Home / โรแมนติก / สถานะลับ...ฉบับคู่อริ / บทที่ 3 สัมพันธ์ครั้งแรก NC

Share

บทที่ 3 สัมพันธ์ครั้งแรก NC

Author: Ladyporn
last update publish date: 2026-10-21 11:59:49

กลิ่นกาแฟลอยอบอวลอยู่ในห้องครัวตั้งแต่เช้าตรู่

คีตะยืนพิงเคาน์เตอร์ในชุดนักศึกษาที่แต่งเรียบร้อยแล้ว เนกไทสีกรมท่าวางพาดอยู่บนไหล่ ขณะที่สายตาจับจ้องหญิงสาวซึ่งเพิ่งเดินลงมาจากชั้นสอง

แพรไหมดูเหมือนคนนอนไม่พอ ดวงตาคู่สวยมีรอยอ่อนล้าจาง ๆ แม้เธอจะใช้เครื่องสำอางปกปิดไว้แล้วก็ตาม

เมื่อคืนหลังจากวางสายจากโรงพยาบาล เธอกลับเข้าห้องโดยไม่พูดกับเขาอีกแม้แต่คำเดียว

คีตะตั้งใจจะทำเหมือนไม่ได้ยินบทสนทนานั้น แต่เมื่อเห็นเธอกำลังหยิบกาแฟเพียงแก้วเดียวแทนอาหารเช้า เขาก็ไม่สามารถปล่อยผ่านได้

“เมื่อคืนใครโทรมา”

มือของแพรไหมชะงักเล็กน้อย ก่อนยกกาแฟขึ้นจิบโดยไม่มองหน้าเขา

“นายถามทำไม”

“ฉันได้ยินเธอพูดเรื่องค่าผ่าตัด”

คราวนี้เธอหันมามองทันที แววตาที่เคยง่วงงุนเปลี่ยนเป็นระวังตัว

“นายแอบฟังฉันเหรอ”

“ฉันไม่ได้แอบฟัง เธอคุยอยู่หลังประตูกระจกแล้วฉันยืนอยู่ในบ้าน”

“ได้ยินแล้วก็ลืมไปซะ”

“ใครต้องผ่าตัด”

แพรไหมวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังเกินความจำเป็น จากนั้นเดินตรงไปยังตู้เย็นแล้วใช้นิ้วแตะกระดาษที่ติดอยู่บนประตู

“กฎข้อสอง อ่านออกไหม”

ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว

“ฉันแค่ถาม”

“และฉันไม่อยากตอบ”

“แพรไหม”

“มันไม่เกี่ยวกับนาย”

น้ำเสียงแข็งกร้าวทำให้คีตะเงียบลง แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยคำถาม แต่เขารู้ดีว่า หากยังคาดคั้นต่อ ผู้หญิงตรงหน้าจะยิ่งปิดกั้นตัวเอง

“ตามใจ” เขาตอบสั้น ๆ

แพรไหมคว้ากระเป๋าเตรียมเดินออกจากบ้าน แต่เสียงของคีตะดังตามหลัง

“อย่างน้อยก็กินอะไรเสียหน่อย”

เธอหันกลับมาเห็นแซนด์วิชกับกล่องนมวางอยู่บนโต๊ะ ท่าทางไม่ใส่ใจของเขาไม่สามารถปิดบังได้เลยว่าอาหารชุดนั้นถูกเตรียมไว้ให้เธอ

หัวใจของแพรไหมกระตุกแปลก ๆ ทว่าเธอไม่ยอมแสดงออก เพียงเดินไปหยิบกล่องอาหารใส่กระเป๋า

“ฉันเอาไปเพราะไม่อยากให้ของเหลือทิ้งหรอกนะ”

“ฉันก็ไม่ได้บอกว่าทำให้เธอ”

“ปากแข็ง”

“เธอก็เหมือนกัน”

หญิงสาวกลอกตา ก่อนรีบเดินออกจากบ้าน ปล่อยให้คีตะมองตามพร้อมรอยยิ้มบางที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้สึก

ตลอดทั้งวัน ทั้งสองยุ่งอยู่กับการเตรียมงาน UniVision Asia Challenge ทีมของพวกเขาได้รับนัดให้นำเสนอแผนงบประมาณฉบับปรับปรุงต่อคณะกรรมการในอีกสามวัน จึงต้องกลับไปซ้อมร่วมกันที่บ้านในช่วงเย็น

บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกระดาษ เอกสาร และโน้ตหลากสี แพรไหมนั่งทำสไลด์ ส่วนคีตะตรวจตัวเลขอยู่ฝั่งตรงข้าม

“สไลด์หน้าสิบสองมีข้อมูลเยอะเกินไป” คีตะกล่าวโดยไม่เงยหน้า “ตัดรายละเอียดกิจกรรมย่อยออก”

“ถ้าตัดออก กรรมการจะไม่เห็นว่าพื้นที่แต่ละโซนเชื่อมโยงกันอย่างไร”

“เราอธิบายด้วยคำพูดได้”

“คนที่พูดคือฉัน ฉันรู้ว่าต้องใช้อะไรประกอบ”

“แต่คนที่ต้องตอบคำถามเรื่องงบประมาณคือฉัน และทุกกิจกรรมที่เธอใส่เพิ่มหมายถึงค่าใช้จ่าย”

แพรไหมเงยหน้าจากหน้าจอแล้วจ้องเขาอย่างไม่พอใจ

“ถ้ากลัวใช้เงินนักก็ไม่ต้องทำงานใหญ่สิ”

“ฉันไม่ได้กลัวใช้เงิน ฉันแค่ไม่ใช้เงินกับสิ่งที่ไม่จำเป็น”

“ความคิดสร้างสรรค์ไม่เคยอยู่ในรายการจำเป็นของนายอยู่แล้วนี่”

“และความเป็นจริงก็คงไม่เคยอยู่ในรายการของเธอเหมือนกัน”

ก่อนสงครามจะเริ่มต้น โทรศัพท์ของแพรไหมก็ดังขึ้นเสียก่อน

เธอหยิบขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ สีหน้าที่กำลังหงุดหงิดเปลี่ยนไปทันที

ผู้จัดการ Lumière Lounge: เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อคืน ทางร้านขอพักงานคุณอย่างไม่มีกำหนด หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

แพรไหมอ่านซ้ำสองรอบ นิ้วมือเย็นเฉียบ

พักงานอย่างไม่มีกำหนด เท่ากับไม่มีรายได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้กลับไปทำเมื่อไร

“มีอะไร”

เสียงของคีตะทำให้เธอเงยหน้าขึ้น

“พอใจหรือยัง”

เขาขมวดคิ้ว “เรื่องอะไร”

แพรไหมวางโทรศัพท์ลงตรงหน้าเขา คีตะอ่านข้อความก่อนเงยหน้ากลับมามองเธอ

“ร้านแบบนั้นไม่ทำก็ดีแล้ว”

คำตอบเรียบง่ายนั้นทำให้ความกังวลทั้งหมดภายในใจเธอเปลี่ยนเป็นความโกรธ

“สำหรับนายมันก็พูดง่ายสิ”

“ฉันกำลังพูดถึงความปลอดภัยของเธอ”

“แต่ฉันกำลังพูดถึงรายได้ของฉัน! เพราะนายลากฉันออกมาจากร้าน ฉันถึงถูกพักงาน”

“ถ้าฉันไม่เข้าไป ผู้ชายคนนั้นจะทำอะไรเธอบ้าง”

“ฉันเรียกผู้จัดการได้ ฉันจัดการตัวเองได้มาตลอดก่อนที่นายจะเข้ามายุ่ง!”

“จัดการด้วยการยืนให้เขาจับอยู่แบบนั้นหรือไง”

แพรไหมลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที

“นายไม่มีสิทธิ์ดูถูกฉัน”

“ฉันไม่ได้ดูถูก ฉันกำลังบอกว่าเธอไม่ควรกลับไปทำงานที่นั่น”

“ฉันจะทำงานที่ไหนก็เป็นสิทธิ์ของฉัน นายไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าฉันต้องใช้เงินเท่าไร แล้วต้องหาให้ทันเมื่อไร!”

คีตะนิ่งไปเมื่อเธอหลุดพูดถึงเรื่องเงิน ก่อนตัดสินใจวางปากกาลง

“ต้องใช้เท่าไร”

แพรไหมหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น “เห็นไหม สุดท้ายก็กลับมาที่เงิน”

“ฉันถามเพราะอาจช่วยได้”

“ช่วยอย่างไร”

“ฉันจ่ายชดเชยเงินที่เธอต้องเสียไปได้”

ห้องทั้งห้องเงียบลงในทันที

แพรไหมมองคนตรงหน้าด้วยแววตาแข็งกร้าว ความหวังดีของเขาไม่ต่างจากการนำมีดมากรีดบาดความภาคภูมิใจของเธอ

“นายคิดจะจ่ายเท่าไรล่ะ”

น้ำเสียงหวานผิดปกติทำให้คีตะเริ่มรู้ว่าตนเองพูดผิด แต่ยังไม่ทันแก้ตัว เธอก็เอ่ยต่อ

“ค่าจ้างหนึ่งคืน หรือทั้งเดือน หรือจะจ่ายค่าตัวฉันไปเลยดี”

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น”

“แล้วนายหมายความว่าอะไร คิดว่าคนอย่างนายสามารถโยนเงินให้ใครก็ได้ แล้วทุกปัญหาจะจบหรือไง”

“อย่างน้อยเงินก็ช่วยแก้สถานการณ์ตอนนี้ได้”

“สำหรับนาย ทุกอย่างคงมีราคาอยู่แล้วสินะ” แพรไหมเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหา “ตกลงในสายตานาย ฉันเป็นผู้หญิงแบบไหนกันแน่ ผู้หญิงที่ยอมทำทุกอย่างเพราะเงิน หรือผู้หญิงที่นายคิดว่าซื้อได้”

“อย่าบิดเบือนคำพูดของฉัน”

“ฉันไม่ได้บิดเบือน นายต่างหากที่คิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าคนอื่นจนมีสิทธิ์เข้ามาควบคุมชีวิตฉัน”

ความอดทนของคีตะขาดลงเช่นกัน

“ถ้าเธอจำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้น ก็ควรเลือกงานที่ปลอดภัยกว่านั่งยิ้มให้ผู้ชายเมาแตะเนื้อต้องตัว!”

เพียะ!

ใบหน้าของคีตะหันไปตามแรงตบ

กระดาษบนโต๊ะปลิวกระจายลงบนพื้นจากการเคลื่อนไหวกะทันหัน ความเงียบแผ่คลุมทั่วบริเวณ เหลือเพียงเสียงหายใจแรงของคนสองคน

แพรไหมยกมือขึ้นอีกครั้งด้วยความโกรธ แต่คีตะคว้าข้อมือเธอไว้ทัน

“ปล่อยฉัน!”

เธอพยายามดึงมือกลับ ความตกใจวาบผ่านแววตาเมื่อพบว่าไม่สามารถสู้แรงของเขาได้

คีตะเห็นสีหน้านั้นแล้วปล่อยมือทันที เขาถอยออกไปหนึ่งก้าวเพื่อคืนระยะห่างให้เธอ

“ขอโทษ”

แพรไหมชะงัก ไม่คิดว่าคนที่รักศักดิ์ศรีอย่างเขาจะยอมพูดคำนี้เร็วขนาดนั้น

“ฉันไม่ควรพูดแบบนั้น” คีตะกล่าวต่อ “และไม่ควรจับเธอไว้”

รอยแดงจาง ๆ ปรากฏบนแก้มของเขา แต่แววตากลับไม่มีความโกรธหลงเหลือ มีเพียงความรู้สึกผิดที่ทำให้แพรไหมเริ่มรู้ตัวว่าเธอก็ใช้อารมณ์เกินไป

“ฉันก็…” เธอเม้มริมฝีปาก “ฉันไม่ควรตบนาย”

คีตะสบตาเธอโดยไม่พูดอะไร

ระยะห่างเพียงหนึ่งก้าวกลับทำให้บรรยากาศอึดอัดยิ่งกว่าตอนทะเลาะ ความโกรธยังคงคุกรุ่นอยู่ภายใน แต่มีความรู้สึกอีกชนิดแทรกซึมเข้ามาจนไม่มีใครกล้าขยับ

แพรไหมเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน

“คนอย่างนายไม่เข้าใจหรอก”

“ถ้าเธอไม่เคยบอก แล้วฉันจะเข้าใจได้อย่างไร”

“ต่อให้บอก นายก็คงมองฉันด้วยสายตาสงสาร”

“เธอรู้ได้อย่างไรว่าฉันจะมองแบบนั้น”

“เพราะนายไม่เคยมองฉันเป็นอย่างอื่นอยู่แล้ว” เธอเงยหน้าขึ้น สายตาปะทะกับเขาอีกครั้ง “นอกจากคู่แข่งที่สร้างปัญหาให้ชีวิตนาย”

คีตะก้าวกลับเข้ามาหา “แล้วเธออยากให้ฉันมองเป็นอะไร”

“ไม่รู้สิ” แพรไหมเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย “แต่อย่างน้อยคนอย่างนายก็คงไม่เคยมองฉันเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ”

แววตาของคีตะเปลี่ยนไปทันที

เขามองใบหน้าของเธออย่างช้า ๆ จากดวงตาคู่สวยลงมาหยุดที่ริมฝีปาก กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของแพรไหมลอยอยู่ใกล้จนน่ารำคาญ เพราะมันทำให้เขาจดจ่อกับสิ่งอื่นไม่ได้เลย

“เธอแน่ใจเหรอ”

“เรื่องอะไร”

“ว่าฉันไม่เคยมอง”

หัวใจของแพรไหมเต้นผิดจังหวะ แต่ความทะนงทำให้เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“ถ้าเคยมอง นายก็คงเก็บอาการเก่งมาก”

“ฉันเก็บอาการเก่งมาตลอด”

คำตอบนั้นทำให้เธอนิ่งไป

คีตะยกมือขึ้นแตะปลายคางของเธออย่างแผ่วเบา เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ทว่าแพรไหมไม่ถอยหนี

ริมฝีปากของเขาทาบลงมาอย่างรวดเร็ว

จูบแรกนั้นไม่หวาน ไม่โรแมนติก มันรุนแรง เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความปรารถนาที่ถูกกดทับมานาน ฟันของเขาเกือบจะกระทบกับริมฝีปากล่างของเธอ ลิ้นเลียเข้าไปในปากอย่างไม่ลังเล

แพรไหมแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนที่มือของเธอจะยกขึ้นผลักอกเขา

คีตะถอยออกทันที หายใจกระหืดกระหอบเล็กน้อย ดวงตาดำสนิทจ้องมองเธอ

“ถ้าเธอไม่อยาก… บอกฉัน ฉันจะถอย”

แพรไหมนิ่งเงียบไปหลายวินาที หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงในหู เธอมองลงไปที่ปากของเขาที่ยังเปียกเล็กน้อยจากน้ำลายของทั้งคู่ แล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

แทนที่จะพูด เธอยื่นมือดึงปกเสื้อเชิ้ตของเขากลับเข้ามาหา แล้วเป็นฝ่ายกดจูบกลับอย่างดุเดือด

ครั้งนี้ไม่มีใครยอมถอย

มือของคีตะกอดรอบเอวเธอแน่น ยกตัวเธอขึ้นนั่งบนขอบโต๊ะทำงาน เอกสารแผ่นต่าง ๆ ลื่นไถลลงพื้น บางแผ่นปลิวไปไกลถึงประตู ปากกาตกกระทบพื้นดังคลิก ๆ

แพรไหมพันขาไว้รอบเอวเขา มือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปในผมสั้นของเขาอย่างไม่ยั้ง ขณะที่ลิ้นของทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างไม่ยอมแพ้ ใครจะเป็นฝ่ายรุก ใครจะเป็นฝ่ายถอย

คีตะถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองทิ้งโดยไม่สนใจกระดุม มือของเขาสอดเข้าไปใต้เสื้อยืดของแพรไหม ลูบไล้ผิวหนังอุ่น ๆ ที่หลังของเธอ นิ้วยาว ๆ ไต่ขึ้นไปถึงขอบเสื้อชั้นใน

“คีตะ…” แพรไหมหายใจรัวเมื่อริมฝีปากของเขาเลื่อนลงไปที่คอ

เขาหยุดชะงักทันที เงยหน้าขึ้นมองเธอ

“ยังไหวไหม”

แพรไหมจับผมของเขาแน่นขึ้นอีก “อย่าถามเยอะ”

แต่คีตะไม่ขยับ เขามองเธอตรง ๆ น้ำเสียงทุ้มแต่ชัดเจน

“ฉันต้องการคำตอบ เธอต้องการสิ่งนี้จริง ๆ หรือเปล่า”

แพรไหมกัดริมฝีปากล่าง ดวงตาคมของเธอสั่นไหวเล็กน้อยด้วยอารมณ์ที่ปะปนกันระหว่างโกรธ ตื่นเต้น และความต้องการที่เธอไม่อยากยอมรับ

“ต้องการ” เธอตอบเสียงแหบ “แต่ฉันจะไม่ยอมเป็นฝ่ายตาม”

มุมปากของคีตะยกขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เขาก้มลงจูบที่มุมปากของเธอเบา ๆ ก่อนจะกระซิบ

“งั้นก็เอาชนะฉันสิ”

เขาอุ้มเธอลงจากโต๊ะ เอกสารกระจัดกระจายไปทั่วพื้น บางแผ่นถูกเหยียบโดยไม่ตั้งใจ ขณะที่เขาพาเธอเดินถอยหลังไปทางประตูห้องนอนของตัวเอง

ระหว่างทาง ทั้งคู่ยังจูบกันไม่หยุด เสื้อผ้าถูกดึงออกทีละชิ้น เสื้อยืดของแพรไหมถูกโยนทิ้งไว้ที่โถง เสื้อชั้นในถูกปลดด้วยมือที่ชำนาญของคีตะ ขณะที่กางเกงยีนส์ของเขาก็ถูกเธอผลักลงไปถึงเข่า

เมื่อถึงห้องนอน คีตะผลักประตูปิดด้วยเท้า แล้วกดตัวเธอลงบนที่นอน

แสงไฟจากโคมข้างเตียงส่องให้เห็นร่างกายของทั้งคู่ แพรไหมนอนหงาย ผมยาวกระจายบนหมอน หน้าอกเปลือยเปล่าขึ้นลงตามลมหายใจ หัวนมสีชมพูตั้งตึงจากความเย็นและความตื่นเต้น

คีตะถอดกางเกงที่เหลือทิ้ง ร่างกายเปลือยเปล่าของเขาเผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนและแก่นกายที่แข็งตัวเต็มที่แล้ว

เขาก้มลงจูบที่เนินอกของเธอ ลิ้นเลียวนหัวนมข้างหนึ่งอย่างช้า ๆ ขณะที่มืออีกข้างบีบเบา ๆ ที่อีกข้าง

แพรไหมเงยคองอ มือกำผ้าปูที่นอนแน่น “นาย…ช้าไป”

“ฉันไม่รีบ” เขาตอบแล้วเปลี่ยนไปดูดหัวนมแรงขึ้น ฟันกระทบเบา ๆ จนเธอตัวสั่น

มือของเขาไถลงไปตามหน้าท้องเรียบ นิ้วยาว ๆ เลื่อนเข้าไปในกางเกงในของเธอที่ยังเปียกชื้นอยู่แล้ว ปลายนิ้วแตะที่ปุ่มความรู้สึกอย่างจงใจ

แพรไหมสะดุ้งโหยง ขาทั้งสองข้างหุบเข้าหากันโดยอัตโนมัติ แต่คีตะใช้เข่าแทรกเข้าไปแยกขาของเธอออก

“อย่าหุบ” เขาสั่งเสียงทุ้ม “ฉันอยากเห็น”

นิ้วของเขาวนอยู่รอบ ๆ คลิตอริสอย่างช้า ๆ ก่อนจะเลื่อนลงไปที่ทางเข้าที่เปียกแฉะ นิ้วชี้และนิ้วกลางค่อย ๆ ดันเข้าไปทีละข้อ

“อ๊ะ…” แพรไหมอ้าปาก หลังโก่งขึ้นจากเตียง

คีตะขยับนิ้วเข้าออกช้า ๆ นิ้วโป้งยังวนอยู่ที่ปุ่มความรู้สึก ขณะที่ปากของเขายังคงดูดหัวนมไม่ยอมปล่อย

“ข้างในเธอร้อนมาก” เขาพูดเสียงแหบ “และเปียกมากด้วย”

แพรไหมพยายามจะตอบ แต่คำพูดกลายเป็นเสียงครางเมื่อนิ้วของเขาเพิ่มเป็นสามนิ้ว ขยายทางเข้าให้กว้างขึ้น

เธอไม่ยอมเป็นฝ่ายตามง่าย ๆ มือของเธอยื่นลงไปจับแก่นกายที่แข็งตึงของเขา บีบเบา ๆ แล้วรูดขึ้นลงอย่างจงใจ

คีตะหายใจสะดุด “แพรไหม…”

“อย่าคิดว่านายจะเป็นฝ่ายควบคุมคนเดียว” เธอพูดเสียงสั่นแต่ยังท้าทาย

เขาถอนนิ้วออก แล้วดึงกางเกงในของเธอออกจนหมด โยนทิ้งไปข้างเตียง ก่อนจะจัดท่าเธอให้นอนหงาย ขาแยกกว้าง

คีตะคุกเข่าระหว่างขาของเธอ จับโคนแก่นกายของตัวเอง รูดหัวขึ้นลงตามร่องเปียกของเธอหลายครั้ง จนทั้งคู่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำหล่อลื่น

“ฉันใส่แล้วนะ” เขาบอกอีกครั้ง น้ำเสียงจริงจัง “ถ้าเจ็บหรืออยากหยุด บอกฉันทันที”

แพรไหมพยักหน้า ดวงตาจ้องเขม็งไม่ละสายตา

คีตะดันสะโพกไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ หัวของเขาแทรกเข้าไปในความอบอุ่นและแน่นจนเขาต้องกัดฟันไว้

“กู…” เขาพ่นลมหายใจยาว “แน่นชิบหาย”

แพรไหมเบิกตากว้าง ความรู้สึกถูกยืดขยายทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ มือทั้งสองข้างเกาะหลังของเขาแน่น

คีตะหยุดนิ่งสนิท ไม่ขยับแม้แต่น้อย รอให้เธอปรับตัว มือข้างหนึ่งลูบผมของเธอเบา ๆ

“หายใจ” เขาพูด “ช้า ๆ”

แพรไหมทำตาม หายใจเข้าลึก ๆ ทีละอึดใจ ความเจ็บค่อย ๆ กลายเป็นความรู้สึกตึงและร้อน

เมื่อเธอพยักหน้าอีกครั้ง คีตะจึงเริ่มเคลื่อนไหว ช้า ๆ ในตอนแรก แล้วค่อย ๆ เร็วขึ้น ลึกขึ้น

เสียงเสียดสีของผิวหนังดังขึ้นในห้อง กลิ่นอายของเซ็กส์เริ่มอบอวล แพรไหมครางเสียงแหบทุกครั้งที่เขาดันเข้าสุด

เธอไม่ยอมเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว ขาของเธอพันรอบเอวเขา ดึงให้เขาเข้าไปลึกกว่าเดิม เล็บข่วนหลังของเขาเป็นรอยแดง

คีตะก้มลงจูบเธออย่างหิวกระหาย ลิ้นดุนเข้าไปในปากพร้อมกับจังหวะการกระแทกที่รุนแรงขึ้น

“แรงกว่านี้” แพรไหมกระซิบตรงหูเขา “อย่าทำเหมือนฉันจะพัง”

คีตะหัวเราะสั้น ๆ เสียงต่ำ แล้วจัดท่าใหม่ ยกขาข้างหนึ่งของเธอขึ้นพาดบนไหล่ แล้วกระแทกเข้าไปลึกและแรง

“อ๊ะ! คีตะ…!”

เสียงครางของเธอดังขึ้นชัดเจน เตียงโยกตามจังหวะ หัวเตียงกระแทกผนังเบา ๆ

คีตะจับเอวของเธอแน่น นิ้วฝังลงบนผิวขาวจนเกิดรอยแดง เขาขยับเร็วและแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหงื่อไหลลงตามแนวกล้ามเนื้อหน้าอกและหน้าท้อง

แพรไหมรู้สึกถึงคลื่นความสุขที่เริ่มก่อตัวขึ้นในท้องน้อย ขาของเธอเริ่มสั่น เล็บข่วนหลังเขารุนแรงขึ้น

“ฉัน…จะ…”

“ไปสิ” คีตะกระซิบตรงหู น้ำเสียงแหบแห้ง “ฉันจะตามไป”

เขาสอดมือลงไประหว่างร่างทั้งสอง นิ้วโป้งวนเร็ว ๆ ที่คลิตอริสพร้อมกับจังหวะการกระแทก

แพรไหมร้องเสียงหลง ร่างกายเกร็งแข็ง ช่องทางรักบีบรัดแก่นกายของเขาแน่นราวกับจะดูดกลืน

คลื่นออแกซึมซัดเข้ามาอย่างรุนแรง เธอตัวสั่นเทา น้ำหล่อลื่นพุ่งออกมาเปียกชุ่มขาหนีบของทั้งคู่

คีตะยังไม่หยุด เขากระแทกต่ออีกหลายครั้ง จนตัวเองทนไม่ไหว ดึงออกมาในวินาทีสุดท้าย แล้วพุ่งน้ำอสุจสีขาวขุ่นลงบนหน้าท้องและเนินอกของแพรไหม

เมื่อทุกอย่างสิ้นสุด แพรไหมซบอยู่บนอกของเขา เส้นผมยาวกระจายเต็มหมอน ขณะที่คีตะลูบแผ่นหลังชื้นเหงื่อของเธอช้า ๆ

ไม่มีใครพูดถึงการทะเลาะ ไม่มีใครถามเรื่องโรงพยาบาล และไม่มีใครกล่าวถึงกฎบนตู้เย็น

อย่างน้อยก็ในคืนนี้

แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามา แพรไหมลืมตาขึ้นแล้วต้องใช้เวลาหลายวินาทีจึงนึกออกว่าตนเองอยู่ที่ไหน

แขนของคีตะยังพาดอยู่รอบเอว ใบหน้าหล่อเหลาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าตอนตื่นอย่างไม่น่าเชื่อ

ความทรงจำเมื่อคืนไหลกลับเข้ามาจนใบหน้าของเธอร้อนผ่าว

เธอกับคีตะทำลายกฎข้อห้าอย่างไม่มีชิ้นดี

แพรไหมค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกและลงจากเตียง เธอเก็บเสื้อผ้าขึ้นมาสวมอย่างเงียบที่สุด แต่ขณะกำลังจะเปิดประตู เสียงงัวเงียก็ดังจากด้านหลัง

“จะหนีไปไหน”

เธอชะงัก ก่อนหันกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“กลับห้อง”

คีตะลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มเลื่อนลงมาอยู่ตรงช่วงเอว เผยให้เห็นแผงอกกับรอยเล็บจาง ๆ ซึ่งเป็นหลักฐานจากเมื่อคืน

“แล้วเรื่องของเราล่ะ”

“ไม่มีเรื่องของเรา”

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

แพรไหมหลบสายตา “เมื่อคืนเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ เราโมโหและขาดสติ มันไม่ควรเกิดขึ้นอีก”

“เธอดูมีสติดีตอนบอกว่าต้องการ”

คำพูดตรงไปตรงมาทำให้แก้มของเธอร้อนขึ้น แต่ยังคงเชิดหน้า

“ฉันไม่ได้ปฏิเสธว่าเกิดอะไรขึ้น แค่บอกว่ามันไม่มีความหมาย”

“ไม่มีความหมาย?”

น้ำเสียงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

“ใช่ นายไม่ต้องรับผิดชอบ ฉันก็ไม่เรียกร้องอะไร เรากลับไปเป็นเหมือนเดิม”

แพรไหมเปิดประตูออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบ

คีตะมองประตูที่ปิดลงด้วยความรู้สึกเสียหน้า เขาไม่เคยถูกผู้หญิงคนไหนลุกหนีแล้วบอกว่าเรื่องเมื่อคืนไม่มีความหมายมาก่อน

ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือ เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขารู้สึกไม่พอใจเกินกว่าที่ควรจะเป็น

เย็นวันเดียวกัน แพรไหมกลับจากมหาวิทยาลัยและพบกระดาษอีกแผ่นวางอยู่บนโต๊ะอาหาร

ด้านบนเขียนด้วยตัวอักษรหนาว่า

ข้อตกลงความสัมพันธ์ส่วนตัว

เธออ่านรายละเอียดทีละบรรทัด

หนึ่ง ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย

สอง ไม่มีการผูกมัดหรือเรียกร้องสถานะ

สาม ห้ามหึง ห้ามก้าวก่าย และห้ามนำเรื่องส่วนตัวมากระทบการทำงาน

สี่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยุติความสัมพันธ์ได้ทุกเมื่อ

ห้า ข้อตกลงทั้งหมดสิ้นสุดลงทันทีเมื่อการแข่งขัน UniVision Asia Challenge จบลง

แพรไหมเงยหน้ามองคนเขียนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

“นี่อะไร”

“ในเมื่อเธอบอกว่าเมื่อคืนไม่มีความหมาย และเราไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อกัน ก็ทำให้มันชัดเจน”

“นายกำลังชวนฉันเป็นคู่นอน?”

คีตะสบตาเธอโดยไม่หลบ

“เฉพาะตอนที่เราต่างคนต่างต้องการ”

“ถ้ามีคนรู้ล่ะ”

“จะไม่มีใครรู้”

“แล้วถ้านายเกิดหึงฉันขึ้นมา”

“ไม่มีทาง”

คำตอบรวดเร็วนั้นทำให้แพรไหมกระตุกยิ้ม

“มั่นใจมากนะ”

“หรือเธอกลัวว่าจะเป็นฝ่ายรู้สึกก่อน”

คำท้าทายทำให้ดวงตาของเธอวาววับ

แพรไหมหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อบริเวณด้านล่าง ก่อนเลื่อนกระดาษกลับไปให้เขา

คีตะกำลังจะหยิบ แต่เธอยังไม่ยอมปล่อย

“ขาดไปอีกข้อ”

หญิงสาวดึงกระดาษกลับมาและเขียนประโยคหนึ่งใต้ลายเซ็นด้วยลายมือตัวเอง จากนั้นจึงหมุนให้เขาอ่าน

ใครรู้สึกก่อน คนนั้นแพ้

คีตะอ่านจบแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มท้าทาย

“เตรียมตัวแพ้ไว้ได้เลย แพรไหม”

เธอลุกจากเก้าอี้ เดินผ่านเขาไป ก่อนก้มลงกระซิบข้างใบหู

“คนที่ควรเตรียมตัวคือนายต่างหาก ท่านประธาน”

แพรไหมเดินขึ้นชั้นสองโดยไม่หันกลับมา จึงไม่เห็นว่าสายตาของคีตะยังคงมองตามเธอไปจนลับตา

ไม่มีใครรู้เลยว่า การแข่งขันซึ่งเพิ่งเริ่มต้นขึ้นครั้งนี้จะไม่มีผู้ชนะ

เพราะทันทีที่ทั้งคู่เซ็นข้อตกลง หัวใจของพวกเขาก็เริ่มก้าวข้ามเส้นที่ไม่ควรก้าวไปแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 15 จากคู่แข่งสู่คนข้างกาย NC

    หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 14 ไม่ใช่เพราะสงสาร

    “เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 13 หลังคืนที่เกือบสูญเสียกลับมาเป็นคืนเสียวแทน NC

    “ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 12 เบื้องหลังเดิมพัน

    แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 11 ขย่มแล้วบอกว่าอย่าปล่อยฉันไว้คนเดียว NC

    “นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต

  • สถานะลับ...ฉบับคู่อริ   บทที่ 10 คนทรยศ

    เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status