Share

บทเรียนแรก

last update Tanggal publikasi: 2026-05-02 19:30:19

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ จวนตระกูลเจียว บรรยากาศควรจะเงียบสงบตามแบบฉบับจวนขุนนาง แต่ทว่า

"หันซ้ายอีกนิด นั่นแหละ ถลกเสื้อออกอีกหน่อย แผงอกแบบนี้แหละที่จะช่วยให้ยอดขายน้ำหอมสูตรเสน่หาจันทราของข้าทะลุเป้า"

เสียงสดใสของเจียวซือซือดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล นางกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นเหมย ในมือนางไม่ได้ถือเข็มเย็บผ้าหรือคัมภีร์กุลสตรี แต่กลับถือกระดาษร่างภาพและถ่านไม้ นางกำลังสั่งการชายหนุ่มรูปร่างกำยำสามคนที่แต่งกายกึ่งเปลือยท่อนบนเพื่อทำการลองชุดสำหรับการนำเสนอ

"เสื้อตัวนี้หลวมเกินไป เอาเสื้อคลุมตัวใหม่มาเปลี่ยนลองดู"

นางเอียงตัวตามท่าทางการหันกายของชายหนุ่มเหล่านั้น

หวงจื่อเยียนที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าจวนมาพร้อมกับตำรากุลสตรีเล่มหนาถึงกับชะงักฝีเท้า ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยมืดครึ้มลงราวกับพายุฝนกำลังจะถล่มเมืองหลวง

"พวกเจ้า กำลังทำระยำอะไรกัน!"

เสียงตวาดแข็งกร้าวดังก้องที่ทรงอำนาจและโทสะทำให้ชายหนุ่มเหล่านั้นสะดุ้งสุดตัวรีบคว้าเสื้อมาปิดอกแทบไม่ทัน เจียวซือซือเงยหน้าขึ้นมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญด้วยสายตาสุดเซ็ง

"อ้าว ท่านเสนาบดี มาเช้าจังนะเจ้าคะ ยังไม่ถึงเวลาเรียนเลยนี่นา" 

นางตอบหน้าตาเฉยพลางโบกมือไล่หนุ่ม ๆ เหล่านั้น

 "พวกเจ้าไปพักก่อนไป เดี๋ยวข้าจัดการเจ้าที่ตรงนี้เอง"

"เจ้าที่งั้นหรือ" 

หวงจื่อเยียนสาวเท้าเข้ามาใกล้นางจนเงาทึบทาบทับตัวนาง แววตาเขาดุดันจนองครักษ์อี้เฝิงที่ตามมาด้านหลังยังต้องก้มหน้าหนี

 "เจียวซือซือ เจ้านำบุรุษมาเปลือยกายในที่สาธารณะเช่นนี้ ยางอายของเจ้ามันจมไปพร้อมกับน้ำในสระเมื่อวานแล้วหรืออย่างไร!"

"ยางอายกินไม่ได้เจ้าค่ะท่านเสนาบดี" 

เจียวซือซือลุกขึ้นยืนประจันหน้า สูงเพียงอกเขาแต่ใจสู้เกินร้อย 

"นี่คือการทำงาน ข้ากำลังจะกอบกู้ฐานะตระกูลเจียวที่กำลังร่วงโรยด้วยการทำกิจการค้าน้ำหอม แล้วผู้ชายพวกนี้ก็คือนายแบบของข้า ท่านไม่เข้าใจหรอก คนที่วัน ๆ เอาแต่เขียนฎีกากดหัวคนอื่นอย่างท่านจะไปรู้อะไร"

"การตลาด นายแบบอย่างนั้นรึ พูดจาเหมือนคนเสียสติ" 

เซียวจื่อเยียนแค่นหัวเราะอย่างเหยียดหยาม 

"ข้าเห็นแต่สตรีแพศยาที่กำลังมัวเมาในกามารมณ์เสียมากกว่า สตรีที่ดีต้องอยู่ในห้องหับ ไม่ใช่มานั่งจ้องหน้าอกบุรุษเช่นนี้"

"ท่านเสนาบดี!" 

เจียวซือซือขยับเข้าไปใกล้จนจมูกเกือบชนอกเขา

 "ถ้าท่านจะมาเพื่อด่า ข้าขอเชิญออกไปทางประตูเดิม แต่ถ้าจะมาสอนก็วางตำราคร่ำครึนั่นลงแล้วมาดูนี่"

นางคว้าขวดแก้วเล็ก ๆ ที่บรรจุน้ำมันหอมระเหยสูตรใหม่ที่เพิ่งสกัดเมื่อคืนจากวัตถุดิบเท่าที่มียัดใส่มือเขา 

"นี่คือสิ่งที่สตรีทั้งเมืองหลวงจะแย่งกันในอีกเจ็ดวันข้างหน้า ถ้าท่านอยากให้ข้าเป็นสตรีที่ดี ท่านก็ควรสนับสนุนให้ข้ามีเงินเลี้ยงตัวเองได้ จะได้ไม่ต้องไปวิ่งตามท่านให้รำคาญใจไงเจ้าคะ"

หวงจื่อเยียนมองขวดน้ำหอมในมือ พลางยกขึ้นมาดม กลิ่นของมันช่างสดชื่นและเย้ายวนใจอย่างประหลาด แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับประโยคที่ว่า 'ไม่ต้องวิ่งตามท่าน' ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกวูบโหวงในใจอย่างบอกไม่ถูก

เขารีบปรับสีหน้าให้เย็นชาดังเดิม 

"เหอะ ของพรรค์นี้ใครจะซื้อ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละ"

"งั้นท่านก็คงเป็นคนแรกที่โง่ เพราะเมื่อครู่ท่านเผลอสูดดมมันเข้าไปลึกเชียว" 

เจียวซือซือสวนกลับพร้อมรอยยิ้มผู้ชนะ

"เจ้า" 

หวงจื่อเยียนพูดไม่ออก เขาจึงเลือกใช้อำนาจแทน

 "ในฐานะคู่หมั้นและราชครู ข้าขอสั่งห้ามไม่ให้เจ้าจ้างชายหนุ่มพวกนี้อีก หากข้าเห็นผู้ชายคนไหนเดินกึ่งเปลือยในจวนนี้อีกครั้ง ข้าจะสั่งโบยพวกมันคนละห้าสิบไม้"

"ท่านไม่มีสิทธิ์"

"ข้ามี ตราบใดที่สัญญาหมั้นยังอยู่ และบิดาเจ้าก็ยกหน้าที่อบรมเจ้าให้ข้าแล้ว" 

เขาโน้มตัวลงมาสบตานาง แววตาเจ้าเล่ห์และร้ายกาจ

 "หากเจ้าอยากได้คนมาช่วยงานนัก ข้าจะเป็นคนตรวจสอบความเหมาะสมของลูกจ้างเจ้าเองทุกคน"

ทั้งคู่สบสายตากันเนิ่นนานอย่างไม่มีใครยอมใคร ก่อนเริ่มบทเรียนกฎระเบียบของกุลสตรีอันแสนน่าเบื่อ

"ไปพักกลางวันได้ ตอนบ่ายข้าจะกลับมาสอนใหม่"

เขายืดตัวตรงอย่างเย่อหยิ่งมองนางด้วยความไม่ค่อยพอใจนักที่นางไม่ตั้งใจเรียน

"รอบบ่ายห้ามเหม่อลอยอีก"

เขาเดินเข้ามาสั่งเมื่อเห็นนางไม่ใส่ใจฟัง

"ห้ามได้เหรอเจ้าคะ ก็คนมันมีเรื่องให้คิด"

"อย่าได้บังอาจเถียงข้าอีกเป็นอันขาด"

เขากดเสียงต่ำเหมือนพยายามข่มกลั้นโทสะแล้วหันกายสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปขึ้นรถม้าอย่างหัวเสียที่นางไม่เชื่อฟัง

"ไปพักที่โรงน้ำชา"

"ชิ ไปไกล ๆ เลย แล้วไม่ต้องกลับมาอีกนะ"

เจียวซือซือย่นจมูกพูดไล่หลังรถม้าของคนบ้าอำนาจที่นางไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน

หวงจื่อเยียนนั่งข้างในเอนหลังกับพนักเก้าอี้ เขาหลับตาลงคิ้วเรียวเข้มยังคงขมวดเล็กน้อย แต่ภาพใบหน้าหวานก็คอยรบกวนความสงบเขาไม่หยุด

ตกบ่าย ณ ตลาดนัดริมน้ำ เจียวซือซือแอบหนีหวงจื่อเยียนออกมาสำรวจตลาดเพื่อหาทำเลเปิดร้าน นางเดินชมสินค้าอย่างเพลิดเพลินจนไม่ได้สังเกตว่ามีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องอยู่

"คุณหนูเจียวใช่หรือไม่"

 เสียงนุ่มนวลดังขึ้นจากด้านหลัง

เจียวซือซือหันไปพบกับบุรุษชุดขาวท่าทางสง่างามถือพัดในมือ รอยยิ้มของเขาดูอบอุ่นราวกับแสงแดดยามเช้า เขาคือฉินอ๋อง พระอนุชาของฮ่องเต้ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุนทรีย์และอ่อนโยน

"หม่อมฉันเจียวซือซือเพคะ" 

นางย่อกายทำความเคารพตามมารยาทที่พอจำได้ลาง ๆ

"ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูเจียวเปลี่ยนไปมาก วันนี้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ช่างดูสดใสและเฉลียวฉลาดกว่าข่าวลือยิ่งนัก" 

ฉินอ๋องยิ้มกว้างเอ่ยชม

 "เห็นว่ากำลังมองหาที่ทางทำร้านเครื่องหอมอยู่หรือ ข้ามีตึกแถวทำเลดีอยู่แถวนี้พอดี หากเจ้าไม่รังเกียจ"

ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างออกรส และฉินอ๋องกำลังจะเอื้อมมือไปช่วยประคองนางข้ามสะพานไม้

ทันใดนั้นพัดสีดำขลิบทองเล่มหนึ่งก็สอดแทรกเข้ามาขวางกั้นระหว่างมือของทั้งคู่ไว้ได้อย่างแม่นยำ

"ดูท่าฉินอ๋องจะว่างงานมากนะพะย่ะค่ะ ถึงได้มีเวลามาเดินตามสตรีที่มีเจ้าของแล้วเช่นนี้"

หวงจื่อเยียนโผล่มาจากไหนไม่รู้ เขาเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างคนทั้งสองด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิท แต่รังสีอำมหิตแผ่กระจายจนพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นเริ่มเก็บแผงหนี

"ท่านเสนาบดีหวง" 

ฉินอ๋องยิ้มบาง ๆ กล่าวขึ้น 

"ข้าเพียงแต่มีน้ำใจอยากช่วยเหลือคุณหนูเจียวเท่านั้น"

"น้ำใจของท่านอ๋อง ข้าในฐานะคู่หมั้นขอรับไว้เองพะย่ะค่ะ" 

หวงจื่อเยียนพูดเสียงเรียบ แต่กลับคว้าข้อมือเจียวซือซือไว้แน่นจนนางร้องเสียงหลง

 "ส่วนเรื่องที่ทาง ตระกูลหวงของข้ามีที่ดินมากพอจะสร้างเมืองใหม่ให้นางได้ทั้งเมือง ไม่รบกวนท่านอ๋องหรอกพะย่ะค่ะ"

"นี่ท่าน ข้าเจ็บนะ" 

เจียวซือซือพยายามสะบัดมือออก

หวงจื่อเยียนไม่ฟัง เขาหันไปค้อมศีรษะให้ฉินอ๋องเพียงเล็กน้อยก่อนจะลากนางเดินลิ่วออกมาแล้วมุ่งตรงไปยังรถม้าและผลักนางเข้าไปทันที

"ท่านเป็นบ้าอะไรเนี่ย! นั่นฉินอ๋องนะ ท่านไปเสียมารยาทได้ยังไง!"

 เจียวซือซือโวยวายทันทีที่ขึ้นรถม้า

"เสียมารยาทงั้นหรือ"

 หวงจื่อเยียนหันมาจ้องนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

 "แล้วการที่เจ้าไปยืนระริกระรี้ ยิ้มหวานให้บุรุษอื่นกลางตลาด ทั้งที่ข้าเพิ่งบอกห้ามเจ้าไปเมื่อเช้า มันเรียกว่าอะไร"

"ข้าไม่ได้ระริกระรี้ ข้าทำการค้า"

"การค้าที่ต้องเอาตัวเข้าแลกกับความช่วยเหลือของบุรุษน่ะหรือ ช่างไร้ค่าสิ้นดี"

เพียะ!

เจียวซือซือตบหน้าเขาเพราะด่าสู้ไม่ได้ แต่ก็ทำเอาหน้าหล่อ ๆ สะบัดไปตามแรงตบ

 "อย่าเอาความคิดสกปรกของท่านมาตัดสินข้า ข้าไม่เคยคิดจะใช้ร่างกายแลกอะไร และที่ข้าต้องทำเองอย่างนี้ ก็เพราะคู่หมั้นอย่างท่านมันพึ่งพาไม่ได้ไงล่ะ ดีแต่ปากร้าย ดีแต่ประชดประชันเหมือนคนสิ้นคิด!"

หวงจื่อเยียนนิ่งไป มือเขาจับแก้มที่ถูกตบ สายตามองนางที่ขอบตาเริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธและน้อยใจ หัวใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาของเขาสั่นคลอนอย่างรุนแรง

เขากระชากร่างนางเข้ามาปะทะอกอีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่ได้ด่านาง แต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่พยายามคุมให้นิ่งที่สุด

 "ที่พึ่งพาไม่ได้ คือเจ้าไม่เคยร้องขอต่างหาก"

เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าไปทางอื่นแล้วพูดเสียงแข็งประชดกลับตามเคย

"แล้วที่ข้าลากเจ้าออกมาก็เพราะข้ากลัวเจ้าไปทำอับอายขายหน้าต่อหน้าท่านอ๋องหรอกนะ สตรีซุ่มซ่ามอย่างเจ้า แค่เดินข้ามสะพานยังจะตกน้ำตาย ข้าไม่อยากให้ใครมาลำบากงมเจ้าขึ้นมา มันเปลืองแรงคนอื่น"

เจียวซือซือมองค้อน ก่อนยิ้มเยาะ

 "อ๋อเหรอ ห่วงคนอื่นว่างั้น ไม่ได้หึงเลยมั้ง"

"หึงรึ เหอะ คำนี้สะกดยังไงข้ายังไม่รู้เลย" 

หวงจื่อเยียนตอบทันควัน

 "กลับไปถึงจวน ข้าจะสั่งกักบริเวณเจ้าสามวัน ระหว่างนี้ข้าจะส่งคนไปจัดการ เรื่องตึกแถวให้เอง ห้ามคัดค้าน ห้ามโต้เถียง เพราะนี่คือคำสั่งจากราชครู"

เจียวซือซือลอบกลอกตาที่เขาหันมาเจอเข้าพอดี จึงถูกอบรมอีกรอบ

"อย่าแสดงกิริยาชั้นต่ำอย่างนี้ต่อหน้าข้าอีก"

นางจะอ้าปากโต้กลับ เขาจึงยืดตัวขึ้นจ้องมองนางอย่างไม่ยินยอมอีก นางได้แต่สะบัดหน้ามองออกไปด้านนอกแทนการมองหน้าคนเจ้าบงการ

 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   ตอนจบ

    เช้าวันรุ่งขึ้น หวงจื่อเยียนตื่นขึ้นมามองร่างเล็กที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมแขน เขาใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมของนางออกอย่างเบามือ รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏบนใบหน้าชัดเจนเขาเลือกแล้ว ไม่ใช่บัลลังก์ทองที่โดดเดี่ยว แต่คือเตียงอุ่น ๆ และสตรีคนนี้ที่จะคอยเถียงเขาไปตลอดชีวิต"ซือซือ ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ""งื้อ... ใต้เท้าบ้า ข้าขออีกไม่นาน..."เสียงบ่นงึมงำของนางทำเอาเขาหัวเราะร่า ก่อนจะก้มลงปลุกนางด้วยจูบที่เร่าร้อนอีกครั้ง เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสำนักศึกษาที่กำลังจะกลายเป็นตำนานสืบไปที่ประตูเมืองทิศเหนือ ลมฤดูหนาวเริ่มพัดผ่านแต่กลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง หวงจื่อเยียนในชุดบัณฑิตสีเรียบแต่ยังคงความองอาจ ยืนเคียงคู่กับเจียวซือซือเพื่อส่งขบวนของตระกูลโจวโจวเหวินในชุดเกราะรองแม่ทัพดูเติบใหญ่ขึ้นมาก เขาประสานมือคารวะสหายรัก "พี่จื่อเยียน แดนเหนืออาจจะหนาวเหน็บ แต่หน้าที่ของข้าคือการทำให้ที่นั่นสงบสุข ขอบคุณท่านมากสำหรับทุกอย่าง"แม่ทัพโจวพยักหน้าให้หวงจื่อเยียนอย่างยอมรับในตัวตนที่แท้จริง ส่วนโจวฮูหยินนั้นมองด้วยแววตาสำนึกผิด นางเลือกที่จะไปใช้ชีวิตบั้นปลายเพื่อดูแลสามีและทบทวนความผิดพลาดที่เคยกระทำต

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   ความจริงจากเถ้าถ่าน

    หวงจื่อเยียนเดินออกจากท้องพระโรงท่ามกลางสายตาที่เปลี่ยนไปของขุนนางทั้งแผ่นดิน อี้เฝิงและคนของเขาเดินตามหลังเขามาราวกับองครักษ์สวรรค์"นายท่าน ท่านปลดโซ่เองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ"อี้เฝิงกระซิบถามหวงจื่อเยียนปรายตาดูองครักษ์คู่ใจของเขา"ตั้งแต่ไม่ถึงครึ่งเค่อที่ข้าก้าวเข้ามา ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ข้าคงได้ใช้ศีรษะเสนาบดีคลังมาทำลูกดิ่งเล่นแล้ว"เขามองออกไปนอกกำแพงวังหลวง นึกถึงใบหน้าของเจียวซือซือที่คงกำลังรอฟังข่าวด้วยใจจดใจจ่อวันตัดสินโทษ ขุนนางต่างมารวมตัวกันที่ท้องพระโรง ฮองเฮาและพรรคพวกที่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนนั่งคุกเข่า หวงจื่อเยียนมิได้ยืนเคียงข้างฮ่องเต้ แต่ยืนกลางท้องพระโรงเพื่อให้การสอบสวนเช่นเดียวกัน"ข้าตัดสินโทษ ปลดตำแหน่งฮองเฮาริบทรัพย์สินเข้าคลังหลวง ให้ไปสำนึกตนที่ตำหนักเย็นตลอดชีวิต นอกนั้นประหารให้หมด!"หวงจื่อเยียน ข้าจะคืนตำแหน่งให้เหมือนเดิม"ท่ามกลางความตระหนก ขุนนางคนหนึ่งใจกล้าก้าวออกมาประท้วงเสียงสั่น "ฝ่าบาท กฎมณเฑียรบาลระบุไว้ชัดเจน นักโทษที่ถูกปลดและมีมลทินประหารชีวิต มิอาจคืนฐานันดรได้ แผ่นดินจะไร้ระเบียบหากทรงทำตามพระทัยพะย่ะค่ะ"ใต้เท้าเจียวหันไปมอง

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   มัจจุราชคืนชีพ

    กลางดึกที่เงียบงัดในคุกหลวง ความเหน็บหนาวเกาะกินไปทุกอณู ทหารยามกลุ่มหนึ่งที่ถูกซื้อตัวโดยอำนาจวังหลัง ลอบเข้ามาพร้อมนักฆ่าระดับพระกาฬหกคน ทุกคนแต่งกายมิดชิดและเคลื่อนไหวไร้เสียงประหนึ่งวิญญาณร้ายหวงจื่อเยียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในมุมมืด ทันทีที่ประตูกรงเหล็กถูกไขออก นักฆ่าคนแรกพุ่งเข้าหาพร้อมกริชอาบยาพิษเคร้ง!เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ทว่าไม่ใช่เสียงกริชปักลงบนเนื้อ แต่น่าตกใจที่หวงจื่อเยียนใช้โซ่ตรวนที่ข้อมือรับคมดาบได้อย่างแม่นยำ แม้ถูกพันธนาการแต่เขากลับใช้โซ่นั้นสะบัดวนรอบคอศัตรูแล้วกระชากจนกระดูกคอหักในพริบตา"พวกเจ้าโชคดีแล้วที่มาเป็นหนูทดลองให้อาวุธชิ้นใหม่ข้า" หวงจื่อเยียนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ เขาใช้ทักษะการต่อสู้ในพื้นที่แคบได้อย่างเหนือชั้น เหวี่ยงโซ่ยาวฟาดเข้าที่ขมับนักฆ่าอีกคนจนล้มคว่ำ ก่อนจะคว้ากริชจากศพแรกขึ้นมาถือไว้อุปสรรคคือเขาไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ไกลเกินรัศมีโซ่ที่ล่ามไว้กับกำแพง เขาต้อง ล่อให้พวกมันเข้ามาในระยะประชิดทีละคน หวงจื่อเยียนยอมถูกฟันที่ไหล่เพื่อแลกกับการปักกริชลงบนหัวใจของหัวหน้านักฆ่า แววตาของมัจจุราชยามเลือดอาบไหล่นั้นช่างน่าสยดสยองจนนักฆ่าที่เหลือถึงกั

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   ถูกปลดจากตำแหน่ง

    ที่จวนแม่ทัพใหญ่ ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียด โจวฮูหยินร่ำไห้ราวจะขาดใจ นางนำกริชที่เปื้อนเลือดและจดหมายที่มีตราประทับลับของหวงจื่อเยียนมาส่งให้แม่ทัพโจวดูด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านพี่ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่เราเห็นมาแต่เล็กแต่น้อยจะทำกับเหวินเอ๋อร์ได้ลงคอ เพียงเพราะเขามีใจให้แม่นางเจียว เขาถึงกับต้องฆ่าแกงกันเชียวหรือ"แม่ทัพโจวมองหลักฐานในมือด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก "กริชเล่มนี้ ข้าเป็นคนมอบให้พ่อของเขาเองกับมือ จดหมายนี่ก็ลายมือเขาไม่ผิดแน่ จื่อเยียน เจ้ากลายเป็นคนกระหายเลือดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" ความรักที่เคยมีให้ผู้อายุน้อยกว่าพังทลายลงกลายเป็นความชิงชังที่ถูกทรยศณ ท้องพระโรง"ฝ่าบาท กระหม่อมมิอาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป" แม่ทัพโจวก้าวออกมากลางท้องพระโรง ทรุดเข่าลงแล้วชูกริชและจดหมายขึ้นเหนือหัว "หวงจื่อเยียนใช้อำนาจส่วนตัววางแผนฆ่าโจวเหวินเพื่อขจัดคู่แข่งหัวใจ หลักฐานมัดตัวแน่นหนาเช่นนี้ หากฝ่าบาทไม่ลงทัณฑ์ ขุนนางทั้งแผ่นดินจะยังอาศัยบารมีใครได้พะย่ะค่ะ"ฝ่าบาททรงมองหลักฐานด้วยพระพักตร์ซีดเผือด ทรงพยายามค้นหาความผิดปกติแต่ทุกอย่างกลับเป็นจริงจนเถียงไม่ออก ลายมือ ตราประทับ และพยานบุ

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   สัมผัสในความทรงจำ

    รถม้าหยุดหน้าจวนสกุลเจียว ใต้เท้าเจียวยืนรออยู่หน้าประตูจวนด้วยแววตาสงสัย ทันทีที่ประตูรถม้าเปิดออกหวงจื่อเยียนก้าวลงมาด้วยท่าทีนิ่งขรึมและสุขุมที่สุดเท่าที่ชีวิตนักปกครองคนหนึ่งจะทำได้ ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชายเสื้อของเขายังยับยู่ยี่จากการถูกนางซุกตัวเมื่อครู่"พาลูกสาวข้าไปไหนมาหรือ ใต้เท้าหวง เหตุใดจึงกลับมาดึกดื่นป่านนี้" ใต้เท้าเจียวถามหยั่งเชิงหวงจื่อเยียนประสานมือคารวะ แผ่นหลังตั้งตรงดุจยอดเขาหิมะ "ข้าพานางไปเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ใกล้ ๆ แต่อี้เฝิงและคนขับรถม้าไม่ชำนาญทาง จึงทำให้เสียเวลาหลงวนอยู่ในป่าครู่หนึ่ง ต้องขออภัยท่านอาที่ทำให้เป็นห่วง"น้ำเสียงของเขาช่างราบเรียบและภูมิฐานจนไม่มีใครกล้าสงสัยว่าบุรุษผู้นี้เพิ่งจะขโมยจูบบุตรสาวเจ้าของบ้านมาสด ๆ ร้อน ๆในขณะนั้นเอง ชิงชิงกับสาวรับใช้อีกคนก็ช่วยกันพยุงเจียวซือซือที่งัวเงียลงจากรถม้า ใต้เท้าเจียวเห็นว่าลูกสาวเพียงแค่อ่อนเพลียและไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บจึงพยักหน้ายอมรับ "ในเมื่อไม่มีอะไรก็ดีแล้ว เชิญใต้เท้ากลับไปพักผ่อนเถิด"เมื่อกลับมาถึงห้องนอน ชิงชิงพยุงร่างบางลงบนเตียงนุ่มพลางเช็ดหน้าเช็ดตาให้ เจียวซือซือขยับกายซุกตัวลง

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   รอยจูบไม่ได้ตั้งใจ

    ภายในเจ็ดวันที่ฝ่าบาททรงกำหนด จวนอัครเสนาบดีกลายเป็นนรกบนดินสำหรับขุนนางกังฉิน หวงจื่อเยียนไม่ได้นั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่เขาบุกไปถึงที่ทำการแต่ละกรมพร้อมกับองครักษ์เสื้อแพรและหลักฐานมัดตัว"รองเจ้ากรมคลัง ท่านพูดเรื่องเมตตามาตลอดเจ็ดวัน แต่ความผิดที่ท่านนำงบหลวงไปใช้เปิดบ่อนพนันบังหน้านั้น กฎหมายระบุไว้เพียงอย่างเดียว คือประหารและริบทรัพย์สิน"หวงจื่อเยียนกล่าวเสียงเรียบขณะที่ยืนอยู่กลางกรมคลังรองเจ้ากรมคลังคุกเข่าตัวสั่น "ใต้เท้าหวง ได้โปรดให้โอกาสข้า ข้าจะคืนเงินทั้งหมด""โอกาสของท่าน ข้าให้ไปเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่ท่านเริ่มหยิบเงินเหรียญแรกของราษฎรไป" หวงจื่อเยียนโบกมือเพียงครั้งเดียว องครักษ์ก็ลากตัวออกไปทันที "ข้าไม่ได้ไล่ท่านออก แต่ข้าส่งท่านไปรับโทษตามที่ท่านลงชื่อเห็นชอบในฎีกาเองว่าจะสังคายนากฎหมายให้ยุติธรรมไม่ใช่หรือ"การเชือดผู้นำอย่างเด็ดขาดทำเอาขุนนางทั้งกรมถึงกับหมอบกราบกับพื้น ไม่มีความเคียดแค้นมีแต่ความหวาดกลัวที่มาพร้อมความยอมรับ เพราะหลักฐานที่หวงจื่อเยียนกางออกมาคือความจริงที่เถียงไม่ได้ทว่าสำหรับขุนนางผู้น้อยที่ถูกบังคับให้ร่วมมือ หวงจื่อเยียนกลับทำในสิ่งท

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status