Masuk(5ปีก่อน...)
ภายในงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากการจับฉลากของขวัญของพนักงานทั้งบริษัท ชายคนหนึ่งได้รับของขวัญเป็นกล่องคุกกี้หอมหวานกับตุ๊กตาหมีขนฟูตัวใหญ่เป็นรางวัล แนบมากับซองเงินโบนัสของปีนี้ ซึ่งเขาจะได้ใช้จ่ายสำหรับค่าเล่าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้กับลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา
“เอาไปให้ใบหยกดีกว่า...ต้องดีใจมากแน่ๆ”
เขามองตุ๊กตาในมือ พลางยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงใบหน้าของลูกสาววัย 17ปี นาน ๆ ทีพ่อที่บ้างานอย่างเขาจะได้มีของขวัญไปฝาก ลูกสาวเขาต้องดีใจมากแน่ ๆ เพียงแค่คิดเขาก็สัมผัสได้ถึงความสุขที่เต็มตื้นในหัวใจแล้ว
เขาวางตุ๊กตาหมีตัวนั้นไว้บนโต๊ะเอกสาร ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ เครื่องจักรตัวใหญ่ซึ้งเขามีหน้าที่ควบคุมดูแล ก่อนจะหันไปทำงานกับเครื่องจักรอีกตัว ที่อยู่ด้านตรงข้ามกันอย่างคุ้นชิน
เสียงเครื่องจักรกำลังทำงาน ดังเป็นจังหวะคงที่ พร้อมกับมีเขาคอยดูแลและระบบควบคุมอยู่ไม่ห่าง
แต่แล้ว...
กึก! ครืนนนน...
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เสียงบางอย่างก็แทรกเข้ามาในโสตประสาทของ
เขา จนเขาต้องรีบหันกลับไปดู และหัวใจของเขาก็เหมือนถูกบีบรัดแน่นขึ้นทันที“ฉิบหายแล้ว...”
เขาสบถเสียงแผ่ว เมื่อเห็นร่างของเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่ง วัยราว ๆ 10-12ขวบปี ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน กำลังหยิบตุ๊กตาหมีของเขายัดเข้าไปในช่องฟันเฟืองของเครื่องจักรที่กำลังหมุนด้วยแรงมหาศาล
ดวงตาคมเบิกโตจนสั่นเทาไปทั้งร่าง ก่อนจะรีบกระโจนพรวดเข้าไปดึงเด็กคนนั้นออกมา เพราะมือน้อย ๆ ของเธอกำลังจะถูกดูดเข้าไปข้างใน
“เฮ้ย! แม่หนูอย่า!” เสียงตะโกนของเขาแผดดังออกมาด้วยสัญชาตญาณ ที่รับรู้ได้ถึงอันตราย มือขวาของเขากระชากแขนเล็กของเด็กน้อยคนนั้นออกมาได้ทัน แต่แรงหมุนของเครื่องจักรกลับตวัดรัดเอาแขนซ้ายของเขาเข้าไปแทน
“กรี๊ด!!!!!!”
“อร๊ากกก...”
เสียงโลหะหนักที่บดท่อนแขนของเขาดัง ก๊อบ! แก๊บ! ชัดเต็มโสตประสาท ความเจ็บปวดแผ่ซ่านราวกับไฟที่ลุกจากปลายนิ้วแล้ววิ่งเข้าสู่หัวใจ
สายตาของเขาพร่ามัว แต่ยังโอบกอดเด็กน้อยไว้แน่น ป้องกันไม่ให้แม้แต่เศษโลหะแตะต้องโดนร่างของเธอ
ภาพสุดท้ายก่อนหมดสติคือเลือดสีเข้มไหลรินลงบนพื้นคอนกรีต และตุ๊กตาหมีของลูกสาวที่ขาดวิ่นและตกกลิ้งไปไกล ขนสีขาวของมันเปื้อนเลือดของเขาจนแดงเถือกไปทั้งตัว ก่อนสติสุดท้ายจะมืดมนและดับวูบไป...
นายบุญชัยลืมตาขึ้นมาเผชิญหน้ากับปัจจุบัน พลางถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เขาก้มลงมองแขนซ้ายของตนที่เหลือความยาวเพียงข้อศอก รอยตัดเย็บที่เรียบกริบเป็นร่องรอยจากคมมีดของหมอ ที่จำเป็นต้องตัดเนื้อร้ายซึ่งโดนปั่นจนกระดูกแหลกละเอียดออกเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้
แต่ทว่าหัวใจยังคงเจ็บปวด...ไม่ใช่เพราะแขนที่เสียไป แต่เพราะเขาไม่เคยรู้แม้กระทั่งชื่อของเด็กคนนั้น เด็กที่เขาเสี่ยงชีวิตช่วยไว้จนชีวิตของเขาตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ แต่พ่อแม่ของเด็กคนนั้นกลับไม่ได้มาถามไถ่หรือแสดงตัวใด ๆ จนตอนนี้
เหตุการณ์ครั้งนั้นพลิกผันชีวิตของเขาให้ดิ่งลงสู่ก้นเหวที่สูงชัน เขากลายเป็นผู้พิการแขนขาดไร้การเยียวยา ไร้หน้าที่การงาน แถมยังถูกโกงเงินประกัน จนลำบากลูกเมีย เงินเก็บที่เอาไว้ให้ลูกเรียนต้องก็เจียดมาใช้จ่ายเป็นค่ารักษาของตน จนอนาคตของลูกแทบจะริบหรี่ เคราะห์ซ้ำกำซัด...ภรรยาที่รักก็ป่วยเพราะตรอมใจจนชิงจากโลกนี้ไปก่อน เหลือเพียงเขากับลูกสาวที่ต้องสู้กันต่อไป
แต่หากย้อนกลับไปในวันนั้นอีกครั้ง เขาก็คงเลือกที่จะช่วยเด็กคนนั้นอยู่ดี เพราะเขาคงปล่อยให้เด็กคนนั้น ถูกเครื่องจักรดูดเข้าไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้เช่นกัน
“อย่างน้อย…พ่อก็ยังได้กลับมาหาใบหยกของพ่อ” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางยกยิ้มบางเบา แม้มันจะเป็นรอยยิ้มที่เคลือบด้วยรสขมปร่าของอดีตที่ผ่านมาก็ตาม
ภายในบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ในชุมชนเก่า ๆ ที่แออัด เสียงพัดลมตัวเก่าโคลงเคลงอยู่บนเพดานเหนือหัว โต๊ะไม้สีหม่นมีแก้วน้ำสองใบและกับข้าวจานเดียววางอยู่ตรงกลาง
ใบหยกนั่งลงตรงข้ามผู้เป็นพ่อ มือเรียวยังจับปากกาและแฟ้มเอกสารที่หอบกลับมาจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาทำต่อที่บ้าน
บุญชัยผู้เป็นพ่อหันมามองหน้าลูกสาว ก่อนจะยิ้มหน้าระรื่นราวกับมีความสุข ที่ได้เห็นถึงความเพียรพยายามของลูกสาว
“ทำไมวันนี้กลับค่ำอีกแล้วล่ะลูก”
ใบหยกวางแฟ้มลงบนโต๊ะ พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“มีประชุมโปรเจกต์ค่ะ ปีนี้ต้องทำเป็นกลุ่มด้วย…หนูไม่ถนัดเลย”
“อ้าว...แล้วเมื่อก่อนหนูทำยังไง?” ผู้เป็นพ่อเลิกคิ้ว และเอียงคอมองลูกสาวด้วยความไม่เข้าใจ
“เมื่อก่อนทำคนเดียวค่ะ ก็เลยได้แบบที่คิดไว้ เพราะไม่ต้องขัดกับใคร แต่ปีนี้…ต้องฟังความคิดเห็นของหลายคน แล้วก็ต้องทำให้คนอื่นพอใจด้วย...ยากกว่าทำงานคนเดียวซะอีก” เสียงเธอแผ่วลง ราวกับเจอโจทย์ที่ยากขึ้นจริงๆ
“มันเหนื่อยใช่ไหมลูก?” บุญชัยเอ่ยถาม ด้วยความเป็นห่วงลูกสาว
“มันเหนื่อย…แต่ก็ต้องทำค่ะ เพราะถ้าทำสำเร็จ หนูจะมีโอกาสได้ทุนเพิ่ม…แล้วก็จะได้ไปฝึกงานที่VVIT”
ใบหยกพูดด้วยน้ำเสียงที่เชื่อมั่น ว่าเธอจะต้องทำมันให้สำเร็จ คนเป็นพ่อจึงยื่นแขนข้างที่โดนตัดขาดทางด้านซ้าย เอื้อมมาแตะที่หลังมือของเธอเบา ๆ เพื่อเป็นการให้กำลังใจ
“VVITนี่...ใช่บริษัทที่...” บุญชัยเอ่ยถึงบริษัทที่เขาไม่เคยลบลืมจากความทรงจำ แม้มันจะผ่านมานานหลายปี แต่ชื่อบริษัทนี้กับติดตรึงอยู่ในใจเขาไม่เคยลืม ภาพความทรงจำที่มีทั้งดีและแย่แทรกซึมเข้ามาในหัว จนเขาเกิดความกังวลใจ หากลูกสาวสุดที่รักต้องเข้าไปอยู่ในที่แห่งนั้น
“ใช่ค่ะ...” ใบหยกตอบ พลางทอดสายตามองผู้เป็นพ่อนิ่งนาน พลางกวาดสายตาหม่นมองไปที่แขนข้างซ้ายของพ่อ ที่ถูกตัดตรงข้อศอกเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ภาพของพ่อในวันนี้ มันยิ่งทำให้ใบหยกอยากก้าวข้ามขั้นตอนทุกอย่างเข้าไปในบริษัทนั้นด้วยซ้ำ แต่เธอก็จำเป็นต้องมีสติและใจเย็นกับมันให้มาก เพื่อไม่ให้ความตั้งใจที่เธออดทนรอมานานต้องสูญเปล่า
“...บริษัทที่ทำให้พ่อต้องเป็นแบบนี้ บริษัทที่โกงเงินประกันของพ่อ…จนแม่...ฮึก! ต้องตรอมใจตาย” ใบหยกพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาสั่นระริกทุกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต
ความเงียบงัน แทรกซึมเข้ามาชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองพ่อลูก ที่กำลังนั่งมองหน้ากัน แววตาแฝงลึกไปด้วยความเจ็บปวดคับแค้นใจ
“แล้วลูก...ยังอยากจะไปฝึกงานที่นั่นอีกเหรอ?”
“ค่ะ...เพราะหนูอยากเข้าไปดูว่าใครที่ทำให้พ่อไม่ได้รับความยุติธรรม…ใครที่มันโกงเงินประกันของพ่อและใครที่มันทำให้พ่อต้องเป็นแบบนี้...หนูจะหาทางเอาคืนมันให้สาสม”
ใบหยกมีแววคับแค้นใจฉายชัดอยู่ในดวงตา จนบุญชัยผู้เป็นพ่อแอบห่วงลูกสาว ว่าลูกจะทำอะไรที่นำอันตรายมาถึงตัว เขาจึงแกล้งหัวเราะขึ้นเบา ๆ ราวกับว่าเขาไม่ได้ติดใจอะไรกับเรื่องนี้แล้ว
“เฮ้อ! ลูกสาวพ่อนี่มันดื้อจริง ๆ อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะลูก...พ่อไม่ติดใจเอาความอะไรทั้งนั้นแหละ”
“พ่อไม่เอาความ...แต่หนูเอา...หนูไม่ยอมปล่อยผ่านง่าย ๆ หรอก...แล้วพ่อก็ไม่ต้องมาห้ามหนูด้วย...”
ใบหยกยังคงยืนยันในอุดมการณ์ของตัวเอง จนคนเป็นพ่อได้แต่ส่ายหัวแล้วก็แกล้งทำเสียงประชดประชัน
“เฮ้อ...นี่ถ้าพ่อรู้ว่าพ่อมีลูกสาวขาลุยขนาดนี้นะ พ่อจะไปต่อแขนเหล็กซะ จะได้เอาไปฟาดไอ้คนที่มันกล้าทำลายชีวิตครอบครัวเรา...ลูกว่าดีไหม?”
ใบหยกถึงกับหลุดหัวเราะ ทั้งที่ตากำลังแดงก่ำเพราะจะร้องไห้อยู่แล้ว แต่พ่อของเธอก็เป็นซะอย่างนี้ ทุกอย่างในชีวิตคือเรื่องเล็กน้อยสำหรับพ่อเสมอ...เพราะพ่อของเธอคือคนที่เข้มแข็งที่สุดในโลกแล้ว
“พ่อเนี่ยนะ…จะใส่แขนเหล็ก? เดี๋ยวก็ได้ล้มหัวฟาด เพราะหนักแขนอีกหรอก”
ใบหยกแกล้งพูดล้อเล่นกับพ่อ เพราะเธอเองก็รู้ว่าพ่อของเธอแกล้งพูดเพื่อให้เธอสบายใจเช่นกัน
“จะไปยากอะไร...พ่อก็ล้มใส่มันไปเลยไง จะได้หัวฟาดทั้งคู่” พ่อแกล้งทำหน้าทะเล้น
เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังขึ้นในบ้านหลังเล็ก ๆ ที่แม้ผนังด้านนอกจะได้ยินเสียงทะเลาะกันของเพื่อนบ้าน เสียงรถเก่า ๆ วิ่งผ่านตรอกซอย แต่ในพื้นที่เล็ก ๆ นี้ กลับมีเพียงรอยยิ้มที่พ่อพยายามมอบให้ลูกสาว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังกับเธอราวกับให้กำลังใจ
“ใบหยก…พ่อรู้ว่าลูกเหนื่อย แต่พ่อเชื่อว่าลูกจะต้องทำได้สำเร็จเหมือนทุกครั้ง และพ่อจะอยู่ตรงนี้เสมอ พ่อจะรอดูความสำเร็จของหนูนะลูก”
ใบหยกพยักหน้าเบา ๆ พลางยิ้มออกมาอย่างปลื้มปริ่มในหัวใจ
“ค่ะพ่อ...หนูจะทำให้ดีที่สุด…เพื่อตัวเอง...และเพื่อพ่อนะ”
สองพ่อลูกปลอบโยนกันด้วยอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น และเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าทั้งคู่จะต้องเจอความลำบากมามากแค่ไหน แต่ครอบครัวนี้ก็ยังอบอุ่น และเป็นที่พึ่งทางใจให้กับทั้งใบหยกและพ่อเสมอ...
สวัสดีค่ะ ไรท์ศรีสวาท นะคะ พาเวกัสกับใบหยกมาขอความเอ็นดูจากคุณรี๊ดบ้านgood ฝากเอ็นดูลูก ๆ ของไรท์ด้วยนะคะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณรี๊กทุกท่านจะถูกใจและมีความสุขกับนิยายของไรท์นะคะ ฝากติดตามเป็นกำลังใจไรรท์ด้วยนะคะ
“เป้าหมายบรรลุแล้วไม่ใช่เหรอ ต้องดีใจสิ แต่ทำไมหน้าเวถึงดูไม่ค่อยพอใจเลย”เสียงของชานิกาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้อง VIP หญิงสาวนั่งพิงพนักโซฟา มองเพื่อนที่เอาแต่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เข้าใจ หอนาฬิกาสร้างเสร็จแล้ว เวกัสสามารถกู้โปรเจกต์กลับมาได้ตามที่ตั้งใจ และเขายังสามารถทำตามข้อเสนอที่ยื่นต่อ ดร.เจนภพ จนชื่อของตัวเองถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อนักศึกษาฝึกงานของบริษัท VVIT GROUP ซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัวตัวเองได้สำเร็จอีกด้วยทุกอย่างควรเป็นไปตามแผน แต่คนที่ควรจะเป็นฝ่ายยิ้มอย่างผู้ชนะกลับนั่งเงียบ ดวงตาคมทอดมองแก้วเครื่องดื่มในมือราวกับในนั้นมีคำตอบของเรื่องบางอย่างซ่อนอยู่ ก็ไม่แปลกที่ชานิกาจะเกิดข้อสงสัย เวกัสหมุนแก้วไปมาอย่างช้า ๆ ก่อนตอบคำถามของเธอ“มันยังไม่จบแค่นี้หรอก”“อะไรยังไม่จบ?” ชานิกาขมวดคิ้วเวกัสเงียบไปครู่หนึ่ง พลางนึกไปถึงภาพของใบหยก ตอนที่ยืนดีใจอยู่หน้าป้ายประกาศรายชื่อของผู้ผ่านการคัดเลือกที่จะได้ไปฝึกงานในบริษัทของพ่อเขา สีหน้าของเธอในตอนนั้น ไม่ใช่สีหน้าของนักศึกษาที่ดีใจเพราะกำลังจะได้ประสบการณ์ทำงานกับบริษัทใหญ่ แต่มันเป็นสีหน้าของคนที่กำลังดีใจกับสิ่
@วาสุปาร์ค คอนโดแฟ้มบันทึกรายงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุภายในโรงงานถึงเปิดดูทีละหน้าด้วยมือของเวกัส รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับประกัน บันทึกการเยียวยา รายชื่อของพนักงานที่อยู่ในโรงงานวันนั้น และรายชื่อคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินชดเชยเขาไล่ดูมันทีละรายการ บางข้อมูลหายไปอย่างแบบงง ๆ ราวกับไม่มีการบันทึกข้อมูล บางเอกสารถูกแก้ไขภายหลัง และยิ่งค้นก็ยิ่งมีหลายอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะเรื่องของเงินประกันและเงินชดเชยในแต่ละเคสเวกัสนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องทำงาน ดวงตาคมกวาดอ่านข้อความในเอกสารอย่างเคร่งเครียดคุณเฉลิม ผู้จัดการฝ่ายบริหารโรงงาน...คุณปิยะพงษ์ หัวหน้างานฝ่ายผลิต...สองชื่อที่ปรากฏอยู่ในเอกสารแทบจะทุกฉบับ แต่กลับมีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่ตรงกัน เวกัสเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนจะขมวดคิ้ว“เหมือนมีอะไรสักอย่างที่ไม่ปกติ...”เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนเปิดแฟ้มอีกชุดขึ้นมา และในแฟ้มนั้น... มีชื่อของบริษัทประกันที่เคยรับผิดชอบคดีเมื่อห้าปีก่อน รวมถึงรายชื่อบุคคลที่เป็นผู้ติดต่อดำเนินการเรื่องเงินชดเชย เวกัสจ้องมันอยู่นาน ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา“ช่วยหาข้อมูลของสองคนนี้ให้ละเอียดที่สุด” เขาส
หลังจากวันนั้น... เวกัสก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่กับใบหยก แต่เหมือนเขาเลือกตัดบางอย่างออกจากชีวิตตัวเองไปอย่างเด็ดขาด เขาไม่เคยเข้าไปถามใบหยกถึงเรื่องวันนั้นอีกเลย เขาไม่อยากรู้ว่าเธอตอบลมหนาวว่าอย่างไร และไม่เคยถามว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นแบบไหนและที่สำคัญที่สุด... เขาไม่เข้าใกล้เธออีกเลยนับจากนั้น เวลามีเรื่องเกี่ยวกับโปรเจกต์ เขาจะส่งหลุยส์ ริกเตอร์ หรือโชนมาจัดการแทน หากใบหยกต้องการแก้ไขรายละเอียดงาน เธอก็จะคุยกับเพื่อนของเขาหากมีปัญหาเรื่องวัสดุหรือแบบก่อสร้าง เธอก็จะได้รับคำตอบผ่านคนอื่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้... เวกัสแทบจะเป็นคนแรกที่เดินเข้ามาจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้กลับไม่มีแม้แต่เงาของเขาอยู่ตรงหน้า ราวกับคนสองคนที่เคยใกล้ชิดกันที่สุด กลับกลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน“เวกัส วันนี้รายละเอียดโครงสร้างตรงฐานฝั่งตะวันตกมีปัญหานิดหน่อย แค่จุดนี้ก็น่าจะเสร็จแล้ว” หลุยส์เอ่ยขึ้น ชายหนุ่มที่กำลังตรวจแบบอยู่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“ให้ริกเตอร์จัดการไป”“แล้วถ้าใบหยกถาม?”“ก็บอกตามนั้น” น้ำเสียงเรียบเฉยจนหลุยส์อดมองหน้าเพื่อนไม่ได้“นี่มึงจะไม่คุยกับใ
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ใบหยกพยายามทำให้ตัวเองกลับมาเป็นปกติ เธอยังคงทำงานตามเดิม ยังคงตรวจแบบแปลน คุมงาน และรับผิดชอบทุกอย่างในโปรเจกต์หอนาฬิกาอย่างเต็มที่และในช่วงเวลาที่หัวใจว้าวุ่นจนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร... เธอก็ยังคงเปิดแชตของเพจ เมื่อลมหนาวมาเยือนเพียงแต่คืนนี้ต่างออกไป ใบหยกนอนคว่ำอยู่บนเตียง โทรศัพท์วางอยู่ตรงหน้า นิ้วเรียวเล็กกดพิมพ์ข้อความลงไปอย่างต่อเนื่องใบหยก: วันนี้ฉันเจอเขาอีกแล้วเธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ต่อใบหยก: ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นใบหยก: ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขายัง...ปลายนิ้วหยุดชะงัก ใบหยกเม้มริมฝีปาก ก่อนลบข้อความทั้งหมด แล้วเริ่มพิมพ์ใหม่ใบหยก: ฉันไม่ควรคิดถึงเขาเลยใช่ไหม?ไม่มีคำตอบ เธอจึงพิมพ์ต่ออย่างลืมตัวใบหยก: เวกัสเป็นคนที่น่าหงุดหงิดที่สุดในโลกเลยใบหยก: บางทีก็ทำเหมือนฉันสำคัญ บางทีก็ทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนใบหยก: แล้ววันนี้ยังมากับผู้หญิงคนนั้นอีก...เธอหยุดอ่านสิ่งที่ตัวเองพิมพ์ ก่อนจะพิมพ์ประโยคสุดท้ายออกไปอย่างเผลอไผลใบหยก: ฉันเกลียดตัวเองที่ต้องรู้สึกอะไรกับเขาด้วยทันทีที่ส่งออกไป... ใบหยกถึงกับชะงัก“ฉันพูดอ
ภายในห้องนอนของเวนิส เวกัสกอดน้องสาวเอาไว้แน่น มือหนาลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นเทาเป็นจังหวะช้า ๆ ราวกับพยายามถ่ายทอดความอบอุ่นของตัวเองผ่านอ้อมกอดนั้น“ไม่เป็นไรนะ... พี่อยู่นี่แล้ว”เวนิสยังคงหอบหายใจเบา ๆ ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจากความหวาดกลัว ก่อนจะซุกใบหน้าลงกับอกของพี่ชาย“พี่คะ...”“ครับ?”“เวนิสกลัว... ฮึก!” เสียงสะอื้นของเธอสั่นพร่าจนแทบขาดห้วง “เวนิสเห็นภาพนั้นอีกแล้ว...”มือของเวกัสที่กำลังลูบหลังน้องสาวชะงักไปเล็กน้อย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องสาวของเขาบอกแบบนี้กับเขาตอนอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง“เห็นอะไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มที่สุดเท่าที่จะทำได้“บอกพี่ได้ไหม?”เขาไม่ได้เร่งรัด ไม่ได้ถามซ้ำติด ๆ กัน เพียงรอให้น้องสาวค่อย ๆ รวบรวมสติของตัวเองแต่คำว่า...ภาพนั้น กลับทำให้ความทรงจำบางอย่างที่เวกัสพยายามลืมมาตลอดหลายปีผุดขึ้นมาในหัวห้าปีก่อน... เขายังจำวันนั้นได้อย่างชัดเจน เป็นช่วงปีใหม่ที่โรงงานของบริษัทในเครือของตระกูลจัดกิจกรรมแจกโบนัสให้กับพนักงานเขากับน้องสาวก็มีโอกาสได้ไปร่วมด้วยแต่วันนั้นเวกัสกับเลือกที่จะอยู่ในห้องทำงานของคนเป็นพ่อ เพราะรู้สึกเบื่อกิจกรรมที่มีแต่ผู้ใหญ่
“วันนี้ลูกทำตัวไม่น่ารักเลยนะเวกัส”ทันทีที่ประตูบ้านเปิดออก เสียงของวัชระก็ดังขึ้นจากห้องรับแขกทันทีเวกัสที่เพิ่งก้าวเข้ามาถึงกับชะงัก ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ เมื่อเห็นผู้เป็นพ่อนั่งรออยู่บนโซฟา ข้างกันคือวารุณีผู้เป็นแม่ที่กำลังมองเขาด้วยสายตาอ่อนใจ“อะไรอีกครับพ่อ” เวกัสรู้สึกมึนงงกับการถูกตำหนิ ทั้งที่พึ่งกลับมาถึงบ้าน“อะไรอีกงั้นเหรอ?” วัชระวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ “วันนี้พ่อให้แกไปกินข้าวกับเจ้าขา ไม่ได้ให้ไปนั่งทำหน้าบึ้งใส่เขา”“ผมก็ไปแล้วนี่ครับ” เวกัสสวนกลับทันควัน“ไปแล้วกลับก่อนเนี่ยนะ... สุภาพบุรุษที่ไหนเขาทำกัน”“ผมมีธุระครับ และผมก็แจ้งทุกคนแล้ว” เวกัสให้เหตุผล“ธุระอะไร? สำคัญกว่าการทำความรู้จักกับเจ้าขาลูกอาเฉลิมเหรอ?”ชื่อของเฉลิมทำให้เวกัสนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ผู้จัดการเฉลิมเป็นเพื่อนเก่าของพ่อเขา และเจ้าขาก็เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา การนัดหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคนหนุ่มสาวธรรมดา แต่มันคือความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามสานต่อ“พ่อครับ ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ได้สนใจเรื่องนี้”“ไม่สนใจก็ต้องรู้จักวางตัว” น้ำเสียงของวัชระเริ่มดังขึ้น “พ่อไ
“อย่าเฮีย! ผมยอมแล้วเฮีย...ผมยอมแล้ว...” ใบหยกถึงกับรีบถอยออกห่างจนชิดกำแพง พลางถอนหายใจอย่างโล่งอกด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่คนเข้ามาช่วยคือ...เวกัส ตัวแรงตัวพ่อแห่งความเสเพล แต่ใบหยกกลับรู้สึกว่าเขาคือคนที่ไว้ใจได้ที่สุดในตอนนี้ ซึ่งมันขัดแย้งกับจิตใต้สำนึกของเธออย่างแรง “ผู้หญิ
บนชั้น VIP ที่มีแสงไฟนุ่มสลัวเล็กน้อย เสียงเบสก็ไม่ได้ดังกระแทกจนหูชาเหมือนข้างล่าง วิเวียนกับมินตราขึ้นมาเจอฟลอร์เต้นรำก็กรี๊ดกร๊าดกันอย่างตื่นเต้น จนเผลอทิ้งใบหยกให้นั่งเฝ้าโต๊ะเพียงคนเดียว เพื่อที่จะไปออกสเต็ปกันอย่างเมามันใบหยกถึงกับส่ายหัวให้กับความรักสนุกของเพื่อน ๆ ถึงเธอจะไม่ได้ออกไปแจมกับ
เสียงเพลงภายในผับยังคงดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง จนสั่นสะเทือนยันพื้นห้อง ในขณะที่สองสาวกลับมานั่งลงข้าง ๆ ใบหยกหลังจากออกไปโยกย้ายจนได้เหงื่อกันพอใจแล้ว“เพลงสนุกมากเลย ระบบเสียงโคตรดี” วิเวียนเริ่มรีวิวให้คะแนนความหรูหราของผับ สมกับที่เธออยากพาเพื่อน ๆ มาเที่ยวตั้งแต่แรก“อาหารก็อร่อยนะ เครื่องดื่ม
@VENIKA CLUB : [เวนิก้า คลับ]บนชั้นลอยภายในโซน VIP สุดหรูของ VENIKA CLUB ร่างสูงของเวกัสนั่งเอนหลังพิงกับโซฟาตัวยาวในท่วงท่าสบาย ๆ มือหนาหมุนแก้ววิสกี้ไปมา ทว่าไม่ได้ยกขึ้นดื่ม สายตาคมกริบดูว่างเปล่าและเหม่อลอย ราวกับมีเรื่องต้องให้คิดมากมายในหัวของเขาตอนนี้ไม่ได้เงียบเชียบเหมือนดวงตาที่ดูว่างเปล่







