LOGIN“เหลือเวลาอีกสิบวัน”
ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้ว
หากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้น
ทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวัน
คีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้า
แพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมด
บางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไร
แพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน
“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”
“มันไม่ใช่ความผิดพี่นะครับ” ปั้นรีบพูด
“ใช่ค่ะ พวกเราต่างหากที่ควรขอโทษ” มินตราสมทบ “ตอนพี่ถูกกล่าวหา พวกเราไม่มีใครกล้าออกมาปกป้องเลย”
เสียงคนอื่นกล่าวเห็นด้วยดังขึ้น
แพรไหมส่ายหน้า “ไม่มีใครต้องรู้สึกผิดที่สับสนกับหลักฐาน แต่นับจากนี้เรามีเวลาเสียใจกันไม่มากแล้ว”
เธอลุกขึ้นและเดินไปหยุดข้างคีตะ
“ถ้าอยากแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น เราต้องสร้างงานซึ่งดีกว่าเดิมให้ได้”
คีตะกดรีโมต ภาพแผนงานเดิมหายไปจากจอ เหลือเพียงพื้นหลังสีขาวว่างเปล่า
“เราจะไม่แก้แผนเก่า” เขาประกาศ “แต่จะสร้างใหม่ทั้งหมด”
สมาชิกในทีมเริ่มซุบซิบด้วยความกังวล
“สิบวันจะทันหรือครับ”
“ทันหรือไม่ก็ต้องทำให้ทัน” คีตะตอบ “แต่ครั้งนี้ทุกคนต้องมีส่วนร่วม ไม่มีการแบ่งว่าไอเดียของใครเหนือกว่าใคร”
แพรไหมหยิบปากกาเมจิกขึ้นมาเขียนคำว่า โอกาส ลงกลางกระดาน
“งานครั้งก่อนเน้นภาพลักษณ์กับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมเป็นหลัก แต่เรื่องที่ผ่านมาเพิ่งทำให้ฉันเข้าใจว่า คนจำนวนมากไม่ได้ขาดความสามารถ พวกเขาเพียงขาดโอกาสให้แสดงมันออกมา”
เธอเล่าถึงร้านค้ารายย่อยที่ไม่สามารถจ่ายค่าเช่าพื้นที่ในเทศกาลใหญ่ นักศึกษาทุนซึ่งต้องทำงานพิเศษจนไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรม และคนพิการซึ่งมักถูกมองข้ามในการออกแบบพื้นที่
“ถ้างานเทศกาลนานาชาติจะพูดถึงความหลากหลาย เราก็ไม่ควรทำเพียงนำอาหารกับการแสดงจากหลายประเทศมาวางรวมกัน แต่ต้องทำให้คนซึ่งมีชีวิตแตกต่างกันสามารถอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้จริง”
คีตะรับช่วงต่อโดยเสนอให้แบ่งงานออกเป็นสามส่วน
ส่วนแรกเป็นตลาดสร้างโอกาส เปิดพื้นที่ฟรีให้ร้านค้าชุมชน นักศึกษาทุน และผู้ประกอบการรายย่อย โดยรายได้จะเข้าผู้ขายโดยตรง
ส่วนที่สองเป็นเวทีกิจกรรมซึ่งออกแบบให้คนพิการสามารถเข้าถึงได้ ทั้งทางลาด ล่ามภาษามือ คำบรรยายบนจอ และพื้นที่รับชมสำหรับผู้ใช้รถเข็น
ส่วนสุดท้ายคือระบบถ่ายทอดสดเพื่อให้ร้านค้าขายสินค้าออนไลน์ได้พร้อมกับงานจริง ผู้ชมซึ่งไม่ได้เดินทางมามหาวิทยาลัยยังสามารถสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มกลาง
แนวคิดซึ่งเคยแบ่งเป็นของคีตะหรือของแพรไหมค่อย ๆ หลอมรวมกันจนไม่มีใครแยกออกว่าเริ่มต้นจากฝ่ายใด
แพรไหมออกแบบเรื่องราวและภาพลักษณ์ของแคมเปญ ส่วนคีตะวางระบบรายได้ งบประมาณ และโครงสร้างการบริหาร
“ปัญหาใหญ่คือเงิน” ปั้นกล่าว “สปอนเซอร์เก่าหลายรายถอนตัวหลังเกิดข่าว แล้วงบจากโรงแรมวัฒนเมธาก็ยังถูกระงับ”
ทุกคนมองไปทางคีตะ
ชายหนุ่มไม่ได้แสดงความกังวล เขาเพียงเปิดรายชื่อบริษัทชุดใหม่บนจอ
“เราจะไม่ใช้เงินของครอบครัวฉัน”
ตลอดสามวันถัดมา ทีมงานแทบไม่ได้ออกจากห้องสโมสร ทุกคนแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนและทำงานหมุนเวียนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
แพรไหมเขียนแคมเปญโดยใช้ชื่อว่า One World, Every Voice - โลกเดียวที่ทุกเสียงมีความหมาย
เธอนำประสบการณ์ของตนเองมาเป็นพื้นฐาน โดยไม่เปิดเผยเรื่องมารดาหรือความลำบากส่วนตัวโดยตรง แต่สร้างเรื่องเล่าผ่านนักศึกษาหลายคนซึ่งต้องทำงานควบคู่กับการเรียน รวมถึงผู้ประกอบการชุมชนที่ขาดช่องทางเข้าถึงลูกค้า
วิดีโอประชาสัมพันธ์ชิ้นแรกถูกเผยแพร่ในคืนวันที่สี่และมียอดรับชมมากกว่าหนึ่งล้านครั้งภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง
ผู้คนเริ่มแชร์เรื่องราวของตนเองภายใต้แฮชแท็กโครงการ ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งเสนอตัวเข้าร่วม ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีประกาศสนับสนุนระบบถ่ายทอดสดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ด้านคีตะนัดเจรจากับผู้สนับสนุนตั้งแต่เช้าจนถึงดึก แม้ไม่มีนามสกุลของบิดาเปิดทาง เขายังสามารถใช้ผลงานกับตัวเลขพิสูจน์ศักยภาพของโครงการได้
เขาปฏิเสธที่จะใช้ชื่อโรงแรมวัฒนเมธาเป็นหลักประกัน ทุกสัญญาถูกเสนอในนามทีมมหาวิทยาลัย และผลประโยชน์ของผู้สนับสนุนถูกออกแบบอย่างโปร่งใส
ภายในห้าวัน คีตะหางบประมาณทดแทนได้เกือบทั้งหมด
ค่ำวันที่หก ขณะที่แพรไหมกำลังตรวจสื่อประชาสัมพันธ์ เธอได้รับข้อความจากคีตะว่าอาจกลับบ้านช้า เพราะต้องไปพบผู้สนับสนุนรายสำคัญ
ทว่าความจริง เขาถูกเรียกไปพบคุณคเชนทร์ที่โรงแรมวัฒนเมธาแกรนด์
ภายในห้องทำงานเดิม บัตรเครดิต กุญแจรถ และเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ถูกวางเรียงอยู่บนโต๊ะ
“ฉันให้โอกาสแกเป็นครั้งสุดท้าย” คุณคเชนทร์กล่าว “เลิกยุ่งกับผู้หญิงคนนั้น ถอนตัวจากโครงการ แล้วกลับมารับตำแหน่งที่โรงแรม”
คีตะยืนอยู่หน้าโต๊ะด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“แล้วเรื่องเรน่าล่ะครับ”
“ครอบครัวเธอยังไม่ปิดทางทั้งหมด หากแกยอมขอโทษ เรื่องหมั้นยังกลับมาเจรจาใหม่ได้”
“เรน่าประกาศชัดแล้วว่าไม่ต้องการแต่งงานกับผม”
“เด็กคนนั้นแค่ใช้อารมณ์ เมื่อทุกอย่างสงบ ผู้ใหญ่จะจัดการเอง”
“พ่อยังไม่เข้าใจอีกหรือครับว่าเราไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใหญ่จะแลกเปลี่ยนกัน”
สีหน้าของคุณคเชนทร์แข็งขึ้น
“ฉันสร้างทุกอย่างไว้ให้แก แต่แกกำลังทิ้งมันเพราะผู้หญิงคนเดียว”
“ผมไม่ได้ทิ้งทุกอย่างเพราะแพรไหม”
“แล้วจะเรียกว่าอะไร”
“ผมกำลังเลือกตัวเอง”
คีตะนำบัตรเครดิตของครอบครัวออกจากกระเป๋า วางลงข้างกุญแจรถและบัตรสมาชิกทั้งหมด
“ผมไม่ต้องการตำแหน่งซึ่งได้มาเพราะยอมให้พ่อควบคุม และไม่ต้องการธุรกิจที่ใช้อนาคตของคนอื่นเป็นเครื่องต่อรอง”
“ถ้าเดินออกจากห้องนี้ แกจะไม่ได้อะไรกลับไป”
“ผมรู้”
“รถ คอนโด เงินลงทุน รวมถึงสิทธิ์ในหุ้นส่วนที่เตรียมไว้ ทุกอย่างจะถูกระงับ”
“ครับ”
คุณคเชนทร์มองบุตรชายอย่างไม่อยากเชื่อ “คิดว่าตัวเองจะอยู่ได้โดยไม่มีนามสกุลวัฒนเมธาหรือไง”
คีตะสบตาบิดาโดยไม่หลบ
“ผมไม่จำเป็นต้องทิ้งนามสกุล แต่จะพิสูจน์ว่าความสามารถของผมไม่ได้มีเพียงสิ่งนั้น”
เขายกมือไหว้ ก่อนหันหลังเดินออกจากห้องโดยไม่หยิบสิ่งใดติดตัวไป
คีตะกลับถึงบ้านด้วยรถรับจ้างเกือบเที่ยงคืน
แพรไหมยืนรออยู่หน้าประตู เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ขับรถคันเดิมกลับมา แววตาก็เต็มไปด้วยคำถาม
“รถนายไปไหน”
“คืนพ่อไปแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร”
เขาเล่าเรื่องข้อเสนอทั้งหมดตามตรง รวมถึงทรัพย์สินและสิทธิ์ต่าง ๆ ซึ่งตัดสินใจคืนให้ครอบครัว
ยิ่งฟัง สีหน้าของแพรไหมก็ยิ่งเคร่งเครียด
“ทำไมนายไม่ปรึกษาฉันก่อน”
“เพราะเป็นเรื่องระหว่างฉันกับพ่อ”
“แต่การตัดสินใจครั้งนี้เกี่ยวกับฉันด้วย”
“ฉันไม่ได้เลิกกับเธอตามคำสั่งของเขา”
“นั่นแหละที่ฉันกำลังพูด นายไม่ควรทิ้งอนาคตทั้งชีวิตเพราะต้องการพิสูจน์ว่ารักฉัน!”
“ฉันไม่ได้ทำเพราะเธอ”
คำตอบนั้นทำให้แพรไหมชะงัก
คีตะจับมือเธอและอธิบายช้าลง
“เธอเป็นคนทำให้ฉันกล้ามองเห็นปัญหา แต่คนที่เลือกเดินออกมาคือฉัน ต่อให้เราไม่รู้จักกัน ฉันก็ควรหยุดปล่อยให้พ่อใช้เงินบังคับชีวิตอยู่ดี”
“แต่นายกำลังเริ่มจากศูนย์”
“ฉันยังมีความรู้ มีประสบการณ์ และมีสองมือ”
เขายกมือข้างที่พันแผลขึ้นเล็กน้อย ก่อนยิ้ม
“ถึงตอนนี้จะใช้ได้ไม่เต็มที่ก็เถอะ”
แพรไหมทั้งอยากโกรธและอยากหัวเราะ สุดท้ายจึงเพียงกำมือเขาแน่นขึ้น
“ต่อไปถ้าจะตัดสินใจเรื่องใหญ่ บอกฉันก่อน”
“ตกลง”
“ฉันไม่ได้ต้องการให้นายเสียสละทุกอย่างเพื่อฉัน”
“ฉันรู้”
คีตะดึงเธอเข้ามากอด
“เพราะเธอไม่ใช่ภาระที่ฉันต้องเสียสละ เธอเป็นคนที่ฉันอยากสร้างอนาคตด้วย”
สิบวันแห่งความวุ่นวายผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วันตัดสินมาถึงพร้อมหอประชุมซึ่งเต็มไปด้วยคณะกรรมการ ผู้สนับสนุน และนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัย
คีตะกับแพรไหมยืนอยู่หลังเวทีในชุดสูทสีเข้มและชุดทำงานสีขาวสะอาด ทั้งคู่ถือบัตรนำเสนอคนละชุด แต่ไม่มีใครก้มลงอ่าน
“ตื่นเต้นไหม” แพรไหมถาม
“ไม่”
“โกหก นายขยับนิ้วตลอดเลย”
“ฉันกำลังวอร์มมือ”
“ข้ออ้างแย่มาก”
คีตะมองเธอ ก่อนยื่นมือออกไป “พร้อมหรือยัง”
แพรไหมวางมือลงบนมือเขา
“พร้อมมาตั้งแต่วันที่นายประกาศสงครามกับฉันแล้ว”
ทั้งคู่ขึ้นเวทีพร้อมกัน
การนำเสนอเริ่มจากแพรไหมเล่าถึงความหมายของโอกาสและเสียงของคนซึ่งมักถูกมองข้าม ก่อนส่งต่อให้คีตะอธิบายโครงสร้างงบประมาณ รายได้ และระบบสนับสนุนร้านค้า
พวกเขาไม่แย่งกันพูดเหมือนวันแรกอีกต่อไป แต่รับส่งเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ หากคนหนึ่งตอบคำถาม อีกคนจะเสริมข้อมูลส่วนที่ขาดโดยไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณ
ช่วงท้าย แพรไหมเปิดวิดีโอรวมเรื่องราวของร้านค้า นักศึกษาทุน และผู้พิการซึ่งสมัครเข้าร่วมโครงการ ตามด้วยตัวเลขผู้สนับสนุนและยอดสั่งซื้อล่วงหน้าซึ่งพิสูจน์ว่าแนวคิดสามารถเกิดขึ้นจริงได้
เสียงปรบมือดังขึ้นทันทีที่การนำเสนอจบลง
หลังคณะกรรมการใช้เวลาพิจารณาเกือบหนึ่งชั่วโมง ประธานจึงขึ้นเวทีเพื่อประกาศผล
“ผู้ชนะโครงการ UniVision Asia Challenge ประจำปีนี้ ได้แก่ทีม One World, Every Voice จากมหาวิทยาลัยยูนิวิชั่น นำโดยคุณคีตภัทร วัฒนเมธากุลและคุณแพรพิไล อัครภักดี”
เสียงเฮของสมาชิกในทีมดังขึ้นทั่วหอประชุม
แพรไหมยืนแข็งค้าง น้ำตาเอ่อขึ้นทันทีที่ได้ยินชื่อของตนเอง คีตะหันไปมองและยิ้ม ก่อนจับมือเธอเดินขึ้นไปรับรางวัลพร้อมกัน
คณะกรรมการชื่นชมแนวคิดใหม่และวิธีรับมือกับวิกฤต รวมถึงประกาศมอบทุนฝึกงานหกเดือนในประเทศสิงคโปร์ให้แพรไหมตามผลคะแนนรายบุคคล
เงินรางวัลหนึ่งล้านบาทถูกโอนเข้าบัญชีโครงการหลังหักภาษีและค่าใช้จ่ายตามระเบียบ
แพรไหมใช้ส่วนหนึ่งเป็นค่ารักษามารดาตามแผน ส่วนเงินที่เหลือ เธอเสนอจัดตั้งกองทุนฉุกเฉินสำหรับนักศึกษาซึ่งครอบครัวประสบปัญหา เพื่อไม่ให้ใครต้องทำงานจนสุขภาพพังหรือถอนตัวจากการเรียนเพราะขาดเงินก้อนชั่วคราว
หลังพิธีมอบรางวัล สมาชิกในทีมกรูกันเข้ามากอดและถ่ายภาพ
ปั้นมองมือของคีตะกับแพรไหมซึ่งยังจับกันอยู่ ก่อนถามเสียงดัง
“เดี๋ยวนะครับ พี่สองคนจับมือกันนานไปหรือเปล่า”
ทุกคนเงียบลงและหันมามองพร้อมกัน
แพรไหมกำลังจะปล่อยมือ แต่คีตะกลับจับไว้แน่นกว่าเดิม
“พวกนายสงสัยมานานแล้วไม่ใช่หรือไง”
“สรุปเป็นแฟนกันจริงเหรอครับ!”
เสียงโห่แซวดังขึ้นทันที
แพรไหมมองคีตะอย่างคาดโทษ “นายเปิดเผยโดยไม่ถามฉันอีกแล้วนะ”
“งั้นถามตอนนี้” เขาหันมาหาเธอ “ให้บอกทุกคนได้ไหมว่าเธอเป็นแฟนฉัน”
หญิงสาวพยายามเก็บสีหน้า แต่สุดท้ายก็หลุดยิ้ม
“สายไปแล้วไหม”
คีตะจึงหันไปบอกสมาชิกในทีมอย่างภาคภูมิใจ
“แพรไหมไม่ใช่ผู้หญิงที่ฉันช่วยไว้ เธอเป็นหุ้นส่วนที่ทำให้โครงการนี้สำเร็จ ถ้าไม่มีเธอ เราคงไม่มีวันยืนอยู่ตรงนี้”
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง
นักข่าวจากเพจมหาวิทยาลัยเข้ามาสัมภาษณ์ทันที หนึ่งในนั้นยกไมโครโฟนขึ้นพร้อมคำถามที่ทำให้คนทั้งทีมส่งเสียงเชียร์
“ในเมื่อเริ่มจากการเป็นคู่แข่งกัน อยากทราบว่าใครเป็นฝ่ายตกหลุมรักก่อนคะ”
แพรไหมกำลังจะตอบแบบกลาง ๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่คีตะกลับยกไมโครโฟนเข้าหาตนเอง
“ผมครับ”
หญิงสาวหันขวับไปมอง
เสียงกรี๊ดกับเสียงโห่ดังทั่วบริเวณ
คีตะสบตาเธอพร้อมรอยยิ้มซึ่งไม่เหลือความเย็นชาของท่านประธานคนเดิม
“ผมแพ้ตั้งแต่วันที่เธอลากกระเป๋าเข้าบ้านแล้วครับ”
เขายกมือของเธอขึ้นจูบต่อหน้าทุกคน ก่อนพูดประโยคสุดท้ายอย่างไม่คิดปิดบังอีกต่อไป
“แค่ใช้เวลานานกว่าจะยอมรับ”
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ
“นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต
เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก







