Se connecterแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องกระทบเรือนร่างบุรุษสองคนที่ตระกองกอดก่ายกันบนเตียงกว้าง แม้ทั้งคู่จะสวมอาภรณ์อยู่ทว่ากลับดูหลุดลุ่ยเสียมากกว่า เป็นจ้าวหยุนปิงที่ลืมตาตื่นขึ้นมาก่อนที่อีกคนจะรู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำ มือเรียวเกลี่ยไปตามใบหน้าหล่อเหลา ที่นอนหลับตาพริ้มเพราะความเหนื่อยล้าจากเมื่อคืน จ้าวหยุนปิงคลี่ยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกถึง
เมื่อคืนพวกเขามิได้ร่วมรักดังที่ควรจะเป็น เขาเพียงแค่ช่วยให้ต่างฝ่ายต่างสุขสมเพียงเท่านั้น ทว่าแม้ไม่อาจเป็นของกันและกันกลับทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
ร่างหนาที่ถูกรบกวนเริ่มรู้สึกตัว สะบัดใบหน้าหนีพร้อมกับส่งเสียงเบา ๆ อย่างไม่พอใจ ครั้นนึกขึ้นได้แม่ทัพหยางจึงลืมตาขึ้น ทันทีที่ลืมตาได้ภาพในหัวเรื่องราวเมื่อคืนก็ชัดเจน ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มเห่อร้อนและขึ้นสีแดงระเรื่อ สัมผัสอุ่นร้อนจากมือของจ้าวหยุนปิงที่ปรนเปรอความสุขสมให้เขาจนแทบขาดใจ ยังคงยังรู้สึกอยู่ อีกทั้งเขายังเผลอลืมไปเสียแล้วว่าเจ้าตัวก็ยังอยู่ที่นี่
“เหตุใดเจ้ายังไม่กลับไปอีก” หยางจื่อหลงเอ่ยไล่ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ไม่กล้ามองหน้าของอีกฝ่ายในยามนี้ด้วยซ้ำ
“ตื่นขึ้นมาก็ไล่ข้า หรือเมื่อคืนนี้ท่านไม่พอใจที่ข้าทำ” แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ทว่าจ้าวหยุนปิงทราบดีว่าแม่ทัพเลือดผู้นี้มิได้คิดเช่นนั้น เพียงแค่เห็นใบหน้าแดงระเรื่อนั่นของอีกฝ่ายก็พอที่จะเข้าใจ
“ไม่…ข้า…เจ้ามันหน้าไม่อาย” แม่ทัพหยางรู้สึกขัดเขินไม่คิดว่า จ้าวหยุนปิงจะพูดจาชวนให้คิดถึงเรื่องเมื่อคืนอีกครั้ง
“เมื่อคืนท่านเร่งเร้าให้ข้าทำต่ออีกหลาย…”
“หยุดพูดจาเลอะเลือนได้แล้ว หากเจ้าพูดอีกคำเดียวข้า…ข้าจะให้ทหารมาลากเจ้ากลับไปเสีย” หยางจื่อหลงตวาดลั่นพร้อมใบหน้าแดงก่ำ มิได้เพราะโกรธแต่เป็นเพราะจ้าวหยุนปิงยังไม่หยุดพูดถึงเรื่องน่าขายหน้า
“แปลว่าท่านไม่ปฏิเสธที่จะให้ข้าอยู่ต่อ เช่นนั้นข้าจะไม่ถูกถึงเรื่องเมื่อคืนอีก” จ้าวหยุนปิงรับปาก เพราะต่อให้เขาไม่พูดถึงอย่างไรเสีย เขาก็เชื่อว่าอีกฝ่ายไม่มีทางลืมเลือนเป็นแน่
“ข้ายังไม่คิดบัญชีเรื่องที่เจ้าลอบวางยาข้า” อีกหนึ่งเรื่องที่เขาไม่ลืมเช่นกัน หากมิใช่เพราะฤทธิ์สุราและกลิ่นกำยานหอมหวานนั่น มีหรือที่ แม่ทัพเลือดเช่นเขาจะกระทำเรื่องน่าอาย
แม่ทัพหยางลุกขึ้นจากที่นอนปรายตามองคนที่นอนอยู่บนเตียงกว้างของเขาด้วยสายตาดุ ๆ คนที่ถูกจ้องมองกลับไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้จริงจังเท่าใดนัก จ้าวหยุนปิงสบสายตากลับพร้อมกับคลี่ยิ้มหวาน ๆ ให้แทน แม่ทัพหยางทำได้เพียงเบนใบหน้าหนี ก่อนจะเดินไปทำภารกิจประจำวันของตนเอง
แม่ทัพเลือดแห่งต้าฉีในทุก ๆ เช้าเขาจำต้องออกตรวจตราการฝึกซ้อมของกองทัพทหารของตนเองเป็นประจำ ทว่าวันนี้พิเศษว่าทุกวัน นั่นเพราะชายหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามราวสตรีข้างกายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หยางจื่อหลง เหล่าทหารหลายคนต่างสงสัย ทว่าคงมีเพียงจิ้นเหอเท่านั้นที่ทราบดี รองแม่ทัพผู้แข็งแกร่งแอบลอบมองทั้งคู่อยู่หลายครั้ง ใบหน้าเรียบนิ่งเป็นประจำเมื่อยามอยู่ต่อหน้าท่านแม่ทัพ หากแต่ยามนี้กลับดูแปลกไป จิ้นเหอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หลายครั้ง จนในที่สุดหยางจื่อหลงก็หมดความอดทน
“จิ้นเหอ ดูเหมือนเจ้ามีเรื่องอันใดภายในใจ”
รองแม่ทัพสะดุ้งเมื่อถูกจับได้ว่าลอบมอง ร่างปราดเปรียวรีบปรี่มานั่งคุกเข่าตรงหน้าท่านแม่ทัพ
“มิมีสิ่งใดขอรับ ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าท่านแม่ทัพดูสดชื่นกว่าทุกวันเท่านั้น” จิ้นเหอไม่กลับสบตากับท่านแม่ทัพโดยตรง แต่กลับปรายตามองไปยังคนด้านข้างท่านแม่ทัพแทน และเหมือนคนถูกมองเองก็รู้ตัว จ้าวหยุนปิงจึงยิ้มบาง ๆ เป็นการตอบรับ ทว่าก็ไม่พ้นสายตาของหยางจื่อหลงเช่นเคย
“พวกเจ้ามีสิ่งใดปิดบังข้าหรือไม่”
ในที่สุดหยางจื่อหลงก็ได้ทราบว่าแท้จริงแล้วเรื่องเมื่อคืน เป็นเพราะจิ้นเหอที่บังเอิญพบกับจ้าวหยุนปิงด้านหน้าจวน ตอนที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อย จิ้นเหอจำจ้าวหยุนปิงได้ดีและเคยพบว่าท่านแม่ทัพเองก็เคยอยู่กับอีกฝ่ายบ่อยครั้ง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้จ้าวหยุนปิงเข้ามาภายในจวนได้อย่างสะดวกสบาย
ผิดกับหยางจื่อหลงที่นั่งหน้านิ่งไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่ลูกน้องของตนเองกระทำโดยพลการ สุดท้ายแล้วจิ้นเหอก็ถูกสั่งลงโทษด้วยการฝึกทหารเพิ่มเป็นเวลาสามวัน
“ข้าให้” แผ่นป้ายบางอย่างถูกยื่นให้กับคนตรงหน้า
“…”
“ตราสัญลักษณ์ประจำกายข้า เจ้าเก็บไว้” จ้าวหยุนปิงหยิบป้ายที่ว่าขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะเพ่งพินิจดู บนป้ายสลักคำว่า “หยาง” ซึ่งบ่งบอกถึงตระกูลหยาง ป้ายตระกูลของเขาก็มีเช่นกัน
“เหตุใดจึงมอบให้ข้า” จ้าวหยุนปิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะป้ายสัญลักษณ์เช่นนี้มีไว้สำหรับมอบให้แก่คนในตระกูลเท่านั้น “ท่านยอมรับข้าเป็นฮูหยินแล้วอย่างนั้นหรือ”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าหมายถึงหากเจ้าอยากพบข้าก็เพียงยื่นป้ายนี้ให้กับทหาร” หยางจื่อหลงตอบด้วยน้ำเสียงไม่เต็มคำนัก แต่เขาหมายความเช่นนั้นจริง ๆ เพราะคิดดูแล้วหากเมื่อคืน จิ้นเหอไม่ได้พบกับ จ้าวหยุนปิงเข้า มีหวังเจ้าตัวคงถูกพวกทหารจับเข้าไปนอนในคุกท้ายจวนเล่น ๆ แล้ว นั่นเพราะหยางจื่อหลงเองก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้ามายามดึกดื่นเช่นนั้น
“ท่านเป็นอันใด” จ้าวหยุนปิงเอ่นถามทันทีที่อีกฝ่ายหันกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าหล่อเหลายามนี้ดูบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด แม้ในใจของ จ้าวหยุนปิงจะโกรธอีกฝ่าย แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่มีเหตุผล “เจ้าช่วยงานเหยียนเต๋อเสร็จแล้วหรือไม่ เช่นนั้นก็กลับจวน” “ข้ากำลังถามท่านอยู่ว่าท่านเป็นอันใด เหตุใดจึงทำเสียมารยาทเมื่อครู่” จ้าวหยุนปิงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ทว่าคนถูกถามกลับยืนนิ่งเบี่ยงใบหน้าหลบไม่กล้าสบตา นั่นจึงทำให้จ้าวหยุนปิงเริ่มที่จะโมโหขึ้นด้วยเช่นกัน “หากท่านไม่ตอบข้าก็ไม่กลับ” “ตามใจเจ้า” ทว่าหนนี้หยางจื่อหลงกลับพูดออกมาอย่างแผ่งเบา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้จ้าวหยุนปิงที่กำลังโมโหเหลือไว้เพียงความงุนงงแทน ค่ำคืนดึกสงัดจวนตระกูลหยางยังเป็นสถานที่ที่เงียบเฉียบและปลอดภัยที่สุด เจ้าของจวนอย่างหยางจื่อหลงกลับมาเพียงลำพังผิดกับตอนออกไปลิบลับ ร่างหนาค่อย ๆ ลงจากม้าส่งม้าให้กับทหารที่เข้ามารับ ก่อนจะเดินกลับเข้าจวนด้วยใบหน้าหม่นหมอง เขาทิ้งฮูหยินของตนเองไว้ที่โรงน้ำชา และหนีกลับมาอย่างไม่รีรอนั่นเพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดความไม่พอ
หยางจื่อหลงเดิมตามเสี่ยวอ้อไปยังที่นั่งรับรองพร้อมด้วยรองแม่ทัพคู่กายอย่างจิ้นเหอ ตลอดเวลาที่นั่งรอแขกในโรงน้ำชาบางคนเป็นถึงขุนนางมีชื่อเสียง เมื่อเห็นแม่ทัพเลือดก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาทักทาย “ท่านแม่ทัพหยางมาชมสาวงามด้วยหรือ” แม่ทัพหยางปรายตามองชายอ้วนท้วนที่เข้ามาทักตน เขาจำไม่ได้ว่าใครอาจจะเป็นขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเพียงแค่พยักหน้าตอบแล้วก็หันกลับมามองตรงด้านหน้าอีกครั้ง รอว่าเมื่อไหร่สาวงามที่ว่าจะออกมาเสียที “ท่านแม่ทัพหยางแต่งฮูหยินของจวนแล้ว มาเที่ยวชมสตรีอื่นเช่นนี้ มิกลัวฮูหยินน้อยใจหรือ” พูดจบชายร่างท้วมก็หัวเราะออกมาอย่างน่าเกลียด รองแม่ทัพจิ้งเหอหมายจะลุกไปจัดการเมื่อรับรู้ได้ว่าท่านแม่ทัพไม่พึงพอใจนัก ทว่าจู่ ๆ แขกในโรงน้ำชาก็เงียบลง เป็นเวลาเดียวกับที่สาวงามที่ทุกคนรอคอยกำลังก้าวเดินออกมาจากหลังม่าน จ้าวหยุนปิงบุรุษในชุดสตรีสีฟ้าอ่อน ใบหน้างดงามถูกปกปิดด้วยผ้าผืนบางอีกเช่นเคย ริมฝีปากถูกแต่งแต้มด้วยสีชาดแดงระเรื่อชวนให้มอง แม้นจะมองเห็นไม่ชัดเจน ทว่าผู้คนต่างรู้ดีว่าภายใต้ผ้าผืนนั้นสตรีตรงหน้านี้งดงามหาผู้ใดเทียม
แสงตะวันถูกแทนที่ด้วยแสงจันทรา ฮูหยินตระกูลหยางกำลังนั่งชงชาในที่ประจำของเขา โดยมีสามีตามธรรมเนียมนั่งอยู่ข้างด้านหน้าเช่นเดิม มือเรียวยื่นถ้วยชาให้สามีเป็นรอบที่สามแล้ว หยางจื่อหลงก็ยินดีที่จะรับถ้วยชามาดื่มอย่างไม่ติดขัด ถึงแม้มือหนาจะรับถ้วยน้ำชาด้วยความยินดี ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับฉายแววไม่พึงพอใจ ผิดกลับจ้าวหยุนปิงที่ยังคงยิ้มแย้มเหมือนดั่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “เจ้าจะไปจริงหรือ” ผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่พอใจเมื่อเช้าเหยียนเต๋อมาพบจ้าวหยุนปิงที่จวนและขอร้องให้ฮูหยินของตระกูลหยางไปช่วยงานที่โรงน้ำชาในค่ำนี้ เพราะเหตุว่าโรงน้ำชาเงียบเหงา สาวงามที่คอยดีดฉินเรียกแขกยามนี้หายไป อีกทั้งเวลานี้โรงน้ำชาที่เปิดใหม่ไม่ไกลนักสามารถเรียกแขกได้ดีกว่าโรงน้ำชาของเยียนเต๋อ ทำให้คุณชายเหยียนถึงกับต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากสหายสนิทถึงจวน แม้จ้าวหยุนปิงจะปฏิเสธไปแล้วก็ตาม หากแต่เหยียนเต๋อกลับตัดพ้อเสียจนฮูหยินตระกูลหยางลำคาญใจ จึงตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้ ครั้นเมื่อสามีตามธรรมเนียมกลับมา หน้าที่ของภรรยาตามธรรมเนียมคือต้องรายงานสามีเสียก่อน หากแต่แม่ทั
“ท่านมีสิ่งใดในใจหรือ ข้าพอจะช่วยได้หรือไม่” แม่ทัพหยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบตากับจ้าวหยุนปิง ก่อนจะหลบสายตาอีกครั้ง จ้าวหยุนปิงไม่ได้เร่งเร้าเพราะคิดว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูดอาจเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ย เขาจึงนั่งเงียบ ๆ เพื่อรอฟัง ลมหายใจถูกพ่นออกมาครั้งที่เท่าไหร่ไม่สามารถนับได้ หยางจื่อหลงสงบจิตใจลงบางส่วนแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นสบตาอย่างไม่ปิดบังอย่างครั้งที่แล้ว ดวงตาแน่วแน่ “หลังจากนี้เจ้าจะทำเช่นไร” คนที่นั่งรอเสียตั้งนานเกิดอาการงุนงง จ้าวหยุนปิงไม่เข้าใจความหมายที่แม่ทัพหยางจะสื่อ “ทำ? อันใดหรือ?” ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากัน หยางจื่อหลงเกิดอาการประหม่า ก่อนจะทบทวนว่าเมื่อครู่คำถามที่เอ่ยไปอาจจะไม่ชัดเจน ดังนั้นเขาจึงถามอีกครั้ง “ข้าหมายถึงเรื่องที่เจ้าเป็นฮูหยิน” เรื่องราวระหว่างเขาและจ้าวหยุนปิง ที่อีกฝ่ายขอให้เขาแต่งงานเพื่อรับเป็นฮูหยินนั้น เหตุผลก็เพียงเพราะจ้าวหยุนปิงไม่ต้องการแต่งงานกับคุณหนูเหมยอิง ทว่ายามนี้นางได้แต่งเป็นฮูหยินจวนคหบดีไปเรียบร้อยแล้ว หยางจื่อหลงคิดเรื่องนี้มาหลายวันอีกทั้งยังเรื่องโ
ใบหน้างดงามซบอยู่กับอกแกร่ง สูดดมกลิ่นหอมของผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมอย่างชอบใจ แม้นเนื้อตัวของแม่ทัพหยางยามนี้จะเต็มไปด้วยเหงื่อจนชุ่มกายก็ตามที มือเรียวยกขึ้นคล้องคออย่างที่อีกฝ่ายทำตอนที่เขาอุ้มอย่างไม่คิดขัดเขิน ตั้งแต่เรื่องราวในกระโจมจบลงด้วยการจับผู้อยู่เบื้องหลังกองกำลังของคนเถื่อน จ้าวหยุนปิงที่โดนมีดของแม่ทัพเฉินอี้ปักเข้าที่หัวไหล่พร้อมกับถูกพิษด้วยนั้น ทำเอาแม่ทัพหยางถึงกับใจเสียเมื่อต้องเห็นฮูหยินของตนเองหมดสติไปต่อหน้า ทว่าเรื่องทั้งหมดกลับไม่เป็นเช่นนั้น จ้าวหยุนปิงที่หมดสติเพราะถูกพิษกลับเป็นเพียงแค่การแสดงของอีกฝ่าย แผนการทั้งหมดถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดีไม่มีผิดพลาด หากจะพลาดอย่างเดียวก็คงตอนที่แม่ทัพเลือดไว้ใจแม่ทัพเฉินอี้มากเกินไปเท่านั้น จ้าวหยุนปิงร่วมมือวางแผนกับสามีของตนเอง สตรีที่มาพร้อมกับแม่ทัพหยางในคืนนั้นช่างบังเอิญเสียจริงที่พวกนางทำบางอย่างตกไว้ในกระโจม และเป็นไปดังที่คาดไว้สิ่งที่พวกนางนำมานั้นคือยาพิษ จ้าวหยุนปิงวางแผนใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อ และก็เป็นไปตามที่คิดแม่ทัพเฉินอี้เดินตามแผนการอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าจ้าวหยุนปิงที่เป็นฮูหยิ
“ไม่คิดว่าฮูหยินของแม่ทัพหยางจะปากกล้ามิใช่น้อย” “เจ้าอยากฟังมากกว่านี้ไหมเล่า ข้าช่วยสงเคราะห์เจ้าได้”“ฮ่า…อยากพูดอันใดก็แล้วแต่เจ้าเถิด สามีเจ้ามาเมื่อใดทั้งเจ้าและแม่ทัพหยางจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก” มือสองข้างที่ถูกมัดไว้ด้านหลังกำแน่น จ้าวหยุนปิงแค้นเคืองอย่างมากแต่มีหรือที่เขาจะยอมให้อีกฝ่ายทำอันใดสามีตามธรรมเนียมของเขา กว่าเจ้าตัวจะยอมรับเขาเป็นฮูหยินนั้นยากเย็นเสียเหลือเกิน หากทุกอย่างที่เขาเพียรทำลงไปต้องจบลงเพียงเพราะคนชั่วช้าเช่นนี้ ก็อย่าได้เอ่ยชื่อว่า จ้าวหยุนปิงอีกเด็ดขาด ชายหนุ่มนึกในใจแม้ว่าตอนนี้จะทำได้เพียงนั่งนิ่ง ๆ ก็ตามที“เจ้าก็แค่แม่ทัพหรือไม่ก็ทหารปลายแถวที่ไร้ความสามารถ มิเช่นนั้นเจ้าคงมิต้องใช้วิธีต่ำช้าเลวทรามเช่นนี้หรอก”“นกที่ตื่นเช้าย่อมจับหนอนได้ก่อนเจ้ามิรู้หรือ ข้าก็แค่ชิงลงมือก่อนที่แม่ทัพหยางจะรู้ตัวก็เท่านั้น” “เจ้าเป็นได้แค่ตั๊กแตนจับจักจั่นเท่านั้น หารู้ไม่ว่าข้างหลังยังมีนกขมิ้นอีกตัว” จ้าวหยุนปิงแสยะยิ้มอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เขามิได้มองใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นให้เสียสายตา ดวงตาเรียวจ้องมองไปด้านหลังที่ยามนี้ปรากฏคนที่เขาเฝ้ารออยู่ ปลายดาบคมจ่อ







