LOGINกลิ่นกาแฟลอยอบอวลอยู่ในห้องครัวตั้งแต่เช้าตรู่
คีตะยืนพิงเคาน์เตอร์ในชุดนักศึกษาที่แต่งเรียบร้อยแล้ว เนกไทสีกรมท่าวางพาดอยู่บนไหล่ ขณะที่สายตาจับจ้องหญิงสาวซึ่งเพิ่งเดินลงมาจากชั้นสอง
แพรไหมดูเหมือนคนนอนไม่พอ ดวงตาคู่สวยมีรอยอ่อนล้าจาง ๆ แม้เธอจะใช้เครื่องสำอางปกปิดไว้แล้วก็ตาม
เมื่อคืนหลังจากวางสายจากโรงพยาบาล เธอกลับเข้าห้องโดยไม่พูดกับเขาอีกแม้แต่คำเดียว
คีตะตั้งใจจะทำเหมือนไม่ได้ยินบทสนทนานั้น แต่เมื่อเห็นเธอกำลังหยิบกาแฟเพียงแก้วเดียวแทนอาหารเช้า เขาก็ไม่สามารถปล่อยผ่านได้
“เมื่อคืนใครโทรมา”
มือของแพรไหมชะงักเล็กน้อย ก่อนยกกาแฟขึ้นจิบโดยไม่มองหน้าเขา
“นายถามทำไม”
“ฉันได้ยินเธอพูดเรื่องค่าผ่าตัด”
คราวนี้เธอหันมามองทันที แววตาที่เคยง่วงงุนเปลี่ยนเป็นระวังตัว
“นายแอบฟังฉันเหรอ”
“ฉันไม่ได้แอบฟัง เธอคุยอยู่หลังประตูกระจกแล้วฉันยืนอยู่ในบ้าน”
“ได้ยินแล้วก็ลืมไปซะ”
“ใครต้องผ่าตัด”
แพรไหมวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังเกินความจำเป็น จากนั้นเดินตรงไปยังตู้เย็นแล้วใช้นิ้วแตะกระดาษที่ติดอยู่บนประตู
“กฎข้อสอง อ่านออกไหม”
ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
“ฉันแค่ถาม”
“และฉันไม่อยากตอบ”
“แพรไหม”
“มันไม่เกี่ยวกับนาย”
น้ำเสียงแข็งกร้าวทำให้คีตะเงียบลง แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยคำถาม แต่เขารู้ดีว่า หากยังคาดคั้นต่อ ผู้หญิงตรงหน้าจะยิ่งปิดกั้นตัวเอง
“ตามใจ” เขาตอบสั้น ๆ
แพรไหมคว้ากระเป๋าเตรียมเดินออกจากบ้าน แต่เสียงของคีตะดังตามหลัง
“อย่างน้อยก็กินอะไรเสียหน่อย”
เธอหันกลับมาเห็นแซนด์วิชกับกล่องนมวางอยู่บนโต๊ะ ท่าทางไม่ใส่ใจของเขาไม่สามารถปิดบังได้เลยว่าอาหารชุดนั้นถูกเตรียมไว้ให้เธอ
หัวใจของแพรไหมกระตุกแปลก ๆ ทว่าเธอไม่ยอมแสดงออก เพียงเดินไปหยิบกล่องอาหารใส่กระเป๋า
“ฉันเอาไปเพราะไม่อยากให้ของเหลือทิ้งหรอกนะ”
“ฉันก็ไม่ได้บอกว่าทำให้เธอ”
“ปากแข็ง”
“เธอก็เหมือนกัน”
หญิงสาวกลอกตา ก่อนรีบเดินออกจากบ้าน ปล่อยให้คีตะมองตามพร้อมรอยยิ้มบางที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้สึก
ตลอดทั้งวัน ทั้งสองยุ่งอยู่กับการเตรียมงาน UniVision Asia Challenge ทีมของพวกเขาได้รับนัดให้นำเสนอแผนงบประมาณฉบับปรับปรุงต่อคณะกรรมการในอีกสามวัน จึงต้องกลับไปซ้อมร่วมกันที่บ้านในช่วงเย็น
บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกระดาษ เอกสาร และโน้ตหลากสี แพรไหมนั่งทำสไลด์ ส่วนคีตะตรวจตัวเลขอยู่ฝั่งตรงข้าม
“สไลด์หน้าสิบสองมีข้อมูลเยอะเกินไป” คีตะกล่าวโดยไม่เงยหน้า “ตัดรายละเอียดกิจกรรมย่อยออก”
“ถ้าตัดออก กรรมการจะไม่เห็นว่าพื้นที่แต่ละโซนเชื่อมโยงกันอย่างไร”
“เราอธิบายด้วยคำพูดได้”
“คนที่พูดคือฉัน ฉันรู้ว่าต้องใช้อะไรประกอบ”
“แต่คนที่ต้องตอบคำถามเรื่องงบประมาณคือฉัน และทุกกิจกรรมที่เธอใส่เพิ่มหมายถึงค่าใช้จ่าย”
แพรไหมเงยหน้าจากหน้าจอแล้วจ้องเขาอย่างไม่พอใจ
“ถ้ากลัวใช้เงินนักก็ไม่ต้องทำงานใหญ่สิ”
“ฉันไม่ได้กลัวใช้เงิน ฉันแค่ไม่ใช้เงินกับสิ่งที่ไม่จำเป็น”
“ความคิดสร้างสรรค์ไม่เคยอยู่ในรายการจำเป็นของนายอยู่แล้วนี่”
“และความเป็นจริงก็คงไม่เคยอยู่ในรายการของเธอเหมือนกัน”
ก่อนสงครามจะเริ่มต้น โทรศัพท์ของแพรไหมก็ดังขึ้นเสียก่อน
เธอหยิบขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ สีหน้าที่กำลังหงุดหงิดเปลี่ยนไปทันที
ผู้จัดการ Lumière Lounge: เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อคืน ทางร้านขอพักงานคุณอย่างไม่มีกำหนด หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
แพรไหมอ่านซ้ำสองรอบ นิ้วมือเย็นเฉียบ
พักงานอย่างไม่มีกำหนด เท่ากับไม่มีรายได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้กลับไปทำเมื่อไร
“มีอะไร”
เสียงของคีตะทำให้เธอเงยหน้าขึ้น
“พอใจหรือยัง”
เขาขมวดคิ้ว “เรื่องอะไร”
แพรไหมวางโทรศัพท์ลงตรงหน้าเขา คีตะอ่านข้อความก่อนเงยหน้ากลับมามองเธอ
“ร้านแบบนั้นไม่ทำก็ดีแล้ว”
คำตอบเรียบง่ายนั้นทำให้ความกังวลทั้งหมดภายในใจเธอเปลี่ยนเป็นความโกรธ
“สำหรับนายมันก็พูดง่ายสิ”
“ฉันกำลังพูดถึงความปลอดภัยของเธอ”
“แต่ฉันกำลังพูดถึงรายได้ของฉัน! เพราะนายลากฉันออกมาจากร้าน ฉันถึงถูกพักงาน”
“ถ้าฉันไม่เข้าไป ผู้ชายคนนั้นจะทำอะไรเธอบ้าง”
“ฉันเรียกผู้จัดการได้ ฉันจัดการตัวเองได้มาตลอดก่อนที่นายจะเข้ามายุ่ง!”
“จัดการด้วยการยืนให้เขาจับอยู่แบบนั้นหรือไง”
แพรไหมลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที
“นายไม่มีสิทธิ์ดูถูกฉัน”
“ฉันไม่ได้ดูถูก ฉันกำลังบอกว่าเธอไม่ควรกลับไปทำงานที่นั่น”
“ฉันจะทำงานที่ไหนก็เป็นสิทธิ์ของฉัน นายไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าฉันต้องใช้เงินเท่าไร แล้วต้องหาให้ทันเมื่อไร!”
คีตะนิ่งไปเมื่อเธอหลุดพูดถึงเรื่องเงิน ก่อนตัดสินใจวางปากกาลง
“ต้องใช้เท่าไร”
แพรไหมหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น “เห็นไหม สุดท้ายก็กลับมาที่เงิน”
“ฉันถามเพราะอาจช่วยได้”
“ช่วยอย่างไร”
“ฉันจ่ายชดเชยเงินที่เธอต้องเสียไปได้”
ห้องทั้งห้องเงียบลงในทันที
แพรไหมมองคนตรงหน้าด้วยแววตาแข็งกร้าว ความหวังดีของเขาไม่ต่างจากการนำมีดมากรีดบาดความภาคภูมิใจของเธอ
“นายคิดจะจ่ายเท่าไรล่ะ”
น้ำเสียงหวานผิดปกติทำให้คีตะเริ่มรู้ว่าตนเองพูดผิด แต่ยังไม่ทันแก้ตัว เธอก็เอ่ยต่อ
“ค่าจ้างหนึ่งคืน หรือทั้งเดือน หรือจะจ่ายค่าตัวฉันไปเลยดี”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น”
“แล้วนายหมายความว่าอะไร คิดว่าคนอย่างนายสามารถโยนเงินให้ใครก็ได้ แล้วทุกปัญหาจะจบหรือไง”
“อย่างน้อยเงินก็ช่วยแก้สถานการณ์ตอนนี้ได้”
“สำหรับนาย ทุกอย่างคงมีราคาอยู่แล้วสินะ” แพรไหมเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหา “ตกลงในสายตานาย ฉันเป็นผู้หญิงแบบไหนกันแน่ ผู้หญิงที่ยอมทำทุกอย่างเพราะเงิน หรือผู้หญิงที่นายคิดว่าซื้อได้”
“อย่าบิดเบือนคำพูดของฉัน”
“ฉันไม่ได้บิดเบือน นายต่างหากที่คิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าคนอื่นจนมีสิทธิ์เข้ามาควบคุมชีวิตฉัน”
ความอดทนของคีตะขาดลงเช่นกัน
“ถ้าเธอจำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้น ก็ควรเลือกงานที่ปลอดภัยกว่านั่งยิ้มให้ผู้ชายเมาแตะเนื้อต้องตัว!”
เพียะ!
ใบหน้าของคีตะหันไปตามแรงตบ
กระดาษบนโต๊ะปลิวกระจายลงบนพื้นจากการเคลื่อนไหวกะทันหัน ความเงียบแผ่คลุมทั่วบริเวณ เหลือเพียงเสียงหายใจแรงของคนสองคน
แพรไหมยกมือขึ้นอีกครั้งด้วยความโกรธ แต่คีตะคว้าข้อมือเธอไว้ทัน
“ปล่อยฉัน!”
เธอพยายามดึงมือกลับ ความตกใจวาบผ่านแววตาเมื่อพบว่าไม่สามารถสู้แรงของเขาได้
คีตะเห็นสีหน้านั้นแล้วปล่อยมือทันที เขาถอยออกไปหนึ่งก้าวเพื่อคืนระยะห่างให้เธอ
“ขอโทษ”
แพรไหมชะงัก ไม่คิดว่าคนที่รักศักดิ์ศรีอย่างเขาจะยอมพูดคำนี้เร็วขนาดนั้น
“ฉันไม่ควรพูดแบบนั้น” คีตะกล่าวต่อ “และไม่ควรจับเธอไว้”
รอยแดงจาง ๆ ปรากฏบนแก้มของเขา แต่แววตากลับไม่มีความโกรธหลงเหลือ มีเพียงความรู้สึกผิดที่ทำให้แพรไหมเริ่มรู้ตัวว่าเธอก็ใช้อารมณ์เกินไป
“ฉันก็…” เธอเม้มริมฝีปาก “ฉันไม่ควรตบนาย”
คีตะสบตาเธอโดยไม่พูดอะไร
ระยะห่างเพียงหนึ่งก้าวกลับทำให้บรรยากาศอึดอัดยิ่งกว่าตอนทะเลาะ ความโกรธยังคงคุกรุ่นอยู่ภายใน แต่มีความรู้สึกอีกชนิดแทรกซึมเข้ามาจนไม่มีใครกล้าขยับ
แพรไหมเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน
“คนอย่างนายไม่เข้าใจหรอก”
“ถ้าเธอไม่เคยบอก แล้วฉันจะเข้าใจได้อย่างไร”
“ต่อให้บอก นายก็คงมองฉันด้วยสายตาสงสาร”
“เธอรู้ได้อย่างไรว่าฉันจะมองแบบนั้น”
“เพราะนายไม่เคยมองฉันเป็นอย่างอื่นอยู่แล้ว” เธอเงยหน้าขึ้น สายตาปะทะกับเขาอีกครั้ง “นอกจากคู่แข่งที่สร้างปัญหาให้ชีวิตนาย”
คีตะก้าวกลับเข้ามาหา “แล้วเธออยากให้ฉันมองเป็นอะไร”
“ไม่รู้สิ” แพรไหมเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย “แต่อย่างน้อยคนอย่างนายก็คงไม่เคยมองฉันเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ”
แววตาของคีตะเปลี่ยนไปทันที
เขามองใบหน้าของเธออย่างช้า ๆ จากดวงตาคู่สวยลงมาหยุดที่ริมฝีปาก กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของแพรไหมลอยอยู่ใกล้จนน่ารำคาญ เพราะมันทำให้เขาจดจ่อกับสิ่งอื่นไม่ได้เลย
“เธอแน่ใจเหรอ”
“เรื่องอะไร”
“ว่าฉันไม่เคยมอง”
หัวใจของแพรไหมเต้นผิดจังหวะ แต่ความทะนงทำให้เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“ถ้าเคยมอง นายก็คงเก็บอาการเก่งมาก”
“ฉันเก็บอาการเก่งมาตลอด”
คำตอบนั้นทำให้เธอนิ่งไป
คีตะยกมือขึ้นแตะปลายคางของเธออย่างแผ่วเบา เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ทว่าแพรไหมไม่ถอยหนี
ริมฝีปากของเขาทาบลงมาอย่างรวดเร็ว
จูบแรกนั้นไม่หวาน ไม่โรแมนติก มันรุนแรง เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความปรารถนาที่ถูกกดทับมานาน ฟันของเขาเกือบจะกระทบกับริมฝีปากล่างของเธอ ลิ้นเลียเข้าไปในปากอย่างไม่ลังเล
แพรไหมแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนที่มือของเธอจะยกขึ้นผลักอกเขา
คีตะถอยออกทันที หายใจกระหืดกระหอบเล็กน้อย ดวงตาดำสนิทจ้องมองเธอ
“ถ้าเธอไม่อยาก… บอกฉัน ฉันจะถอย”
แพรไหมนิ่งเงียบไปหลายวินาที หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงในหู เธอมองลงไปที่ปากของเขาที่ยังเปียกเล็กน้อยจากน้ำลายของทั้งคู่ แล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
แทนที่จะพูด เธอยื่นมือดึงปกเสื้อเชิ้ตของเขากลับเข้ามาหา แล้วเป็นฝ่ายกดจูบกลับอย่างดุเดือด
ครั้งนี้ไม่มีใครยอมถอย
มือของคีตะกอดรอบเอวเธอแน่น ยกตัวเธอขึ้นนั่งบนขอบโต๊ะทำงาน เอกสารแผ่นต่าง ๆ ลื่นไถลลงพื้น บางแผ่นปลิวไปไกลถึงประตู ปากกาตกกระทบพื้นดังคลิก ๆ
แพรไหมพันขาไว้รอบเอวเขา มือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปในผมสั้นของเขาอย่างไม่ยั้ง ขณะที่ลิ้นของทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างไม่ยอมแพ้ ใครจะเป็นฝ่ายรุก ใครจะเป็นฝ่ายถอย
คีตะถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองทิ้งโดยไม่สนใจกระดุม มือของเขาสอดเข้าไปใต้เสื้อยืดของแพรไหม ลูบไล้ผิวหนังอุ่น ๆ ที่หลังของเธอ นิ้วยาว ๆ ไต่ขึ้นไปถึงขอบเสื้อชั้นใน
“คีตะ…” แพรไหมหายใจรัวเมื่อริมฝีปากของเขาเลื่อนลงไปที่คอ
เขาหยุดชะงักทันที เงยหน้าขึ้นมองเธอ
“ยังไหวไหม”
แพรไหมจับผมของเขาแน่นขึ้นอีก “อย่าถามเยอะ”
แต่คีตะไม่ขยับ เขามองเธอตรง ๆ น้ำเสียงทุ้มแต่ชัดเจน
“ฉันต้องการคำตอบ เธอต้องการสิ่งนี้จริง ๆ หรือเปล่า”
แพรไหมกัดริมฝีปากล่าง ดวงตาคมของเธอสั่นไหวเล็กน้อยด้วยอารมณ์ที่ปะปนกันระหว่างโกรธ ตื่นเต้น และความต้องการที่เธอไม่อยากยอมรับ
“ต้องการ” เธอตอบเสียงแหบ “แต่ฉันจะไม่ยอมเป็นฝ่ายตาม”
มุมปากของคีตะยกขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เขาก้มลงจูบที่มุมปากของเธอเบา ๆ ก่อนจะกระซิบ
“งั้นก็เอาชนะฉันสิ”
เขาอุ้มเธอลงจากโต๊ะ เอกสารกระจัดกระจายไปทั่วพื้น บางแผ่นถูกเหยียบโดยไม่ตั้งใจ ขณะที่เขาพาเธอเดินถอยหลังไปทางประตูห้องนอนของตัวเอง
ระหว่างทาง ทั้งคู่ยังจูบกันไม่หยุด เสื้อผ้าถูกดึงออกทีละชิ้น เสื้อยืดของแพรไหมถูกโยนทิ้งไว้ที่โถง เสื้อชั้นในถูกปลดด้วยมือที่ชำนาญของคีตะ ขณะที่กางเกงยีนส์ของเขาก็ถูกเธอผลักลงไปถึงเข่า
เมื่อถึงห้องนอน คีตะผลักประตูปิดด้วยเท้า แล้วกดตัวเธอลงบนที่นอน
แสงไฟจากโคมข้างเตียงส่องให้เห็นร่างกายของทั้งคู่ แพรไหมนอนหงาย ผมยาวกระจายบนหมอน หน้าอกเปลือยเปล่าขึ้นลงตามลมหายใจ หัวนมสีชมพูตั้งตึงจากความเย็นและความตื่นเต้น
คีตะถอดกางเกงที่เหลือทิ้ง ร่างกายเปลือยเปล่าของเขาเผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนและแก่นกายที่แข็งตัวเต็มที่แล้ว
เขาก้มลงจูบที่เนินอกของเธอ ลิ้นเลียวนหัวนมข้างหนึ่งอย่างช้า ๆ ขณะที่มืออีกข้างบีบเบา ๆ ที่อีกข้าง
แพรไหมเงยคองอ มือกำผ้าปูที่นอนแน่น “นาย…ช้าไป”
“ฉันไม่รีบ” เขาตอบแล้วเปลี่ยนไปดูดหัวนมแรงขึ้น ฟันกระทบเบา ๆ จนเธอตัวสั่น
มือของเขาไถลงไปตามหน้าท้องเรียบ นิ้วยาว ๆ เลื่อนเข้าไปในกางเกงในของเธอที่ยังเปียกชื้นอยู่แล้ว ปลายนิ้วแตะที่ปุ่มความรู้สึกอย่างจงใจ
แพรไหมสะดุ้งโหยง ขาทั้งสองข้างหุบเข้าหากันโดยอัตโนมัติ แต่คีตะใช้เข่าแทรกเข้าไปแยกขาของเธอออก
“อย่าหุบ” เขาสั่งเสียงทุ้ม “ฉันอยากเห็น”
นิ้วของเขาวนอยู่รอบ ๆ คลิตอริสอย่างช้า ๆ ก่อนจะเลื่อนลงไปที่ทางเข้าที่เปียกแฉะ นิ้วชี้และนิ้วกลางค่อย ๆ ดันเข้าไปทีละข้อ
“อ๊ะ…” แพรไหมอ้าปาก หลังโก่งขึ้นจากเตียง
คีตะขยับนิ้วเข้าออกช้า ๆ นิ้วโป้งยังวนอยู่ที่ปุ่มความรู้สึก ขณะที่ปากของเขายังคงดูดหัวนมไม่ยอมปล่อย
“ข้างในเธอร้อนมาก” เขาพูดเสียงแหบ “และเปียกมากด้วย”
แพรไหมพยายามจะตอบ แต่คำพูดกลายเป็นเสียงครางเมื่อนิ้วของเขาเพิ่มเป็นสามนิ้ว ขยายทางเข้าให้กว้างขึ้น
เธอไม่ยอมเป็นฝ่ายตามง่าย ๆ มือของเธอยื่นลงไปจับแก่นกายที่แข็งตึงของเขา บีบเบา ๆ แล้วรูดขึ้นลงอย่างจงใจ
คีตะหายใจสะดุด “แพรไหม…”
“อย่าคิดว่านายจะเป็นฝ่ายควบคุมคนเดียว” เธอพูดเสียงสั่นแต่ยังท้าทาย
เขาถอนนิ้วออก แล้วดึงกางเกงในของเธอออกจนหมด โยนทิ้งไปข้างเตียง ก่อนจะจัดท่าเธอให้นอนหงาย ขาแยกกว้าง
คีตะคุกเข่าระหว่างขาของเธอ จับโคนแก่นกายของตัวเอง รูดหัวขึ้นลงตามร่องเปียกของเธอหลายครั้ง จนทั้งคู่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำหล่อลื่น
“ฉันใส่แล้วนะ” เขาบอกอีกครั้ง น้ำเสียงจริงจัง “ถ้าเจ็บหรืออยากหยุด บอกฉันทันที”
แพรไหมพยักหน้า ดวงตาจ้องเขม็งไม่ละสายตา
คีตะดันสะโพกไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ หัวของเขาแทรกเข้าไปในความอบอุ่นและแน่นจนเขาต้องกัดฟันไว้
“กู…” เขาพ่นลมหายใจยาว “แน่นชิบหาย”
แพรไหมเบิกตากว้าง ความรู้สึกถูกยืดขยายทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ มือทั้งสองข้างเกาะหลังของเขาแน่น
คีตะหยุดนิ่งสนิท ไม่ขยับแม้แต่น้อย รอให้เธอปรับตัว มือข้างหนึ่งลูบผมของเธอเบา ๆ
“หายใจ” เขาพูด “ช้า ๆ”
แพรไหมทำตาม หายใจเข้าลึก ๆ ทีละอึดใจ ความเจ็บค่อย ๆ กลายเป็นความรู้สึกตึงและร้อน
เมื่อเธอพยักหน้าอีกครั้ง คีตะจึงเริ่มเคลื่อนไหว ช้า ๆ ในตอนแรก แล้วค่อย ๆ เร็วขึ้น ลึกขึ้น
เสียงเสียดสีของผิวหนังดังขึ้นในห้อง กลิ่นอายของเซ็กส์เริ่มอบอวล แพรไหมครางเสียงแหบทุกครั้งที่เขาดันเข้าสุด
เธอไม่ยอมเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ขาของเธอพันรอบเอวเขา ดึงให้เขาเข้าไปลึกกว่าเดิม เล็บข่วนหลังของเขาเป็นรอยแดง
คีตะก้มลงจูบเธออย่างหิวกระหาย ลิ้นดุนเข้าไปในปากพร้อมกับจังหวะการกระแทกที่รุนแรงขึ้น
“แรงกว่านี้” แพรไหมกระซิบตรงหูเขา “อย่าทำเหมือนฉันจะพัง”
คีตะหัวเราะสั้น ๆ เสียงต่ำ แล้วจัดท่าใหม่ ยกขาข้างหนึ่งของเธอขึ้นพาดบนไหล่ แล้วกระแทกเข้าไปลึกและแรง
“อ๊ะ! คีตะ…!”
เสียงครางของเธอดังขึ้นชัดเจน เตียงโยกตามจังหวะ หัวเตียงกระแทกผนังเบา ๆ
คีตะจับเอวของเธอแน่น นิ้วฝังลงบนผิวขาวจนเกิดรอยแดง เขาขยับเร็วและแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหงื่อไหลลงตามแนวกล้ามเนื้อหน้าอกและหน้าท้อง
แพรไหมรู้สึกถึงคลื่นความสุขที่เริ่มก่อตัวขึ้นในท้องน้อย ขาของเธอเริ่มสั่น เล็บข่วนหลังเขารุนแรงขึ้น
“ฉัน…จะ…”
“ไปสิ” คีตะกระซิบตรงหู น้ำเสียงแหบแห้ง “ฉันจะตามไป”
เขาสอดมือลงไประหว่างร่างทั้งสอง นิ้วโป้งวนเร็ว ๆ ที่คลิตอริสพร้อมกับจังหวะการกระแทก
แพรไหมร้องเสียงหลง ร่างกายเกร็งแข็ง ช่องทางรักบีบรัดแก่นกายของเขาแน่นราวกับจะดูดกลืน
คลื่นออแกซึมซัดเข้ามาอย่างรุนแรง เธอตัวสั่นเทา น้ำหล่อลื่นพุ่งออกมาเปียกชุ่มขาหนีบของทั้งคู่
คีตะยังไม่หยุด เขากระแทกต่ออีกหลายครั้ง จนตัวเองทนไม่ไหว ดึงออกมาในวินาทีสุดท้าย แล้วพุ่งน้ำอสุจสีขาวขุ่นลงบนหน้าท้องและเนินอกของแพรไหม
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุด แพรไหมซบอยู่บนอกของเขา เส้นผมยาวกระจายเต็มหมอน ขณะที่คีตะลูบแผ่นหลังชื้นเหงื่อของเธอช้า ๆ
ไม่มีใครพูดถึงการทะเลาะ ไม่มีใครถามเรื่องโรงพยาบาล และไม่มีใครกล่าวถึงกฎบนตู้เย็น
อย่างน้อยก็ในคืนนี้
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามา แพรไหมลืมตาขึ้นแล้วต้องใช้เวลาหลายวินาทีจึงนึกออกว่าตนเองอยู่ที่ไหน
แขนของคีตะยังพาดอยู่รอบเอว ใบหน้าหล่อเหลาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าตอนตื่นอย่างไม่น่าเชื่อ
ความทรงจำเมื่อคืนไหลกลับเข้ามาจนใบหน้าของเธอร้อนผ่าว
เธอกับคีตะทำลายกฎข้อห้าอย่างไม่มีชิ้นดี
แพรไหมค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกและลงจากเตียง เธอเก็บเสื้อผ้าขึ้นมาสวมอย่างเงียบที่สุด แต่ขณะกำลังจะเปิดประตู เสียงงัวเงียก็ดังจากด้านหลัง
“จะหนีไปไหน”
เธอชะงัก ก่อนหันกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“กลับห้อง”
คีตะลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มเลื่อนลงมาอยู่ตรงช่วงเอว เผยให้เห็นแผงอกกับรอยเล็บจาง ๆ ซึ่งเป็นหลักฐานจากเมื่อคืน
“แล้วเรื่องของเราล่ะ”
“ไม่มีเรื่องของเรา”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แพรไหมหลบสายตา “เมื่อคืนเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ เราโมโหและขาดสติ มันไม่ควรเกิดขึ้นอีก”
“เธอดูมีสติดีตอนบอกว่าต้องการ”
คำพูดตรงไปตรงมาทำให้แก้มของเธอร้อนขึ้น แต่ยังคงเชิดหน้า
“ฉันไม่ได้ปฏิเสธว่าเกิดอะไรขึ้น แค่บอกว่ามันไม่มีความหมาย”
“ไม่มีความหมาย?”
น้ำเสียงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่ นายไม่ต้องรับผิดชอบ ฉันก็ไม่เรียกร้องอะไร เรากลับไปเป็นเหมือนเดิม”
แพรไหมเปิดประตูออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบ
คีตะมองประตูที่ปิดลงด้วยความรู้สึกเสียหน้า เขาไม่เคยถูกผู้หญิงคนไหนลุกหนีแล้วบอกว่าเรื่องเมื่อคืนไม่มีความหมายมาก่อน
ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือ เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขารู้สึกไม่พอใจเกินกว่าที่ควรจะเป็น
เย็นวันเดียวกัน แพรไหมกลับจากมหาวิทยาลัยและพบกระดาษอีกแผ่นวางอยู่บนโต๊ะอาหาร
ด้านบนเขียนด้วยตัวอักษรหนาว่า
ข้อตกลงความสัมพันธ์ส่วนตัว
เธออ่านรายละเอียดทีละบรรทัด
หนึ่ง ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นจากความยินยอมของทั้งสองฝ่ายสอง ไม่มีการผูกมัดหรือเรียกร้องสถานะสาม ห้ามหึง ห้ามก้าวก่าย และห้ามนำเรื่องส่วนตัวมากระทบการทำงานสี่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยุติความสัมพันธ์ได้ทุกเมื่อห้า ข้อตกลงทั้งหมดสิ้นสุดลงทันทีเมื่อการแข่งขัน UniVision Asia Challenge จบลง
แพรไหมเงยหน้ามองคนเขียนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“นี่อะไร”
“ในเมื่อเธอบอกว่าเมื่อคืนไม่มีความหมาย และเราไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อกัน ก็ทำให้มันชัดเจน”
“นายกำลังชวนฉันเป็นคู่นอน?”
คีตะสบตาเธอโดยไม่หลบ
“เฉพาะตอนที่เราต่างคนต่างต้องการ”
“ถ้ามีคนรู้ล่ะ”
“จะไม่มีใครรู้”
“แล้วถ้านายเกิดหึงฉันขึ้นมา”
“ไม่มีทาง”
คำตอบรวดเร็วนั้นทำให้แพรไหมกระตุกยิ้ม
“มั่นใจมากนะ”
“หรือเธอกลัวว่าจะเป็นฝ่ายรู้สึกก่อน”
คำท้าทายทำให้ดวงตาของเธอวาววับ
แพรไหมหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อบริเวณด้านล่าง ก่อนเลื่อนกระดาษกลับไปให้เขา
คีตะกำลังจะหยิบ แต่เธอยังไม่ยอมปล่อย
“ขาดไปอีกข้อ”
หญิงสาวดึงกระดาษกลับมาและเขียนประโยคหนึ่งใต้ลายเซ็นด้วยลายมือตัวเอง จากนั้นจึงหมุนให้เขาอ่าน
ใครรู้สึกก่อน คนนั้นแพ้
คีตะอ่านจบแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มท้าทาย
“เตรียมตัวแพ้ไว้ได้เลย แพรไหม”
เธอลุกจากเก้าอี้ เดินผ่านเขาไป ก่อนก้มลงกระซิบข้างใบหู
“คนที่ควรเตรียมตัวคือนายต่างหาก ท่านประธาน”
แพรไหมเดินขึ้นชั้นสองโดยไม่หันกลับมา จึงไม่เห็นว่าสายตาของคีตะยังคงมองตามเธอไปจนลับตา
ไม่มีใครรู้เลยว่า การแข่งขันซึ่งเพิ่งเริ่มต้นขึ้นครั้งนี้จะไม่มีผู้ชนะ
เพราะทันทีที่ทั้งคู่เซ็นข้อตกลง หัวใจของพวกเขาก็เริ่มก้าวข้ามเส้นที่ไม่ควรก้าวไปแล้ว
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ
“นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต
เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก







