ログインเมื่อพายุอารมณ์สงบลง บรรยากาศภายในจวนสกุลเจียวก็กลับคืนสู่ความเรียบง่ายอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่วังหลวงและเรื่องเป็นลมแดดจบลง เจียวกั๋วจงบิดาของเจียวซือซือก็เดินทางกลับมาจากต่างเมืองพอดี เมื่อทราบข่าวว่าบุตรสาวล้มพับไปต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็รีบรุดมาดูอาการด้วยความห่วงใย
หลังจากหมอหลวงกำชับเรื่องการพักผ่อน เจียวซือซือก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในจวนของตนเอง นางได้รับการดูแลอย่างดีจนผิวพรรณที่เคยซีดเซียวกลับมาเปล่งปลั่งดังเดิม เย็นวันหนึ่ง ขณะที่กำลังร่วมโต๊ะอาหารกับบิดา บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นก็ถูกแทรกด้วยเรื่องที่นางรอคอย "ซือซือ พ่อเห็นเจ้าตั้งใจสกัดน้ำหอมพวกนั้นทั้งวันทั้งคืน" เจียวกั๋วจงวางตะเกียบลงพลางมองบุตรสาวด้วยแววตาจริงจัง "พ่อจะอนุญาตให้เจ้าทำน้ำหอมต่อไปได้" เจียวซือซือตาเป็นประกาย "จริงหรือเจ้าคะท่านพ่อ" "แต่มีข้อแม้" ผู้เป็นบิดารีบขัด "เจ้าห้ามเปิดร้านค้าขาย ห้ามรับเงินทองจากใครทั้งสิ้น ตระกูลเจียวเราไม่เคยขัดสนถึงขนาดต้องให้ลูกสาวไปเป็นแม่ค้าให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หากเจ้าอยากทำจงทำเพื่อแจกจ่ายให้แก่เหล่าฮูหยินหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในวงสังคมเพื่อสร้างมิตรภาพเท่านั้น" เจียวซือซือแม้อยากจะรวยทางลัดแค่ไหน แต่เมื่อเห็นหน้าตาเคร่งขรึมของบิดาก็ต้องจำใจพยักหน้ารับ "ก็ได้เจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าจะทำน้ำหอมเพื่อแจกจ่าย ให้ชื่อเสียงตระกูลเจียวขจรขจายไปพร้อมกับกลิ่นหอมเลยเจ้าค่ะ" นางพูดเอาใจอย่างร่าเริงพลอยทำให้บิดามีสีหน้าสดชื่นขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่วันนั้น เจียวซือซือก็เปลี่ยนกลยุทธ์ นางใช้ความเชี่ยวชาญปรุงน้ำหอมสูตรพิเศษขึ้นมาหลายกลิ่น ทั้งกลิ่นบุปผาสวรรค์ สำหรับฮูหยินผู้สูงวัย และกลิ่นเมฆาสดใส สำหรับคุณหนูวัยแรกแย้ม แต่ละกลิ่นนางล้วนตั้งชื่อเองตามจินตนาการที่สอดคล้องกับน้ำหอมของนาง นางจัดส่งน้ำหอมขวดสวยพร้อมจดหมายไปให้บรรดาคนรู้จักและเหล่าคนดังในเมืองหลวงโดยไม่คิดเงินแม้แต่อีแปะเดียวผลลัพธ์กลับดีเกินคาด เมื่อน้ำหอมของนางกลายเป็นของที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ยิ่งแจกฟรี ยิ่งทำให้คนในเมืองหลวงโหยหาและพากันยกย่องในความใจกว้างและความเก่งกาจของคุณหนูเจียว ชื่อเสียงที่เคยป่นปี้เริ่มถูกลบล้างด้วยคำชื่นชมว่านางคือกุลสตรีผู้มีพรสวรรค์และเปี่ยมด้วยเมตตา ทางด้านหวงจื่อเยียนที่จวนอัครเสนาบดี เขานั่งมองขวดน้ำหอมเปล่า ๆ บนโต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เมื่อทราบข่าวว่าเจียวซือซือเที่ยวแจกน้ำหอมให้คนนั้นคนนี้ไปทั่ว แต่กลับไม่มีส่งมาที่จวนเขาแม้แต่ขวดเดียว "อี้เฝิง เจียวซือซือแจกน้ำหอมให้ฮูหยินกรมพิธีการด้วยงั้นหรือ" "ขอรับใต้เท้า เห็นว่าฮูหยินท่านนั้นปลื้มใจมากจนชมเปาะว่าคุณหนูเจียวเป็นสตรีที่งามทั้งกายและใจ" อี้เฝิงรายงานพลางแอบลอบยิ้ม "คุณหนูแจกไปเกือบยี่สิบจวนแล้วขอรับ" หวงจื่อเยียนขมวดคิ้ว "นางจงใจกวนประสาทข้า" เขาเดินไปเดินมาในห้องด้วยความว้าวุ่นใจ ความจริงเขาควรจะดีใจที่นางไม่มาวุ่นวายและไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงคู่หมั้นแล้ว แต่การที่นางหมางเมินเขาอย่างสมบูรณ์แบบและทำตัวเป็นกุลสตรีผู้ใจบุญเยี่ยงนี้ กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง "ทำน้ำหอมแจกจ่ายงั้นหรือ หึ ข้าอยากรู้นักว่าถ้าข้าไปขอด้วยตัวเอง นางจะกล้าปฏิเสธว่าที่สามีอย่างข้าหรือไม่" เมื่อบรรยากาศที่เคยคุกรุ่นในจวนเริ่มสงบลง เจียวซือซือก็ได้ใช้เวลาปรุงน้ำหอมอย่างเพลิดเพลินตามคำสั่งบิดา แต่ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อสหายวัยเยาว์ผู้หายหน้าไปนานหกปีได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อสั่นคลอนความนิ่งเฉยของท่านอัครเสนาบดี ท่ามกลางตลาดที่คนพลุกพล่าน เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้น "ซือซือ เจียวซือซือ" ชายหนุ่มรูปร่างกำยำในชุดคุณชายที่ดูสะอาดสะอ้านวิ่งตรงเข้ามาหานางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม โจวเหวินบุตรชายแม่ทัพแดนเหนือและมีศักดิ์เป็นหลานชายฮองเฮา เขาไปเรียนที่สำนักเขาไท่ซานตั้งแต่อายุสิบสองขวบ ยามนี้เขากลับมาในวัยสิบแปดปีอายุเท่ากับเจียวซือซือพอดี "โจวเหวิน เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่" เจียวซือซือเบิกตาโตด้วยความดีใจ "เพิ่งถึงเมืองหลวงเมื่อเช้านี้เอง ข้าคิดถึงเจ้าที่สุดเลยซือซือ ไปกินบะหมี่ร้านลุงหวังกันเถอะ ข้าฝันถึงรสชาตินั้นมาตลอดหกปี" โจวเหวินไม่พูดเปล่า เขาคว้าข้อมือเจียวซือซือเดินตรงไปยังร้านบะหมี่ทันทีตามประสาคนสนิทที่โตมาด้วยกัน ในขณะที่ทั้งคู่กำลังคีบบะหมี่คุยกันอย่างออกรส ที่โรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม หวงจื่อเยียนนั่งจิบชาอยู่ริมหน้าต่างชั้นสอง เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านม่านตาที่เรียบเฉย ทว่านิ้วมือที่วนรอบขอบถ้วยชานั้นกลับกดแน่นจนเห็นรอยขาว เขามองภาพเด็กหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ดูสนิทสนมกันเกินขอบเขตด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาจำโจวเหวินได้ดีเพราะเป็นรุ่นน้องที่สนิท เคยเล่นด้วยกันตั้งแต่เขาอายุได้เจ็ดขวบ เด็กหนุ่มสายเลือดราชนิกุลที่มักจะตามต้อย ๆ อยู่หลังเจียวซือซือเสมอในตอนเด็ก เมื่อทั้งคู่เดินออกจากร้านบะหมี่ หวงจื่อเยียนก็ยืนรออยู่หน้าร้านพอดีในมาดที่นิ่งสนิทดั่งรูปปั้น โจวเหวินเมื่อเห็นรุ่นพี่ที่เคารพก็ตาลุกวาว รีบเข้าไปคำนับอย่างนบนอบ "พี่จื่อเยียน ไม่สิ ต้องเรียกอัครเสนาบดีหวง ข้าไม่คิดเลยว่าจะเจอท่านที่นี่" โจวเหวินทักทายอย่างร่าเริง ก่อนจะหันมาเกาะแขนเจียวซือซือพลางซบหน้าลงที่ไหล่ของนางเหมือนตอนเด็ก ๆ "ซือซือดูสิ ท่านเสนาบดีหวงยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย ข้าอยู่ต่อหน้าแล้วดูตัวเล็กลงถนัดตา" เจียวซือซือตัวแข็งทื่อ นางรู้สึกถึงรังสีความเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวหวงจื่อเยียน "โจวเหวิน ปล่อยแขนข้าก่อน คนมองเยอะแยะ" "ทำไมล่ะ เมื่อก่อนข้าก็ซบเจ้าอย่างนี้ประจำ" โจวเหวินอ้อนอย่างเด็กหนุ่มคึกคะนอง ไม่ได้รู้เลยว่ากำลังเล่นกับไฟ หวงจื่อเยียนปรายตามองแขนที่เกาะเกี่ยวกันอย่างเฉยชา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "โจวเหวิน เจ้าไปอยู่ไกลถึงไท่ซานหกปี สำนักนั้นไม่ได้สอนเรื่องมารยาทระหว่างบุรุษและสตรีให้เจ้าเลยหรือ" เขาหันมาหาเจียวซือซือ มุมปากยกยิ้มเย็นชา "ส่วนเจ้า คุณหนูเจียว ยามพ่อไม่อยู่ดูเหมือนเจ้าจะเปิดใจต้อนรับสหายเก่าได้รวดเร็วนักนะ ทั้งที่เมื่อก่อนเห็นวิ่งตามข้าจนรองเท้าสึก ไม่นึกเลยว่ายามนี้จะเปลี่ยนมาชอบเด็กหนุ่มท่าทางอ่อนแอเสียแล้ว" โจวเหวินทำหน้าฉงนไม่เข้าใจสิ่งที่หวงจื่อเยียนต้องการสื่อสารมากนัก "พี่จื่อเยียนพูดอะไรน่ะ ข้ากับซือซือเราสนิทกันมานาน ท่านอย่าถือสานักเลย ไหน ๆ ก็เจอกันแล้ว ไปนั่งดื่มชากับข้าหน่อยเถอะ ข้ามีเรื่องเล่าจากไท่ซานเยอะเลย" โจวเหวินลากทั้งคู่เข้าไปนั่งในโรงน้ำชาอย่างไม่คิดอะไร หวงจื่อเยียนจำใจต้องนั่งลงฝั่งตรงข้าม ส่วนเจียวซือซือนั่งตัวลีบอยู่ข้าง ๆ โจวเหวินที่ยังคงชวนคุยไม่หยุด "ซือซือ กลิ่นตัวเจ้าหอมจังเลย ได้ยินมาว่าเจ้าทำน้ำหอมแจกจ่าย ข้าขอขวดหนึ่งได้หรือไม่" โจวเหวินขยับเข้าไปกระซิบข้างหูนาง หวงจื่อเยียนวางถ้วยชาลงกระแทกโต๊ะเสียงดังจนน้ำชากระฉอกเลอะพื้นโต๊ะ "น้ำหอมนั่น นางแจกให้เฉพาะคนที่ควรได้รับ ถ้าเจ้าอยากได้ข้าจะสั่งคนไปส่งให้ที่จวนเจ้าเอง ไม่ต้องมารบกวนคุณหนูเจียว" เจียวซือซือมองหน้าหวงจื่อเยียนที่ทำเป็นนิ่งแต่คำพูดประชดประชันทุกคำ นางจึงแกล้งคีบขนมส่งให้โจวเหวิน "กินขนมเถอะโจวเหวิน เจ้าเรียนหนักมานานคงจะหิว" หวงจื่อเยียนจ้องมองขนมชิ้นนั้นคล้ายอยากจะใช้สายตาเผามันให้เป็นจุณ "ราชกิจบ้านเมืองวุ่นวายนัก ข้าไม่มีเวลามานั่งดูพวกเจ้าเล่นขายของกันหรอก โจวเหวิน พรุ่งนี้ไปรายงานตัวที่วังหลวง ฝ่าบาททรงมีราชการจะมอบหมายให้เจ้า อย่าได้มัวแต่เที่ยวเล่นจนเสียการงาน" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นสะบัดชายเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้โจวเหวินเกาหัวด้วยความงุนงง "ซือซือ พี่จื่อเยียนเขาดูหงุดหงิดอะไรเหรอ หรือว่าใบชาที่นี่รสชาติไม่ถูกปากเขา" เจียวซือซือถอนหายใจยาวเอ่ยขึ้น "เขาไม่ได้หงุดหงิดเรื่องใบชาหรอก เขาหงุดหงิดที่สิ่งของอย่างข้า มีคนมาจับเล่นต่างหากล่ะ" ยิ่งทำให้โจวเหวินไม่เข้าใจยกใหญ่ "ช่างเถอะ มา กินขนมกันดีกว่า"เช้าวันรุ่งขึ้น หวงจื่อเยียนตื่นขึ้นมามองร่างเล็กที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมแขน เขาใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมของนางออกอย่างเบามือ รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏบนใบหน้าชัดเจนเขาเลือกแล้ว ไม่ใช่บัลลังก์ทองที่โดดเดี่ยว แต่คือเตียงอุ่น ๆ และสตรีคนนี้ที่จะคอยเถียงเขาไปตลอดชีวิต"ซือซือ ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ""งื้อ... ใต้เท้าบ้า ข้าขออีกไม่นาน..."เสียงบ่นงึมงำของนางทำเอาเขาหัวเราะร่า ก่อนจะก้มลงปลุกนางด้วยจูบที่เร่าร้อนอีกครั้ง เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสำนักศึกษาที่กำลังจะกลายเป็นตำนานสืบไปที่ประตูเมืองทิศเหนือ ลมฤดูหนาวเริ่มพัดผ่านแต่กลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง หวงจื่อเยียนในชุดบัณฑิตสีเรียบแต่ยังคงความองอาจ ยืนเคียงคู่กับเจียวซือซือเพื่อส่งขบวนของตระกูลโจวโจวเหวินในชุดเกราะรองแม่ทัพดูเติบใหญ่ขึ้นมาก เขาประสานมือคารวะสหายรัก "พี่จื่อเยียน แดนเหนืออาจจะหนาวเหน็บ แต่หน้าที่ของข้าคือการทำให้ที่นั่นสงบสุข ขอบคุณท่านมากสำหรับทุกอย่าง"แม่ทัพโจวพยักหน้าให้หวงจื่อเยียนอย่างยอมรับในตัวตนที่แท้จริง ส่วนโจวฮูหยินนั้นมองด้วยแววตาสำนึกผิด นางเลือกที่จะไปใช้ชีวิตบั้นปลายเพื่อดูแลสามีและทบทวนความผิดพลาดที่เคยกระทำต
หวงจื่อเยียนเดินออกจากท้องพระโรงท่ามกลางสายตาที่เปลี่ยนไปของขุนนางทั้งแผ่นดิน อี้เฝิงและคนของเขาเดินตามหลังเขามาราวกับองครักษ์สวรรค์"นายท่าน ท่านปลดโซ่เองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ"อี้เฝิงกระซิบถามหวงจื่อเยียนปรายตาดูองครักษ์คู่ใจของเขา"ตั้งแต่ไม่ถึงครึ่งเค่อที่ข้าก้าวเข้ามา ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ข้าคงได้ใช้ศีรษะเสนาบดีคลังมาทำลูกดิ่งเล่นแล้ว"เขามองออกไปนอกกำแพงวังหลวง นึกถึงใบหน้าของเจียวซือซือที่คงกำลังรอฟังข่าวด้วยใจจดใจจ่อวันตัดสินโทษ ขุนนางต่างมารวมตัวกันที่ท้องพระโรง ฮองเฮาและพรรคพวกที่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนนั่งคุกเข่า หวงจื่อเยียนมิได้ยืนเคียงข้างฮ่องเต้ แต่ยืนกลางท้องพระโรงเพื่อให้การสอบสวนเช่นเดียวกัน"ข้าตัดสินโทษ ปลดตำแหน่งฮองเฮาริบทรัพย์สินเข้าคลังหลวง ให้ไปสำนึกตนที่ตำหนักเย็นตลอดชีวิต นอกนั้นประหารให้หมด!"หวงจื่อเยียน ข้าจะคืนตำแหน่งให้เหมือนเดิม"ท่ามกลางความตระหนก ขุนนางคนหนึ่งใจกล้าก้าวออกมาประท้วงเสียงสั่น "ฝ่าบาท กฎมณเฑียรบาลระบุไว้ชัดเจน นักโทษที่ถูกปลดและมีมลทินประหารชีวิต มิอาจคืนฐานันดรได้ แผ่นดินจะไร้ระเบียบหากทรงทำตามพระทัยพะย่ะค่ะ"ใต้เท้าเจียวหันไปมอง
กลางดึกที่เงียบงัดในคุกหลวง ความเหน็บหนาวเกาะกินไปทุกอณู ทหารยามกลุ่มหนึ่งที่ถูกซื้อตัวโดยอำนาจวังหลัง ลอบเข้ามาพร้อมนักฆ่าระดับพระกาฬหกคน ทุกคนแต่งกายมิดชิดและเคลื่อนไหวไร้เสียงประหนึ่งวิญญาณร้ายหวงจื่อเยียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในมุมมืด ทันทีที่ประตูกรงเหล็กถูกไขออก นักฆ่าคนแรกพุ่งเข้าหาพร้อมกริชอาบยาพิษเคร้ง!เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ทว่าไม่ใช่เสียงกริชปักลงบนเนื้อ แต่น่าตกใจที่หวงจื่อเยียนใช้โซ่ตรวนที่ข้อมือรับคมดาบได้อย่างแม่นยำ แม้ถูกพันธนาการแต่เขากลับใช้โซ่นั้นสะบัดวนรอบคอศัตรูแล้วกระชากจนกระดูกคอหักในพริบตา"พวกเจ้าโชคดีแล้วที่มาเป็นหนูทดลองให้อาวุธชิ้นใหม่ข้า" หวงจื่อเยียนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ เขาใช้ทักษะการต่อสู้ในพื้นที่แคบได้อย่างเหนือชั้น เหวี่ยงโซ่ยาวฟาดเข้าที่ขมับนักฆ่าอีกคนจนล้มคว่ำ ก่อนจะคว้ากริชจากศพแรกขึ้นมาถือไว้อุปสรรคคือเขาไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ไกลเกินรัศมีโซ่ที่ล่ามไว้กับกำแพง เขาต้อง ล่อให้พวกมันเข้ามาในระยะประชิดทีละคน หวงจื่อเยียนยอมถูกฟันที่ไหล่เพื่อแลกกับการปักกริชลงบนหัวใจของหัวหน้านักฆ่า แววตาของมัจจุราชยามเลือดอาบไหล่นั้นช่างน่าสยดสยองจนนักฆ่าที่เหลือถึงกั
ที่จวนแม่ทัพใหญ่ ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียด โจวฮูหยินร่ำไห้ราวจะขาดใจ นางนำกริชที่เปื้อนเลือดและจดหมายที่มีตราประทับลับของหวงจื่อเยียนมาส่งให้แม่ทัพโจวดูด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านพี่ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่เราเห็นมาแต่เล็กแต่น้อยจะทำกับเหวินเอ๋อร์ได้ลงคอ เพียงเพราะเขามีใจให้แม่นางเจียว เขาถึงกับต้องฆ่าแกงกันเชียวหรือ"แม่ทัพโจวมองหลักฐานในมือด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก "กริชเล่มนี้ ข้าเป็นคนมอบให้พ่อของเขาเองกับมือ จดหมายนี่ก็ลายมือเขาไม่ผิดแน่ จื่อเยียน เจ้ากลายเป็นคนกระหายเลือดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" ความรักที่เคยมีให้ผู้อายุน้อยกว่าพังทลายลงกลายเป็นความชิงชังที่ถูกทรยศณ ท้องพระโรง"ฝ่าบาท กระหม่อมมิอาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป" แม่ทัพโจวก้าวออกมากลางท้องพระโรง ทรุดเข่าลงแล้วชูกริชและจดหมายขึ้นเหนือหัว "หวงจื่อเยียนใช้อำนาจส่วนตัววางแผนฆ่าโจวเหวินเพื่อขจัดคู่แข่งหัวใจ หลักฐานมัดตัวแน่นหนาเช่นนี้ หากฝ่าบาทไม่ลงทัณฑ์ ขุนนางทั้งแผ่นดินจะยังอาศัยบารมีใครได้พะย่ะค่ะ"ฝ่าบาททรงมองหลักฐานด้วยพระพักตร์ซีดเผือด ทรงพยายามค้นหาความผิดปกติแต่ทุกอย่างกลับเป็นจริงจนเถียงไม่ออก ลายมือ ตราประทับ และพยานบุ
รถม้าหยุดหน้าจวนสกุลเจียว ใต้เท้าเจียวยืนรออยู่หน้าประตูจวนด้วยแววตาสงสัย ทันทีที่ประตูรถม้าเปิดออกหวงจื่อเยียนก้าวลงมาด้วยท่าทีนิ่งขรึมและสุขุมที่สุดเท่าที่ชีวิตนักปกครองคนหนึ่งจะทำได้ ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชายเสื้อของเขายังยับยู่ยี่จากการถูกนางซุกตัวเมื่อครู่"พาลูกสาวข้าไปไหนมาหรือ ใต้เท้าหวง เหตุใดจึงกลับมาดึกดื่นป่านนี้" ใต้เท้าเจียวถามหยั่งเชิงหวงจื่อเยียนประสานมือคารวะ แผ่นหลังตั้งตรงดุจยอดเขาหิมะ "ข้าพานางไปเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ใกล้ ๆ แต่อี้เฝิงและคนขับรถม้าไม่ชำนาญทาง จึงทำให้เสียเวลาหลงวนอยู่ในป่าครู่หนึ่ง ต้องขออภัยท่านอาที่ทำให้เป็นห่วง"น้ำเสียงของเขาช่างราบเรียบและภูมิฐานจนไม่มีใครกล้าสงสัยว่าบุรุษผู้นี้เพิ่งจะขโมยจูบบุตรสาวเจ้าของบ้านมาสด ๆ ร้อน ๆในขณะนั้นเอง ชิงชิงกับสาวรับใช้อีกคนก็ช่วยกันพยุงเจียวซือซือที่งัวเงียลงจากรถม้า ใต้เท้าเจียวเห็นว่าลูกสาวเพียงแค่อ่อนเพลียและไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บจึงพยักหน้ายอมรับ "ในเมื่อไม่มีอะไรก็ดีแล้ว เชิญใต้เท้ากลับไปพักผ่อนเถิด"เมื่อกลับมาถึงห้องนอน ชิงชิงพยุงร่างบางลงบนเตียงนุ่มพลางเช็ดหน้าเช็ดตาให้ เจียวซือซือขยับกายซุกตัวลง
ภายในเจ็ดวันที่ฝ่าบาททรงกำหนด จวนอัครเสนาบดีกลายเป็นนรกบนดินสำหรับขุนนางกังฉิน หวงจื่อเยียนไม่ได้นั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่เขาบุกไปถึงที่ทำการแต่ละกรมพร้อมกับองครักษ์เสื้อแพรและหลักฐานมัดตัว"รองเจ้ากรมคลัง ท่านพูดเรื่องเมตตามาตลอดเจ็ดวัน แต่ความผิดที่ท่านนำงบหลวงไปใช้เปิดบ่อนพนันบังหน้านั้น กฎหมายระบุไว้เพียงอย่างเดียว คือประหารและริบทรัพย์สิน"หวงจื่อเยียนกล่าวเสียงเรียบขณะที่ยืนอยู่กลางกรมคลังรองเจ้ากรมคลังคุกเข่าตัวสั่น "ใต้เท้าหวง ได้โปรดให้โอกาสข้า ข้าจะคืนเงินทั้งหมด""โอกาสของท่าน ข้าให้ไปเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่ท่านเริ่มหยิบเงินเหรียญแรกของราษฎรไป" หวงจื่อเยียนโบกมือเพียงครั้งเดียว องครักษ์ก็ลากตัวออกไปทันที "ข้าไม่ได้ไล่ท่านออก แต่ข้าส่งท่านไปรับโทษตามที่ท่านลงชื่อเห็นชอบในฎีกาเองว่าจะสังคายนากฎหมายให้ยุติธรรมไม่ใช่หรือ"การเชือดผู้นำอย่างเด็ดขาดทำเอาขุนนางทั้งกรมถึงกับหมอบกราบกับพื้น ไม่มีความเคียดแค้นมีแต่ความหวาดกลัวที่มาพร้อมความยอมรับ เพราะหลักฐานที่หวงจื่อเยียนกางออกมาคือความจริงที่เถียงไม่ได้ทว่าสำหรับขุนนางผู้น้อยที่ถูกบังคับให้ร่วมมือ หวงจื่อเยียนกลับทำในสิ่งท
เช้าตรู่ที่ควรจะเงียบสงบ เจียวซือซือต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะไม้เท้าดังปัง ๆ อยู่หน้าประตูห้องนอน พอเปิดประตูออกมานางก็ต้องหน้าซีดเมื่อพบกับสตรีวัยกลางคนหน้าตึงที่ดูราวกับหลุดออกมาจากตำรากุลสตรีโบราณ"คุณหนูเจียว ข้าคือแม่นมกุ้ยอดีตหัวหน้านางกำนัลฝ่ายใน ภายใต้คำสั่งของอัครเสนาบดีหวง ตั้งแต่วันนี
ทางวังหลวงได้จัดงานเลี้ยงขึ้นในโอกาสพิเศษในรอบสามเดือน เพื่อให้เหล่าขุนนางได้กระชับความสัมพันธ์หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานกันมานานหลายเดือนบรรยากาศในอุทยานหลวงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความหรูหรา เจียวซือซือเดินตามหลังบิดาต้อย ๆ ด้วยท่าทางสำรวม แต่ก็ไม่พ้นสายตาของเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ที่พากันซุบซิบเรื่
ยามสายวันรุ่งขึ้น จวนสกุลเจียวที่ดูเงียบสงบผิดปกติ ทว่าความเงียบนั้นถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารสี่นายที่เดินนำหน้าหวงจื่อเยียนเข้ามาภายในเขตเรือนชั้นในเขายังคงสวมชุดขุนนางสีดำขลิบทองดูสง่างามทว่าเย่อหยิ่ง ดวงตาคมกริบคู่เดิมมองสำรวจไปทั่วราวกับเป็นเจ้าของบ้านที่มาตรวจตราทรัพย์สิน เขาหย
บรรยากาศในท้องพระโรงเช้าวันต่อมาหนาวเหน็บยิ่งกว่าเหมันตฤดู เมื่อหวงจื่อเยียนก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมถุงสีแดงที่บรรจุบัญชีลับจากจวนขุนนางกรมคลังที่เพิ่งถูกกวาดล้างไปเมื่อวาน เขาอ่านรายชื่อขุนนางที่เกี่ยวข้องด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกชื่อที่หลุดจากปากกลับทำให้ขุนนางผู้นั้นแทบล้มทั้งยืน"เงินคลังคื







