Mag-log inท้องฟ้าสว่างจ้าที่บ้านเศรษฐวินิจเมื่อช่วงเช้ามืดครึ้มลงในตอนที่กุลจิรามาถึงบริษัท PSW Asset Group ราวกับเป็นลางบอกบางอย่าง
“ชีวิตหลังแต่งงาน” ไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ
หญิงสาวก้าวผ่านประตูทางเข้าด้วยจก้าวที่มั่นคง แม้ในอกจะมีความกังวลซ่อนอยู่ก็ตาม
ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะทำงานให้ที่นี่มาแล้วเจ็ดปี ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายวางแผนและฝ่ายการตลาดของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่โต
แม้ไม่ใช่ตำแหน่งสูงส่งแต่กุลจิราก็ทุ่มเทและพยายามอย่างหนัก เพื่อให้ตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้
ยังจำได้ขึ้นใจ ในบรรดาคนที่มาสัมภาษณ์งานทั้งหมด เธอเป็นคนที่ถูกซักถามมากที่สุด แถมรอบสุดท้ายเธอยังเป็นคนเดียวที่ต้องเข้าไปสัมภาษกับเจ้าของบริษัทโดยตรงอีกด้วย
“คุณคิดว่าตัวเองมีข้อดีอะไรที่บริษัทต้องรับคุณเข้ามาทำงาน” น้ำเสียงเรียบนิ่งของภวินท์ในวันนั้นยังดังก้องอยู่ในหัวเธอเสมอ
เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในมาดผู้บริหารสุดเนี๊ยบสมบูรณ์แบบ ใบหน้าหล่อเหลายากจะละสายตา
ทว่าก็แฝงไปด้วยความเย็นเฉียบที่ทำให้เธอไม่กล้าขยับตัว
และที่สำคัญ…ภวินท์ทำเหมือนไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน
ก็พอจะเข้าใจได้ เขาเป็นถึงผู้บริหารของบริษัทใหญ่โต ก็ต้องวางมงวางมาดเป็นธรรมดา
อีกอย่างเธอก็คงไม่ภูมิใจนักหรอก หากตัวเองได้เข้ามาทำงานเพราะใช้เส้นสาย
“ทำไม คำถามยากไปเหรอ?” กุลจิราไม่ได้ให้คำตอบในทันทีอีกฝ่ายจึงพูดขึ้น สายตาที่มองมาไม่บ่งบอกอารมณ์ใด แต่กลับแฝงเร้นไปด้วยแรงกดดันบางอย่าง
นาทีนั้นกุลจิรารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
“เปล่าค่ะ ฉันแค่ตื่นเต้นนิดหน่อย” เธอสูดลมหายใจลึกเข้าแล้วตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ถ้าถามถึงข้อดี ดิฉันมีข้อดีอยู่หลายข้อค่ะ แต่ที่ดิฉันคิดว่าเป็นข้อดีที่สมควรได้รับคัดเลือกให้เข้าทำงานที่นี่ก็คือ ดิฉันมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตและประสบความสำเร็จค่ะ”
เธอนึกว่าคำตอบจะดีพอ แต่กลับผิดคาด
“แต่ผมไม่คิดว่าบริษัทที่เติบโตและประสบความสำเร็จอยู่แล้วของผมจะต้องพึ่งพาหรือขับเคลื่อนด้วยพนักงานที่ยังขาดประสบการณ์อย่างคุณนะ” เขาเว้นจังหวะ ก่อนปิดท้ายประโยคได้อย่างใจร้ายที่สุด
“เพราะงั้นต้องขอโทษที่ต้องบอกว่า คำตอบของคุณไม่ผ่านการสัมภาษณ์ในครั้งนี้”
อึ้งกิมกี่ไปเลยสิ…
กุลจิราได้แต่นั่งกำหมัดอยู่บนตักตัวเอง
จริงอยู่ ในสายงานนี้เธอยังขาดประสบการณ์อยู่มาก แต่จำเป็นที่เขาต้องพูดจาไม่รักษาน้ำใจคนอื่นขนาดนี้ด้วยเหรอ
ผู้ชายคนที่น่าชื่นชม อบอุ่นและพร้อมกางปีกปกป้องเธอได้คนนั้น ไม่เคยมีอยู่จริงสินะ
แต่เธอก็เข้าใจได้ วันนั้นกับวันนี้มันคนละสถานการณ์กัน
มัวเพ้อล้ม ๆ แล้ง ๆ อะไรอยู่
คนอย่างเธอจะอยู่ในความทรงจำของเขาได้อย่างไรกัน
“ขอบคุณนะคะที่ยอมสละเวลามาสัมภาษณ์ดิฉันในครั้งนี้” กุลจิรายกมือไหว้อย่างสุภาพก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยกิริยาสงบเสงี่ยม
พยายามเก็บใบหน้าให้เรียบเฉย ทั้งที่ในอกเต็มไปด้วยแรงกดทับ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินออก
“ผมยังไม่ได้บอกให้คุณออกไปเลยนะ” ปลายเสียงทุ้มต่ำหยุดฝีเท้าหญิงสาวในทันที กุลจิราชะงักค้างในเสี้ยววินาทีนั้น
เจ้าของร่างเล็กค่อย ๆ หันกลับมา
เป็นจังหวะเดียวกับที่ซีอีโอหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้…
ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ จากเขา
ดวงตาคมกริบจับจ้องมาราวกับต้องการสะกดเธอ รู้สึกได้ถึงไออุ่นจากชายหนุ่มที่แผ่ซ่านเข้ามาในระยะประชิด
กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากตัวเขาคลอเคลียอยู่ปลายจมูกของเธอ
หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะ
เขา…ผู้ชายที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งชื่อเสียง ฐานะการเงิน
เป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม ผู้หญิงมากหน้าหลายตาต่างก็อยากไขว่คว้าเอาไว้
ทุกอย่างที่เป็นผู้ชายคนนี้ คือสิ่งที่เธอไม่เคยคิดอาจเอื้อม ทำได้เพียงเก็บงำความรู้สึกให้มันอยู่ลึกภายในจิตใจ
“ผมต้องการคนที่พร้อมอ้า…” เสียงทุ้มลากยาวราวกับจงใจให้เธอคิดลึก
กุลจิราหลุบตามองต่ำ
ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว
แก้มทั้งสองผ่าวร้อน เธอเผลอกัดริมฝีปากล่างโดยไม่รู้ตัว
ท่าทีของหญิงสาวทำให้มุมปากของซีอีโอหนุ่มยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ร่างสูงโน้มตัวลงมา เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นรับสายตาคู่นั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ผมต้องการคนที่พร้อมอ้าแขนรับกับทุกสถานการณ์ที่ผมหยิบยื่นให้ ถ้าคุณคิดว่าจะทำตามเงื่อนไขของผมได้พรุ่งนี้ก็มาเริ่มงานได้เลย” กุลจิราเผลอสูดหายใจเข้าแรง ๆ กว่าจะตั้งสติกลับมาได้ก็ใช้เวลานานหลายนาที
“ได้ค่ะ ดิฉันทำได้ค่ะ”
ใครจะคิดว่าเงื่อนไขเดียวของเจ้าของบริษัทในวันนั้น จะนำมาสู่การแต่งงานล้างหนี้ในวันนี้
จากนี้ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พนักงานส่วนใหญ่ จะมองว่าเธอเป็นเจ้าสาวตกถังข้าวสาร
บางคนอาจริษยา แต่ก็คงจะมีอยู่บ้างที่จะเห็นใจเธอ
แม้จะอยากรู้อยากเห็น แต่แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าตั้งคำถามว่าระหว่างเธอกับภวินท์เริ่มคบหากันตอนไหน
เพราะกว่าที่ข่าวการแต่งงานจะถูกหล่อยออกมา ก็ก่อนงานวิวาห์จัดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
ประตูบานเลื่อนเปิดออกที่ชั้นสิบห้า เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มยืนรอลิฟต์อยู่กับคุณเมธี
เลขาส่วนตัววัยห้าสิบกว่า ๆ ผู้ที่คุณพิศาลไว้วางใจที่สุด และเป็นคนที่คอยสอนงานทุกอย่างในบริษัทให้กับเขา
สายตาของภวินท์ให้ความรู้สึกเย็นเยียบและห่างเหินเมื่อมองมาที่เธอ
กุลจิรายืนอยู่ต่อหน้าเขาอย่างสำรวม
“คุณมาทำงานสายไปห้านาทีนะ” ปลายเสียงเรียบเฉยของเขาดังขึ้นขณะเหลือบตามองเวลาที่นาฬิกาโรเล็กซ์บนข้อมือ
ประโยคนั้นทำกุลจิราอึ้งไปชั่วขณะ แม้แต่คุณเมธียังไม่คาดคิดว่าประธานหนุ่มจะพูดกับคนที่ตนเองเพิ่งจะเข้าประตูวิวาห์ด้วยแบบนี้
“แค่ห้านาทีเองไม่เป็นไรหรอกครับ อีกอย่างถ้าไม่อยากให้มาสาย วันหลังก็ให้หนูน้ำนั่งรถมาด้วยกันสิ” คุณเมธีช่วยพูดพร้อมกับเสนอความคิดดี ๆ
กุลจิราโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงสุภาพ
“ขอโทษนะคะที่ดิฉันมาทำงานสาย แต่ดิฉันมีเหตุผลให้มาสายนะคะ พอดีว่าเมื่อคืนเป็นคืนเข้าหอคืนแรก กว่าที่เจ้าบ่าวจะยอมให้ดิฉันนอนก็เกือบเช้าแล้ววันนี้ฉันเลยตื่นสายนิดหน่อยค่ะ” เธอส่งยิ้มอ่อน แต่เนื้อหาในประโยคกลับผลักภาระทั้งหมดไปให้ “เจ้าบ่าว” โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อเขา
คุณเมธีถึงกับหลุดยิ้มออกมา
ในสายตาของคนที่นับได้ว่าเป็นญาติผู้ใหญ่และคนใกล้ชิด เห็นภวินท์มาตั้งแต่เขาอายุได้สิบขวบ เป็นเพื่อนวิ่งเล่นกับลูกชายของตัวเอง ย่อมมองชายหนุ่มทะลุปรุโปร่ง
ผู้หญิงที่เหมาะจะยืนเคียงข้างหลานชายก็คือกุลจิราคนนี้
ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่พร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์ บอบบางแต่ไม่อ่อนแอ รู้จักแบ่งรับแบ่งสู้
เพราะแบบนี้กระมังเลยถูกใจคนอย่างภวินท์ ถึงขั้นยอมเอาอิสระภาพทั้งชีวิตแลกกับเงินแค่ห้าสิบล้าน
ให้แต่งมาเป็นภรรยาเพื่อล้างหนี้ นอกจากป้าลำดวน ยังมีคุณเมธี เลขาคนสนิท ที่ดูจะไม่เชื่อคำพูดพวกนั้นของเขาเหมือนกัน
“แต่งงานได้คืนเดียวก็กล้าขนาดนี้แล้วเหรอ”
น้องยังกล้ากับอิพี่มากกว่าที่คิดอีกค่าาาา
“ถ้าขืนคุณยังพูดอะไรอีก คืนนี้ผมจะไม่ให้คุณได้นอน”ชายหนุ่มเคลื่อนมือต่ำลงไป ข้อนิ้วไล้ลงบนเนินอกอิ่ม เรื่อยลงไปยังกึ่งกลางระหว่างทรวงอกกลมกลึงทั้งสองข้าง แก่นกลางกายปวดหนึบอยู่ในเป้ากางเกงกุลจิราสูดลมหายใจเข้าลึก ปลายนิ้วของเขาลากลงมายังแผ่นท้องแบนราบ“อ้าขาออก ผมเลียไม่ถนัด” ชายหนุ่มช่างครางต่ำในลำคอ นวลเนื้อที่เห็นเพียงรำไรเกลี้ยงเกลาหมดจด นิ้วเรียวยาวแยกส่วนนั้นของหญิงสาวออก“อ๊ะ!” ร่างเล็กบางสะดุ้ง แผ่นหลังแอ่นโค้งเมื่อถูกท่อนเนื้อแข็งขืนเคล้าคลึงตวัดวนตรงส่วนนั้นของตัวเองเจ้าสิ่งนั้นค่อย ๆ ล่วงล้ำเข้าไปในปากทางคับแคบ พลันหยาดน้ำหวานซึมซาบออกมาหญิงสาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างตาพร่ามัว ภวินท์ยังใช้ส่วงหัวหยักบานมรีดเค้นน้ำหวานให้ซ่านซึมออกมาความกระหายใคร่ส่งให้ความหวิวหวามแล่นลิ่วไปทุกอณูร่างกายของทั้งคู่“อื้ออ” ในกายของหญิงสาวกระตุกวาบ ความซาบซ่านลุกลามไปทั่วทั้งตัว ข้างในท้องน้อยเสียวซ่าน กึ่งกลางกายสั่นระริก บีบรัดความเป็นชายของเขาแน่นเข้า“อ๊า!” คนที่ถูกตรึงมือทั้งสองเอาไว้ส่งเสียงครวญคราง ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วสัมผัสติ่งเนื้อที่บวมฉ่ำ ดวงตาเยิ้มฉ่ำของกุลจ
ความอยากกระหายของเขายังไม่สิ้นสุดหากเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะออกไปหาความสุขจากข้างนอก ใช้เงินซื้อผู้หญิงสักคนที่พร้อมจะปรนเปรอความใคร่ให้เขาพอใจทว่าค่ำคืนนี้จิตใจของเขากลับเอาแต่คิดถึงใบหน้าของคนที่อยู่ในห้องข้าง ๆภรรยาที่เขาใช้เงินซื้อมาเช่นกัน…เขาอยากผลักประตูเข้าไปในห้องนั้นให้ผู้หญิงคนนั้นทำหน้าที่ของตัวเองสายตาคมกริบตวัดไปทางประตูห้องที่ปิดอยู่ ชายหนุ่มวางแก้วเหล้าลงที่โต๊ะ ลูบปลายนิ้วกับขอบแก้วเสมือนว่าเขากำลังลูบไล้ผิวของเธออยู่ในขณะที่กุลจิราตกอยู่ในห้วงนิทรา ฝ่ามืออุ่นจัดของใครบางคนสอดเข้าไปใต้ผ่าห่มที่คลุมตัวเธออยู่ นิ้วนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหาขาเรียวเล็ก สอดเข้าไปใต้เสื้อผ้าที่เธอสวมปลายนิ้วลูบโลมต้นขานวลเนียนแล้วแทรกสอดเข้ามา เคล้าคลึงเกสรอันอ่อนโยนที่ซ่อนซุกอยู่ในกลีบเนื้อละมุนกุลจิราลืมตาขึ้น รู้สึกได้ถึงขนอ่อนบนตัวที่กำลังลุกเกรียว หลังข้อนิ้วของใครคนนั้นสัมผัสกึ่งกลางเรียวขาเธออยู่“คุณภวินท์…!!” หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ ภายใต้แสงสลัวรางค่อย ๆ ปรากฎเป็นใบหน้าของเขา“แอร์ที่ห้องก็เย็นดีนี่แต่ทำไมตรงนี้ของคุณถึงร้อนขนาดนี้” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า นิ้งเคล้าคลึงที่ส
กุลจิรานอนหลับไปแล้ว ทว่าภายในห้องที่อยู่เชื่อมติดกันมีเพียงประตูบานหนึ่งขวางกั้น ปรากฏร่างของชายหนุ่มนั่งอยู่บนโซฟาปลายเตียงหลังใหญ่สายตาคมกริบจดจ่ออยู่กับแก้วเหล้าสีอำพันในมือ แสงสีส้มจากโคมหัวเตียงสะท้อนประกายของสิ่งที่อยู่ในนั้นคล้ายเปลวไฟคุกรุ่นทว่าความร้อนแรงที่สุดกลับซ่อนลึกอยู่ในแววตาของชายหนุ่มเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่…แม้เป็นเพียงคำถามในความเงียบงัน แต่มันกลับดังก้องราวกับเสียงนั้นดังสะท้อนจากผนังทั้งสี่ด้านการทำให้ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งพังลงในชั่วข้ามคืนเขาไม่รู้สึกผิดจริง ๆ น่ะหรือมีวิธีการมากมายที่จะให้ครอบครัววงษ์เศวตชดใช้เงินก้อนนั้นแต่เขากลับเลือกวิธีที่โหดร้ายกับเธอเขาเลือกจะล่ามโซ่กุลจิราไว้กับตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าผลที่จะตามมาคืออะไรแต่ก็ต้องยอมรับว่าร่างเปล่าเปลือยของกุลจิราน่าหลงไหลกว่าที่เขาคิดไว้มากเรือนร่างอรชรที่สั่นไหวใต้อาณัติของเขา ความนุ่มหยุ่นที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาตั้งแต่คืนแรกทุกอย่างของผู้หญิงคนนั้น ล้วนเป็นยาพิษที่เขาเต็มใจที่จะกลืนกินลงไป จนบางครั้งก็คิดว่าเงินห้าสิบล้านนั่น ‘น้อยไปเสียด้วยซ้ำ’ถ้าเทียบกับการได้ครอบครองกุลจิราใบหน้าหวา
สิ่งที่กุลจิรารับรู้มาจากป้าลำดวนผ่านทางโทรศัพท์ สมชายต้องไปจัดการธุระเร่งด่วนให้กับภวินท์ป้าลำดวนไม่ได้อยากโกหกเธอแต่จำต้องทำตามคำสั่งของชายหนุ่มเขาคิดว่าเมื่อกุลจิราผิดหวังที่ไม่มีรถให้นั่งกลับบ้านสบาย ๆ เธอจะยอมลดศักดิ์ศรี มาขอกลับด้วยแต่เขาคิดผิด…ทั้งที่มีมีสิทธิ์และสามารถใช้ตำแหน่งภรรยาเมื่ออยู่ที่บริษัทในการนั่งรถคันเดียวกับเขากลับด้วยกันกุลจิรากลับเลือกจะทิ้งโอกาสนั้นภายใต้แววตาคมกริบที่มองมานั้นคล้ายมีความผิดหวังปะปน ก่อนจะหายวับไปราวกับมันไม่เคยมีอยู่กุลจิราช่างเป็นผู้หญิงอวดดีเท่าที่เขาเคยพบเจอมาและความอวดดีนี้ของเธอกำลังท้าทายความอดทนของเขาอยู่กุลจิรามองเห็นเมอร์เซเดสสีดำสนิทแล่นผ่านหน้าตัวเองออกไป แน่นอนว่าเธอจำได้ว่ารถหรูคันนี้เป็นของภวินท์เสี้ยววิวินาทีที่รถแล่นผ่านเธอมองเห็นเสี้ยวใบหน้าของชายหนุ่มเขาไม่แม้จะมองมาที่เธอ เหมือนตั้งใจขับผ่านเธอไปฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุดเนื้อตัวของหญิงสาวเปียกชุ่มแนบไปกับลำตัว รู้สึกหนาวไปถึงกระดูกแต่กระนั้นก็ยังยิ้มออกมาขณะก้าวขาขึ้นไปบนรถประจำทางกุลจิราพาเนื้อตัวที่เปียกชุ่มเดินเดินไปตามตรอกซอกซอย โชคดีที่บ้านเศรษฐวินิจไม่ไ
หญิงสาวผ่อนลมหายใจออกมา ยกมือขึ้นทาบอกแต่เมื่อมองเห็นเวลาที่นาฬิกาข้อมือ ความตั้งใจที่ต้องการได้รับคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกายก่อนกลับไปทำงานต่อก็จบลงแค่นั้นกุลจิราผลักประตูออกมา สายตาสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของซีอีโอหนุ่ม เขากำลังเดินตรงไปยังลิฟท์ที่สุดโถงทางเดินกุลจิราจำต้องก้าวตามหลังของอสูรร้ายไป เมื่อลิฟท์อีกตัวใช้งานไม่ได้ ยังอยู่ในระหว่างซ่อมแซมเธอกลับไปที่ห้องทำงานช้ามากแล้วแต่เท้าทั้งสองข้างยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน มองแค่ปลายรองเท้าของตัวเองแต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่พบเขาแล้วโล่งอกไปที…เธอยังกลัวว่าจะต้องใช้ลิฟท์ตัวเดียวกันกับเขาเมื่อกุลจิราก้าวเข้ามายืนในลิฟต์สายตากลับมองเห็นป้ายรองเท้าหนังมันปลาบ เธอเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่เธออย่างเฉยชาเหมือนเช่นทุกครั้งร่างสูงใหญ่ล่ำสันยืนห่างออกไปเพียงก้าวเดียว กุลจิราถอยร่นไปด้านหลังหนึ่งก้าวพยายามควบคุมสติเมื่อกี้ตอนที่อยู่ในห้องประชุม เธอคงไม่ได้ทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรอกนะรัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากชายหนุ่มทั้งคุกคามและปั่นป่วนหัวใจของเธอ คละเคล้ากับกลิ่นโคโลญอ่อนจาง กลิ่นจากร่างกำยำที่มอมเมาเธอในช่วงเวล
กุลจิราเปิดแฟ้มที่ตระเตรียมมาเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินออกเธอลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีสุขุม ปรายตามองไปที่สไลด์“ข้อมูลจากโครงการก่อนหน้านี้ งบประมาณลูกค้าต่างชาติสูงกว่าปีนี้สิบห้าเปอร์เซ็นต์ค่ะ ฝ่ายการตลาดสามารถสรุปช่องทางการทำโฆษณาและงบปนะมาณที่ต้องใช้ได้ทันทีค่ะ”สายตาของซีอีโอหนุ่มที่จ้องมองมามีประกายความพึงพอใจวูบหนึ่งปรากฏขึ้นกุลจิราเพียงก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนนั่งลงที่เก้าอี้พริษฐ์รีบเสริม“ข้อมูลของคุณกุลจิราเมื่อสักครู่มีประโยชน์มากครับ ผมจะเพิ่มส่วนนี้ลงในรายงานรอบสุดท้าย”ภวินท์ตอบน้ำเสียงราบเรียบ“งั้นก็เอาตามนี้”การประชุมดำเนินต่ออีกราว ๆ สิบห้านาทีภวินท์ก็ทำการปิดประชุม“ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติมวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อน” ทุกคนลุกขึ้นทยอยเก็บเอกสาร ทะยอยออกจากห้องประชุมรวมทั้งกุลริราด้วยในช่วงเวลาเร่งรีบไม่ทันมีใครสังเกตเห็นสายตาคมกริบคู่หนึ่งที่เหลือบมองไปที่ร่างบางระหงอย่างมีแผนการกลิ่นกาแฟที่กรุ่นค้างในห้องประชุมยังติดปลายลมหายใจของกุลจิราอยู่ หญิงสาวตั้งใจจะใช้เวลาเพียงไม่นานหากาแฟดื่มเพื่อคลายความง่วงก่อนกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง จึงเข้ามาในห้องพักเบรคของพนักงานก่อน เจ้าของร่างเ







