Masukช่วงเช้าของวันใหม่...คณะวิศวกรรมศาสตร์ยังคงวุ่นวายเหมือนเคย เสียงฝีเท้านิสิตนักศึกษาดังกระทบพื้นกระเบื้องแผ่วเบา พร้อมเสียงหัวเราะและการทักทายสลับกันไป
ทว่าภายในโถงล็อกเกอร์ของคณะกลับมีบางอย่างผิดปกติออกไป ทุกคนเหมือนจะมีจุดโฟกัสเดียวกันทั้งคณะ ตรงล็อกเกอร์หมายเลข 21 ซึ่งเป็นล็อกเกอร์ของประธานสภานักศึกษาสาวผู้ขึ้นชื่อในเรื่อง ‘เข้มงวดและดุดันที่สุดในรุ่น’
เธอคนนั้นคือ...ใบหยก หรือ ยลดา ครองฉัตร วิศวกรรมศาสตร์เครื่องกลปีสี่ ประธานสภานิสิตนักศึกษาของ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (EST) (ENGINERING SCIENCE AND TECHNOLOGY INSTUTE) สถาบันเอกชนขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงในระดับประเทศ ที่ใคร ๆ ต่างอยากมีชื่อเป็นหนึ่งในคนที่ได้เข้ามาเรียนที่นี่
เพราะถ้าไม่ใช่ลูกหลานของคนมีชื่อเสียงโด่งดังและรวยระดับประเทศจะเข้าเรียนได้ยากมาก นอกจากจะเรียนเก่งจนสอบติดเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเรียนทุนของสถาบันจริง ๆ คนทุนน้อยถึงจะมีโอกาสได้เรียน
และใบหยกก็คือหนึ่งในนักเรียนทุนของสถาบันนั่นเอง เพราะแบบนี้เธอถึงถูกเขม่นจากกลุ่มคนที่ชอบเหยียดด้านฐานะ แต่ใบหยกก็ไม่ได้มานั่งสนใจคนพวกนั้นมาก เพราะเธอรู้สึกว่ามันดูไร้สาระสิ้นดี
และตอนนี้ใบหยกก็กำลังยืนอยู่หน้าล็อกเกอร์ส่วนตัว เพื่อจะเปิดเอาของที่ต้องใช้ในการเรียน ผมยาวดำสลวยถูกรวบขึ้นเป็นหางม้ายกสูงอย่างเรียบร้อย ดวงตากลมดุดันและเยือกเย็นดังเช่นทุกวัน ตามสไตล์คนที่มีบุคลิกของการเป็นตัวแทนและผู้นำแบบอย่างที่ดี
แต่แล้ว..เมื่อเธอไขกุญแจประตูล็อกเกอร์ส่วนตัว และเปิดออกมา…
“......” ร่างเพรียวในชุดนักศึกษาที่สะอาดตาก็ถึงกับยืนนิ่งอยู่กับที่ เมื่อเจอเข้ากับสิ่งแปลกปลอมตรงหน้า
เธอกะพริบตาสองสามครั้ง ก่อนสายตาจะเพ่งมองสิ่งแปลกปลอมที่วางอยู่ตรงนั้นอย่างโจ่งแจ้ง อันเกิดจากความตั้งใจของใครสักคน
ใบหยกสูดลมหายใจเข้าลึก พลางกัดฟันแน่นอย่างอดทน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอถูกกลั่นแกล้งแบบนี้ แต่ครั้งนี้สิ่งที่เธอได้เจอมันดูน่าขยะแขยงมากกว่าในทุกวัน
ถุงยางอนามัยเนื้อลื่นสีใสแจ๋ว ที่ภายในบรรจุของเหลวขุ่นข้นสีขาว อันมีสภาพรูปร่างที่ไม่น่าอภิรมย์ แม้เธอจะรู้อยู่แก่ใจว่าของเหลวสีขุ่นด้านในมันเป็นแค่ ‘นมข้นหวาน’ จากการที่เธอได้กลิ่นของมัน แต่สัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงเครื่องเพศนั้น มันทำให้ใบหยกอยากจะจับตัวการที่ก่อเรื่องมาลงโทษด้วยการยัดสิ่งนี้เข้าปากมันสักที
“หึ…พวกปัญญาอ่อน” เธอหัวเราะในลำคอเบา ๆ ดวงตากลมหรี่ลงอย่างคนที่ไม่รู้สึกสะทกสะท้าน
เธอสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง ก่อนจะหยิบถุงมือยางสีดำออกมาจากกระเป๋า แล้วค่อย ๆ สวมมันลงบนมือเรียวข้างขวาอย่างใจเย็น แม้จะมีเสียงกระซิบเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นใจใดๆ
เธอใช้ปลายนิ้วหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาราวกับมันเป็น ‘วัตถุต้องสงสัย’ เสียงซุบซิบรอบข้างก็ดังขึ้นอีกระลอกหนึ่ง ด้วยถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมันปาก
“เฮ้ย…แม่ง! หยิบจริงว่ะ”
“เธอไม่รังเกียจเลยเหรอวะ…หรือว่าชินของจริง...”
“เชี่ย! ใจโคตรนิ่งอ่า”
ใบหยกยังคงไม่พูดอะไร เธอเดินตรงไปยังถังขยะที่มุมห้องโถง แล้วโยนเศษชิ้นส่วนแปลกปลอมนั้นลงไป
ก่อนจะหันกลับมากวาดสายตามองไปรอบตัวช้า ๆ ทีละมุม แววตาคู่นั้นเหมือนมีเข็มแหลมนับพันซ่อนอยู่ มันถึงได้ดูทิ่มแทงและดุกร้าวจนน่าหวาดเสียวเช่นนี้
“น่าเสียดายมันสมองที่สมบูรณ์แบบ แต่เจ้าของกลับไม่คิดจะใช้งานมัน”
คำพูดประโยคนั้นหลุดออกจากปากเธอ ราวกับเปรยขึ้นลอย ๆ แต่ดันวิ่งเข้าใส่ฝูงชนที่แอบซุ่มดูอยู่ทั่วทั้งบริเวณ
ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกประณามด้วยคำพูดที่จี้ตรงจุด จนต้องเบนสายตาหลบกันแทบจะทุกคน ด้วยไม่อาจสู้หน้าเธอ
แต่แล้ว...ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของใบหยก จนเธอต้องหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้น
“โอ้โห…พึ่งรู้นะว่า...ประธานสภาของมหา'ลัยพวกเรา ชอบเก็บสะสมความทรงจำสุดเสียวเอาไว้ยามคิดถึง...”
เสียงที่ดังขึ้นคือ หลุยส์ หรือ เหมราช ศิริทรัพย์สกุล วิศวกรรมเครื่องกลปีสี่ หนึ่งในสมาชิกของแก๊ง ‘บัญชีดำ’ ที่มี เวกัส หรือ วสุพล พิสุทธิธาดา วิศวกรรมเครื่องกลปีสี่เช่นกัน เป็นหัวหน้าแก๊ง
เวกัสที่ตอนนี้ยืนกอดอกพิงผนังฝั่งตรงข้ามอยู่ ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มกวน ๆ ประดับไว้เต็มใบหน้า แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับไม่กล้าช้อนขึ้นมามองหน้าใบหยกแบบตรง ๆ เพราะภาพในฝันเมื่อคืนมันชัดเจนและเหมือนจริงมากเกินไป จนเขายังสลัดมันออกจากหัวไม่ได้เลย เสียงของเธอเมื่อคืนยังแทรกอยู่ในหัวของเขาราวกับถูกหลอกหลอน
“อย่าบอกนะว่าเมื่อคืน ประธานสภาไปล่าแต้มมา...” โชน หรือ โชติวัฒน์ รัตนานุกูลเกียรติ หนึ่งในสมาชิกแก๊งเอ่ยขึ้น
“คนที่โคตรโชคร้ายคนนั้นเป็นใครวะ เดาได้ว่าของคงขาดนาน หรือไม่ก็อดอยากปากแห้งพอสมควร ไม่งั้นคงไม่สมสู่กับประธานสภาอย่างเธอแน่...สงสัยคงอยากจัดจนเพี้ยนว่ะ ฮ่า ๆ”
หลุยส์หัวเราะออกมาเสียงดัง จนคนทั่วทั้งห้องโถงลั่นเสียงหัวเราะตาม ราวกับโรคติดต่อ
ทว่าเสียงหัวเราะที่ทุกคนระเบิดขึ้นพร้อมกัน กลับทำให้เวกัสไม่รู้สึกขำไปด้วยเลยสักนิด ใบหน้าหล่อเชิดขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบแอบเหลือบไปมองหน้าเพื่อนอย่างนึกขุ่นเคืองใจ เพราะคำพูดเมื่อครู่ดันสะกิดใจเขาเข้าเต็ม ๆ
สมสู่กับยัยประธานนั่นก็เท่ากับอดอยากปากแห้งอย่างงั้นเหรอ เขาคงเพี้ยนแบบที่เพื่อนว่า ถึงได้ฝันว่ามีอะไรกับยัยนั่นได้
“ดูพวกนายภูมิใจในผลงานกันจังเลยนะ จะบอกอะไรให้นะ...สิ่งที่พวกนายทำมันดูไม่สร้างสรรค์เอาซะเลย เอาเวลาว่างไปอ่านหนังสือสอบหรือไม่ก็ไปตามงานที่ค้างส่งอาจารย์จะดีกว่า” ใบหยกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ปากดีใช้ได้...” ริกเตอร์ หรือ รัชชานนท์ ดำรงรักษ์สกุล อีกหนึ่งในสมาชิก เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นตามนิสัยของคนพูดน้อย แม้เขาจะเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊ง แต่ในใจกลับแอบชื่นชมในความเก่งของใบหยกและกลุ่มของเธอ แต่คนที่ริกเตอร์นึกฉุนกลับเป็นเพื่อนในกลุ่มของเธอเสียมากกว่า
ใบหยกกวาดสายตามองไปรอบตัว ตอนนี้เธอเหมือนผู้หญิงตัวคนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้ชายถึงห้าคน เธอไล่สายตามองพวกเขาทีละคน จนมาหยุดอยู่ที่...ลมหนาว กรสุวกุล หนึ่งในสมาชิกแก๊ง
‘ชีวิตเป็นของเรา เราเท่านั้นที่จะเป็นคนอนุญาตหรือไม่อนุญาต ให้ใครเข้ามาเป็นความทุกข์หรือความสุขในชีวิตได้...ถ้าเราไม่อนุญาต...ก็ไม่มีใครเข้ามามีบทบาทได้ทั้งนั้น’
ใบหยกทบทวนประโยคข้อความนี้ พร้อมกับพยายามนึกถึงใบหน้าของเขา เจ้าของเพจ...เมื่อลมหนาวมาเยือน และเธอก็ตามสืบจนเจอว่าเจ้าของเพจที่เธอพึ่งพิงในยามท้อ ก็คือเขาคนนี้เอง
ในขณะที่ทุกคนจ้องจะเล่นงานเธอ เขากับเอาแต่นิ่ง และเล่นเกมในมือถืออย่างไม่ใส่ใจเรื่องไร้สาระเหล่านี้ ทำให้ใบหยกคิดว่า คนอย่างเขาไม่ควรเข้ามาอยู่ในแก๊งแกะดำกับพวกนี้เลย
“ไม่ใช่ว่าเป็นยัยนี่หรอกเหรอ...ที่ของขาด...”
คำพูดเย็นเฉียบที่ถึงคราวหลุดจากปากเวกัส ทำเอาใบหยกหันขวับไปจ้องหน้าเขาทันที ทั้งที่กำลังมองลมหนาวอย่างชื่นชมอยู่
ทว่าพอช้อนสายตาขึ้นไปสู้สายตาคมกริบ ก็ทำให้เธอผงะเล็กน้อย เมื่อเวกัสกำลังยืนจ้องเธอตาเขม็ง ราวกับมีเรื่องโกรธแค้นเธออยู่ในใจ
“หยาบคาย...คิดว่าคนอย่างฉัน จะหมกมุ่นแต่เรื่องอย่างว่าเหมือนพวกนายหรือไง พวกนายคิดว่าการที่พวกนายแกล้งฉันแค่นี้ จะทำให้ฉันร้องไห้ยอมพ่ายแพ้แก่พวกนายงั้นเหรอ...อย่าคาดหวังขนาดนั้นดิ” ใบหยกยกยิ้มมุมปากอย่างไม่แยแส
“หึ...อย่าอวดเก่ง เจอของจริงจะพูดไม่ออก...” เวกัสชี้หน้าเธอ ใบหน้าแสยะยิ้มอย่างนึกหมั่นไส้ ในความหยิ่งผยองของเธอ แต่ใช่ว่าใบหยกจะกลัว เธอกลับเดินเข้าไปหาเขา จนทั้งคู่เผชิญหน้ากัน
“ศึกเริ่มแล้วว่ะ...” ริกเตอร์เอ่ย ในขณะที่ทุกคนมองทั้งคู่ราวกับลุ้นระทึก
“เอาจริงสักทีสิ คุณชาย...อย่าดีแต่บงการอยู่เบื้องหลัง มันไม่แมน”
ใบหยกจ้องหน้าเขานิ่ง ดวงตากลมไม่หลบสายตาเขาแม้เพียงนิด เวกัสที่ยืนกัดฟันแน่นจ้องสบตากับเธออยู่นาน แต่ประกายแวววาวในดวงตากลมตอนนี้ กลับทำให้เขาดันนึกไปถึงแววตาสั่นระริกและเสียงครางดังลั่นยามที่ถูกเขากระแทกความดุดันเข้าใส่แบบไม่ปรานี ทำให้เวกัสเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะรีบเดินหนีเพื่อหลบสายตาดุที่จ้องเขาแบบไม่ยอมกะพริบ
“อ้าว! เวกัส! ไปแล้วเหรอ?” โชนตะโกนไล่หลังเวกัสที่เดินดุ่ม ๆ ออกไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“มึงจะอยู่หาพ่อมึงเหรอ?”
“อ้าว...ไอ้สัส! ไว้เจอกันนะยัยประธาน...ไปพวกเรา” โชนหันไปบอกสมาชิกที่ต่างกำลังยืนงง เพราะหัวหน้าแก๊งอยู่ ๆ ก็ถอนทัพ ทั้งที่ยังไม่ได้รบเลยสักนิด ริกเตอร์กับลมหนาวถึงกับมองหน้ากันอย่างงุนงง ก่อนจะส่ายหัวและเดินยิ้มตามออกไป
“เฮ้อ! พ่อคะ...หนูจะอดทนกับพวกประสาทแดกพวกนี้ได้อีกนานไหม...อีกแค่ปีเดียวเอง แต่ทำไมมันถึงยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวันเลย”
ใบหยกทั้งบ่น ทั้งถอนหายใจเป็นร้อยครั้ง เธอจะต้องอดทนและทำทุกอย่างตามเป้าหมายที่เธอวางไว้ ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน เธอก็จะต้องฝ่าฟัน เพื่อไม่ให้ทุกอย่างที่เธอตั้งใจต้องพังยับเยินอย่างที่เธอไม่อยากให้เป็น
หลายวันต่อมา...ภายในห้องอาหารหรูของโรงแรมดังแห่งหนึ่ง ย่านใจกลางเมืองที่บรรยากาศเงียบสงบและเวกัสนั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เสื้อเชิ้ตสีเข้มถูกพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ท่าทางของเขาดูสุขุมราวกับชายหนุ่มที่พร้อมจะนั่งรับประทานอาหารกับครอบครัวอย่างไม่มีอะไรผิดปกติ หากแต่ความจริงแล้ว... เขาแทบไม่ได้แตะอาหารตรงหน้าเลยเพราะข้างกายเขาตอนนี้มี เจ้าขา หญิงสาวหน้าตาสวยหวาน บุคลิกเรียบร้อย แต่งกายด้วยชุดเดรสเรียบหรู เธอเป็นลูกสาวของครอบครัวที่รู้จักสนิทสนมกับพ่อแม่ของเวกัสและการรับประทานอาหารมื้อเย็นในวันนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะมันคือการนัดดูตัวกันระหว่างสองครอบครัว ซึ่งเขากับเธอก็มีโอกาสได้เจอกันหลายครั้งแล้วแต่อาจจะไม่ค่อยเป็นทางการเท่าครั้งนี้“เวกัส ตักอาหารให้น้องหน่อยสิ”เสียงคุณวารุณี มารดาของเขาดังขึ้นจากอีกฝั่งโต๊ะ ชายหนุ่มเหลือบมองเจ้าขาเล็กน้อย ก่อนจะตักอาหารใส่จานให้หญิงสาวตามมารยาท“ขอบคุณค่ะ” เธอจึงกล่าวขอบคุณ“ไม่เป็นไร” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท เจ้าขาจึงยิ้มบาง ๆ ให้เขาก่อนจะชวนคุย“เมื่อก่อนเจ้าขาได้ยินคุณลุงกับคุณป้าพูดถึงพี่เวกัสบ่อยมากเลยค่ะ จนเจ้าขาอยากเจอพี่
ใบหยกเดินกลับมายังโต๊ะด้วยแข็งขาที่หนักอึ้ง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเข้าห้องน้ำเสร็จหรือยัง เพราะภาพที่เห็นเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ริมฝีปากของเขาที่จูบกับผู้หญิงคนนั้น ทั้งที่เคยจูบเธอเช่นกัน มือของเขาที่โอบประคองคนอื่น สายตาอ่อนโยนยามที่เขามองเธอ และท่าทางที่เหมือนคนสนิทสนมกันมากนั่นอีก มันทำให้หัวใจของเธอเริ่มจุกแน่นขึ้นทีละนิด“ใบหยก?” กระทั่งเสียงวิเวียนดังขึ้น เธอจึงสะดุ้งและรีบหันกลับไปมอง“ฮะ! วะ...ว่าไง?”“เป็นอะไรหรือเปล่า? ทำไมหน้าซีดแบบนั้น”“เปล่า”“แน่ใจนะ?” มินตราถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง ใบหยกพยักหน้ารัว ๆ เพื่อยืนยัน“แค่... คนในห้องน้ำเยอะน่ะ เลยรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย”“งั้นก็นั่งพักก่อน... ถ้าไม่โอเคก็บอกนะ” มินตราเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเพื่อน“อือ” เธอนั่งลงตรงเดิม แต่ดวงตากลับเผลอมองขึ้นไปทางโซน VIP ที่อยู่ชั้นสองตลอดเวลา แม้รู้ดีว่าไม่ควรมอง แต่สุดท้ายก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้และเมื่อเธอมองขึ้นไป ภาพที่เห็นเพียงชั่วครู่ก็ทำให้เธอรู้สึกจุกเสียดไปทั้งใจอีกครั้ง เพราะผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ เขากำลังยิ้มและหัวเราะกับเขาอย่างชื่นบานส่วนเวกัส... แม้จะไม่ได้ยิ้ม แ
หลายชั่วโมงนับตั้งแต่เวกัสเดินผ่านหน้าเธอไป ใบหยกก็รู้สึกไม่สนุกกับปาร์ตี้เอาเสียเลย เสียงเพลงที่เคยสนุกกลับดังน่ารำคาญ แสงไฟหลากสีที่สาดส่องไปทั่วผับทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวอย่างไม่มีเหตุผล แม้กระทั่งอาหารบนโต๊ะที่ก่อนหน้านี้เธอยังบอกว่าอร่อย ตอนนี้กลับกลายเป็นไร้รสชาติไปเสียหมดสุดท้ายใบหยกจึงตัดสินใจลุกออกจากโต๊ะเพื่อไปเข้าห้องน้ำ เธอเดินผ่านทางเดินแคบที่ทอดยาวไปยังอีกฝั่งของผับอย่างเงียบ ๆ ทว่าเพียงไม่กี่ก้าว... สองเท้าก็ต้องชะงักลงเพราะคนที่เธอไม่อยากเจอมากที่สุดในตอนนี้... กำลังยืนอยู่ตรงหน้า เวกัสยืนพิงกำแพงอยู่ตรงมุมทางเดิน ร่างสูงที่คุ้นตาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มแขนยาวถูกปลดกระดุมช่วงบนออกเล็กน้อย ข้างกายเขาคือหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ทั้งสวยและรูปร่างดีผู้หญิงคนที่เธอเห็นมากับเขาตั้งแต่แรก แต่ครั้งนี้สิ่งที่ทำให้ใบหยกหยุดนิ่ง ไม่ใช่เพราะหญิงสาวกำลังยืนอยู่ใกล้ชิดเวกัส หากแต่เป็นเพราะภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าร่างบางของเธอคนนั้น กำลังเขย่งปลายเท้าขึ้น ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเวกัสช้า ๆ ใบหยกถึงกับตาค้างอยู่ตรงนั้น เหมือนกำลังช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเธอควรจะหันหลังกลับไป ควรจะ
หลังจากวันนั้น ทั้งเวกัสและใบหยกต่างเลือกวิธีเดียวกัน ในการรับมือกับความรู้สึกที่ยังค้างคาอยู่ในใจนั่นคือการทำงานราวกับว่าหากทั้งคู่ทุ่มเทให้กับโปรเจกต์มากพอ เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาจะค่อย ๆ จางหายไปเอง แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยใบหยกยังคงรับผิดชอบทุกอย่างเหมือนเดิม เธอเดินตรวจงาน ไล่เช็กวัสดุ ตรวจรายละเอียดของแบบก่อสร้าง และประชุมกับทีมจนแทบไม่มีเวลาพักเพียงแต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เธอจะไม่เดินไปหาเวกัสอีกแล้ว“ลมหนาว ฝากบอกเวกัสหน่อยนะว่าตรงโครงสร้างด้านตะวันออกมีปัญหาเรื่องการยึดนอต ฉันอยากให้เขาช่วยตรวจแบบอีกครั้ง”“ได้” ลมหนาวพยักหน้า“แต่ถ้าเขาไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะ เราปรับเองได้”ประโยคหลังเหมือนตั้งใจพูดให้ตัวเองสบายใจมากกว่าอีกด้านหนึ่ง เมื่อคำบอกเล่าถูกส่งไปถึงเวกัส เขาก็เพียงรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ก็ให้ริกเตอร์จัดการไปดิ” เขาตอบแบบปัด ๆ จนหลุยส์ขมวดคิ้ว“แต่เธออยากให้นายดูแบบให้ตรงกันด้วย” ลมหนาวเอ่ย“บอกไปว่าไม่ว่าง... ทำเท่าที่ทำได้”คำตอบสั้น ๆ ทำให้ลมหนาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินกลับไปทว่าพออยู่เพียงลำพัง เวกัสกลับมองแบบแปลนตรงหน้าอยู่
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ใบหยกยังคงเลือกหลบหน้าเวกัสอย่างต่อเนื่อง เธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และทำเหมือนหัวใจของตัวเองไม่ได้สั่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงทุ้มคุ้นหูดังอยู่ไม่ไกลเวกัสเองก็พยายามอดทน วันแรกเขาปล่อยผ่าน วันที่สองเขายังเงียบ แต่พอวันที่สาม ใบหยกเดินผ่านเขาไปโดยไม่แม้แต่จะหันมอง ชายหนุ่มก็หมดความอดทนในที่สุดช่วงเย็น... หลังจากคนอื่นทยอยกลับกันเกือบหมดแล้ว ใบหยกกำลังเก็บเอกสารอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์ เสียงประตูด้านหลังก็ดังขึ้นปัง! เธอหันกลับไปมองทันที ก็เห็นร่างสูงของเวกัสยืนพิงอยู่ที่หน้าประตู“เราต้องคุยกัน” ใบหยกเม้มริมฝีปากแน่น เพียงได้ยินเสียงเขาหัวใจเธอก็สั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้“ฉะ... ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับนาย”“แต่ฉันมี” เขาสวนขึ้นทันควัน“งั้นก็พูดมาสิ ฉันจะฟัง”“เธอจะเอาแต่ทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนแบบนี้อีกนานแค่ไหน?”ใบหยกชะงักงันไป เพราะเธอไม่คิดว่าเขาจะพูดได้เข้าประเด็นทันทีขนาดนี้“ฉันไม่ได้ทำแบบนั้น”“ไม่ได้ทำ?” เวกัสหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่แววตากลับไม่มีความขบขันอยู่เลย“สามวันแล้วใบหยก สามวันที่เธอหลบหน้าฉันทุกครั้งที่เจอ”“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย?” คำถามนั้นทำให้เวกัส
หลังจากคืนนั้น... คนที่นอนไม่หลับกลับไม่ได้มีเพียงแค่เวกัสคนเดียว แต่มีใบหยกอีกคนที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง ทว่าดวงตากลับเปิดค้างมองเพดานอย่างไร้จุดหมายเธอพลิกตัวไปทางซ้าย... แล้วก็พลิกกลับมาทางขวา สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะยกหมอนขึ้นมาปิดหน้า“ใบหยก...แกเป็นอะไรของแกเนี่ย”คำถามนั้นไม่มีคำตอบ เพราะต่อให้พยายามบอกตัวเองว่าทุกอย่างเป็นเพียงความผิดพลาด แต่ภาพของเวกัสกลับยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดทั้งสายตา น้ำเสียง อ้อมกอด และความรู้สึกในช่วงเวลานั้น ยิ่งพยายามลืม...กลับยิ่งจำ และสิ่งที่ทำให้เธอสับสนที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่เธอเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขาแต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหาก เธอไม่รู้ว่าควรเรียกมันว่าอะไรหวั่นไหว? ผูกพัน? หรือเพียงแค่ความรู้สึกชั่ววูบที่เกิดขึ้นเพราะอยู่ใกล้กันมากเกินไป“เขาคือแค่เวกัส...” ใบหยกพึมพำกับตัวเอง“ผู้ชายที่ชอบเอาชนะคนอื่น แล้วฉันจะไปหวั่นไหวกับเขาทำไม เธอนี่มันไร้สาระจังเลยใบหยก” เธอพยายามหาเหตุผลมาปลอบตัวเอง แต่หัวใจกลับไม่ยอมเชื่อฟังรุ่งเช้า... ใบหยกจึงเลือกวิธีที่คิดว่าง่ายที่สุด... คือการโฟกัสที่การทำงานถ้าพยาย
@VENIKA CLUB : [เวนิก้า คลับ]บนชั้นลอยภายในโซน VIP สุดหรูของ VENIKA CLUB ร่างสูงของเวกัสนั่งเอนหลังพิงกับโซฟาตัวยาวในท่วงท่าสบาย ๆ มือหนาหมุนแก้ววิสกี้ไปมา ทว่าไม่ได้ยกขึ้นดื่ม สายตาคมกริบดูว่างเปล่าและเหม่อลอย ราวกับมีเรื่องต้องให้คิดมากมายในหัวของเขาตอนนี้ไม่ได้เงียบเชียบเหมือนดวงตาที่ดูว่างเปล่
ณ ห้องชมรมภายในศูนย์สาธิตวิทยาของสถาบัน EST ตอนช่วงเวลาบ่ายคล้อย ใบหยกยังคงนั่งก้มหน้าอยู่กับแบบแปลนชิ้นงานบนโต๊ะออกแบบอย่างเคร่งเครียด ดินสอไม้ด้ามยาวหมุนไปมาอยู่ระหว่างนิ้วเรียว ราวกับกำลังใช้ความคิดในหัวไม่หยุด“ใบหยกจ๋า!”เสียงหวานใสแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ของวิเวียนดังขึ้นจากข้างหลัง เพื่อย้ำกั
(5ปีก่อน...)ภายในงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากการจับฉลากของขวัญของพนักงานทั้งบริษัท ชายคนหนึ่งได้รับของขวัญเป็นกล่องคุกกี้หอมหวานกับตุ๊กตาหมีขนฟูตัวใหญ่เป็นรางวัล แนบมากับซองเงินโบนัสของปีนี้ ซึ่งเขาจะได้ใช้จ่ายสำหรับค่าเล่าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้กับลูกสาว
เสียงส้นรองเท้ากระแทกกับพื้นไม้ของห้องใต้ดินภายในตึกวิศวกรรมเครื่องกลดังลั่น ท่ามกลางเสียงเงียบกริบที่ตึงเครียดกว่าสนามรบ สายตาทุกคู่จับจ้องร่างสูงที่เดินวนไปมาอยู่กลางห้อง พร้อมประกายความโกรธแค้นอันรุนแรง ที่ฉายชัดในดวงตาสีเข้มของเขา“แม่งเอ๊ย!!!” เวกัสสะบัดเสื้อช็อปออกจากร่าง ก่อนจะเหวี่ยงลงพื้นอ







