Masukสยบรักแม่ทัพเลือด
01
ปัง!
ประตูถูกเปิดออกจากคนด้านนอกอย่างแรง เจ้าของห้องเช่นจ้าวหยุนปิงกำลังนั่งอ่านตำราแพทย์อยู่ละสายตาขึ้นมองบุคคลที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องเล็กน้อย แม้ไม่ค่อยพอใจแต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยต่อว่าอันใดออกไป เพียงแค่รู้สึกไม่พอใจเท่านั้น
“ข้าให้เจ้าอยู่ที่นี่ก็จริง แต่เจ้าเองควรช่วยข้าทำงานด้วยเช่นกัน มิใช่นั่งอยู่เฉย ๆ เช่นนี้” คนไร้มารยาทในสายตาจ้าวหยุนปิงสาดคำบ่นทันทีเมื่อเจอหน้า โดยไม่ได้สนใจสายตาเคือง ๆ ของจ้าวหยุนปิงแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังถือวิสาสะเดินตรงมาดึงตำราออกจากมือจ้าวหยุนปิงไปเสียดื้อ ๆ อีก
จ้าวหยุนปิงปรายตามองชายหนุ่มที่กำลังเดินวนไปวนมาพร้อมทั้งโบกพัดในมือไปมาราวกับอากาศยามนี้ร้อนเสียเหลือเกิน แม้จะรู้สึกขัดใจที่อีกฝ่ายดึงตำราออกจากมือทว่าเขาก็มิได้สนใจเท่าใดนัก จ้าวหยุนปิงเพียงแค่ละสายตาแล้วเปลี่ยนมารินน้ำชาใส่ถ้วยก่อนจะยกขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์
“ต้องให้ข้าบ่นอีกกี่พันครั้งกัน เจ้าควรช่วยข้าทำมาหากินสักที ดูสิเจ้าวัน ๆ เอาแต่อ่านตำราแล้วไหนเลยจะสมุนไพรพวกนี้ที่เจ้าขนมาอีก เจ้าเห็นโรงน้ำชาของข้าเป็นโรงหมอหรืออย่างไรกัน”
“ดื่มชาก่อน” จ้าวหยุนปิงยื่นถ้วยน้ำชาให้ชายหนุ่มตรงหน้า
“ขอบใจ” คนกำลังบ่นว่านั่งลงแล้วรับถ้วยน้ำชามาอย่างลืมตัว “หอมดีจริง เจ้าใส่อันใดลงไปหรือ ข้ารู้สึกไม่ค่อยคุ้นเลย”
“ยาสงบใจ”
“นี่เจ้า! จ้าวหยุนปิงนี่เจ้ากล้าล้อเล่นกับข้าหรือ หึ อย่าลืมหากไม่มีข้าเจ้าคงได้เป็นขอทานไปแล้ว”
“เหยียนเต๋อ เจ้าควรพูดให้น้อยลงกว่านี้” เหยียนเต๋อได้ยินก็หางคิ้วกระตุก แม้คนที่กล้าต่อว่าเขาจะเป็นสหายรักที่เติบโตด้วยกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ต่อให้เหยียนเต๋อรู้ดีว่าสหายของเขาเป็นคนเช่นไร จะให้ทำใจไม่โกรธก็คงไม่ได้
“ข้าเป็นคนช่วยเจ้าไว้นะเจ้าควรจะขอบคุณข้าจึงจะถูกต้อง มิใช่ด่าข้า” เหยียนเต๋อตัดพ้อ หันหน้าหนีไปอีกทาง จ้าวหยุนปิงมองดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายโกรธตนเองมากเพียงใด เพียงแต่เขากลับมองมันเป็นเรื่องธรรมดา
“ก็ได้ คืนนี้ข้าจะลงไปช่วยเจ้า”
ครั้นได้ยินที่จ้าวหยุนปิงเอ่ย ใบหน้าที่บึ้งตึงในคราแรกก็หายวับไปในทันที เหยียนเต๋อรีบคว้ามือของจ้าวหยุนปิงขึ้นมากุมไว้แนบอก พร้อมกับส่งสายตาแวววาวมองหน้าจ้าวหยุนปิงอย่างไม่ปิดบัง “เจ้ารับปากแล้วห้ามคืนคำ ไว้ค่ำ ๆ ข้าจะให้คนเตรียมชุดมาให้เจ้า” พูดจบเจ้าตัวก็เดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี ผิดกับตอนเข้ามาอย่างลิบลับ
จ้าวหยุนปิงมองท่าทีของสหายแล้วถึงกับถอนหายใจ คิดว่าเมื่อครู่เขาไม่ควรเอ่ยสิ่งนั้นออกไปเสียจริง ๆ
ตกค่ำเหยียนเต๋อกลับมาพร้อมกับอาภรณ์และเครื่องแต่งกายเต็มมือ คราแรกเขาว่าจะให้บ่าวใช้นำมาให้จ้าวหยุนปิงเอง แต่พอคิดดูอีกทีสหายคนนี้คงไม่มีทางทำตามที่เขาสั่งไว้เป็นแน่ ดังนั้นคนที่นำอาภรณ์มาให้จึงเป็นเหยียนเต๋อและเขาก็ลงมือแต่งกายให้กับจ้าวหยุนปิงเองกับมือเสียด้วย
“ว้าว เจ้าดูดีจนข้าตกใจเชียวละ” เหยียนเต๋อกล่าวชมขณะที่เดินเข้ามาดูผลงานของตนเอง ไม่เสียแรงที่เขาลงทุนซื้ออาภรณ์ใหม่ให้กับสหายรัก เหยียนเต๋อโบกพัดเดินวนรอบตัวจ้าวหยุนปิงพลางหยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ข้าไม่ชอบสักนิด”
“มันเหมาะกับเจ้าที่สุดแล้ว เอาเถิดถือว่าทำเพื่อข้าสักครั้งแล้วกัน”
จ้าวหยุนปิงลอบถอนหายใจ ครั้งนี้เขาจะถือว่าทำเพื่อสหายของเขาก็แล้วกัน
“ไปกันเถิด ข้าอดใจรอไม่ไหวแล้ว” เหยียนเต๋อพูดจบก็เดินนำออกไป จ้าวหยุนปิงเองก็จำใจเดินตามไปเช่นกัน ระหว่างทางเหมือนเขาจะได้ยินเหยียนเต๋อพร่ำเพ้ออะไรสักอย่าง แล้วจู่ ๆ เขาก็รู้สึกเย็นวาบแปลก ๆ ที่หลังคอขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
ค่ำคืนนี้เป็นไปอย่างที่เหยียนเต๋อคำนวณไว้ การให้จ้าวหยุนปิงแต่งกายเป็นสาวงามเพื่อเรียกแขกในวันนี้ได้ผล ถึงแม้นปกติกิจการโรงน้ำชาที่เหยียนเต๋อดูแลอยู่จะมีแขกมากมายอยู่แล้วก็ตาม เหยียนเต๋อมองมายังสหายอย่างอิ่มเอมใจ
เห็นทีวันนี้เขาคงได้กำไรมิใช่น้อย คิดได้เช่นนั้นใบหน้าหล่อเหลาก็แย้มยิ้มกว้างขึ้นไปอีก
ร่างบุรุษผอมบางเมื่ออยู่ในอาภรณ์สีน้ำเงินยิ่งขับให้ผิวพรรณดูเด่นยิ่งขึ้น เรือนผมสีดำสนิทที่ถูกปล่อยสยาย รับกับเครื่องหน้างดงามที่ถูกซ้อนไว้ภายใต้ผ้าคลุมผืนบางเป็นอย่างดี แม้เป็นบุรุษได้มองเพียงแค่ดวงตาเรียวดุจหงส์ก็มิอาจปกปิดความงดงามนั้นไปได้
จ้าวหยุนปิงอึดอัดไม่น้อยกับสายตาผู้คนยามจับจ้อง มองมายังเขา ทว่าเมื่อรับปากแล้วเขาก็ต้องทำ จ้าวหยุนปิงเดินช้า ๆ ไปยังลานแสดงเล็ก ๆ กลางโรงน้ำชาที่พวกสตรีใช้ผลัดเปลี่ยนกันมาให้ความรื่นรมย์แก่แขก การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของจ้าวหยุนปิงเรียกสายตาจากผู้คนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเดิน หรือแม้กระทั่งคิ้วขมวดเป็นปมอยู่ในยามนี้ ดูอย่างไรก็เต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูยากจะอธิบาย
นิ้วเรียววางแนบบนกู่ฉินตรงหน้า จ้าวหยุนปิงปรายตามองรอบ ๆ เล็กน้อย ก่อนจะเริ่มขยับนิ้วเรียวบรรเลงเพลงกู่ฉินที่ได้ร่ำเรียนมา ทันทีที่นิ้วสัมผัสลงบนสายกู่ฉิน ท่วงทำนองไพเราะก็ดังขึ้นสะกดผู้คนให้เหมือนดั่งต้องมนต์ นิ้วเรียวพลิ้วไหวราวกับกำลังร่ายรำไปตามบทเพลง ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุย ภายในโรงน้ำชายามนี้มีเพียงแค่เสียงกู่ฉินที่ไหลลื่นราวกับสายน้ำ
แม่ทัพเลือดแห่งต้าฉีรู้สึกคุ้นเคยบุรุษเครื่องหน้าหล่อเหลา ทันทีที่เสียงกู่ฉินบรรเลงสายตาของเขาก็ถูกตรึงไว้กับคนตรงลานกว้าง ถูกสะกด ถูกมอมเมาไปกับเสียงบรรเลงและท่วงท่าพลิ้วไหว ความหงุดหงิดใจที่ถูกรองแม่ทัพคนสนิทบังคับให้มาพลันหายวับ จิตใจที่ขุ่นมัวเพราะไม่ชอบสถานที่เริงรมย์อยู่ก่อนพลันโลดแล่นเบิกบานขึ้นมาทันที
หยางจื่อหลงไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้มานานมาก เขาอยู่แต่สนามรบเต็มไปด้วยเลือดและศพ ที่ผ่านมาใช้ชีวิตอยู่แต่ชายแดน หลับนอนกลางป่ากลางเขา ถึงพวกเหล่าทหารจะจัดหาสาวงามมาให้เขาแทบไม่ขาด ทว่ามันกลับไม่ได้เติมเต็มเขาแม้แต่น้อย
แม่ทัพเลือดตกอยู่ในภวังค์จนกระทั่งเพลงกู่ฉินจบลง ผู้คนในร้านต่างปรบมือให้กับการแสดงของสาวงามในอาภรณ์สีน้ำเงิน ไม่เว้นแม้กระทั่งหยางจื่อหลง เขาจ้องมองหญิงสาวที่โค้งให้กับแขกที่ชมการแสดง ก่อนจะเดินหลบผู้คนเข้าไปด้านในจนลับสายตา
“ท่านแม่ทัพ เชิญทางนี้ข้าเตรียมห้องพิเศษไว้ให้ท่านแล้ว” รองแม่ทัพจิ้นเหอเรียกสติของหยางจื่อหลงกลับมา แม่ทัพเลือดละสายตากลับมามองพยักหน้ารับรู้แล้วเดินตามจิ้นเหอไป
“ข้าน้อยเหยียนเต๋อยินดีต้อนรับท่านแม่ทัพ” เมื่อถึงหน้าประตูห้อง เหยียนเต๋อที่ยืนรออยู่ก่อนเอ่ยก็เอ่ยทัก เขาส่งสายตาให้กับจิ้นเหอก่อนจะเปิดประตูเชิญหยางจื่อหลงให้เข้าไปด้านใน “เชิญท่านแม่ทัพด้านใน”
พอลับสายตาจากหยางจื่อหลง เหยียนเต๋อก็รับถุงเงินจำนวนหนึ่งจากจิ้นเหอทันที
“ขอให้พวกท่านสนุกสุขสำราญให้เต็มที่ ข้าน้อยขอตัวก่อน ขาดเหลือสิ่งใดข้าน้อยจะรีบนำหามาให้” เขาขยิบตาให้กับจิ้นเหอ ส่วนจิ้นเหอก็ขยิบตาตอบกลับเช่นกัน เหยียนเต๋อรีบเดินจากมาทันที
ภายในห้องที่หยางจื่อหลงเดินเข้ามา อบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด เขาไม่เคยรู้สึกโล่งสบายเช่นนี้มาก่อน ทว่าเมื่อเข้ามาด้านในเขากลับไม่เห็นเหล่าทหารที่มาด้วยแม้แต่คนเดียว
“ท่านเป็นอันใดมา” น้ำเสียงนุ่มลึกเอ่ยถาม หยางจื่อหลงมองไปยังต้นเสียงหลังผ้าม่านผืนบางที่เขาไม่ได้สังเกตตั้งแต่ตอนเข้ามา ไม่ทันได้เอ่ยตอบอันใดร่างสตรีที่อยู่ในอาภรณ์สีน้ำเงินที่เขาจับจ้องตอนบรรเลงเพลงกู่ฉินก็ค่อย ๆ เดินออกมาหา ผ้าคลุมที่ปิดปังใบหน้าถูกปลดออก หยางจื่อหลงเบิกตา ยิ่งได้เห็นความงดงามนั้นชัด ๆ ยิ่งถึงกับต้องตกใจอีกครั้ง
“ข้าถามว่าท่านเป็นอันใดมา” จ้าวหยุนปิงถามซ้ำพร้อมกับมองบุคคลตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ บ่อยครั้งที่จ้าวหยุนปิงต้องพบเจอกับคนประหลาดพวกนี้ บางคนก็ทำสีหน้าตื่นตะลึงราวกับเห็นผีปีศาจ บางคนก็ตกอยู่ในภวังค์ราวกับหลงลืมสติ
น่าเบื่อเหลือเกิน…
“ขออภัยแม่นางด้วย ข้าอาจจะเข้าห้องผิด” หยางจื่อหลงได้สติพลันกล่าวขอโทษ
เมื่อได้รับคำตอบจากอีกฝ่ายก็ทำเอาจ้าวหยุนปิงขมวดคิ้ว ‘เข้าห้องผิดได้อย่างไรกัน ห้องข้ามิใช่ที่ที่ใคร ๆ จะเข้าออกก็ได้’
“ข้าเป็นบุรุษ อีกอย่างท่านคงไม่ได้เข้าห้องผิด ห้องข้ามิใช่ผู้ใดจะสามารถเข้าออกได้ตามชอบใจ” จ้าวหยุนปิงอธิบาย ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะน้ำชาที่ประจำของเขา มือคู่ที่บรรเลงกู่ฉินค่อย ๆ ชงชาอย่างชำนาญ ก่อนจะเอ่ยเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลงเช่นกัน “เชิญท่านนั่งลงก่อนเถิด ข้าไม่อยากเหงยหน้าพูดคุยกับท่านอยู่ตลอดเช่นนี้ และท่านเองก็คงอยากจะนั่งพูดคุยกับข้ามากกว่าใช่หรือไม่”
หยางจื่อหลงนั่งลงอย่างว่าง่าย ไม่ขัด เขามองมือเรียวชงชาอย่างเพลิดเพลิน ไม่นานกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาก็ลอยออกมาพร้อมกับถ้วยชาที่ยืนมาตรงหน้าเขา มือหนารับเอาไว้ก่อนจะยกขึ้นจิบช้า ๆ รสชาติของชาไม่ได้ฟาดลิ้นอย่างที่เขาเคยดื่ม กลิ่นมันกลับนุ่มละมุนและให้ความรู้สึกผ่อนคลายจนเขาเผลอดื่มไปจนหมด
“ข้ารู้สึกคุ้นหน้าแม่นางนัก เหมือนเคยพบเจอที่ใดมาก่อน”
“ข้าเป็นบุรุษ ต้องให้ข้าอธิบายอย่างไรท่านถึงจะเข้าใจ หน้าตาธรรมดาเช่นข้าคงพบเจอได้ทั่วไปนั่นแหละท่านอย่าได้ใส่ใจเลย เล่าอาการของท่านมาเถิด ข้าจะช่วยรักษาให้” จ้าวหยุนปิงตอบปัด ๆ พร้อมกับรินน้ำชาเพิ่มลงในถ้วย ทว่าคนตรงหน้ากลับมีสีหน้าคล้ายงงงวยไม่เข้าใจบางสิ่ง
“เจ้าหมายความว่าสิ่งใด อาการอันใดหรือ”
“ก็ท่านมาหาข้าเพื่อรักษาอาการป่วยมิใช่หรอกหรือ บอกข้ามาเถิดมิต้องอายสิ่งใด ข้าย่อมต้องเก็บเป็นความลับ”
“ข้ามิได้ป่วย ดูท่าแม่นางคงเข้าใจผิดแล้ว”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นเหตุใดท่านจึงเข้ามาที่นี่ได้”
“ข้าอาจจะเข้าห้องผิด ต้องอภัยแม่นางจริง ๆ ขอบคุณสำหรับชา” หยางจื่อหลงโค้งให้กับจ้าวหยุนปิง เอ่ยขอโทษแล้วลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป ทว่ากลับถูกจ้าวหยุนปิงเดินมาดักหน้าไว้เสียก่อน
ใบหน้างดงามในยามนี้อยู่ในอารมณ์ไม่พอใจ คิ้วเรียวขมวดขึ้นเพราะความสงสัยทว่ากลับเจือไปด้วยความโกรธ เขาไม่เคยเจอผู้ใดพูดไม่ฟังความเช่นนี้มาก่อน เขาย้ำกี่ครั้งแล้วว่าตนเองเป็นบุรุษมิใช่สตรี หากแต่คงตรงหน้ากลับเรียกเขาว่าแม่นางอยู่ร่ำไป
มือเรียวจับแขนของแม่ทัพเลือดเอาไว้ ก่อนจะจับมือหนาให้ล้วงเข้าไปในสาบเสื้อของตน หยางจื่อหลงตัวแข็งทื่อตกใจจนเบิกตากว้างเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกระทำอุกอาจเช่นนี้ มือหยาบหนาถูกบังคับให้ลูบผ่านแผงอกแบนราบ ก่อนที่จ้าวหยุนปิงจะค่อย ๆ เคลื่อนมือลงต่ำไปยังแก่นกายของตนเอง เมื่อสัมผัสอยู่สักพักก็สะบัดมือหนาทิ้งทันที
“เข้าใจแล้วหรือไม่ ว่าข้าเป็นบุรุษมิใช่สตรี”
“เจ้า!!” หยางจื่อหลงตัวแข็งทื่อ โกรธเกรี้ยวแต่ไม่อาจกระทำสิ่งใดได้ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำดวงตายังเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“เชิญท่านนั่งลงก่อน ข้าพอรู้สาเหตุที่ท่านป่วยแล้ว” จ้าวหยุนปิงไม่สนอาการตื่นตะลึงของอีกฝ่าย เขาเดินกลับมานั่งที่เดิม รินน้ำชาขึ้นดื่มราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ข้ามิได้ป่วย” หยางจื่อหลงปฏิเสธเสียงแข็ง เขามิได้ป่วยเหตุใดจึงกล่าวหาว่าเขาป่วย และเหมือนแม่ทัพเลือดจะนึกบางอย่างออก “หึ หรือที่แท้เจ้าก็คือหมอเถื่อน เปิดโรงน้ำชาบังหน้า ใช้ใบหน้าล่อลวงผู้คน”
“รวมถึงท่านด้วยหรือไม่” ไม่ได้ตื่นตระหนกกับคำพูดของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย จ้าวหยุนปิงยังคงผ่อนคลายอารมณ์เช่นเคย
“ข้าสามารถจับเจ้าส่งทางการได้”
“แม่ทัพเลือดแห่งต้าฉี เหตุผลที่ท่านมิยอมแต่งฮูหยินนั้น นั่นคือความลับของท่าน” จ้าวหยุนปิงช้อนสายตามองพร้อมกับหยักยิ้มบาง ๆ
“ข้ามิมีความลับใด”
“ท่านแน่ใจหรือว่าท่านไม่มีความลับ ข้าเป็นหมอท่านโกหกข้าได้อย่างนั้นหรือ” คิ้วหนาเริ่มขมวดให้กับคำพูดของจ้าวหยุนปิง แม้ลึก ๆ รู้สึกในใจว่าอีกฝ่ายกำลังหมายถึงอะไรแต่หยางจื่อหลงกลับไม่อยากยอมรับ
“เจ้าต้องการสิ่งใด” จ้าวหยุนปิงยิ้มบาง ๆ พึงพอใจที่อีกฝ่ายยอมอ่อนข้อลงมาบ้าง เขาไม่ได้ตอบในทันที กลับนิ่งเงียบจิบชาอย่างเฉยเมยทิ้งให้อีกฝ่ายรอคำตอบจนเริ่มแสดงอาการหงุดหงิด
แม้ท่วงท่าอิริยาบถของจ้าวหยุนปิงจะน่ามองเพียงใด หยางจื่อหลงที่เคยเผลอไผลไปกับสิ่งเหล่านั้น กลับมองว่าที่การกระทำทั้งหมดนั่นเป็นเพียงวิธีล่อลวงเขา ใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงเจือสีแดงระเรื่ออยู่หันหนีไปอีกทาง เพราะไม่อยากตกอยู่ในความควบคุมของอีกฝ่าย
“รับข้าเป็นฮูหยิน แล้วข้าจะช่วยรักษาท่านเป็นการตอบแทน” หยางจื่อหลงยิ่งกว่าตกใจ ไม่คาดคิดว่าจ้าวหยุนปิงหมอเถื่อนผู้นี้จะต้องการแต่งเข้าจวนของตน คิ้วหนาที่ขมวดอยู่ก่อนแล้วขมวดเข้าไปอีก
“ข้าไม่จำเป็นต้องมีฮูหยิน และข้าก็มิได้ป่วยอย่างที่เจ้าว่า หากไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอตัวก่อน เรื่องที่เจ้าเปิดโรงน้ำชาบังหน้าข้าจะไม่แจ้งทางการ” หยางจื่อหลงปฏิเสธทันที เรื่องแต่งฮูหยินเป็นเรื่องใหญ่ เขาไม่อาจยอมรับโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี อีกทั้งอีกฝ่ายเป็นบุรุษยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ แม้หมอเถื่อนตรงหน้าเขาจะงดงามยิ่งกว่าสตรีก็ตามที อย่างไรเสียฮูหยินของเขาก็ต้องเป็นสตรีเท่านั้น
แม่ทัพเลือดหมุนกายหันเดินกลับไปยังประตู ทว่ากลับต้องหยุดลงด้วยเพราะคำพูดไล่ตามหลังของจ้าวหยุนปิง
“ท่านแน่ใจหรือว่าอยากเป็นเช่นนี้ตลอดไป ท่านสุขสมล่าสุดเมื่อใดกันนะ เอาเถิดไว้หากท่านเปลี่ยนใจ ข้ายินดีต้อนรับท่านเสมอ”
ประตูก็ถูกปิดลงอย่างแรงเมื่อจ้าวหยุนปิงพูดจบ ทว่าบุรุษใบหน้างดงามไม่ได้ใส่ใจ เขาเพียงแค่เผยรอยยิ้มบาง ๆ ก็เท่านั้น
“ท่านเป็นอันใด” จ้าวหยุนปิงเอ่นถามทันทีที่อีกฝ่ายหันกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าหล่อเหลายามนี้ดูบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด แม้ในใจของ จ้าวหยุนปิงจะโกรธอีกฝ่าย แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่มีเหตุผล “เจ้าช่วยงานเหยียนเต๋อเสร็จแล้วหรือไม่ เช่นนั้นก็กลับจวน” “ข้ากำลังถามท่านอยู่ว่าท่านเป็นอันใด เหตุใดจึงทำเสียมารยาทเมื่อครู่” จ้าวหยุนปิงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ทว่าคนถูกถามกลับยืนนิ่งเบี่ยงใบหน้าหลบไม่กล้าสบตา นั่นจึงทำให้จ้าวหยุนปิงเริ่มที่จะโมโหขึ้นด้วยเช่นกัน “หากท่านไม่ตอบข้าก็ไม่กลับ” “ตามใจเจ้า” ทว่าหนนี้หยางจื่อหลงกลับพูดออกมาอย่างแผ่งเบา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้จ้าวหยุนปิงที่กำลังโมโหเหลือไว้เพียงความงุนงงแทน ค่ำคืนดึกสงัดจวนตระกูลหยางยังเป็นสถานที่ที่เงียบเฉียบและปลอดภัยที่สุด เจ้าของจวนอย่างหยางจื่อหลงกลับมาเพียงลำพังผิดกับตอนออกไปลิบลับ ร่างหนาค่อย ๆ ลงจากม้าส่งม้าให้กับทหารที่เข้ามารับ ก่อนจะเดินกลับเข้าจวนด้วยใบหน้าหม่นหมอง เขาทิ้งฮูหยินของตนเองไว้ที่โรงน้ำชา และหนีกลับมาอย่างไม่รีรอนั่นเพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดความไม่พอ
หยางจื่อหลงเดิมตามเสี่ยวอ้อไปยังที่นั่งรับรองพร้อมด้วยรองแม่ทัพคู่กายอย่างจิ้นเหอ ตลอดเวลาที่นั่งรอแขกในโรงน้ำชาบางคนเป็นถึงขุนนางมีชื่อเสียง เมื่อเห็นแม่ทัพเลือดก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาทักทาย “ท่านแม่ทัพหยางมาชมสาวงามด้วยหรือ” แม่ทัพหยางปรายตามองชายอ้วนท้วนที่เข้ามาทักตน เขาจำไม่ได้ว่าใครอาจจะเป็นขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเพียงแค่พยักหน้าตอบแล้วก็หันกลับมามองตรงด้านหน้าอีกครั้ง รอว่าเมื่อไหร่สาวงามที่ว่าจะออกมาเสียที “ท่านแม่ทัพหยางแต่งฮูหยินของจวนแล้ว มาเที่ยวชมสตรีอื่นเช่นนี้ มิกลัวฮูหยินน้อยใจหรือ” พูดจบชายร่างท้วมก็หัวเราะออกมาอย่างน่าเกลียด รองแม่ทัพจิ้งเหอหมายจะลุกไปจัดการเมื่อรับรู้ได้ว่าท่านแม่ทัพไม่พึงพอใจนัก ทว่าจู่ ๆ แขกในโรงน้ำชาก็เงียบลง เป็นเวลาเดียวกับที่สาวงามที่ทุกคนรอคอยกำลังก้าวเดินออกมาจากหลังม่าน จ้าวหยุนปิงบุรุษในชุดสตรีสีฟ้าอ่อน ใบหน้างดงามถูกปกปิดด้วยผ้าผืนบางอีกเช่นเคย ริมฝีปากถูกแต่งแต้มด้วยสีชาดแดงระเรื่อชวนให้มอง แม้นจะมองเห็นไม่ชัดเจน ทว่าผู้คนต่างรู้ดีว่าภายใต้ผ้าผืนนั้นสตรีตรงหน้านี้งดงามหาผู้ใดเทียม
แสงตะวันถูกแทนที่ด้วยแสงจันทรา ฮูหยินตระกูลหยางกำลังนั่งชงชาในที่ประจำของเขา โดยมีสามีตามธรรมเนียมนั่งอยู่ข้างด้านหน้าเช่นเดิม มือเรียวยื่นถ้วยชาให้สามีเป็นรอบที่สามแล้ว หยางจื่อหลงก็ยินดีที่จะรับถ้วยชามาดื่มอย่างไม่ติดขัด ถึงแม้มือหนาจะรับถ้วยน้ำชาด้วยความยินดี ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับฉายแววไม่พึงพอใจ ผิดกลับจ้าวหยุนปิงที่ยังคงยิ้มแย้มเหมือนดั่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “เจ้าจะไปจริงหรือ” ผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่พอใจเมื่อเช้าเหยียนเต๋อมาพบจ้าวหยุนปิงที่จวนและขอร้องให้ฮูหยินของตระกูลหยางไปช่วยงานที่โรงน้ำชาในค่ำนี้ เพราะเหตุว่าโรงน้ำชาเงียบเหงา สาวงามที่คอยดีดฉินเรียกแขกยามนี้หายไป อีกทั้งเวลานี้โรงน้ำชาที่เปิดใหม่ไม่ไกลนักสามารถเรียกแขกได้ดีกว่าโรงน้ำชาของเยียนเต๋อ ทำให้คุณชายเหยียนถึงกับต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากสหายสนิทถึงจวน แม้จ้าวหยุนปิงจะปฏิเสธไปแล้วก็ตาม หากแต่เหยียนเต๋อกลับตัดพ้อเสียจนฮูหยินตระกูลหยางลำคาญใจ จึงตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้ ครั้นเมื่อสามีตามธรรมเนียมกลับมา หน้าที่ของภรรยาตามธรรมเนียมคือต้องรายงานสามีเสียก่อน หากแต่แม่ทั
“ท่านมีสิ่งใดในใจหรือ ข้าพอจะช่วยได้หรือไม่” แม่ทัพหยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบตากับจ้าวหยุนปิง ก่อนจะหลบสายตาอีกครั้ง จ้าวหยุนปิงไม่ได้เร่งเร้าเพราะคิดว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูดอาจเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ย เขาจึงนั่งเงียบ ๆ เพื่อรอฟัง ลมหายใจถูกพ่นออกมาครั้งที่เท่าไหร่ไม่สามารถนับได้ หยางจื่อหลงสงบจิตใจลงบางส่วนแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นสบตาอย่างไม่ปิดบังอย่างครั้งที่แล้ว ดวงตาแน่วแน่ “หลังจากนี้เจ้าจะทำเช่นไร” คนที่นั่งรอเสียตั้งนานเกิดอาการงุนงง จ้าวหยุนปิงไม่เข้าใจความหมายที่แม่ทัพหยางจะสื่อ “ทำ? อันใดหรือ?” ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากัน หยางจื่อหลงเกิดอาการประหม่า ก่อนจะทบทวนว่าเมื่อครู่คำถามที่เอ่ยไปอาจจะไม่ชัดเจน ดังนั้นเขาจึงถามอีกครั้ง “ข้าหมายถึงเรื่องที่เจ้าเป็นฮูหยิน” เรื่องราวระหว่างเขาและจ้าวหยุนปิง ที่อีกฝ่ายขอให้เขาแต่งงานเพื่อรับเป็นฮูหยินนั้น เหตุผลก็เพียงเพราะจ้าวหยุนปิงไม่ต้องการแต่งงานกับคุณหนูเหมยอิง ทว่ายามนี้นางได้แต่งเป็นฮูหยินจวนคหบดีไปเรียบร้อยแล้ว หยางจื่อหลงคิดเรื่องนี้มาหลายวันอีกทั้งยังเรื่องโ
ใบหน้างดงามซบอยู่กับอกแกร่ง สูดดมกลิ่นหอมของผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมอย่างชอบใจ แม้นเนื้อตัวของแม่ทัพหยางยามนี้จะเต็มไปด้วยเหงื่อจนชุ่มกายก็ตามที มือเรียวยกขึ้นคล้องคออย่างที่อีกฝ่ายทำตอนที่เขาอุ้มอย่างไม่คิดขัดเขิน ตั้งแต่เรื่องราวในกระโจมจบลงด้วยการจับผู้อยู่เบื้องหลังกองกำลังของคนเถื่อน จ้าวหยุนปิงที่โดนมีดของแม่ทัพเฉินอี้ปักเข้าที่หัวไหล่พร้อมกับถูกพิษด้วยนั้น ทำเอาแม่ทัพหยางถึงกับใจเสียเมื่อต้องเห็นฮูหยินของตนเองหมดสติไปต่อหน้า ทว่าเรื่องทั้งหมดกลับไม่เป็นเช่นนั้น จ้าวหยุนปิงที่หมดสติเพราะถูกพิษกลับเป็นเพียงแค่การแสดงของอีกฝ่าย แผนการทั้งหมดถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดีไม่มีผิดพลาด หากจะพลาดอย่างเดียวก็คงตอนที่แม่ทัพเลือดไว้ใจแม่ทัพเฉินอี้มากเกินไปเท่านั้น จ้าวหยุนปิงร่วมมือวางแผนกับสามีของตนเอง สตรีที่มาพร้อมกับแม่ทัพหยางในคืนนั้นช่างบังเอิญเสียจริงที่พวกนางทำบางอย่างตกไว้ในกระโจม และเป็นไปดังที่คาดไว้สิ่งที่พวกนางนำมานั้นคือยาพิษ จ้าวหยุนปิงวางแผนใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อ และก็เป็นไปตามที่คิดแม่ทัพเฉินอี้เดินตามแผนการอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าจ้าวหยุนปิงที่เป็นฮูหยิ
“ไม่คิดว่าฮูหยินของแม่ทัพหยางจะปากกล้ามิใช่น้อย” “เจ้าอยากฟังมากกว่านี้ไหมเล่า ข้าช่วยสงเคราะห์เจ้าได้”“ฮ่า…อยากพูดอันใดก็แล้วแต่เจ้าเถิด สามีเจ้ามาเมื่อใดทั้งเจ้าและแม่ทัพหยางจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก” มือสองข้างที่ถูกมัดไว้ด้านหลังกำแน่น จ้าวหยุนปิงแค้นเคืองอย่างมากแต่มีหรือที่เขาจะยอมให้อีกฝ่ายทำอันใดสามีตามธรรมเนียมของเขา กว่าเจ้าตัวจะยอมรับเขาเป็นฮูหยินนั้นยากเย็นเสียเหลือเกิน หากทุกอย่างที่เขาเพียรทำลงไปต้องจบลงเพียงเพราะคนชั่วช้าเช่นนี้ ก็อย่าได้เอ่ยชื่อว่า จ้าวหยุนปิงอีกเด็ดขาด ชายหนุ่มนึกในใจแม้ว่าตอนนี้จะทำได้เพียงนั่งนิ่ง ๆ ก็ตามที“เจ้าก็แค่แม่ทัพหรือไม่ก็ทหารปลายแถวที่ไร้ความสามารถ มิเช่นนั้นเจ้าคงมิต้องใช้วิธีต่ำช้าเลวทรามเช่นนี้หรอก”“นกที่ตื่นเช้าย่อมจับหนอนได้ก่อนเจ้ามิรู้หรือ ข้าก็แค่ชิงลงมือก่อนที่แม่ทัพหยางจะรู้ตัวก็เท่านั้น” “เจ้าเป็นได้แค่ตั๊กแตนจับจักจั่นเท่านั้น หารู้ไม่ว่าข้างหลังยังมีนกขมิ้นอีกตัว” จ้าวหยุนปิงแสยะยิ้มอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เขามิได้มองใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นให้เสียสายตา ดวงตาเรียวจ้องมองไปด้านหลังที่ยามนี้ปรากฏคนที่เขาเฝ้ารออยู่ ปลายดาบคมจ่อ







