LOGINแพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะ
ภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้
เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะ
คนร้ายไม่ได้เพียงขู่
มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆ
แพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้ง
เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพัง
แต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขา
หญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้
ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามา
พรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียว
ถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แพรไหมกำโทรศัพท์แน่น
เธอรู้ว่าการไปตามนัดเพียงลำพังอันตราย แต่ไม่สามารถเอาชีวิตมารดาไปเสี่ยงได้ ต่อให้โรงพยาบาลมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หากคนร้ายเข้าไปถ่ายภาพได้แล้วครั้งหนึ่ง ก็อาจเข้าไปอีกเมื่อไรก็ได้
หญิงสาวลบข้อความทั้งหมด ก่อนกลับไปนอนข้างคีตะ
คราวนี้เธอไม่สามารถหลับลงได้อีก
เช้าวันต่อมา คีตะตื่นขึ้นและพบว่าแพรไหมแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เธอยืนอยู่ข้างหน้าต่าง กำลังพิมพ์ข้อความลงในโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ตื่นนานแล้วเหรอ”
แพรไหมสะดุ้ง ก่อนรีบปิดหน้าจอ
“เพิ่งตื่น”
คีตะขมวดคิ้ว เขามองนาฬิกาซึ่งบอกเวลาเกือบแปดโมง “วันนี้ไม่มีเรียน เธอจะไปไหน”
“ไปโรงพยาบาล”
“ฉันไปส่ง”
“ไม่ต้อง”
คำปฏิเสธรวดเร็วเกินไปจนทำให้เขาชะงัก
แพรไหมรีบปรับน้ำเสียง “นายต้องตรวจหลักฐานเรื่องธันวาไม่ใช่หรือไง ฉันไปเองได้”
“เราตกลงว่าจะทำทุกอย่างด้วยกัน”
“แต่เรื่องเยี่ยมแม่ ฉันไม่จำเป็นต้องมีนายไปด้วยทุกครั้ง”
คีตะลุกจากเตียงและเดินเข้ามาหา “เป็นอะไร”
“เปล่า”
“เธอกำลังหลบหน้าฉันอีกแล้ว”
“อย่าคิดมากได้ไหม ฉันแค่ต้องการเวลาอยู่กับแม่ตามลำพัง”
คำพูดนั้นทำให้คีตะไม่สามารถคาดคั้นต่อได้ แม้สัญชาตญาณจะเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ
แพรไหมหยิบกระเป๋าเตรียมออกจากห้อง แต่ก่อนเดินผ่านเขาไป มือใหญ่กลับจับข้อมือเธอไว้อย่างเบามือ
“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น โทรหาฉันทันที”
หัวใจของเธอกระตุกแรง
“อืม”
แพรไหมดึงมือออกและเดินจากไปโดยไม่กล้าหันกลับมามอง เพราะกลัวว่าเพียงเห็นแววตาห่วงใยของเขา ความตั้งใจทั้งหมดจะพังลง
แทนที่จะไปโรงพยาบาล หญิงสาวเรียกรถไปยังห้างสรรพสินค้าร้างบริเวณชานเมือง ด้านหลังอาคารมีลานจอดรถเก่าซึ่งแทบไม่มีผู้คนผ่าน กล้องวงจรปิดหลายตัวถูกถอดออก เหลือเพียงเสาเหล็กขึ้นสนิมตั้งอยู่ตามมุม
แพรไหมมาถึงก่อนเวลานัดสิบห้านาที
เธอส่งข้อความถามหมายเลขปริศนาว่าอยู่ที่ไหน ไม่นานรถยนต์คันหนึ่งก็เคลื่อนออกมาจากมุมอับแล้วจอดตรงหน้า
ประตูคนขับเปิดออก
ธันวาก้าวลงมา
แพรไหมนิ่งงัน แม้คีตะจะเริ่มสงสัยเขา แต่ลึกลงไปเธอยังหวังว่าทั้งหมดอาจเป็นเพียงความบังเอิญ
“นายจริง ๆ ด้วย”
ธันวายิ้มบาง “ดีใจที่เธอยอมมาตามนัด”
“รูปแม่ฉัน นายเป็นคนถ่ายหรือเปล่า”
“ฉันไม่ได้เข้าไปในห้อง แค่จ้างคนส่งของนำกล้องติดตัวเข้าไป”
แพรไหมกำมือแน่น “นายต้องการอะไร”
“บอกแล้วไงว่าต้องการให้เธอถอนตัว ยอมรับว่าเป็นคนส่งไฟล์ แล้วทุกอย่างจะจบ”
“นายเป็นคนขโมยโทรศัพท์ฉัน?”
“ใช่”
“นายเข้าแท็บเล็ต ส่งไฟล์ แล้วโอนเงินเข้าบัญชีฉันเพื่อจัดฉากทั้งหมด?”
ธันวาไม่ได้ปฏิเสธ
“ฉันเคยให้โอกาสเธอแล้ว แพรไหม ถ้าวันนั้นเธอยอมถอนตัวและรับเงินไป เรื่องคงไม่ต้องยุ่งยากขนาดนี้”
“นายทำลายชื่อเสียงฉัน พักการเรียนฉัน แล้วก็ยังเอาแม่มาขู่ นายเรียกว่าการให้โอกาสหรือไง!”
ธันวาถอนหายใจ “เป้าหมายของฉันไม่ใช่เธอ”
“แต่คนที่ถูกทำร้ายคือฉัน”
“เพราะเธออยู่ข้างคีตะ”
คำตอบนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังจนแพรไหมชะงัก
ธันวาก้าวเข้ามาใกล้ แต่หยุดห่างจากเธอหลายก้าว
“ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าฉันทำอะไร ทุกคนก็เอาไปเปรียบเทียบกับมัน คีตะเรียนดีกว่า คีตะบริหารเก่งกว่า คีตะเกิดมาเป็นทายาท ส่วนฉันเป็นแค่ลูกของนักธุรกิจซึ่งต้องพึ่งเศษงานจากครอบครัวมัน”
“เรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับโครงการ”
“พ่อฉันเคยรับงานจัดซื้อให้เครือวัฒนเมธา พอพ่อของคีตะต้องการลดต้นทุน เขาก็บีบราคาและยกเลิกสัญญาโดยไม่ให้เวลาตั้งตัว บริษัทเราขาดสภาพคล่อง เจ้าหนี้ยึดทุกอย่าง พ่อฉันล้มป่วย ส่วนแม่ต้องขายบ้าน”
ดวงตาของธันวาแดงก่ำ
“ครอบครัวมันทำให้บ้านฉันล้มละลาย แต่กลับจัดงานเลี้ยงหรูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คีตะได้ตำแหน่งประธานสโมสร ได้โอกาสทุกอย่างเพียงเพราะนามสกุลเดียวกับคนที่ทำลายเรา”
แพรไหมเริ่มเข้าใจแรงจูงใจ แต่ไม่สามารถยอมรับสิ่งที่เขาทำได้
“ต่อให้พ่อคีตะทำผิด คีตะก็ไม่ได้เป็นคนทำลายครอบครัวนาย”
“มันกำลังจะรับช่วงทุกอย่างต่อ แล้วแตกต่างกันตรงไหน”
“แตกต่างตรงที่นายกำลังลงโทษคนซึ่งไม่ได้ทำอะไรนาย รวมถึงฉันกับสมาชิกในทีมทุกคน”
ธันวาหัวเราะขื่น “เธอยังปกป้องมันอีกหรือ”
“ฉันไม่ได้ปกป้องใคร ฉันกำลังบอกว่าสิ่งที่นายทำผิด”
ใบหน้าของชายหนุ่มแข็งกระด้างขึ้นทันที
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็คงไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่”
“อย่ายุ่งกับแม่ฉัน”
“ทำตามที่ฉันบอก แล้วจะไม่มีใครแตะต้องเธอ”
ธันวาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแสดงคลิปซึ่งบริษัทคู่แข่งนำแนวคิดเทศกาลของทีมไปปรับใช้เสนอแก่ลูกค้าต่างประเทศ หากลูกค้าตอบรับ บริษัทจะได้สัญญามูลค่าหลายสิบล้านบาท
“บริษัทนี้จ่ายให้ฉันเพื่อเอาไฟล์ออกมา ส่วนฉันก็ได้ทำลายโครงการที่ครอบครัววัฒนเมธาสนับสนุน ทุกฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการ”
“ยกเว้นคนบริสุทธิ์ซึ่งถูกนายทำลาย”
“อีกไม่นานทุกคนก็ลืม”
“ฉันไม่ลืม”
รอยยิ้มบนใบหน้าธันวาหายไป
“เธอไม่มีทางเลือก แพรไหม”
ในเวลาเดียวกัน คีตะยังคงยืนอยู่ภายในบ้าน มองประตูซึ่งแพรไหมเพิ่งเดินออกไปด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
เขาโทรไปยังโรงพยาบาลเพื่อสอบถามอาการมารดาของเธอ พยาบาลแจ้งว่าผู้ป่วยยังคงพักผ่อนและแพรไหมยังไม่มาเยี่ยม
คีตะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดตำแหน่งอุปกรณ์ ทั้งคู่เคยแชร์ตำแหน่งกันชั่วคราวตอนทำงานนอกสถานที่ และแพรไหมยังไม่ปิดการเชื่อมต่อนั้น
จุดบนแผนที่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปโรงพยาบาล แต่กำลังมุ่งออกนอกเมือง
เขารีบเปิดแท็บเล็ตสำรองซึ่งเชื่อมกับโทรศัพท์ของแพรไหมจากคืนที่พาไปโรงพยาบาล ข้อความส่วนใหญ่ถูกลบ แต่ข้อมูลสำรองบนระบบยังคงแสดงข้อความข่มขู่กับภาพมารดาของเธอ
คีตะรู้ทันทีว่าเหตุใดเธอจึงปิดบัง
เขารีบโทรหาแพรไหม แต่ปลายสายไม่รับ จากนั้นจึงโทรแจ้งตำรวจพร้อมส่งตำแหน่งล่าสุดให้ปั้นช่วยติดตาม
ก่อนออกจากบ้าน คีตะติดต่อเรน่า
“ฉันต้องการให้เธอช่วยเรื่องหนึ่ง”
น้ำเสียงเร่งรีบทำให้เรน่าไม่ถามเรื่องส่วนตัว เธอนัดให้เขาไปพบที่สำนักงานของโรงแรม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางที่แพรไหมกำลังมุ่งหน้า
เมื่อคีตะไปถึง เรน่าวางแท็บเล็ตกับแฟ้มเอกสารชุดหนึ่งลงตรงหน้าเขา
“หลังงานแถลงข่าว ฉันเริ่มสงสัยว่าผู้ใหญ่กำลังปิดบังอะไรเลยตรวจสอบอีเมลของพ่อ”
บนหน้าจอเป็นบันทึกการสนทนาระหว่างบิดาของเรน่ากับผู้บริหารบริษัทคู่แข่ง เนื้อหากล่าวถึงการรับซื้อข้อมูลจาก “นักศึกษาภายใน” และการปล่อยให้หลักฐานชี้ไปยังแพรไหม
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ คุณคเชนทร์รับรู้ว่าข้อมูลอาจถูกขโมยตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง แต่ไม่ได้แจ้งมหาวิทยาลัย เพราะต้องการให้โครงการเกิดปัญหาและบีบให้คีตะยอมกลับไปพึ่งอำนาจของครอบครัว
“พ่อของนายอาจไม่ได้เป็นคนสั่ง” เรน่าบอก “แต่เขารู้และเลือกปล่อยให้เกิดขึ้น”
คีตะอ่านเอกสารด้วยมือสั่นเทา “ทั้งหมดเพียงเพื่อให้ฉันกลับไป?”
“ผู้ใหญ่คิดว่าเมื่อโครงการพัง นายจะยอมรับตำแหน่งในโรงแรมและเรื่องแต่งงานโดยไม่มีเงื่อนไข”
“แล้วพ่อเธอล่ะ”
“เขาต้องการสัญญาจากบริษัทคู่แข่ง ส่วนการหมั้นของเราจะช่วยเชื่อมผลประโยชน์ทุกฝ่าย”
เรน่าสูดลมหายใจ ก่อนพูดอย่างเด็ดขาด
“แต่ฉันจะไม่ร่วมมืออีกแล้ว”
เธอเปิดกล้องโทรศัพท์และเริ่มถ่ายทอดสดผ่านบัญชีซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก
เรน่าประกาศต่อสาธารณะว่า ข่าวหมั้นระหว่างเธอกับคีตะไม่เป็นความจริง ทั้งสองไม่เคยตกลงแต่งงานกัน และเธอไม่ต้องการเป็นภรรยาของผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอ
จากนั้นเธอส่งหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมการมหาวิทยาลัยและฝ่ายกฎหมาย
“ไปช่วยแพรไหมเถอะ” เรน่าบอก “ทางนี้ฉันจัดการเอง”
คีตะพยักหน้าขอบคุณ ก่อนรีบกลับไปที่รถ
ตำแหน่งของแพรไหมเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง จากลานจอดรถห้างร้างไปยังอาคารกิจกรรมเก่าซึ่งปิดใช้งานมาหลายปี
ธันวาเองรู้ตัวแล้วว่าถูกติดตาม
ข้อความจากผู้ร่วมขบวนการแจ้งว่าคีตะขอภาพกล้องวงจรปิดและตำรวจเริ่มตรวจสอบเส้นทางบัญชี บริษัทคู่แข่งจึงต้องการให้เขาปิดเรื่องทั้งหมดภายในวันนี้
“ขึ้นรถ” ธันวาสั่ง
แพรไหมถอยหลัง “ฉันจะไม่ไปไหนกับนาย”
ชายร่างใหญ่สองคนซึ่งหลบอยู่ในรถอีกคันเดินออกมา ธันวาไม่ได้ลงมือกับเธอเอง แต่จำนวนคนทำให้หญิงสาวไม่สามารถหลบหนี
“อย่าทำให้เรื่องยากกว่านี้ ฉันรับรองว่าไม่มีใครทำร้ายเธอ ถ้าเธอยอมร่วมมือ”
แพรไหมจำใจขึ้นรถ โดยแอบเปิดระบบส่งตำแหน่งฉุกเฉินไว้ก่อนโทรศัพท์จะถูกยึด
รถพาเธอมายังอาคารกิจกรรมเก่าหลังมหาวิทยาลัย ประตูเหล็กขึ้นสนิมถูกปิดลงทันทีที่ทุกคนเข้าไป
ภายในห้องโถงเต็มไปด้วยฝุ่น อุปกรณ์เวทีเก่าถูกกองรวมกันตรงมุม ผ้าม่านสีดำปิดหน้าต่างจนแทบไม่มีแสงลอดเข้ามา
ธันวาตั้งกล้องโทรศัพท์บนขาตั้ง ก่อนยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้แพรไหม
“อ่านตามนี้”
เนื้อหาในกระดาษระบุว่า เธอเป็นคนขโมยไฟล์ด้วยตนเอง ติดต่อบริษัทคู่แข่ง และรับเงินห้าแสนบาทเพื่อใช้รักษามารดา โดยไม่มีใครในสโมสรเกี่ยวข้อง
“ถ้าฉันอ่าน นายจะลบรูปแม่ฉันและไม่ส่งคนไปโรงพยาบาลอีกใช่ไหม”
“ฉันไม่เคยคิดทำร้ายแม่เธออยู่แล้ว ภาพนั้นมีไว้ให้เธอยอมมาพบฉันเท่านั้น”
“ฉันจะเชื่อคนที่ใส่ร้ายฉันได้อย่างไร”
“เธอไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะเชื่อหรือไม่”
ธันวาเปิดกล้องและถอยไปยืนหลังโทรศัพท์
“เริ่มได้”
แพรไหมมองกระดาษในมือ ก่อนเหลือบไปยังประตูทางเข้า เธอไม่รู้ว่าระบบส่งตำแหน่งยังทำงานอยู่หรือคีตะสังเกตเห็นความผิดปกติหรือไม่
สิ่งเดียวที่ทำได้คือยื้อเวลา
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ก่อนหันเข้าหากล้อง
“ฉันชื่อแพรพิไล อัครภักดี เป็นรองประธานสโมสรนักศึกษาและหัวหน้าร่วมของโครงการ UniVision Asia Challenge”
ธันวาส่งสัญญาณให้เธออ่านต่อ
แพรไหมมองข้อความบนกระดาษ แต่เปลี่ยนถ้อยคำในช่วงสำคัญ
“ฉันเป็นคนส่งไฟล์จริง และคนที่สั่งให้ฉันทำก็คือ…”
สีหน้าของธันวาเปลี่ยนไป เขาก้าวเข้ามาจะปิดกล้อง
ทันใดนั้นเสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้นด้านนอก ตามด้วยเสียงเบรกกะทันหัน
ทุกคนหันไปทางประตูพร้อมกัน
โครม!
ประตูอาคารถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง แสงจากภายนอกสาดเข้ามาในห้องโถงมืดสลัว พร้อมเงาร่างสูงของชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงทางเข้า
คีตะกวาดตามองไปรอบอาคาร ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่แพรไหม
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ
“นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต
เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก