ่อนนัยยะบางอย่างเอาไว้ และอาทิตย์มองออกทั้งหมดสายตาของกุลจิราจับจ้องอยู่ที่ชามข้าว ปลายนิ้วเย็นเฉียบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวขณะที่พิศมัยเริ่มรู้สึกได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารตึงเครียดขึ้นทุกขณะ“ผมเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายๆ อยู่แล้วครับ” อาทิตย์เอ่ยขึ้น ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม“แต่กับบางเรื่อง…. ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเหตุและผลของมันหรอกครับ” ปลายนิ้วของกุลจิราสั่นขึ้นเล็กน้อย เธอรู้ทันทีว่าสิ่ง
“ที่แม่ยายควรจะพูดกันเองกับลูกเขยไง” ถ้อยคำนั้นทำให้เธอนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆเธอหันไปพูดกับมารดา“แม่พูดกับคุณภวินท์เขาสบายๆ เถอะค่ะ” พิศมัยมองหน้าลูกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับช้า ๆ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏอยู่บนใบหน้าทว่าลึกลงไปในแววตายังมัความระมัดระวังซ่อนอยู่พิศมัยไม่ต้องการให้การรับประทานอาหารร่วมโต๊ะครั้งแรกกับชายหนุ่มหลังการแต่งงานเกิดขึ้น ทำให้กุลจิราตกอยู่ในที่นั่งลำบากมากกว่าทุกวันนี้มื่อเช้าที่บ้านวงษ์เศวตยังคงดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่ายพิศมัยแนะนำแต่ละเมนูที่ตั้งใจทำอย่างพิถีพิถันให้กับชายหนุ่มลองชิมฝีมือระหว่างนั้น ทุกคนได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดหญิงสาวเงยหน้าขึ้น มองไปยังรั้วประตูที่ถูกต้นตำลึงพันล้อมไว้อย่างแน่นหนาพิศมัยหันไปมองเช่นกัน"ใครกันมาเวลานี้" หญิงวัยกลางคนพึมพำเบา ๆ วางช้อนลงที่จาน“น้ำกับคุณภวินท์กินข้าวไปเถอะ เดี๋ยวแม่ออกไปดูเอง” หญิงวัยกลางคนผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หญิงสาวหันกลับมา สายตาเหลือบไปยังชายหนุ่มที
ปลดปล่อยความต้องการจนพอใจ ภวินท์ก็ลุกขึ้นไปที่ห้องน้ำห้องวีวีไอพีแห่งนี้มีห้องน้ำอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าชั้นเยี่ยมกุลจิรายังคงนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนโซฟากึ่งกลางลำตัวมีอาการแสบ เพียงขยับกายเล็กน้อยก็รู้สึกเจ็บที่หว่างขาเธอหันไปมองเงาสะท้อนของตัวเอ
"ถ้าวันไหนที่คุณชายตามองผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ผม วันนั้นผมจะทำในสิ่งที่คุณคาดไม่ถึง” เขาตรึงสะโพกของเธอกับโต๊ะ ลูบไล้ลงบนเนินเนื้อบอบบางขบเม้มลาดบ่าบอบบางส่วนที่โผล่เนื้อผ้าออกมา ต่ำลงไปอุ้งมือแข็งแรงสอดเข้ามาบีบคลึงทรวงอกกลมกลึงปลุกเร้าอารมณ์พิศวาสในตัวกุลจิราให้ปะทุขึ้นมา
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากนะครับที่คุณศรันย์ถูกใจการทำงานของภรรยาผม”“ภรรยา?” สีหน้าของศรันย์ดูตกใจไม่น้อยใคร ๆ ก็รู้ว่าภวินท์เพิ่งจะสละโสดเมื่อไม่นานมานี้แต่ใครจะคิดว่า เจ้าสาวของนักธุรกิจหนุ่มผู้เพียบพร้อมอย่างเขา จะเป็นพนักงานในบริษัท หนำซ้ำยังเป็นผู้หญิงที่ตนเองกำลังสนใจอยู่พอดี“ผมต้องขอโทษด้วย
กระจกฝั่งเบาะด้านหลังเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่คุ้นเคย ภวินท์นั่งอยู่ด้านในในชุดสูทสีเข้ม โดยมีคุณเมธีทำหน้าที่เป็นคนขับรถดวงตาลึกล้ำของประธานหนุ่มยากจะคาดเดา เป็นสายตาที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ใครเข้าถึง แม้แต่คนที่อยู่ในสถานะภรรยาเช่นเธอสายตาเย็นเยียบคู่นั้นเลื่อนมาหยุดที่หญิงสาวร่างบาง ภวินท์







