LOGINหนึ่งปีต่อมา
เสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้า
เธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานาน
คีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า
ยินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่ง
แพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา
“มุกเก่ามาก”
“แต่เธอยิ้ม”
“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”
คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้
“ยินดีต้อนรับกลับ”
“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”
“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”
“บริษัทมีพนักงานกี่คน”
“หกคน”
แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”
คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้าง
หนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาที
แพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอเชียในสิงคโปร์ ก่อนรับข้อเสนอให้ร่วมงานกับสาขาประเทศไทยในตำแหน่งครีเอทีฟ ขณะเดียวกันก็ยังช่วยดูแลกองทุนฉุกเฉินสำหรับนักศึกษาซึ่งจัดตั้งขึ้นจากเงินรางวัลของ UniVision
ส่วนคีตะเรียนจบและก่อตั้งบริษัทอีเวนต์ขนาดเล็กด้วยเงินเก็บของตนเอง เขาเริ่มต้นจากสำนักงานเช่าเพียงหนึ่งห้องกับพนักงานไม่กี่คน แต่ผลงานจาก UniVision ทำให้ได้รับงานจากมหาวิทยาลัยและองค์กรเพื่อสังคมหลายแห่ง
บริษัทอาจยังไม่ใหญ่พอเทียบกับธุรกิจของครอบครัว ทว่าเป็นสิ่งแรกในชีวิตที่คีตะสามารถเรียกได้เต็มปากว่าเกิดจากการตัดสินใจของตนเอง
“คิดถึงฉันไหม” เขากระซิบถามโดยยังไม่ยอมคลายอ้อมแขน
แพรไหมซ่อนใบหน้ากับแผงอกเขา ก่อนตอบเสียงอู้อี้
“นิดหน่อย”
“นิดหน่อยแค่ไหน”
“มากพอจะยอมให้กอดเกินสิบวินาที”
“แปลว่าไม่มาก”
“ถ้าบ่น ฉันจะกลับไปสิงคโปร์”
คีตะกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นทันที
“ลองกลับดูสิ”
หญิงสาวหัวเราะ ก่อนยกแขนโอบเอวเขาตอบ ท่ามกลางสนามบินซึ่งเต็มไปด้วยผู้คน การได้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดที่คุ้นเคยทำให้คำว่า “กลับบ้าน” มีความหมายชัดเจนกว่าทุกครั้ง
มารดาของแพรไหมมารอต้อนรับอยู่ที่ร้านขนมแห่งใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดได้สามเดือน
หลังเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้นอย่างต่อเนื่อง อาการของเธอดีขึ้นตามลำดับ แม้ยังต้องไปตรวจตามนัดและหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก แต่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบเป็นปกติ
ร้านขนมขนาดเล็กถูกตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่น เมนูส่วนใหญ่เป็นสูตรที่มารดาของแพรไหมเคยทำขายตั้งแต่หญิงสาวยังเด็ก
“แม่!”
แพรไหมวางช่อดอกไม้แล้วเข้าไปกอดมารดา น้ำตาไหลทันทีที่เห็นอีกฝ่ายยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าโดยไม่มีสายระโยงระยางหรือชุดผู้ป่วยอีกแล้ว
“โตเป็นสาวทำงานแล้ว ยังร้องไห้เป็นเด็กอยู่เลย”
“ก็แพรคิดถึงแม่นี่คะ”
“กลับมาคราวนี้ไม่ต้องไปนานอีกแล้วใช่ไหม”
“ไม่แล้วค่ะ บริษัทให้ประจำที่สาขากรุงเทพฯ”
มารดายิ้มอย่างโล่งใจ ก่อนหันไปหาคีตะซึ่งยืนรออยู่ไม่ไกล
“ขอบใจนะที่ไปรับแพรให้แม่”
“ยินดีครับ”
“แล้วเมื่อไรจะมาขอรับไปดูแลจริง ๆ เสียทีล่ะ”
แพรไหมรีบเงยหน้า “แม่คะ!”
คีตะกลับตอบอย่างจริงจัง “รอเจ้าตัวอนุญาตอยู่ครับ”
“อย่าไปเร่งลูกนะ ให้แพรพร้อมก่อน”
“ครับ ผมจะรอ”
หญิงสาวมองคนทั้งสองเข้าขากันดีเกินไป ก่อนส่ายศีรษะแล้วเปลี่ยนเรื่องด้วยการหยิบขนมขึ้นมาชิม
ความสัมพันธ์ระหว่างคีตะกับคุณคเชนทร์ยังไม่กลับมาอบอุ่นดังเดิม แต่เริ่มเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
หลังหลักฐานการปล่อยให้ข้อมูลโครงการรั่วไหลถูกเปิดเผย คุณคเชนทร์ต้องถอนตัวจากคณะกรรมการบางตำแหน่งและชี้แจงต่อบริษัท เขาไม่ได้ถูกดำเนินคดีเพราะไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้สั่งการโดยตรง แต่ชื่อเสียงได้รับผลกระทบไม่น้อย
คีตะไม่ได้กลับไปขอความช่วยเหลือ แม้ธุรกิจในช่วงแรกจะประสบปัญหา เขาหาลูกค้าด้วยตนเอง ใช้อุปกรณ์มือสอง และรับงานเล็ก ๆ เพื่อรักษาบริษัทให้อยู่รอด
เมื่อเวลาผ่านไป คุณคเชนทร์จึงเริ่มยอมรับว่าบุตรชายสามารถสร้างเส้นทางของตนเองได้จริง
ทั้งสองยังคงพูดกันน้อยและมีความเห็นขัดแย้งอยู่เสมอ แต่ผู้เป็นบิดาเลิกใช้เงินกับธุรกิจเป็นเงื่อนไขในการควบคุมชีวิตเขา
สำหรับคีตะ เพียงเท่านั้นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว
หลังใช้เวลาร่วมกับมารดาจนถึงช่วงเย็น คีตะก็พาแพรไหมออกจากร้านโดยไม่ยอมบอกว่าจะไปไหน
“นี่ไม่ใช่ทางกลับคอนโดนาย” หญิงสาวทักเมื่อสังเกตเส้นทาง
“รู้ด้วยเหรอว่าคอนโดฉันอยู่ทางไหน”
“ฉันเคยไปตั้งหลายครั้ง”
“นึกว่าไม่สนใจ”
“เลิกทำตัวน่าหมั่นไส้แล้วบอกมาว่าจะพาไปไหน”
คีตะไม่ตอบ เขาเพียงจับมือเธอไว้จนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้านซึ่งคุ้นตา
แพรไหมมองถนนด้านหน้า ก่อนหันไปหาเขาอย่างแปลกใจ
“เรามาทำอะไรที่นี่”
รถจอดลงหน้าบ้านหลังเดิมซึ่งทั้งคู่เคยเช่าร่วมกัน
ตัวบ้านได้รับการทาสีใหม่ บริเวณสวนมีต้นไม้กับม้านั่งเพิ่มขึ้น ประตูรั้วซึ่งเคยส่งเสียงทุกครั้งที่เปิดก็ถูกเปลี่ยนเป็นบานใหม่เรียบร้อย
คีตะลงจากรถและเดินมาเปิดประตูให้
“เข้าไปดูสิ”
แพรไหมก้าวเข้าไปภายในบ้านอย่างช้า ๆ
ห้องรับแขกยังคงมีโครงสร้างเดิม แต่เฟอร์นิเจอร์ถูกเปลี่ยนใหม่ โต๊ะซึ่งเคยเต็มไปด้วยกระดาษแผนงานถูกนำไปวางใกล้หน้าต่าง ส่วนผนังด้านหนึ่งประดับด้วยภาพถ่ายจากงาน UniVision และภาพสมาชิกในทีมวันที่ได้รับรางวัล
“เจ้าของบ้านปรับปรุงใหม่เหรอ”
“เจ้าของใหม่ปรับ”
หญิงสาวหันกลับมามองเขา “หมายความว่าอย่างไร”
คีตะหยิบเอกสารสิทธิ์ออกมาจากลิ้นชักแล้วส่งให้เธอ
ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในช่องผู้ถือกรรมสิทธิ์
“นายซื้อบ้านหลังนี้?”
“อืม”
“เมื่อไร”
“สามเดือนก่อน”
“บริษัทเพิ่งตั้งได้ปีเดียว นายเอาเงินที่ไหนมาซื้อ”
“ผ่อนธนาคาร” เขาตอบตามตรง “อีกหลายปีกว่าจะหมด”
แพรไหมเปิดดูเอกสาร ก่อนมองไปรอบบ้านอีกครั้ง
“ทำไมต้องเป็นหลังนี้”
“เพราะเป็นบ้านหลังแรกที่ฉันได้ใช้ชีวิตตามที่ตัวเองเลือก ถึงตอนเริ่มจะไม่ได้เลือกเธอเป็นรูมเมตก็เถอะ”
“นายควรดีใจที่ได้อยู่กับฉัน”
“ตอนนั้นฉันเกือบเป็นโรคประสาทเพราะแก้วกาแฟของเธอ”
“แต่ก็แอบล้างให้ทุกวันไม่ใช่หรือไง”
คีตะยิ้ม ก่อนจับมือพาเธอขึ้นชั้นสอง
ห้องทำงานซึ่งแพรไหมเคยนอนถูกเปลี่ยนเป็นสตูดิโอ กระจกบานใหญ่ตั้งอยู่ข้างผนัง โต๊ะทำงานสองตัวหันหน้าเข้าหากัน และมีชั้นสำหรับเก็บอุปกรณ์ถ่ายทำกับตัวอย่างผลงานของเธอ
ส่วนโซฟาตัวเดิมซึ่งทั้งคู่เคยช่วยกันยกขึ้นบันไดยังคงวางอยู่มุมห้อง เพียงได้รับการหุ้มผ้าใหม่
“ฉันคิดว่าเธอน่าจะใช้เป็นที่ทำงาน” คีตะบอก “แต่ถ้าไม่ชอบ เราเปลี่ยนได้ทุกอย่าง”
แพรไหมมองรายละเอียดรอบห้องและพบว่าเขาจำสิ่งที่เธอชอบได้แทบทั้งหมด ทั้งแสงธรรมชาติ พื้นที่ติดบอร์ดไอเดีย และมุมสำหรับถ่ายวิดีโอ
“นายกำลังขอให้ฉันย้ายกลับมาเหรอ”
คีตะไม่ได้ตอบทันที เขาพาเธอกลับลงไปชั้นล่าง ก่อนหยิบกุญแจดอกหนึ่งซึ่งผูกริบบิ้นสีแดงออกมาวางบนฝ่ามือ
“ฉันไม่ได้ขอให้เธอย้ายมาเพราะคิดว่าเธอต้องพึ่งพาฉัน และไม่ได้คาดหวังว่าเธอต้องทิ้งพื้นที่ของตัวเอง”
เขาวางกุญแจลงบนมือเธอ
“ฉันแค่อยากสร้างสถานที่ซึ่งเราทั้งคู่กลับมาเป็นตัวเองได้ ต่อให้วันหนึ่งทะเลาะกัน ต่อให้งานล้มเหลว หรือโลกข้างนอกทำให้เหนื่อยแค่ไหน บ้านนี้จะยังเป็นของเรา”
แพรไหมกำกุญแจไว้ ความรู้สึกอุ่นเอ่อล้นขึ้นกลางอก
“ถ้าฉันไม่ตกลงล่ะ”
“กุญแจก็ยังเป็นของเธอ”
“แล้วถ้าฉันตกลง”
คีตะขยับเข้ามาใกล้ “ฉันจะย้ายของเธอคืนนี้เลย”
“เตรียมพร้อมมากนะ”
“รอมาหนึ่งปีแล้ว”
แพรไหมยิ้ม ก่อนเดินไปเปิดกระเป๋าถือและหยิบกระดาษพับแผ่นหนึ่งออกมา เธอเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเดินทางกลับ เพราะรู้ดีว่าสักวันทั้งคู่ต้องตั้งกฎร่วมกันอีกครั้ง
หญิงสาวนำกระดาษไปติดบนตู้เย็น
ด้านบนเขียนว่า กฎของบ้านหลังนี้
หนึ่ง ห้ามปิดบังปัญหาสอง ห้ามตัดสินใจแทนกันสาม ทะเลาะกันได้ แต่ห้ามหายไปโดยไม่บอกสี่ ห้ามปล่อยให้อีกฝ่ายนอนคนเดียวในคืนครบรอบห้า สัญญาฉบับนี้ไม่มีวันหมดอายุ
ข้างกันคือกระดาษกฎฉบับแรกซึ่งคีตะนำไปใส่กรอบเอาไว้แล้ว กระดาษมีรอยยับและลายมือของคนสองคนซึ่งเคยตั้งข้อห้ามทุกอย่างเพื่อรักษาระยะห่าง
แพรไหมอ่านแล้วหัวเราะ “นายเก็บไว้จริง ๆ เหรอ”
“หลักฐานว่าเธอเป็นคนเสนอข้อห้ามีความสัมพันธ์เกินกว่าเพื่อนร่วมงาน”
“แล้วใครเป็นคนแหกกฎก่อน”
“เธอ”
“นายจูบฉันก่อนต่างหาก”
“แต่เธอดึงฉันกลับมา”
บทสนทนาเดิมทำให้ทั้งคู่สบตากัน ก่อนระยะห่างจะค่อย ๆ ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ
คีตะโอบเอวเธอ ดึงร่างเข้ามาแนบชิดแล้วก้มลงจูบ
ครั้งนี้ไม่มีความลังเลและไม่มีคำถามถึงสถานะ แพรไหมโอบรอบคอเขาและจูบตอบด้วยความคิดถึงซึ่งสะสมมาตลอดเวลาที่อยู่ห่างกัน
“คืนนี้เป็นวันครบรอบหรือเปล่า” คีตะถามชิดริมฝีปาก
“ครบรอบวันที่ฉันกลับไทย”
“ถ้าอย่างนั้นกฎข้อสี่มีผล”
“ใครบอก”
“เจ้าของกฎ”
เขายกเธอขึ้นนั่งบนโต๊ะทำงานตัวเดิม กระดาษกฎในกรอบสั่นเล็กน้อยเมื่อแผ่นหลังของเธอสัมผัสตู้เย็น
แพรไหมหัวเราะ ก่อนดึงเนกไทของเขาเข้าหา
“ผ่านมาตั้งปี นายก็ยังชอบหาช่องโหว่ในกติกา”
“เพราะฉันเป็นนักธุรกิจ”
จูบถัดมาร้อนแรงขึ้น มือใหญ่ลูบผ่านเอวและแผ่นหลังอย่างคุ้นเคย ขณะที่แพรไหมปลดกระดุมเสื้อเขาทีละเม็ด
คีตะก้มจูบตามลำคอ ก่อนกระซิบว่า
“ถ้าใครรู้สึกก่อนคนนั้นแพ้ กฎนี้ยังใช้ได้อยู่ไหม”
“นายแพ้ไปตั้งแต่วันที่ฉันลากกระเป๋าเข้าบ้านแล้ว”
“แล้วเธอล่ะ”
แพรไหมแตะแก้มเขา ก่อนตอบอย่างไม่หลบเลี่ยง
“ฉันไม่เคยอยากชนะเลย ถ้ารางวัลของการชนะคือการไม่มีนายอยู่ข้าง ๆ”
แววตาของคีตะอ่อนลง แต่จูบที่ตามมากลับเร่าร้อนกว่าเดิม
เขาอุ้มเธอออกจากโต๊ะและพาขึ้นไปยังห้องนอนใหญ่ ห้องเดิมถูกตกแต่งใหม่แต่ยังคงวางเตียงไว้ในตำแหน่งเดิม ราวกับเก็บความทรงจำของคนทั้งคู่เอาไว้
คีตะวางเธอลงบนที่นอน ก่อนตามลงมาคร่อมและจูบอย่างไม่รีบร้อน
เสื้อผ้าถูกถอดออกทีละชิ้นอย่างไม่เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยความต้องการ เสื้อเชิ้ตของคีตะหล่นลงก่อน ตามด้วยเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ของแพรไหม จนทั้งคู่เหลือเพียงชุดชั้นใน
คีตะอุ้มเธอขึ้นจากโต๊ะ เดินตรงไปห้องนอนโดยไม่ละริมฝีปากจากกัน
เมื่อถึงเตียง เขาวางตัวเธอลงช้า ๆ แล้วถอดเสื้อผ้าที่เหลือออกจนหมด ร่างของทั้งคู่เปลือยเปล่าภายใต้แสงแดดอ่อน ๆ ที่ลอดผ่านม่าน
แพรไหมผลักไหล่เขาให้นอนหงาย แล้วไต่ตัวขึ้นคร่อมในท่ากลับหัว ใบหน้าของเธอหันไปทางอวัยวะเพศที่แข็งตัวแล้วของเขา ขณะที่สะโพกของเธอวางอยู่เหนือใบหน้าของคีตะ
เธอไม่พูดอะไร เพียงก้มลงใช้ลิ้นเลียจากโคนขึ้นไปถึงหัวอย่างช้า ๆ แล้วอ้าปากอมเข้าไปทั้งท่อน
คีตะพ่นลมหายใจยาว “อืม…แพรไหม…”
มือของเขายกขึ้นแหวกขาของเธอให้กว้าง แล้วก้มขึ้นเลียร่องที่เริ่มเปียกชุ่มอยู่แล้ว ลิ้นยาวตวัดไปมาบนคลิตอริสอย่างจงใจ ดูดเบา ๆ เป็นจังหวะ
เสียงอมและเลียดังชัดเจนในห้อง แพรไหมครางสั่นสะเทือนไปที่อวัยวะเพศของเขาทุกครั้งที่ลิ้นของคีตะสัมผัสจุดอ่อนไหว เธออมลึกขึ้น มือช่วยรูดโคน น้ำลายไหลเปียกชุ่ม
คีตะเลียเร็วและแรงขึ้น นิ้วสองนิ้วแทรกเข้าไปในช่องทางรักที่ร้อนและบีบรัด ขยับเข้าออกพร้อมกับลิ้นที่ยังไม่หยุดวนรอบปุ่มความรู้สึก
แพรไหมตัวสั่นเทา ขาเกร็ง “คีตะ… จะ… ”
เธอพยายามถอนปากออก แต่คีตะใช้มือกดสะโพกเธอไว้เบา ๆ ให้ยังคงคร่อมอยู่ ลิ้นและนิ้วทำงานไม่หยุดจนร่างของเธอเกร็งแข็ง ออแกซึมซัดเข้ามาอย่างรุนแรง น้ำหล่อลื่นไหลเปียกปากและคางของเขา
เมื่อคลื่นผ่านพ้น แพรไหมหอบหายใจ แล้วถูกคีตะพลิกตัวให้นอนคว่ำ
เขายกสะโพกของเธอขึ้น จัดท่าหมา แล้วจัดอวัยวะเพศที่เปียกชุ่มจากน้ำลายของเธอไว้ตรงทางเข้า
“พร้อมไหม” เขาถามเสียงแหบ
แพรไหมหันมามองผ่านไหล่ พยักหน้า “เอา…”
คีตะดันเข้าไปช้า ๆ แต่ลึกจนสุดทั้งท่อน ทั้งคู่ครางพร้อมกัน
เขาเริ่มเคลื่อนไหว ช้าในตอนแรก แล้วค่อย ๆ เร็วและแรงขึ้น มือทั้งสองข้างจับเอวเธอแน่น นิ้วฝังลงบนผิวขาว เสียงตบของเนื้อหนังดังจ๊วบ ๆ ทุกครั้งที่กระแทกเข้าสุด
แพรไหมฝังหน้าลงในหมอน ครางเสียงหลง “แรงกว่านี้…คีตะ… ”
เขาทำตาม คำพูดนั้นเหมือนจุดไฟให้ความเร่าร้อนพุ่งสูง มือข้างหนึ่งยื่นไปวนที่คลิตอริส ขณะที่สะโพกยังคงกระแทกไม่หยุด
“ฉันรักเธอ” คีตะพูดเสียงแหบระหว่างจังหวะ “รักทุกวันที่ได้อยู่กับเธอ”
แพรไหมตอบด้วยการดันสะโพกกลับไปรับแรงกระแทก “ฉันก็…รักนาย…อ๊ะ!”
คลื่นลูกที่สองซัดเข้ามาเร็ว ร่างของเธอเกร็ง หีบีบรัดเขาแน่นจนคีตะทนไม่ไหว เขากระแทกอีกหลายครั้งก่อนปลดปล่อยออกมาลึกภายใน พร้อมกับเสียงครางต่ำจากลำคอ
คีตะกอดเธอไว้แน่น ก่อนจูบกลางหน้าผากและกระซิบคำว่ารักซ้ำอีกครั้ง
หลังจากนั้นแพรไหมนอนหนุนอกเขา ขณะที่คีตะเอื้อมมือไปหยิบกล่องกำมะหยี่จากลิ้นชักข้างเตียง
หญิงสาวชะงักเมื่อเห็นกล่องนั้น
“เดี๋ยวนะ”
“อะไร”
“นี่นายจะ…”
คีตะเปิดกล่องออก
ภายในไม่มีแหวน แต่เป็นปากกาด้ามหรูสลักชื่อของคนทั้งคู่
แพรไหมมองปากกา ก่อนหันกลับมามองเขา “นายหลอกให้ฉันคิดว่าจะขอแต่งงาน?”
“ฉันยังไม่ขอคืนนี้”
“ทำไม”
“เพราะวันที่ขอจริง ฉันจะไปขอเธอต่อหน้าแม่อย่างถูกต้อง และจะถามก่อนว่าเธอพร้อมหรือยัง”
หญิงสาวยิ้มออกมา
“แล้วปากกานี้ล่ะ”
“เอาไว้เซ็นสัญญาชีวิตฉบับใหม่”
คีตะยื่นปากกาให้ ก่อนพากันลงไปชั้นล่างทั้งที่เสื้อผ้ายังสวมอย่างไม่เรียบร้อยนัก
แพรไหมเดินไปยืนหน้าตู้เย็น เปิดฝาปากกาและเซ็นชื่อตนเองใต้กฎทั้งห้าข้อ จากนั้นส่งให้คีตะเซ็นข้างกัน
ก่อนเก็บปากกา เธอเขียนข้อความเพิ่มอีกหนึ่งบรรทัด
ผู้เช่าร่วมตลอดชีวิต—ต่อสัญญาอัตโนมัติทุกปี
คีตะอ่านข้อความแล้วดึงเธอเข้ามากอดจากด้านหลัง
“ครั้งแรกเราอยู่ด้วยกันเพราะไม่มีทางเลือก” เขากระซิบข้างใบหู “แต่ต่อจากนี้ ฉันจะเลือกเธอทุกวัน”
แพรไหมเอนศีรษะพิงไหล่เขา ก่อนหันกลับไปยิ้ม
“ก็ดี เพราะถ้านายคิดจะหนี ฉันจะตามไปเอาชนะนายถึงที่เลย”
กระดาษกฎสองฉบับแขวนอยู่เคียงกันบนตู้เย็น
ฉบับแรกเต็มไปด้วยข้อห้ามของคนสองคนซึ่งกลัวการก้าวข้ามเส้น ส่วนฉบับใหม่คือคำสัญญาของคนที่เคยเป็นคู่แข่ง เคยซ่อนความสัมพันธ์ และเคยเกือบสูญเสียกันไป
สุดท้ายไม่มีใครเป็นผู้ชนะและไม่มีใครเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
เพราะรางวัลของการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ใช่เงินหนึ่งล้านบาท ไม่ใช่ทุนต่างประเทศ และไม่ใช่ความสำเร็จซึ่งคนภายนอกมองเห็น
แต่คือการได้พบคนข้างกายซึ่งพร้อมเลือกกันในทุกวันต่อจากนี้
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ
“นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต
เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก







