ANMELDENใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา หยางจื่อหลงจำไม่ได้แล้วว่าตนเองดื่มไปทั้งหมดกี่ไหตั้งแต่ตอนจ้าวหยุนปิงเดินจากไป หากฟังไม่ผิดคุณหนูผู้นั้นที่จ้าวหยุนปิงพาออกไปนางพูดว่านางเป็นคู่หมั้นของอีกฝ่าย เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นในใจก็พาลเกิดอาการไม่พอใจอย่างประหลาด มือหนาคว้าไหสุราที่ตั้งอยู่ตรงหน้ายกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็สั่งให้เสี่ยวเอ้อนำสุรามาให้ใหม่ เพราะหวังว่าอีกฝ่ายจะกลับมา เป็นเช่นนี้อยู่นานจากโต๊ะที่มีไหสุราเพียงไม่กี่ไห ยามนี้กลับแทบไม่เหลือที่ไว้ให้วางตั้งอีก
ทว่ารออยู่นานก็ไม่มีทีท่าว่าจ้าวหยุนปิงจะกลับมา แม่ทัพเลือดผู้มึนเมาด้วยฤทธิ์สุราบวกกับอารมณ์ขุ่นมัวในใจจึงลุกขึ้นออกจากโรงน้ำชาไปทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังซวนเซ
“นายท่านไหวหรือไม่เจ้าคะ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นชายหนุ่มลุกขึ้นจวนจะล้ม
ใบหน้าหล่อเหลาหันกลับมามองสตรีที่กำลังช่วยพยุงตัวเขาเอาไว้ หญิงสาวตรงหน้าเองก็ยิ้มตอบพร้อมกับแสร้งหลบสายตาเล็กน้อยด้วยความเขินอาย ทว่าใบหน้าของใครบางก็ผุดขึ้นในหัว กลิ่นเครื่องหอมของหญิงสาวด้านข้าง ทำให้หยางจื่อหลงหยุดคิดถึงใครอีกคนไม่ได้ ใครที่ทิ้งเขาไว้แล้วเดินจากไปพร้อมกับคนรัก พลันนึกถึงก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เพิ่มขึ้นไปอีก
“เดินไหวหรือไม่เจ้าคะ…” ไม่ทันที่นางจะพูดจบ ร่างหนาก็เซถลาด้วยฤทธิ์สุราอีกครั้ง “ให้ข้าเดินไปส่งท่านเถิด”
หยางจื่อหลงไม่ปฏิเสธ หญิงสาวเห็นเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มหวานนางกอดแขนกำยำเอาไว้หรืออาจจะเรียกได้ว่าใช้หน้าอกของนางแนบชิดกับแขนของแม่ทัพถึงจะถูก
หญิงสาวและชายหนุ่มโถมร่างกายเข้าหากันด้วยอารมณ์ในห้วงปรารถนา มือหนาซุกไซ้ไปตามเรือนร่างของสตรีอย่างหยาบโลน เนินอกอวบอิ่มถูกครอบครองด้วยริมฝีปากอุ่นชื้น ส่วนแข็งร้อนคับแน่นภายใต้อาภรณ์แข็งร้อนจนแทบระเบิดบดเบียดไปตามเรือนร่างเย้ายวน จนเรียกเสียงครางกระเส่าของนางได้อย่างไม่ขาดห้วง
ทว่าไม่ทันได้เข้าสู่ช่วงอันสุขสม ใบหน้างดงามของผู้หนึ่งก็แจ่มชัดขึ้นมาในหัว พร้อม ๆ กับคำพูดของคนคนนั้นก็ดังก้องในหู จนทำให้มือหนาที่เคล้นคลึงเรือนร่างของหญิงสาวอยู่หยุดลงทันที
แม่ทัพเลือดสบถเบา ๆ อย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะผละออกจากร่างเกือบเปลือยเปล่าของหญิงสาว นั่งลงบนเตียงกว้างของตนเอง
“นายท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ ข้าทำสิ่งใดไม่พอใจหรือไม่” นางหน้าเสียเมื่อจู่ ๆ ท่านแม่ทัพก็ผละออก ก่อนจะเข้าไปประจบเพื่อเอาใจ ยิ่งเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงแม่ทัพเลือดแห่งต้าฉี มีโอกาสน้อยนักที่จะได้ขึ้นเตียงกับ ท่านแม่ทัพเช่นนี้ ดังนั้นนางจึงไม่อาจปล่อยโอกาสดี ๆ เช่นนี้ให้หลุดมือไปได้
“ให้ข้าปรนนิบัติท่านนะเจ้าคะ” นางพูดจบก็นั่งลงตรงหน้าปรายตามองเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ปลดกางเกงของแม่ทัพหยาง รูดรั้งส่วนอ่อนไหวภายใต้อาภรณ์อย่างชำนาญ ทว่านางทำอยู่นานก็ไม่มีวี่แววว่าท่านแม่ทัพจะตื่นตัว
จนในที่สุดคนที่หมดความอดทนเห็นทีจะเป็นแม่ทัพเสียเอง เขาผลักหญิงสาวออกก่อนจะลุกขึ้นแต่งกายให้เรียบร้อยตามเดิม
“ให้ข้าลองอีกครั้งนะเจ้าคะ” นางหมายจะปรนนิบัติต่อ
“ดึกแล้ว เจ้ากลับไปเถิด” ถุงเงินจำนวนหนึ่งถูกโยนลงตรงหน้านาง หญิงสาวหน้าม่านทันทีที่ไม่อาจใช้เสน่ห์ยั่วยวนท่านแม่ทัพได้สำเร็จ ทว่านางเองก็ไม่ยอมแพ้หมายจะสานต่อ ทว่าหยางจื่อหลงก็ปฏิเสธนางอีกครั้งก่อนจะเรียกทหารให้พาตัวนางกลับไป
หยางจื่อหลงเบื่อหน่ายและรู้สึกไม่พอใจกับตนเอง หลายต่อหลายครั้งที่เขาเองก็มักจะมีอารมณ์บุรุษเพศ หากแต่ไม่อาจสุขสมได้สักครั้ง เขาไม่คิดหรอกว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่จะเป็นโรคประหลาดอันใด
เขาปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนเองออกจนเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าเอนกายลงบนเตียงนอน ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยกล้ามมัดแน่นสมกับเป็น แม่ทัพ มือหนาเคลื่อนไปกอบกุมส่วนอ่อนไหวก่อนจะค่อย ๆ รูดรั้งปลุกปั้นจนขยาย น้ำสีใสปริมออกมาจากส่วนปลายจนหยาดเยิ้ม แม่ทัพหนุ่มครางเครือได้ความเสียวซ่าน ทว่าเมื่อถึงจุดสุขสมร่างกายเหมือนถูกฉุดลงเหว ส่วนแข็งร้อนที่ตรึงแน่นจวนจะปลดปล่อยกลับเข้าสู่ภาวะหลับใหลดังเช่นเดิม
อารมณ์ของบุรุษเพศยังคงค้างไม่ได้รับการปลดปล่อย แม้ว่า แม่ทัพเลือดยังคงมุ่งมั่นเพื่อหมายให้ตนเองสุขสม เพื่อลบคำพูดของใครบางคนออกจากในหัว ทว่าครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มต้นใหม่จนสุดท้ายก็วนกลับจุดเดิม ทุกครั้ง นั่นยิ่งทำให้อารมณ์กระสันถูกแทนที่ด้วยความโมโหที่ไม่สามารถกระทำได้ดั่งใจ
ปัง !
จวนที่มีทหารเฝ้ายามอยู่เต็มทั่วทุกบริเวณ ประตูห้องนอนของ แม่ทัพเลือดกลับถูกผลักออกอย่างแรงด้วยมือของใครบางคน ร่างกำยำเปลือยเปล่าตกใจรีบหยิบอาภรณ์มาคลุมร่างกายเอาไว้ลวก ๆ ก่อนจะคว้าดาบประจำกายมาถือไว้
ใบหน้าหล่อเหลาจดจ่อเฝ้ารอผู้บุกรุกอย่างเงียบเชียบ เขาจ้องผ่านความมืดมิดไปยังประตูที่เปิดออกกว้าง เมื่อแน่ใจว่ากำลังมีใครบางคนขยับเท้าเดินเข้ามา ปลายดาบจ่อคอของผู้มาเยือนทันที
“ท่านกล้าสังหารฮูหยินของท่านหรือ” ผู้บุกรุกเอ่ยขึ้น น้ำเสียงไม่ได้มีความหวั่นเกรงคมดาบที่คอแม้แต่น้อย เขายกตะเกียงในมือขึ้นให้เห็นใบหน้างดงามแสนคุ้นเคย ดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองใบหน้าของแม่ทัพเลือดที่มีสีหน้าจริงจังไม่แพ้กัน
หยางจื่อหลงลดดาบลงทันที เมื่อเห็นว่าผู้เสียมารยาทในยามวิกาลนี้เป็นใคร
“เจ้ามาได้อย่างไร” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย เนื่องจากจวนของเขามีทหารเฝ้าตรวจตราอย่างเข้มงวด ยามวิกาลเช่นนี้หรือหากมิมีคำสั่งจากเขาก็ไม่อาจมีผู้ใดเข้ามาได้
“ข้าเดินเข้ามา ทหารของท่านมิมีใครเอ่ยสิ่งใด”
คิ้วของแม่ทัพเลือดขมวดขึ้นจนเป็นปม ใบหน้าบึ้งตึงยิ่งฉายแววไม่พอใจขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อได้ฟังอีกฝ่ายบอก นั่นหมายความว่าทหารยามของจวนเขาทำงานหละหลวม ปล่อยไว้เช่นนี้คงมิใช่ว่ามีใครก็ได้หรอกหรือสามารถบุกเข้าจวนของเขาได้อย่างอิสระ
“ท่านจะไปไหน” มือหนาถูกคว้าเอาไว้ ขณะที่หยางจื่อหลงกำลังจะเดินออกไปตรวจสอบพวกทหาร
“ข้าจะไปดูพวกทหาร ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้คนนอกเข้ามาโดยพลการเช่นนี้”
“ข้าเป็นคนนอกสำหรับท่านหรือ” น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าแฝงไปด้วยอารมณ์ตัดพ้อ ในขณะที่หยางจื่อหลงเองก็ชะงักไปเช่นกัน
“…”
“คงจะจริงอย่างที่ท่านว่า ข้าเป็นเพียงคนนอกมิใช่สตรีคนที่ท่านพากลับมาเสพสมด้วยกระมัง ข้าคงกังวลและเป็นห่วงท่านมากเกินไป เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านแล้วท่านแม่ทัพหยาง”
“ท่านเป็นอันใด” จ้าวหยุนปิงเอ่นถามทันทีที่อีกฝ่ายหันกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าหล่อเหลายามนี้ดูบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด แม้ในใจของ จ้าวหยุนปิงจะโกรธอีกฝ่าย แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่มีเหตุผล “เจ้าช่วยงานเหยียนเต๋อเสร็จแล้วหรือไม่ เช่นนั้นก็กลับจวน” “ข้ากำลังถามท่านอยู่ว่าท่านเป็นอันใด เหตุใดจึงทำเสียมารยาทเมื่อครู่” จ้าวหยุนปิงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ทว่าคนถูกถามกลับยืนนิ่งเบี่ยงใบหน้าหลบไม่กล้าสบตา นั่นจึงทำให้จ้าวหยุนปิงเริ่มที่จะโมโหขึ้นด้วยเช่นกัน “หากท่านไม่ตอบข้าก็ไม่กลับ” “ตามใจเจ้า” ทว่าหนนี้หยางจื่อหลงกลับพูดออกมาอย่างแผ่งเบา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้จ้าวหยุนปิงที่กำลังโมโหเหลือไว้เพียงความงุนงงแทน ค่ำคืนดึกสงัดจวนตระกูลหยางยังเป็นสถานที่ที่เงียบเฉียบและปลอดภัยที่สุด เจ้าของจวนอย่างหยางจื่อหลงกลับมาเพียงลำพังผิดกับตอนออกไปลิบลับ ร่างหนาค่อย ๆ ลงจากม้าส่งม้าให้กับทหารที่เข้ามารับ ก่อนจะเดินกลับเข้าจวนด้วยใบหน้าหม่นหมอง เขาทิ้งฮูหยินของตนเองไว้ที่โรงน้ำชา และหนีกลับมาอย่างไม่รีรอนั่นเพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดความไม่พอ
หยางจื่อหลงเดิมตามเสี่ยวอ้อไปยังที่นั่งรับรองพร้อมด้วยรองแม่ทัพคู่กายอย่างจิ้นเหอ ตลอดเวลาที่นั่งรอแขกในโรงน้ำชาบางคนเป็นถึงขุนนางมีชื่อเสียง เมื่อเห็นแม่ทัพเลือดก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาทักทาย “ท่านแม่ทัพหยางมาชมสาวงามด้วยหรือ” แม่ทัพหยางปรายตามองชายอ้วนท้วนที่เข้ามาทักตน เขาจำไม่ได้ว่าใครอาจจะเป็นขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเพียงแค่พยักหน้าตอบแล้วก็หันกลับมามองตรงด้านหน้าอีกครั้ง รอว่าเมื่อไหร่สาวงามที่ว่าจะออกมาเสียที “ท่านแม่ทัพหยางแต่งฮูหยินของจวนแล้ว มาเที่ยวชมสตรีอื่นเช่นนี้ มิกลัวฮูหยินน้อยใจหรือ” พูดจบชายร่างท้วมก็หัวเราะออกมาอย่างน่าเกลียด รองแม่ทัพจิ้งเหอหมายจะลุกไปจัดการเมื่อรับรู้ได้ว่าท่านแม่ทัพไม่พึงพอใจนัก ทว่าจู่ ๆ แขกในโรงน้ำชาก็เงียบลง เป็นเวลาเดียวกับที่สาวงามที่ทุกคนรอคอยกำลังก้าวเดินออกมาจากหลังม่าน จ้าวหยุนปิงบุรุษในชุดสตรีสีฟ้าอ่อน ใบหน้างดงามถูกปกปิดด้วยผ้าผืนบางอีกเช่นเคย ริมฝีปากถูกแต่งแต้มด้วยสีชาดแดงระเรื่อชวนให้มอง แม้นจะมองเห็นไม่ชัดเจน ทว่าผู้คนต่างรู้ดีว่าภายใต้ผ้าผืนนั้นสตรีตรงหน้านี้งดงามหาผู้ใดเทียม
แสงตะวันถูกแทนที่ด้วยแสงจันทรา ฮูหยินตระกูลหยางกำลังนั่งชงชาในที่ประจำของเขา โดยมีสามีตามธรรมเนียมนั่งอยู่ข้างด้านหน้าเช่นเดิม มือเรียวยื่นถ้วยชาให้สามีเป็นรอบที่สามแล้ว หยางจื่อหลงก็ยินดีที่จะรับถ้วยชามาดื่มอย่างไม่ติดขัด ถึงแม้มือหนาจะรับถ้วยน้ำชาด้วยความยินดี ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับฉายแววไม่พึงพอใจ ผิดกลับจ้าวหยุนปิงที่ยังคงยิ้มแย้มเหมือนดั่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “เจ้าจะไปจริงหรือ” ผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่พอใจเมื่อเช้าเหยียนเต๋อมาพบจ้าวหยุนปิงที่จวนและขอร้องให้ฮูหยินของตระกูลหยางไปช่วยงานที่โรงน้ำชาในค่ำนี้ เพราะเหตุว่าโรงน้ำชาเงียบเหงา สาวงามที่คอยดีดฉินเรียกแขกยามนี้หายไป อีกทั้งเวลานี้โรงน้ำชาที่เปิดใหม่ไม่ไกลนักสามารถเรียกแขกได้ดีกว่าโรงน้ำชาของเยียนเต๋อ ทำให้คุณชายเหยียนถึงกับต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากสหายสนิทถึงจวน แม้จ้าวหยุนปิงจะปฏิเสธไปแล้วก็ตาม หากแต่เหยียนเต๋อกลับตัดพ้อเสียจนฮูหยินตระกูลหยางลำคาญใจ จึงตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้ ครั้นเมื่อสามีตามธรรมเนียมกลับมา หน้าที่ของภรรยาตามธรรมเนียมคือต้องรายงานสามีเสียก่อน หากแต่แม่ทั
“ท่านมีสิ่งใดในใจหรือ ข้าพอจะช่วยได้หรือไม่” แม่ทัพหยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบตากับจ้าวหยุนปิง ก่อนจะหลบสายตาอีกครั้ง จ้าวหยุนปิงไม่ได้เร่งเร้าเพราะคิดว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูดอาจเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ย เขาจึงนั่งเงียบ ๆ เพื่อรอฟัง ลมหายใจถูกพ่นออกมาครั้งที่เท่าไหร่ไม่สามารถนับได้ หยางจื่อหลงสงบจิตใจลงบางส่วนแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นสบตาอย่างไม่ปิดบังอย่างครั้งที่แล้ว ดวงตาแน่วแน่ “หลังจากนี้เจ้าจะทำเช่นไร” คนที่นั่งรอเสียตั้งนานเกิดอาการงุนงง จ้าวหยุนปิงไม่เข้าใจความหมายที่แม่ทัพหยางจะสื่อ “ทำ? อันใดหรือ?” ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากัน หยางจื่อหลงเกิดอาการประหม่า ก่อนจะทบทวนว่าเมื่อครู่คำถามที่เอ่ยไปอาจจะไม่ชัดเจน ดังนั้นเขาจึงถามอีกครั้ง “ข้าหมายถึงเรื่องที่เจ้าเป็นฮูหยิน” เรื่องราวระหว่างเขาและจ้าวหยุนปิง ที่อีกฝ่ายขอให้เขาแต่งงานเพื่อรับเป็นฮูหยินนั้น เหตุผลก็เพียงเพราะจ้าวหยุนปิงไม่ต้องการแต่งงานกับคุณหนูเหมยอิง ทว่ายามนี้นางได้แต่งเป็นฮูหยินจวนคหบดีไปเรียบร้อยแล้ว หยางจื่อหลงคิดเรื่องนี้มาหลายวันอีกทั้งยังเรื่องโ
ใบหน้างดงามซบอยู่กับอกแกร่ง สูดดมกลิ่นหอมของผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมอย่างชอบใจ แม้นเนื้อตัวของแม่ทัพหยางยามนี้จะเต็มไปด้วยเหงื่อจนชุ่มกายก็ตามที มือเรียวยกขึ้นคล้องคออย่างที่อีกฝ่ายทำตอนที่เขาอุ้มอย่างไม่คิดขัดเขิน ตั้งแต่เรื่องราวในกระโจมจบลงด้วยการจับผู้อยู่เบื้องหลังกองกำลังของคนเถื่อน จ้าวหยุนปิงที่โดนมีดของแม่ทัพเฉินอี้ปักเข้าที่หัวไหล่พร้อมกับถูกพิษด้วยนั้น ทำเอาแม่ทัพหยางถึงกับใจเสียเมื่อต้องเห็นฮูหยินของตนเองหมดสติไปต่อหน้า ทว่าเรื่องทั้งหมดกลับไม่เป็นเช่นนั้น จ้าวหยุนปิงที่หมดสติเพราะถูกพิษกลับเป็นเพียงแค่การแสดงของอีกฝ่าย แผนการทั้งหมดถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดีไม่มีผิดพลาด หากจะพลาดอย่างเดียวก็คงตอนที่แม่ทัพเลือดไว้ใจแม่ทัพเฉินอี้มากเกินไปเท่านั้น จ้าวหยุนปิงร่วมมือวางแผนกับสามีของตนเอง สตรีที่มาพร้อมกับแม่ทัพหยางในคืนนั้นช่างบังเอิญเสียจริงที่พวกนางทำบางอย่างตกไว้ในกระโจม และเป็นไปดังที่คาดไว้สิ่งที่พวกนางนำมานั้นคือยาพิษ จ้าวหยุนปิงวางแผนใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อ และก็เป็นไปตามที่คิดแม่ทัพเฉินอี้เดินตามแผนการอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าจ้าวหยุนปิงที่เป็นฮูหยิ
“ไม่คิดว่าฮูหยินของแม่ทัพหยางจะปากกล้ามิใช่น้อย” “เจ้าอยากฟังมากกว่านี้ไหมเล่า ข้าช่วยสงเคราะห์เจ้าได้”“ฮ่า…อยากพูดอันใดก็แล้วแต่เจ้าเถิด สามีเจ้ามาเมื่อใดทั้งเจ้าและแม่ทัพหยางจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก” มือสองข้างที่ถูกมัดไว้ด้านหลังกำแน่น จ้าวหยุนปิงแค้นเคืองอย่างมากแต่มีหรือที่เขาจะยอมให้อีกฝ่ายทำอันใดสามีตามธรรมเนียมของเขา กว่าเจ้าตัวจะยอมรับเขาเป็นฮูหยินนั้นยากเย็นเสียเหลือเกิน หากทุกอย่างที่เขาเพียรทำลงไปต้องจบลงเพียงเพราะคนชั่วช้าเช่นนี้ ก็อย่าได้เอ่ยชื่อว่า จ้าวหยุนปิงอีกเด็ดขาด ชายหนุ่มนึกในใจแม้ว่าตอนนี้จะทำได้เพียงนั่งนิ่ง ๆ ก็ตามที“เจ้าก็แค่แม่ทัพหรือไม่ก็ทหารปลายแถวที่ไร้ความสามารถ มิเช่นนั้นเจ้าคงมิต้องใช้วิธีต่ำช้าเลวทรามเช่นนี้หรอก”“นกที่ตื่นเช้าย่อมจับหนอนได้ก่อนเจ้ามิรู้หรือ ข้าก็แค่ชิงลงมือก่อนที่แม่ทัพหยางจะรู้ตัวก็เท่านั้น” “เจ้าเป็นได้แค่ตั๊กแตนจับจักจั่นเท่านั้น หารู้ไม่ว่าข้างหลังยังมีนกขมิ้นอีกตัว” จ้าวหยุนปิงแสยะยิ้มอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เขามิได้มองใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นให้เสียสายตา ดวงตาเรียวจ้องมองไปด้านหลังที่ยามนี้ปรากฏคนที่เขาเฝ้ารออยู่ ปลายดาบคมจ่อ







