Partager

กักบริเวณ

last update Date de publication: 2026-05-03 18:18:30

นับตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่มีทหารมาคอยเฝ้า เพียงคำสั่งสั้น ๆ ไม่กี่คำ แต่ก็เพียงพอจะทำให้ทั้งจวนไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน

เพราะผู้ที่ออกคำสั่งนั้นคือหวงจื่อเยียน อัครเสนาบดีผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนัก บุรุษผู้มีอำนาจรองจากฮ่องเต้เท่านั้น

ยามนี้ ภายในเรือนพักด้านในสุดของจวน เจียวซือซือกำลังเดินวนไปมาอยู่ในห้องโถงเล็กอย่างหงุดหงิด ใบหน้างดงามของนางเต็มไปด้วยความไม่พอใจไม่ต่างจากแมวตัวหนึ่งที่ถูกขังไว้ในกรง

"มีสิทธิ์อะไรมากักขังข้าไว้ในจวนกัน"

เสียงบ่นพึมพำดังขึ้นเมื่อไม่ได้ดั่งใจ

นางเดินไปหยุดตรงหน้าต่าง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์

"อัครเสนาบดีอะไรกัน ถึงได้ยิ่งใหญ่คับฟ้าได้ขนาดนี้"

ชิงชิง สาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบก้มศีรษะพลางลดเสียงลงทันที

"คุณหนูเจ้าคะ เบาเสียงลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"

นางรีบมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะเอ่ยเตือนเสียงเบา

"ใต้เท้าหวงเป็นถึงอัครเสนาบดีแห่งราชสำนัก ดำรงตำแหน่งทั้งราชครู ราชเลขาธิการใกล้ชิดเบื้องสูง เป็นเจ้ากรมอาญา ถือกฎหมายควบคุมขุนนางและวังหลัง มิหนำซ้ำยังเป็นโอรสบุญธรรมของฝ่าบาท ฝ่าบาททรงโปรดปรานมาก เรื่องเช่นนี้ทั้งเมืองหลวงล้วนรู้กันดี หากมีผู้ใดได้ยินคำพูดของคุณหนูเข้า เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีนะเจ้าคะ"

เจียวซือซือได้ฟังก็ยิ่งเบะปาก

"ตำแหน่งมากมายแล้วอย่างไร"

นางหันกลับมาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัว

"ใช้อำนาจรังแกผู้อื่นเกินขอบเขตเช่นนี้ ข้าว่าน่ารังเกียจที่สุด"

ชิงชิงถึงกับหน้าซีด รีบเข้ามากระซิบ

"คุณหนูเจ้าคะ หากใต้เท้าหวงส่งคนมาสอดแนมล่ะเจ้าคะ"

"ก็ให้เขาฟังไปเถิด"

เจียวซือซือแค่นเสียงเบา

"ข้าไม่ได้ด่าเขาเสียหายนี่"

พูดถึงตรงนี้ นางก็ถอนหายใจแรง ยิ่งคิดถึงหน้าตาถือดีและปากร้ายก็ยิ่งหงุดหงิด

ชั่วขณะหนึ่ง ภาพเหตุการณ์ในความทรงจำพลันผุดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ

ค่ำคืนวันนั้น เป็นคืนเทศกาลโคมไฟถนนสายหลักของเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมสีแดงนับร้อย ผู้คนพลุกพล่าน เสียงหัวเราะและเสียงดนตรีลอยมาตามสายลม แต่นางกลับยืนอยู่หน้าประตูจวนอัครเสนาบดี มือกำชายกระโปรงแน่นจนยับย่นเพราะความประหม่า หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้

ครู่ต่อมาประตูใหญ่ของจวนเปิดออกช้า ๆ ชายหนุ่มในชุดขุนนางสีดำสนิทก้าวออกมาอย่างสง่างาม ใบหน้าคมคายเย็นชา ดวงตาดำลึกชวนให้ผู้ที่อยู่ใกล้เกิดความเกรงกลัวโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเขาเห็นนางยืนขวางอยู่ตรงหน้า ฝีเท้าก็หยุดลงเล็กน้อย

"คุณหนูเจียว"

น้ำเสียงเขาเรียกนางเรียบเฉยและดูห่างเหินยิ่งนัก

"มาทำอะไรที่นี่"

เจียวซือซือในตอนนั้นถึงกับพูดติดขัดเพราะความตื่นเต้น

"วันนี้ เป็นเทศกาลโคมไฟ"

นางสูดลมหายใจลึกก่อนรวบรวมความกล้า

"ข้าได้ยินว่าท่านจะออกไปชมโคมไฟ  ข้าจึง..."

ยังไม่ทันพูดจบเสียงหัวเราะเบา ๆ จากองครักษ์ด้านหลังเขาก็ดังขึ้นราวกับว่านางเป็นตัวตลกที่โง่เขลา หวงจื่อเยียนมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเย็นชา สายตานั้นไม่ต่างจากกำลังมองสิ่งของชิ้นหนึ่ง

"คุณหนูเจียว"

เขาเอ่ยเรียกชื่อนางช้า ๆ แค่นั้นก็ทำให้หัวใจของนางเต้นรัวและกำลังคิดไปไกลว่าบุรุษตรงหน้ากำลังให้ความสำคัญ

"ว่างนักหรือ"

ถ้อยคำเรียบเฉย แต่กลับเหมือนมีความไม่พอใจซ่อนอยู่

"ถึงได้มารบกวนข้าไม่เว้นวัน"

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างเริ่มหันมามอง เมื่อเห็นดังนั้นใบหน้านางร้อนผ่าวขึ้นทันที แต่นั่นยังไม่จบ หวงจื่อเยียนเอ่ยต่ออย่างไม่ไว้หน้าระหว่างที่ผู้คนเริ่มพลุกพล่าน

"หรือว่าตระกูลเจียว สอนให้สตรีเป็นคนไร้ยางอายถึงไล่ตามบุรุษอยู่เช่นนี้"

คำพูดนั้นเหมือนตบหน้ากลางถนนผู้คนรอบข้างต่างหยุดฝีเท้าเงี่ยหูฟังเงียบ ๆ จากนั้นพากันซุบซิบ

เจียวซือซือในตอนนั้นได้แต่ยืนตัวแข็ง น้ำตาแทบไหลที่ถูกบุรุษปฏิเสธอย่างไม่แยแส

"คนบ้า"

เสียงสบถเบา ๆ ดังขึ้นในห้อง เจียวซือซือกัดฟันด้วยความคับแค้น

"ปากเสียถึงเพียงนั้น ยังจะมีหน้ามากักบริเวณข้าอีก"

ชิงชิงได้ยินก็ได้แต่ถอนหายใจ

"แต่ถึงอย่างไร ท่านก็ยังเป็นคู่หมั้นของใต้เท้านะเจ้าคะ"

"คู่หมั้นอะไรกัน"

เจียวซือซือโพล่งทันที

"ถ้าถอนหมั้นได้ ข้าจะจุดประทัดฉลองสามวันสามคืนเลยคอยดู"

ในเวลาเดียวกันนั้นภายในท้องพระโรง บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ

ขุนนางผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่กลางพื้นหินเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อไหลลงตามขมับ เบื้องหน้าของเขาคือบุรุษในชุดขุนนางสีดำ หวงจื่อเยียนยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสงบนิ่ง ในมือเขาถือฎีกาม้วนหนึ่ง

"ท่านบอกว่าไม่รู้เรื่องเงินคลังที่หายไปและมีคนฆ่าตัวตายหลายคนจากการโดนโกงงั้นหรือ"

น้ำเสียงเขาราบเรียบ ขุนนางคนนั้นรีบโขกศีรษะพลางกล่าวหนักแน่น

"กระหม่อมขอยืนยันในความบริสุทธิ์พะย่ะค่ะ"

หวงจื่อเยียนที่อยู่ข้างฮ่องเต้มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงยิ่งหนาวเหน็บลงกว่าเดิม 

เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ไม่ตรัสอะไรนั่นหมายความว่าทรงอนุญาตให้เขาตัดสินใจ

"ดี"

เขาวางฎีกาลงบนโต๊ะ

"หากเป็นเช่นนั้น ก็คงไม่รังเกียจให้ข้าตรวจจวน"

เพียงประโยคเดียวสีหน้าขุนนางก็ซีดเผือดทันที ทั่วท้องพระโรงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำพูดใดแม้เพียงครึ่งคำ ทุกคนล้วนรู้ดีว่าเมื่อหวงจื่อเยียนลงมือมักไม่มีผู้ใดรอดพ้นไปได้

หลังออกจากท้องพระโรงองครักษ์คนสนิทรีบเดินตามมา

"ใต้เท้า"

เขาหยุดฝีเท้ารอฟังรายงาน

"ว่ามา"

"เรื่องคุณหนูเจียวขอรับ"

หวงจื่อเยียนหันมามองเล็กน้อย

"นางเป็นอย่างไร"

"หลังถูกกักบริเวณ นางเงียบลงมากขอรับ"

หวงจื่อเยียนเลิกคิ้วเล็กน้อยจากนั้นก็หัวเราะเบา ๆ คล้ายคนรู้ทัน

"เงียบอย่างนั้นหรือ"

ดวงตาเขาฉายแววดูแคลนเล็กน้อย

"ดูท่าครั้งนี้จะคิดวิธีใหม่เพื่อเรียกร้องความสนใจ"

องครักษ์ไม่กล้าตอบอะไรอีก ส่วนหวงจื่อเยียนเพียงก้าวขึ้นรถม้าอย่างไม่ใส่ใจในสายตาของเขา คุณหนูเจียวก็เป็นเพียงสตรีน่ารำคาญที่ชอบหาเรื่องมาวุ่นวายกับชีวิตเขาเท่านั้น

บรรยากาศหน้าจวนของขุนนางกรมคลังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความหวาดกลัว ทหารองครักษ์เสื้อแพรยืนล้อมกรอบทางเข้าออกไว้ทุกทิศทาง ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เริ่มลาลับ หวงจื่อเยียนก้าวลงจากรถม้าอย่างช้า ๆ ชุดขุนนางสีดำขลับของเขาพลิ้วไหวตามแรงลมส่งเสริมให้เงาร่างนั้นดูสูงใหญ่และกดดันผู้มองเห็น

เขาสะบัดชายเสื้อเดินผ่านประตูจวนเข้าไปโดยไม่รอคำเชิญ เสียงฝีเท้าของเขาสม่ำเสมอแต่น่าเกรงขามประหนึ่งจังหวะของมัจจุราชที่กำลังเดินเข้ามารับวิญญาณ

ภายในโถงกลาง ขุนนางฝ่ายกรมคลังที่เพิ่งกลับจากท้องพระโรงยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัว เมื่อเห็นหวงจื่อเยียนก้าวเข้ามา ขาของเขาก็แทบจะทรุดลงกับพื้น

"ใต้เท้าหวง ท่าน... ท่านทำเช่นนี้ไม่น่าเกลียดไปหน่อยหรือ จวนของข้าคือสถานที่ส่วนตัวนะ"

หวงจื่อเยียนหยุดฝีเท้า ดวงตาคมปลาบกวาดมองไปรอบห้องโถงที่ประดับตกแต่งด้วยเครื่องลายครามล้ำค่า เขาเดินไปหยุดหน้าแจกันใบหนึ่งแล้วใช้นิ้วเรียวยาวลูบไล้มันอย่างเบามือ

"น่าเกลียดงั้นหรือ" 

เขาเปรยเสียงเรียบแฝงแววเยาะหยัน 

"แจกันใบนี้ หากข้าจำไม่ผิด มันเป็นเครื่องบรรณาการจากแคว้นทางใต้ที่หายไปจากบัญชีคลังเมื่อสามปีก่อน ไม่คิดเลยว่ามันจะเดินมาวางอยู่ในจวนของท่านได้เอง"

เขาสะบัดมือเพียงเล็กน้อย แจกันล้ำค่าราคานับหมื่นตำลึงร่วงลงกระแทกพื้นแตกกระจาย เศษกระเบื้องกระเด็นไปบาดหลังเท้าขุนนางผู้นั้นจนเลือดซิบ แต่เขากลับไม่กล้าร้องออกมาแม้แต่คำเดียว

"ค้น!" 

หวงจื่อเยียนสั่งคำเดียวสั้น ๆ เป็นสิ่งที่ใครต่อใครก็คิดว่านี่คือความโหดเหี้ยมที่เยือกเย็นเกินคนธรรมดา

ทหารบุกเข้าค้นทุกซอกทุกมุม เสียงกรีดร้องของเหล่าสตรีในจวนดังระงม แต่หวงจื่อเยียนกลับนั่งลงบนเก้าอี้อย่างใจเย็น เขาหยิบพัดขึ้นมาโบกเบา ๆ ใบหน้าคมคายยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม

"จื่อเยียน! เจ้าทำเกินไปแล้ว!" 

ขุนนางฝ่ายกรมคลังตะโกนอย่างเหลืออด 

"เจ้าคิดว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นหรือ เจ้ามันก็แค่เด็กกำพร้าที่วาสนาดี"

หวงจื่อเยียนชะงักพัดในมือ แววตาที่เคยนิ่งสงบพลันเปลี่ยนเป็นมืดดำและลึกล้ำดุจก้นบึ้งนรก เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาขุนนางผู้นั้นอย่างช้า ๆ ระยะห่างที่ลดลงทำให้อีกฝ่ายถึงกับหายใจไม่ออก

"วาสนาดีงั้นหรือ"

 เขาโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหู 

"วาสนาของข้าแลกมาด้วยการที่ข้าต้องเห็นคนอย่างพวกท่านกินอิ่มนอนหลับบนความตายของผู้อื่นมานับครั้งไม่ถ้วน ใต้เท้า ท่านรู้ไหมว่าทำไมข้าถึงชอบมาตรวจจวนด้วยตัวเอง"

เขาคว้าศรีษะที่สั่นด้วยความกลัวปนความโกรธของอีกฝ่ายไว้แน่น

 "เพราะข้าชอบเห็นแววตาของคนที่กำลังสูญเสียทุกอย่างเหมือนที่ท่านเคยทำกับคนอื่นไว้อย่างไรล่ะ"

ขณะเดียวกันองครักษ์ก็เข้ามารายงาน หวงจื่อเยียนจึงผลักศีรษะของเขาจนแทบหงายหลัง

"ใต้เท้า พบห้องลับใต้สระบัวขอรับ" 

องครักษ์รายงานพร้อมกับลากหีบทองคำจำนวนสามหีบออกมาวางเรียงรายหวงจื่อเยียนมองทองคำเหล่านั้นด้วยสายตาว่างเปล่า เขาหันไปหาองครักษ์คนสนิทสั่งเฉียบขาด

"จัดการตามกฎหมาย ผู้ใดขัดขวาง ฆ่าได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง"

เขาสะบัดชายเสื้อเตรียมจะเดินออกจากจวนที่กำลังพินาศลงต่อหน้าต่อตา แต่แล้วสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นถุงหอมลายคุ้นตาที่ตกอยู่บนพื้น ซึ่งเป็นลายแบบเดียวกับที่เจียวซือซือเคยพยายามจะมอบให้เขาในคืนเทศกาลโคมไฟแต่เขาคว้ามันมาแล้วโยนทิ้งไป

เขาชะงักเท้า แววตาเหี้ยมเกรียมพลันไหววูบเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม

เมื่อก้าวขึ้นรถม้า องครักษ์คนเดิมถามขึ้นเบา ๆ

 "ใต้เท้า เรื่องคุณหนูเจียว จะให้กักบริเวณต่ออีกกี่วันขอรับ"

หวงจื่อเยียนพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงอย่างเหนื่อยหน่าย

"นางเคลื่อนไหวอะไรอีก"

องครักษ์ตอบคำถามอย่างยากเย็น

"นางไม่เคลื่อนไหวขอรับ เพียงบอกว่าถ้าถอนหมั้นได้นางจะจุดประทัดฉลองสามวันสามคืน"

"ดี" 

มุมปากเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ชวนสยอง

"กักบริเวณต่อไปจนกว่าจะมีคำสั่งจากข้า"

เขากำพัดในมือแน่น จิตใจที่เคยจดจ่ออยู่กับการทำลายล้างขุนนางกังฉิน กลับถูกภาพใบหน้างามของสตรีที่เขาเคยดูหมิ่นกลางถนนคอยรบกวนแทบตลอดเวลา

 

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   ตอนจบ

    เช้าวันรุ่งขึ้น หวงจื่อเยียนตื่นขึ้นมามองร่างเล็กที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมแขน เขาใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมของนางออกอย่างเบามือ รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏบนใบหน้าชัดเจนเขาเลือกแล้ว ไม่ใช่บัลลังก์ทองที่โดดเดี่ยว แต่คือเตียงอุ่น ๆ และสตรีคนนี้ที่จะคอยเถียงเขาไปตลอดชีวิต"ซือซือ ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ""งื้อ... ใต้เท้าบ้า ข้าขออีกไม่นาน..."เสียงบ่นงึมงำของนางทำเอาเขาหัวเราะร่า ก่อนจะก้มลงปลุกนางด้วยจูบที่เร่าร้อนอีกครั้ง เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสำนักศึกษาที่กำลังจะกลายเป็นตำนานสืบไปที่ประตูเมืองทิศเหนือ ลมฤดูหนาวเริ่มพัดผ่านแต่กลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง หวงจื่อเยียนในชุดบัณฑิตสีเรียบแต่ยังคงความองอาจ ยืนเคียงคู่กับเจียวซือซือเพื่อส่งขบวนของตระกูลโจวโจวเหวินในชุดเกราะรองแม่ทัพดูเติบใหญ่ขึ้นมาก เขาประสานมือคารวะสหายรัก "พี่จื่อเยียน แดนเหนืออาจจะหนาวเหน็บ แต่หน้าที่ของข้าคือการทำให้ที่นั่นสงบสุข ขอบคุณท่านมากสำหรับทุกอย่าง"แม่ทัพโจวพยักหน้าให้หวงจื่อเยียนอย่างยอมรับในตัวตนที่แท้จริง ส่วนโจวฮูหยินนั้นมองด้วยแววตาสำนึกผิด นางเลือกที่จะไปใช้ชีวิตบั้นปลายเพื่อดูแลสามีและทบทวนความผิดพลาดที่เคยกระทำต

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   ความจริงจากเถ้าถ่าน

    หวงจื่อเยียนเดินออกจากท้องพระโรงท่ามกลางสายตาที่เปลี่ยนไปของขุนนางทั้งแผ่นดิน อี้เฝิงและคนของเขาเดินตามหลังเขามาราวกับองครักษ์สวรรค์"นายท่าน ท่านปลดโซ่เองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ"อี้เฝิงกระซิบถามหวงจื่อเยียนปรายตาดูองครักษ์คู่ใจของเขา"ตั้งแต่ไม่ถึงครึ่งเค่อที่ข้าก้าวเข้ามา ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ข้าคงได้ใช้ศีรษะเสนาบดีคลังมาทำลูกดิ่งเล่นแล้ว"เขามองออกไปนอกกำแพงวังหลวง นึกถึงใบหน้าของเจียวซือซือที่คงกำลังรอฟังข่าวด้วยใจจดใจจ่อวันตัดสินโทษ ขุนนางต่างมารวมตัวกันที่ท้องพระโรง ฮองเฮาและพรรคพวกที่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนนั่งคุกเข่า หวงจื่อเยียนมิได้ยืนเคียงข้างฮ่องเต้ แต่ยืนกลางท้องพระโรงเพื่อให้การสอบสวนเช่นเดียวกัน"ข้าตัดสินโทษ ปลดตำแหน่งฮองเฮาริบทรัพย์สินเข้าคลังหลวง ให้ไปสำนึกตนที่ตำหนักเย็นตลอดชีวิต นอกนั้นประหารให้หมด!"หวงจื่อเยียน ข้าจะคืนตำแหน่งให้เหมือนเดิม"ท่ามกลางความตระหนก ขุนนางคนหนึ่งใจกล้าก้าวออกมาประท้วงเสียงสั่น "ฝ่าบาท กฎมณเฑียรบาลระบุไว้ชัดเจน นักโทษที่ถูกปลดและมีมลทินประหารชีวิต มิอาจคืนฐานันดรได้ แผ่นดินจะไร้ระเบียบหากทรงทำตามพระทัยพะย่ะค่ะ"ใต้เท้าเจียวหันไปมอง

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   มัจจุราชคืนชีพ

    กลางดึกที่เงียบงัดในคุกหลวง ความเหน็บหนาวเกาะกินไปทุกอณู ทหารยามกลุ่มหนึ่งที่ถูกซื้อตัวโดยอำนาจวังหลัง ลอบเข้ามาพร้อมนักฆ่าระดับพระกาฬหกคน ทุกคนแต่งกายมิดชิดและเคลื่อนไหวไร้เสียงประหนึ่งวิญญาณร้ายหวงจื่อเยียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในมุมมืด ทันทีที่ประตูกรงเหล็กถูกไขออก นักฆ่าคนแรกพุ่งเข้าหาพร้อมกริชอาบยาพิษเคร้ง!เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ทว่าไม่ใช่เสียงกริชปักลงบนเนื้อ แต่น่าตกใจที่หวงจื่อเยียนใช้โซ่ตรวนที่ข้อมือรับคมดาบได้อย่างแม่นยำ แม้ถูกพันธนาการแต่เขากลับใช้โซ่นั้นสะบัดวนรอบคอศัตรูแล้วกระชากจนกระดูกคอหักในพริบตา"พวกเจ้าโชคดีแล้วที่มาเป็นหนูทดลองให้อาวุธชิ้นใหม่ข้า" หวงจื่อเยียนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ เขาใช้ทักษะการต่อสู้ในพื้นที่แคบได้อย่างเหนือชั้น เหวี่ยงโซ่ยาวฟาดเข้าที่ขมับนักฆ่าอีกคนจนล้มคว่ำ ก่อนจะคว้ากริชจากศพแรกขึ้นมาถือไว้อุปสรรคคือเขาไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ไกลเกินรัศมีโซ่ที่ล่ามไว้กับกำแพง เขาต้อง ล่อให้พวกมันเข้ามาในระยะประชิดทีละคน หวงจื่อเยียนยอมถูกฟันที่ไหล่เพื่อแลกกับการปักกริชลงบนหัวใจของหัวหน้านักฆ่า แววตาของมัจจุราชยามเลือดอาบไหล่นั้นช่างน่าสยดสยองจนนักฆ่าที่เหลือถึงกั

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   ถูกปลดจากตำแหน่ง

    ที่จวนแม่ทัพใหญ่ ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียด โจวฮูหยินร่ำไห้ราวจะขาดใจ นางนำกริชที่เปื้อนเลือดและจดหมายที่มีตราประทับลับของหวงจื่อเยียนมาส่งให้แม่ทัพโจวดูด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านพี่ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่เราเห็นมาแต่เล็กแต่น้อยจะทำกับเหวินเอ๋อร์ได้ลงคอ เพียงเพราะเขามีใจให้แม่นางเจียว เขาถึงกับต้องฆ่าแกงกันเชียวหรือ"แม่ทัพโจวมองหลักฐานในมือด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก "กริชเล่มนี้ ข้าเป็นคนมอบให้พ่อของเขาเองกับมือ จดหมายนี่ก็ลายมือเขาไม่ผิดแน่ จื่อเยียน เจ้ากลายเป็นคนกระหายเลือดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" ความรักที่เคยมีให้ผู้อายุน้อยกว่าพังทลายลงกลายเป็นความชิงชังที่ถูกทรยศณ ท้องพระโรง"ฝ่าบาท กระหม่อมมิอาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป" แม่ทัพโจวก้าวออกมากลางท้องพระโรง ทรุดเข่าลงแล้วชูกริชและจดหมายขึ้นเหนือหัว "หวงจื่อเยียนใช้อำนาจส่วนตัววางแผนฆ่าโจวเหวินเพื่อขจัดคู่แข่งหัวใจ หลักฐานมัดตัวแน่นหนาเช่นนี้ หากฝ่าบาทไม่ลงทัณฑ์ ขุนนางทั้งแผ่นดินจะยังอาศัยบารมีใครได้พะย่ะค่ะ"ฝ่าบาททรงมองหลักฐานด้วยพระพักตร์ซีดเผือด ทรงพยายามค้นหาความผิดปกติแต่ทุกอย่างกลับเป็นจริงจนเถียงไม่ออก ลายมือ ตราประทับ และพยานบุ

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   สัมผัสในความทรงจำ

    รถม้าหยุดหน้าจวนสกุลเจียว ใต้เท้าเจียวยืนรออยู่หน้าประตูจวนด้วยแววตาสงสัย ทันทีที่ประตูรถม้าเปิดออกหวงจื่อเยียนก้าวลงมาด้วยท่าทีนิ่งขรึมและสุขุมที่สุดเท่าที่ชีวิตนักปกครองคนหนึ่งจะทำได้ ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชายเสื้อของเขายังยับยู่ยี่จากการถูกนางซุกตัวเมื่อครู่"พาลูกสาวข้าไปไหนมาหรือ ใต้เท้าหวง เหตุใดจึงกลับมาดึกดื่นป่านนี้" ใต้เท้าเจียวถามหยั่งเชิงหวงจื่อเยียนประสานมือคารวะ แผ่นหลังตั้งตรงดุจยอดเขาหิมะ "ข้าพานางไปเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ใกล้ ๆ แต่อี้เฝิงและคนขับรถม้าไม่ชำนาญทาง จึงทำให้เสียเวลาหลงวนอยู่ในป่าครู่หนึ่ง ต้องขออภัยท่านอาที่ทำให้เป็นห่วง"น้ำเสียงของเขาช่างราบเรียบและภูมิฐานจนไม่มีใครกล้าสงสัยว่าบุรุษผู้นี้เพิ่งจะขโมยจูบบุตรสาวเจ้าของบ้านมาสด ๆ ร้อน ๆในขณะนั้นเอง ชิงชิงกับสาวรับใช้อีกคนก็ช่วยกันพยุงเจียวซือซือที่งัวเงียลงจากรถม้า ใต้เท้าเจียวเห็นว่าลูกสาวเพียงแค่อ่อนเพลียและไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บจึงพยักหน้ายอมรับ "ในเมื่อไม่มีอะไรก็ดีแล้ว เชิญใต้เท้ากลับไปพักผ่อนเถิด"เมื่อกลับมาถึงห้องนอน ชิงชิงพยุงร่างบางลงบนเตียงนุ่มพลางเช็ดหน้าเช็ดตาให้ เจียวซือซือขยับกายซุกตัวลง

  • สยบรักพยัคฆ์ซ่อนคม   รอยจูบไม่ได้ตั้งใจ

    ภายในเจ็ดวันที่ฝ่าบาททรงกำหนด จวนอัครเสนาบดีกลายเป็นนรกบนดินสำหรับขุนนางกังฉิน หวงจื่อเยียนไม่ได้นั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่เขาบุกไปถึงที่ทำการแต่ละกรมพร้อมกับองครักษ์เสื้อแพรและหลักฐานมัดตัว"รองเจ้ากรมคลัง ท่านพูดเรื่องเมตตามาตลอดเจ็ดวัน แต่ความผิดที่ท่านนำงบหลวงไปใช้เปิดบ่อนพนันบังหน้านั้น กฎหมายระบุไว้เพียงอย่างเดียว คือประหารและริบทรัพย์สิน"หวงจื่อเยียนกล่าวเสียงเรียบขณะที่ยืนอยู่กลางกรมคลังรองเจ้ากรมคลังคุกเข่าตัวสั่น "ใต้เท้าหวง ได้โปรดให้โอกาสข้า ข้าจะคืนเงินทั้งหมด""โอกาสของท่าน ข้าให้ไปเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่ท่านเริ่มหยิบเงินเหรียญแรกของราษฎรไป" หวงจื่อเยียนโบกมือเพียงครั้งเดียว องครักษ์ก็ลากตัวออกไปทันที "ข้าไม่ได้ไล่ท่านออก แต่ข้าส่งท่านไปรับโทษตามที่ท่านลงชื่อเห็นชอบในฎีกาเองว่าจะสังคายนากฎหมายให้ยุติธรรมไม่ใช่หรือ"การเชือดผู้นำอย่างเด็ดขาดทำเอาขุนนางทั้งกรมถึงกับหมอบกราบกับพื้น ไม่มีความเคียดแค้นมีแต่ความหวาดกลัวที่มาพร้อมความยอมรับ เพราะหลักฐานที่หวงจื่อเยียนกางออกมาคือความจริงที่เถียงไม่ได้ทว่าสำหรับขุนนางผู้น้อยที่ถูกบังคับให้ร่วมมือ หวงจื่อเยียนกลับทำในสิ่งท

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status