LOGIN“เปิดประตู แพรไหม”
เสียงทุ้มดังผ่านบานประตูห้องนอน พร้อมเสียงเคาะเป็นจังหวะหนัก ๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ
หญิงสาวซึ่งกำลังรื้อเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าเดินทางเหลือบมองประตู ก่อนตอบกลับโดยไม่คิดจะเปิด
“ถ้าจะขอหมอนเพิ่ม ไม่มีแล้วค่ะท่านประธาน”
“ฉันไม่ได้จะขอหมอน”
“งั้นผ้าห่มอยู่ในตู้เก็บของชั้นล่าง”
“ฉันก็ไม่ได้จะขอผ้าห่ม”
แพรไหมถอนหายใจ เธอเดินไปเปิดประตูเพียงแง้มหนึ่ง แต่ยังใช้ร่างกายขวางทางไว้ชัดเจน
คีตะยืนอยู่หน้าห้องโดยไม่มีกระเป๋าหรือหมอนติดมือ ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย ทว่าเส้นเลือดที่ขมับคล้ายจะกระตุกเล็กน้อย
“มีอะไร”
“ฉันจะไม่ได้นอนโซฟา”
“แต่ฉันยกให้แล้ว ไม่ต้องเกรงใจ”
“ฉันไม่ได้เกรงใจ”
“งั้นก็ดี ตกลงตามนี้นะ”
แพรไหมกำลังจะปิดประตู แต่ฝ่ามือใหญ่กลับยันบานประตูเอาไว้
“โซฟาตัวนั้นยาวไม่ถึงสองเมตร”
หญิงสาวกวาดตามองเจ้าของความสูงเกินมาตรฐานตรงหน้า ก่อนยักไหล่อย่างไม่เห็นใจ
“ก็พับขาสิ”
“ทำไมไม่เป็นเธอที่ไปนอน”
“เพราะฉันจองห้องนี้ก่อน”
“เธอแค่โยนกระเป๋าเข้ามาแล้วล็อกประตู แบบนั้นไม่เรียกว่าจอง”
“ใครเร็วใครได้”
“เด็กอนุบาลหรือไง”
“ถ้านายแพ้เด็กอนุบาล นายก็ควรกลับไปพิจารณาความสามารถตัวเองนะ”
ดวงตาของคีตะหรี่ลง เขายืนนิ่งอยู่อึดใจราวกับพยายามอดทนไม่โต้เถียง ก่อนยกแฟ้มเอกสารในมือขึ้นมา
“ในสัญญาระบุว่าผู้เช่ามีสิทธิ์ใช้พื้นที่ภายในบ้านเท่าเทียมกัน เธอไม่มีสิทธิ์ยึดห้องนอนคนเดียว”
แพรไหมมองแฟ้ม ก่อนเงยหน้ากลับไปมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“นายลงไปหยิบสัญญามาอ่านเพื่อจะเถียงเรื่องเตียงกับฉันเนี่ยนะ”
“ฉันรักษาสิทธิ์ของตัวเอง”
“น่าชื่นชมมากค่ะท่านประธาน”
แพรไหมเปิดประตูกว้างขึ้นแล้วเดินออกไปสำรวจห้องทำงานอีกครั้ง ภายในมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ชั้นหนังสือ และโซฟาตัวยาวชิดผนัง แต่ไม่มีเตียงหรือพื้นที่พอสำหรับวางเตียงขนาดใหญ่
เธอยืนคำนวณพื้นที่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปยังห้องทำงาน
“ฉันเอาห้องนี้ก็ได้”
คีตะเลิกคิ้ว คล้ายไม่คิดว่าเธอจะยอมง่าย ๆ
“แน่ใจ?”
“แต่ฉันจะย้ายโซฟาในห้องรับแขกขึ้นมา แล้วนายต้องช่วย”
“ฉันไม่ใช่คนขนของ”
“ฉันก็ไม่ใช่คนรับใช้ที่จะต้องเสียสละห้องนอนให้นายฟรี ๆ”
ทั้งคู่จ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายคีตะเป็นฝ่ายปลดกระดุมข้อมือเสื้อนักศึกษาแล้วพับแขนเสื้อขึ้น
“ย้ายตอนนี้เลย”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา โซฟาตัวยาวถูกย้ายขึ้นมาบนชั้นสองด้วยความยากลำบาก เพราะทางขึ้นบันไดแคบกว่าที่คาดไว้ ระหว่างทางทั้งคู่เถียงกันไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ทั้งเรื่องมุมยก ทิศทางเลี้ยว และคนที่ควรเป็นฝ่ายถอยหลัง
“ยกสูงกว่านี้สิ” แพรไหมบอก
“ฉันยกสูงแล้ว เธอต่างหากที่ไม่ออกแรง”
“ฉันยกอยู่!”
“ใช้แรงมากกว่าปากหน่อย”
“ถ้านายฉลาดจริงก็ควรวัดขนาดก่อนยกขึ้นมา!”
ท้ายที่สุดโซฟาก็ถูกวางลงกลางห้องทำงาน แพรไหมทิ้งตัวนั่งบนเบาะด้วยความเหนื่อย ขณะที่คีตะยืนพิงกรอบประตูและมองสภาพห้องซึ่งแทบไม่มีพื้นที่เหลือ
“ถ้าเธอเปลี่ยนใจก็ลงไปนอนข้างล่างได้”
“ไม่มีวัน”
“ตามใจ”
คีตะกำลังจะเดินออกไป แต่แพรไหมเรียกเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน เราต้องตั้งกฎ”
“กฎอะไร”
“กฎการอยู่ร่วมกัน ฉันไม่ไว้ใจนาย”
เขาหันกลับมา สีหน้าเหมือนได้ยินเรื่องไร้สาระที่สุดในโลก
“คนที่ควรพูดประโยคนั้นคือฉันมากกว่า”
ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา ทั้งคู่ก็มายืนอยู่หน้าตู้เย็นในห้องครัว แพรไหมถือปากกาเมจิก ส่วนคีตะถือกระดาษแผ่นใหญ่โดยมีสีหน้าเบื่อหน่าย
หญิงสาวเขียนหัวกระดาษด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่
กฎของรูมเมต
“ข้อหนึ่ง ห้ามเข้าห้องของอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” เธอพูดพลางเขียนลงไป “โดยเฉพาะห้องฉัน”
“ฉันไม่มีเหตุผลต้องเข้า”
“ให้จริงเถอะ”
“เพิ่มด้วยว่าห้ามหยิบของใช้ส่วนตัวของอีกฝ่าย”
“ฉันไม่ใช้ของนายหรอก”
“เมื่อกี้เธอเพิ่งหยิบหมอนของฉันไป”
“หมอนเป็นของบ้าน”
คีตะดึงปากกาจากมือเธอไปเขียนต่อด้วยตนเอง
“ข้อสอง ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว”
“เห็นด้วย โดยเฉพาะห้ามถามว่าจะไปไหน ไปกับใคร หรือกลับกี่โมง”
ปลายปากกาของคีตะหยุดลงเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เขียนตามที่เธอบอก
“ข้อสาม ห้ามพาคนนอกมาค้าง” เขากล่าว
แพรไหมหันมองเขาอย่างมีความหมาย “กลัวฉันพาผู้ชายมาเหรอ”
“ฉันไม่ต้องการให้คนแปลกหน้าเดินอยู่ในบ้าน”
“ถ้านายจะพาผู้หญิงมาก็ห้ามเหมือนกัน”
“ฉันไม่จำเป็นต้องพาใครมา”
“ดีมาก เพราะผนังบ้านดูไม่หนาเท่าไร ฉันไม่อยากนอนไม่หลับเพราะเสียงจากห้องนาย”
คีตะปรายตามองเธอ ก่อนเขียนกฎข้อต่อไปแรงกว่าเดิม
“ข้อสี่ ห้ามเปิดเผยว่าเราอยู่ด้วยกัน”
“ทำไม” แพรไหมถาม “กลัวคู่ควงเข้าใจผิดหรือไง”
“ฉันไม่อยากให้ใครเอาไปพูดจนกระทบงาน แล้วเธอก็คงไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจว่าที่ได้เป็นหัวหน้าร่วมเพราะมีความสัมพันธ์กับฉัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของแพรไหมจางลง เหตุผลนั้นทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้
คีตะจึงเขียนข้อสุดท้าย
“ข้อห้า ห้ามมีความสัมพันธ์เกินกว่าเพื่อนร่วมงาน”
แพรไหมอ่านทวน ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ข้อนี้ไม่ต้องเขียนก็ได้มั้ง ไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว”
“เขียนไว้เพื่อความชัดเจน”
“กลัวตัวเองหวั่นไหวกับฉันเหรอ”
คีตะปิดฝาปากกาแล้วหันมามองเธอตรง ๆ
“ฉันชอบผู้หญิงที่ไม่สร้างปัญหา”
“บังเอิญจัง ฉันก็ชอบผู้ชายที่ไม่หลงตัวเอง”
เขานำกระดาษไปติดไว้บนประตูตู้เย็นด้วยแม่เหล็ก ก่อนเดินออกจากห้องครัวโดยไม่ตอบโต้
แพรไหมมองตามแผ่นหลังกว้างแล้วกลอกตา แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดสายตาจึงกลับไปหยุดอยู่ตรงกฎข้อสุดท้ายอีกครั้ง
ห้ามมีความสัมพันธ์เกินกว่าเพื่อนร่วมงาน
หญิงสาวส่ายศีรษะไล่ความคิดไร้สาระ ก่อนกลับไปจัดห้องของตัวเองต่อ
การใช้ชีวิตร่วมกันในช่วงสามวันแรกพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ต่อให้มีกฎห้าข้อ พวกเขาก็ยังสามารถหาเรื่องทะเลาะกันได้ทุกชั่วโมง
เช้าวันแรก คีตะตื่นตอนหกโมงตรงตามเวลาปกติ แต่กลับต้องยืนรอหน้าห้องน้ำเกือบสี่สิบนาที เพราะแพรไหมเปิดเพลงร้องตามอย่างสบายอารมณ์อยู่ด้านใน
เขาเคาะประตูถึงสามครั้ง หญิงสาวจึงเปิดออกมาในชุดคลุมอาบน้ำ สภาพเส้นผมเปียกชื้นและมีไอน้ำลอยตามออกมา
“นายมีอะไร”
“เธออยู่ในนั้นสี่สิบนาที”
“ฉันอาบน้ำสระผม”
“บ้านนี้มีห้องน้ำที่ใช้ฝักบัวได้ห้องเดียว”
“แล้ว?”
“เราควรแบ่งเวลา”
แพรไหมเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง “นายตื่นตั้งแต่หกโมง ทำไมไม่อาบก่อนฉันล่ะ”
“เพราะตารางที่ฉันติดไว้กำหนดว่าเธอใช้ห้องน้ำหกโมงครึ่งถึงหกโมงห้าสิบ”
“ตารางอะไร”
คีตะชี้ไปยังกระดาษข้างประตู ซึ่งแบ่งช่วงเวลาใช้งานไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่ห้องน้ำ เครื่องซักผ้า ไปจนถึงช่วงเปิดเครื่องปรับอากาศ
แพรไหมอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดึงกระดาษออกจากผนังและพับใส่มือเขา
“ฉันไม่ได้เซ็นรับทราบค่ะท่านประธาน”
พูดจบเธอก็เดินจากไป ทิ้งให้คีตะมองตามด้วยใบหน้าเรียบตึง
วันที่สอง เขาพบแก้วกาแฟของเธอวางอยู่บนโต๊ะรับแขก โต๊ะอาหาร และโต๊ะทำงานรวมสามใบ จึงนำกระดาษโน้ตมาติดไว้บนแก้วทุกใบ
ดื่มแล้วกรุณาล้าง
แพรไหมตอบโต้ด้วยการนำกระดาษแผ่นเดิมไปติดบนเครื่องชงกาแฟของเขา
ใช้แล้วกรุณายิ้มบ้าง บ้านจะได้ไม่เหมือนห้องประชุม
วันที่สาม คีตะเปิดตู้เย็นแล้วพบกล่องขนมหวาน เบเกอรี และเครื่องดื่มรสผลไม้วางปะปนกันจนแทบไม่มีพื้นที่เหลือ เขาจึงแบ่งชั้นด้วยเทปสีดำพร้อมติดป้ายชื่ออย่างชัดเจน
ด้านซ้ายเป็นของคีตะ ด้านขวาเป็นของแพรไหม
คืนนั้นแพรไหมกลับมาพบว่าน้ำผลไม้ของตัวเองถูกเลื่อนไปฝั่งซ้ายเพราะวางเกินเส้นไม่ถึงหนึ่งนิ้ว เธอจึงย้ายไข่ไก่ของเขาออกมาวางเรียงเป็นรูปหน้าบึ้งบนชั้นกลาง
สงครามเล็ก ๆ ภายในบ้านดำเนินไปทุกวัน แต่เมื่ออยู่ในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่กลับทำงานร่วมกันได้ดีกว่าที่คาดไว้
แนวคิดของคีตะทำให้แผนงานมีโครงสร้างและสามารถคำนวณงบประมาณได้จริง ขณะที่ความคิดของแพรไหมช่วยเติมชีวิตให้ตัวเลขแข็งกระด้างเหล่านั้น
จากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างนำเสนอแผนของตนเอง ทั้งคู่เริ่มนำข้อดีของสองแนวคิดมารวมกัน งานเทศกาลยังคงมีภาพลักษณ์ระดับนานาชาติสำหรับดึงดูดผู้สนับสนุน แต่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาทั่วไปและชุมชนโดยรอบมีส่วนร่วมมากขึ้น
ในการประชุมกับสปอนเซอร์รายแรก คีตะเป็นคนเจรจาเรื่องผลประโยชน์และงบประมาณ ขณะที่แพรไหมเสนอแคมเปญออนไลน์ซึ่งเปิดให้นักศึกษาเลือกวัฒนธรรมที่อยากเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย
“ถ้าเราใช้แฮชแท็กเดียวกันทุกแพลตฟอร์ม และเปิดให้ผู้ร่วมงานสะสมตราประทับดิจิทัลจากแต่ละโซน สปอนเซอร์จะได้ทั้งยอดเข้าถึงกับข้อมูลการมีส่วนร่วมค่ะ” แพรไหมอธิบาย
ตัวแทนบริษัทพยักหน้าอย่างสนใจ ก่อนหันไปทางคีตะ
“ทีมคุณวางระบบแลกรางวัลไว้หรือยังครับ”
“เรียบร้อยแล้วครับ” คีตะเปิดเอกสารหน้าถัดไป “เราจะแบ่งสิทธิประโยชน์เป็นสามระดับตามจำนวนกิจกรรมที่เข้าร่วม และเชื่อมกับระบบสมาชิกของสปอนเซอร์โดยตรง”
แพรไหมหันมองเขาเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนเธอเพิ่งร่างแนวคิดระบบสะสมคะแนนเอาไว้ แต่ยังไม่ทันจัดทำเอกสาร คีตะกลับนำมันไปวางแผนต่อจนสมบูรณ์
หลังจบการประชุม บริษัทตอบรับสนับสนุนงบประมาณก้อนแรกทันที
เมื่อประตูห้องประชุมปิดลง สมาชิกในทีมต่างส่งเสียงดีใจ แพรไหมเก็บเอกสารพลางเหลือบมองชายหนุ่มข้างกาย
“ไม่คิดว่านายจะใช้ไอเดียของฉัน”
“เป็นไอเดียที่ใช้ได้ ฉันก็ไม่มีเหตุผลต้องทิ้ง”
“ชมฉันอยู่หรือเปล่า”
“ฉันกำลังประเมินผลงานตามความจริง”
“พูดดี ๆ สักคำจะตายไหม”
คีตะมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เธอทำได้ดี”
แพรไหมชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะยอมพูดจริง ๆ
คีตะเก็บโน้ตบุ๊กลงกระเป๋า “แต่อย่าเพิ่งหลงตัวเอง เพราะสไลด์หน้าที่เจ็ดยังใช้สีแย่มาก”
“คีตะ!”
เสียงหัวเราะของทีมงานดังขึ้นทันที บรรยากาศตึงเครียดระหว่างหัวหน้าทั้งสองเริ่มผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะทำงานเข้าขากันมากขึ้น แต่คีตะยังคงพบเรื่องน่าสงสัยเกี่ยวกับรูมเมตของตนอยู่เสมอ
แพรไหมออกจากบ้านช่วงเย็นแทบทุกวัน และมักกลับมาหลังตีสอง บางคืนเขาได้ยินเสียงเธอเปิดประตูเบาที่สุด พยายามเดินผ่านห้องรับแขกโดยไม่ให้เกิดเสียง แต่คีตะยังทำงานอยู่จึงรับรู้ทุกครั้ง
คืนหนึ่งเขานั่งตรวจงบประมาณอยู่บนโซฟา เมื่อแพรไหมเปิดประตูเข้ามาในเวลาเกือบตีสาม
หญิงสาวชะงักเมื่อเห็นเขา เสื้อคลุมตัวบางถูกพาดไว้บนแขน ส่วนใบหน้ามีเครื่องสำอางเข้มกว่าตอนมาเรียน
“ทำไมยังไม่นอน”
“ฉันควรถามเธอมากกว่า ไปไหนมา”
แพรไหมเหลือบมองกระดาษกฎบนตู้เย็น ก่อนชี้ไปยังข้อสอง
“ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว”
“ฉันไม่ได้ก้าวก่าย แค่ถามในฐานะคนที่อยู่บ้านเดียวกัน”
“ฉันรับงานฟรีแลนซ์”
“งานอะไรต้องทำจนตีสาม”
“งานที่ได้เงิน”
เธอตอบเพียงเท่านั้นแล้วเดินขึ้นบันได ทิ้งให้คีตะมองตามอย่างสงสัย
ตลอดสัปดาห์ต่อมา เธอยังคงกลับบ้านในเวลาเดิม บางคืนดูเหนื่อยจนแทบลืมตาไม่ขึ้น แต่เช้าวันต่อมากลับไปมหาวิทยาลัยพร้อมรอยยิ้มราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
คีตะพยายามไม่สนใจ เพราะกฎข้อสองถูกเขียนด้วยลายมือของเขาเอง
ทว่าความจริงกลับปรากฏต่อหน้าโดยไม่ต้องตามหา
คืนวันศุกร์ คีตะมีนัดพบลูกค้ารายสำคัญของครอบครัวที่ Lumière Lounge เลานจ์หรูบนชั้นสูงสุดของโรงแรมใจกลางเมือง
ชายหนุ่มมาในชุดสูทสีดำ เขาเดินตามผู้จัดการผ่านโถงซึ่งเต็มไปด้วยแสงสีทอง เสียงดนตรีแจ๊ส และกลิ่นน้ำหอมราคาแพง
ระหว่างกำลังจะเดินเข้าสู่ห้องวีไอพี สายตาของเขากลับหยุดอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่งบริเวณเคาน์เตอร์ด้านใน
แพรไหมอยู่ในชุดเดรสสีดำของพนักงานประชาสัมพันธ์ เส้นผมยาวถูกรวบเป็นหางม้า ใบหน้าแต่งแต้มอย่างประณีต เธอกำลังส่งยิ้มต้อนรับแขกกลุ่มหนึ่งก่อนนำไปยังโต๊ะที่จองไว้
คีตะหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
งานฟรีแลนซ์ที่เธอพูดถึงคือการทำงานในเลานจ์แห่งนี้
เขาควรเดินต่อและทำเหมือนไม่เห็น เพราะนี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเธอ แต่ความสนใจกลับหลุดออกจากบทสนทนาของลูกค้าอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นแพรไหมต้องคอยยกเครื่องดื่มและพูดคุยกับแขกชายที่มองเธอด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจ
หลังการเจรจาจบลง คีตะออกจากห้องวีไอพีและพบว่าแพรไหมกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะมุมหนึ่ง ชายวัยกลางคนซึ่งมีอาการมึนเมายื่นแก้วเครื่องดื่มให้เธอ
“นั่งดื่มด้วยกันก่อนสิครับน้องแพร”
“ขอโทษค่ะ คุณลูกค้า พนักงานห้ามดื่มระหว่างทำงานค่ะ”
“แก้วเดียวไม่เป็นไรหรอก ฉันจ่ายค่าโต๊ะไปตั้งเท่าไร”
“แพรเรียกพนักงานคนอื่นมาดูแลให้นะคะ”
เธอถอยออกมา แต่ชายคนนั้นกลับคว้าข้อมือเอาไว้
“จะรีบไปไหน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของแพรไหมหายไปทันที
“กรุณาปล่อยด้วยค่ะ”
“นั่งก่อน เดี๋ยวฉันให้ทิป”
“ฉันบอกให้ปล่อย”
เธอพยายามดึงมือกลับ แต่ชายคนนั้นกลับบีบแน่นกว่าเดิม
“เธอไม่ได้ยินหรือครับว่าให้ปล่อย”
เสียงทุ้มเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง
คีตะยืนอยู่ข้างโต๊ะ สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับแข็งกร้าวจนคนถูกมองชะงัก
“แล้วคุณเป็นใคร” ชายคนนั้นถาม
คีตะมองมือที่จับข้อมือแพรไหม ก่อนเลื่อนสายตากลับไปยังใบหน้าของอีกฝ่าย
“แฟนเธอ”
คำตอบนั้นทำให้แพรไหมหันขวับมามองเขา แต่คีตะไม่เปิดโอกาสให้เธอแย้ง เขาจับมือของชายคนนั้นออก ก่อนดึงแพรไหมมาอยู่ด้านหลังตัวเอง
“หากคุณต้องการร้องเรียนเรื่องบริการ ติดต่อผู้จัดการได้โดยตรง แต่ถ้าคุณแตะต้องเธออีก ผมจะเรียกตำรวจ”
ผู้จัดการร้านรีบเข้ามาระงับสถานการณ์ ลูกค้าชายคนนั้นจำได้ว่าคีตะเป็นใครจึงยอมปล่อยเรื่อง แม้ยังบ่นด้วยความไม่พอใจ
แพรไหมพยายามกลับไปทำงาน แต่คีตะกลับจับข้อมืออีกข้างของเธอและพาออกจากเลานจ์
“ปล่อยฉันนะคีตะ!”
“กลับบ้าน”
“ฉันยังไม่หมดกะ”
“เธอจะกลับไปให้เขาจับอีกหรือไง”
“นั่นเป็นปัญหาที่ฉันจัดการได้”
“เมื่อกี้เรียกว่าจัดการได้?”
แพรไหมสะบัดมือออกเมื่อมาถึงลานจอดรถ
“อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องการให้นายเข้ามาสร้างปัญหา ผู้จัดการอาจไล่ฉันออกเพราะนาย!”
“งานแบบนี้มันสำคัญจนต้องยอมให้ใครแตะต้องตัวหรือไง”
เพียะ!
ฝ่ามือของแพรไหมตบลงบนใบหน้าของเขาไม่แรงนัก แต่เพียงพอทำให้ทั้งสองคนเงียบลง
ดวงตาของหญิงสาวสั่นไหวด้วยความโกรธ
“อย่าพูดเหมือนฉันยอมให้เขาทำ ฉันทำงานแลกเงิน ไม่ได้ขายศักดิ์ศรีตัวเอง”
คีตะนิ่งไป ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น”
“แต่คำพูดของนายมันหมายความแบบนั้น”
แพรไหมหันจะเดินกลับเข้าไปในโรงแรม ทว่าผู้จัดการโทรมาแจ้งว่าเธอถูกพักงานคืนนี้ เพราะลูกค้าวีไอพีไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หญิงสาวกำโทรศัพท์แน่น พยายามข่มความเสียใจไว้ใต้สีหน้าเรียบเฉย
สุดท้ายเธอจำใจขึ้นรถของคีตะ
ตลอดทางกลับบ้าน ภายในรถเงียบอยู่หลายนาที ก่อนคีตะจะเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“เธอไม่ควรทำงานในที่แบบนั้น”
“แล้วฉันควรทำงานที่ไหน นายจะเป็นคนหาให้หรือไง”
“อย่างน้อยก็ควรเป็นที่ที่ปลอดภัยกว่านี้”
“งานที่ปลอดภัยและได้เงินดีไม่ได้เดินมาหาฉันถึงหน้าบ้านเหมือนโอกาสที่นายเคยได้หรอกนะ”
“ฉันกำลังเป็นห่วง”
“ฉันไม่ต้องการ”
“เธอดื้อแบบนี้กับทุกคนหรือเฉพาะฉัน”
“เฉพาะคนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น”
คีตะกำพวงมาลัยแน่น แต่ไม่ได้ตอบโต้ต่อ เพราะรู้ว่าหากพูดอะไรในเวลานี้ ทั้งคู่คงทะเลาะกันหนักกว่าเดิม
เมื่อกลับถึงบ้าน แพรไหมลงจากรถและเดินเข้าไปโดยไม่รอ เขาตามเข้ามาพบว่าเธอกำลังพยายามปลดกำไลออกจากข้อมือ แต่กลับนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ
รอยแดงจากนิ้วมือของลูกค้าคนนั้นปรากฏชัดบนผิวขาว
คีตะเดินไปหยิบกล่องยาจากตู้เก็บของ ก่อนวางลงบนโต๊ะ
“เอามือมา”
“ไม่ต้อง”
“อยู่นิ่ง ๆ”
เขานั่งลงตรงหน้าและจับข้อมือของเธออย่างระมัดระวัง ความอ่อนโยนของสัมผัสนั้นแตกต่างจากน้ำเสียงออกคำสั่งอย่างสิ้นเชิง
คีตะใช้สำลีเช็ดบริเวณรอยแดง ก่อนทายาลงไปบาง ๆ ปลายนิ้วของเขาเบาจนแทบไม่สร้างความเจ็บปวด
แพรไหมมองใบหน้าของชายหนุ่มที่ก้มอยู่ตรงหน้า ขนตาของเขาทอดเงาบาง ๆ เหนือโหนกแก้ม สีหน้าจริงจังราวกับบาดแผลของเธอเป็นเรื่องสำคัญ
“เมื่อกี้…ขอบใจนะ” เธอพูดเบา ๆ
คีตะเงยหน้าขึ้น “ฉันคิดว่าจะไม่ได้ยินคำนี้จากเธอเสียแล้ว”
“แค่ขอบคุณที่ช่วย ไม่ได้แปลว่าฉันให้อภัยที่นายลากฉันออกจากงาน”
“ฉันก็ไม่ได้ขอให้ให้อภัย”
สายตาของทั้งคู่สบกันในระยะใกล้กว่าปกติ บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอย่างประหลาด
แพรไหมเป็นฝ่ายดึงมือกลับก่อน
ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ชื่อโรงพยาบาลปรากฏบนหน้าจอ
สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปทันที
“ฉันขอรับสายก่อน”
เธอลุกขึ้นเดินไปบริเวณระเบียงหลังบ้าน แล้วเลื่อนประตูกระจกปิดเพื่อไม่ให้เสียงลอดเข้ามา
คีตะเก็บกล่องยาและตั้งใจจะเดินขึ้นห้อง แต่เมื่อผ่านประตูกระจก เขากลับได้ยินเสียงของแพรไหมซึ่งกำลังพยายามไม่ให้สั่น
“ยังไม่ต้องเลื่อนคิวให้คนอื่นได้ไหมคะ หนูกำลังหาเงินอยู่”
ปลายสายพูดบางอย่างที่เขาไม่ได้ยิน
แพรไหมยกมือปิดปาก ร่างเล็กหันหลังให้ภายในบ้าน ไหล่ทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อยใต้แสงไฟ
“หนูเข้าใจค่ะ แต่ขอเวลาอีกนิดนะคะ”
เธอหยุดฟัง ก่อนตอบด้วยเสียงที่เบาจนแทบขาดหาย
“หนูจะหาเงินค่าผ่าตัดมาให้ทันค่ะ ขอเวลาอีกนิดนะคะ”
คีตะยืนนิ่งอยู่ด้านหลังประตูกระจก
สายตาเคลื่อนไปยังรอยแดงบนข้อมือของเธอ แล้วจึงเข้าใจว่าเหตุใดผู้หญิงที่ทะนงในศักดิ์ศรีถึงยอมทำงานจนดึกดื่นอยู่ในสถานที่แบบนั้น
แพรไหมไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างง่ายดาย ไม่ได้ยิ้มเพราะไม่เคยมีปัญหา และไม่ได้อยากชนะเพียงเพื่อเอาชนะเขา
เบื้องหลังรอยยิ้มมั่นใจของเธอมีบางสิ่งซึ่งหนักหนากว่าที่เขาเคยคิด
ทว่ากฎข้อสองบนตู้เย็นระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
คีตะควรทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินกลับห้องของตัวเอง
แต่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า กฎซึ่งตนเองเขียนขึ้นมาอาจเป็นกฎข้อแรกที่เขาอยากฝ่าฝืน
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ
“นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต
เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก


![พิศวาสรักลูกหนี้ [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




