Masukใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคยในชุดแม่ทัพเต็มยศ นั่งอยู่ชั้นสองของโรงน้ำชา วันนี้เหล่าทหารบอกว่าที่โรงน้ำชามีการแสดงของสาวงามที่บุรุษในแคว้นต้าฉีต่างพูดถึง หากแต่ไม่มีผู้ใดได้ยลโฉมสักครั้ง พวกเหล่าทหารเลยถือโอกาสมาดูให้เห็นกับตาว่าสาวงามที่ว่าจะงดงามดังที่ได้ยินหรือไม่
ผิดกับหยางจื่อหลงที่รู้ดีว่าสตรีที่พวกทหารพูดถึงนั้นเป็นใคร เขาจึงได้แต่นั่งเงียบ ๆ และมองดูการแสดงของจ้าวหยุนปิงไม่วางตา
“ข้าขอนั่งด้วยได้หรือไม่”
พวกทหารหันกลับไปหมายจะบอกว่าโต๊ะที่พวกเขานั่งนั้นเต็มแล้ว ทว่าเมื่อเห็นว่าเป็นสาวงามที่เพิ่งแสดงจบไปเมื่อครู่ต่างก็พากันอ้าปากค้าง
ปัง !
“เจ้าพวกไร้มารยาท” เสียงตบโต๊ะดังขึ้นพร้อมกับเสียงตวาดหนักแน่น เหล่าทหารที่ได้ยินก็ต่างตกใจลนลาน
“พวกข้าจะไปพอดี เชิญแม่นางนั่งเถิด” พูดจบพวกทหารก็ลุกออกไปจนหมด จนเหลือเพียงแค่แม่ทัพเลือดที่นั่งหน้านิ่งเท่านั้น
“เหมือนว่าทหารของท่านก็เข้าใจว่าข้าเป็นสตรีไปหมดแล้ว” เมื่อไม่มีใครอยู่จ้าวหยุนปิงจึงปลดผ้าคลุมหน้าออก พร้อมกับนั่งลงตรงข้ามของ หยางจื่อหลง ที่พวกเขานั่งอยู่ในยามนี้ค่อนข้างส่วนตัว ชั้นสองของโรงน้ำชามีไว้สำหรับแขกพิเศษเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีผู้ใดสนใจพวกเขาทั้งสองคนนัก
“เจ้าแต่งเป็นสตรี ไม่ให้เจ้าพวกนั้นเห็นว่าเป็นสตรีก็แปลกแล้ว” พูดตามจริง เพราะขนาดตัวเขาเองครั้งแรกที่ได้เจอจ้าวหยุนปิง เขาเองก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็นสตรีเช่นกัน หากมิใช่เพราะอีกฝ่ายพิสูจน์ด้วยการ…
“ข้าเห็นท่าน จึงรีบมาหาเลยยังมิได้เปลี่ยนชุด” จ้าวหยุนปิงอธิบายพร้อมกับโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ ๆ “ท่านชอบหรือไม่”
ไม่ตอบและก็ไม่ปฏิเสธ หยางจื่อหลงได้แต่เพียงหลบสายตา จู่ ๆ ใบหน้าก็พลันเริ่มเห่อร้อน เขาคิดว่าอาจจะเป็นเพราะสุราแน่
“ท่านชอบดื่มสุราหรือ” จ้าวหยุนปิงเอ่ยถาม เพราะเริ่มสังเกตว่าบนโต๊ะมีแต่ไหสุราเต็มไปหมด
“ข้าดื่มบ้าง บางครั้งจบจากการทำศึกพวกทหารมักจะชอบสังสรรค์”
“ไว้ครั้งหน้า ข้าจะทำสุราดอกไม้ไว้คอยท่าน” รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าของจ้าวหยุนปิงทำให้หยางจื่อหลงไม่อาจปฏิเสธสิ่งใดที่อีกฝ่ายมอบให้ได้เลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ทุกครั้งไม่ว่าอีกฝ่ายจะหยิบยื่นสิ่งใดมาเขามักจะปฏิเสธไม่ได้เลยสักครั้ง
“ไว้ข้าจะรอ”
“ท่านพี่ เป็นท่านจริง ๆ ด้วย เหตุใดจึงแต่งกายเช่นนี้” เสียงสตรีดังขึ้นด้านหลัง เมื่อจ้าวหยุนปิงหันกลับไปก็พบกับคุณหนูเหมยอิงที่ยืนอยู่พร้อมกับสาวใช้
“เหมยอิง เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” จ้าวหยุนปิงถามด้วยความสงสัยและตกใจ ไม่คิดว่าคนที่เขาพยายามหลบหน้าจะตามมาหาจนถึงที่นี่ เขาเสียเล็กน้อย เมื่อคิดว่าเหตุใดเหยียนเต๋อถึงไม่บอกเขา
แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถิด
“ท่านลุงบอกข้าว่าท่านพี่อยู่ที่นี่ ข้าจึงมาหา ข้ามารบกวนท่านคุยธุระหรือ” เหมยอิงเอียงหน้าไปด้านหลัง เมื่อเห็นว่าจ้าวหยุนปิงไม่ได้นั่งอยู่ผู้เดียวจึงเอ่ยถาม
ทว่าไม่ทันที่เจ้าหยุนปิงจะตอบสิ่งใด…
“ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท ข้าเหมยอิงเป็นคู่หมั้นของท่านพี่จ้าว ไม่ทราบว่าท่าน….”
“ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า” ไม่ทันที่หยางจื่อหลงจะได้เอ่ยทักทาย จ้าวหยุนปิงก็รีบดึงแขนนางออกจากตรงนั้นทันที ทิ้งให้หยางจื่อหลงที่ไม่เข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้าเท่าใดไว้เพียงลำพัง
ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววว่าไม่พอใจอย่างมาก แม่ทัพเลือดเรียกเสี่ยวเอ้อที่อยู่ใกล้ ๆ แถวนั้นสั่งให้นำสุรามาเพิ่ม พร้อมกับกระดกสุราในไหที่ยังเหลืออยู่ดื่มรวดเดียวจนหมด
“ข้าเจ็บนะเจ้าคะ” ต้นแขนบอบบางของนางถูกบีบด้วยแรงบุรุษอย่างจ้าวหยุนปิง จนขึ้นรอยแดง นางมองใบหน้าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของตนเองด้วยอาการตัดพ้อ ดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่ทำท่ากำลังจะเอ่อล้น
“ข้าจะไม่ถามซ้ำ เจ้ามาที่นี่ทำไม” น้ำเสียงแข็งกร้าวจนนางเริ่มรู้สึกกลัว
“ฮึก…ข้าคิดถึงท่าน ข้าไปหาท่านที่จวน พวกบ่าวใช้บอกว่าท่านไม่อยู่ ข้า…” ในที่สุดนางก็ทนความกดดันของจ้าวหยุนปิงไม่ไหว น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมาเสียจนได้ จ้าวหยุนปิงเมื่อเห็นว่านางร้องไห้โฮจากที่โมโหก็เริ่มเย็นลง
“เหมยอิง ข้าปฏิเสธท่านลุงไปแล้ว และข้าก็คิดว่าเจ้าเองก็เข้าใจ ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องทนทุกข์เพราะข้า” พูดจากใจจริง เหตุผลที่เขาไม่อาจแต่งงานกับนางนั้นเพราะเขาไม่ได้รักนาง เพียงแต่เขาไม่อยากหักหาญน้ำใจของนางไปมากนัก
การที่ต้องแต่งงานอยู่กินกับคนที่ไม่ได้รักแล้ว ย่อมเป็นทุกข์มากเสียกว่าเป็นสุข เขาไม่ต้องการให้สตรีที่เขารักเฉกเช่นน้องสาวผู้นี้ต้องมาเสียใจภายหลัง นางยังมิสิทธิ์ที่ได้พบกับคนที่ดีกว่าเขาอีกมากมายนัก
“แต่ข้าจะไม่เสียใจหากแต่งงานกับท่านแน่”
นางหลงรักจ้าวหยุนปิงมาตั้งแต่ยังเล็ก ท่านลุงจ้าวและบิดาของนางต่างก็เป็นสหายสนิท ทั้งนางและจ้าวหยุนปิงเองก็เติบโตมาพร้อม ๆ กัน ครั้นตอนที่นางได้ยินว่าบิดานางได้หมั้นหมายไว้กับคุณชายจ้าว นางก็ดีใจอย่างมาก นางเริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อเตรียมตัวเป็นฮูหยินตระกูลจ้าว หากแต่ไม่นานมานี้ นางได้ยินว่าคุณชายจ้าวปฏิเสธที่จะรับนางเป็นฮูหยิน แม้จะเสียใจหากแต่นางเองก็พยายามที่จะปรับปรุงตนเองให้คู่ควร
จนกระทั่งวันนี้…..
“เหมยอิงเจ้าเป็นน้องสาวที่น่ารักของข้า” นิ้วเรียวยกขึ้นเกลี่ยน้ำตาที่ไหลอาบแก้มขาวอย่างแผ่วเบา เขาไม่เคยมีความรู้สึกอื่น ๆ นอกจากนี้ให้กับนางแม้แต่น้อย เขาไม่รู้ว่าสิ่งใดกันที่ทำให้นางคิดกับเขาเป็นอื่นมากกว่านั้น
“มะ…ไม่ หากข้าไม่ได้แต่งงานกับท่าน ท่านก็ไม่ได้แต่งงานกับผู้ใดเช่นกัน” นางปัดมือของจ้าวหยุนปิงทิ้ง พร้อมกับใช้หลังมือของตนเองปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ ดวงตาอ่อนไหวเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว จ้องมองใบหน้าของจ้าวหยุนปิงด้วยความโกรธ
“เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถิด” จ้าวหยุนปิงเองก็เริ่มระงับโทสะไม่อยู่เช่นกัน เพียงเพราะนางเป็นสตรีเขาไม่อาจกระทำรุนแรงใด ๆ ได้ การที่เขาปลอบโยนนางและใจดีด้วยก็มากเกินพอ เขาไม่อยากทำให้นางต้องเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ด้วยเช่นกัน
จ้าวหยุนปิงหมุนกายเดินหนีนางในทันที เพราะถึงคุยต่อ ดูแล้วนางคงไม่ยอมเข้าใจอะไรง่าย ๆ คำพูดออกจากปากพวกนั้นเขาก็ไม่คิดเก็บมาใส่ใจเช่นกัน เวลานี้เขามีเรื่องที่ต้องอธิบายกับใครอีกคนมากกว่าต้องเสียเวลาอยู่ตรงนี้
“ท่านเป็นอันใด” จ้าวหยุนปิงเอ่นถามทันทีที่อีกฝ่ายหันกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าหล่อเหลายามนี้ดูบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด แม้ในใจของ จ้าวหยุนปิงจะโกรธอีกฝ่าย แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่มีเหตุผล “เจ้าช่วยงานเหยียนเต๋อเสร็จแล้วหรือไม่ เช่นนั้นก็กลับจวน” “ข้ากำลังถามท่านอยู่ว่าท่านเป็นอันใด เหตุใดจึงทำเสียมารยาทเมื่อครู่” จ้าวหยุนปิงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ทว่าคนถูกถามกลับยืนนิ่งเบี่ยงใบหน้าหลบไม่กล้าสบตา นั่นจึงทำให้จ้าวหยุนปิงเริ่มที่จะโมโหขึ้นด้วยเช่นกัน “หากท่านไม่ตอบข้าก็ไม่กลับ” “ตามใจเจ้า” ทว่าหนนี้หยางจื่อหลงกลับพูดออกมาอย่างแผ่งเบา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้จ้าวหยุนปิงที่กำลังโมโหเหลือไว้เพียงความงุนงงแทน ค่ำคืนดึกสงัดจวนตระกูลหยางยังเป็นสถานที่ที่เงียบเฉียบและปลอดภัยที่สุด เจ้าของจวนอย่างหยางจื่อหลงกลับมาเพียงลำพังผิดกับตอนออกไปลิบลับ ร่างหนาค่อย ๆ ลงจากม้าส่งม้าให้กับทหารที่เข้ามารับ ก่อนจะเดินกลับเข้าจวนด้วยใบหน้าหม่นหมอง เขาทิ้งฮูหยินของตนเองไว้ที่โรงน้ำชา และหนีกลับมาอย่างไม่รีรอนั่นเพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดความไม่พอ
หยางจื่อหลงเดิมตามเสี่ยวอ้อไปยังที่นั่งรับรองพร้อมด้วยรองแม่ทัพคู่กายอย่างจิ้นเหอ ตลอดเวลาที่นั่งรอแขกในโรงน้ำชาบางคนเป็นถึงขุนนางมีชื่อเสียง เมื่อเห็นแม่ทัพเลือดก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาทักทาย “ท่านแม่ทัพหยางมาชมสาวงามด้วยหรือ” แม่ทัพหยางปรายตามองชายอ้วนท้วนที่เข้ามาทักตน เขาจำไม่ได้ว่าใครอาจจะเป็นขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเพียงแค่พยักหน้าตอบแล้วก็หันกลับมามองตรงด้านหน้าอีกครั้ง รอว่าเมื่อไหร่สาวงามที่ว่าจะออกมาเสียที “ท่านแม่ทัพหยางแต่งฮูหยินของจวนแล้ว มาเที่ยวชมสตรีอื่นเช่นนี้ มิกลัวฮูหยินน้อยใจหรือ” พูดจบชายร่างท้วมก็หัวเราะออกมาอย่างน่าเกลียด รองแม่ทัพจิ้งเหอหมายจะลุกไปจัดการเมื่อรับรู้ได้ว่าท่านแม่ทัพไม่พึงพอใจนัก ทว่าจู่ ๆ แขกในโรงน้ำชาก็เงียบลง เป็นเวลาเดียวกับที่สาวงามที่ทุกคนรอคอยกำลังก้าวเดินออกมาจากหลังม่าน จ้าวหยุนปิงบุรุษในชุดสตรีสีฟ้าอ่อน ใบหน้างดงามถูกปกปิดด้วยผ้าผืนบางอีกเช่นเคย ริมฝีปากถูกแต่งแต้มด้วยสีชาดแดงระเรื่อชวนให้มอง แม้นจะมองเห็นไม่ชัดเจน ทว่าผู้คนต่างรู้ดีว่าภายใต้ผ้าผืนนั้นสตรีตรงหน้านี้งดงามหาผู้ใดเทียม
แสงตะวันถูกแทนที่ด้วยแสงจันทรา ฮูหยินตระกูลหยางกำลังนั่งชงชาในที่ประจำของเขา โดยมีสามีตามธรรมเนียมนั่งอยู่ข้างด้านหน้าเช่นเดิม มือเรียวยื่นถ้วยชาให้สามีเป็นรอบที่สามแล้ว หยางจื่อหลงก็ยินดีที่จะรับถ้วยชามาดื่มอย่างไม่ติดขัด ถึงแม้มือหนาจะรับถ้วยน้ำชาด้วยความยินดี ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับฉายแววไม่พึงพอใจ ผิดกลับจ้าวหยุนปิงที่ยังคงยิ้มแย้มเหมือนดั่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “เจ้าจะไปจริงหรือ” ผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่พอใจเมื่อเช้าเหยียนเต๋อมาพบจ้าวหยุนปิงที่จวนและขอร้องให้ฮูหยินของตระกูลหยางไปช่วยงานที่โรงน้ำชาในค่ำนี้ เพราะเหตุว่าโรงน้ำชาเงียบเหงา สาวงามที่คอยดีดฉินเรียกแขกยามนี้หายไป อีกทั้งเวลานี้โรงน้ำชาที่เปิดใหม่ไม่ไกลนักสามารถเรียกแขกได้ดีกว่าโรงน้ำชาของเยียนเต๋อ ทำให้คุณชายเหยียนถึงกับต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากสหายสนิทถึงจวน แม้จ้าวหยุนปิงจะปฏิเสธไปแล้วก็ตาม หากแต่เหยียนเต๋อกลับตัดพ้อเสียจนฮูหยินตระกูลหยางลำคาญใจ จึงตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้ ครั้นเมื่อสามีตามธรรมเนียมกลับมา หน้าที่ของภรรยาตามธรรมเนียมคือต้องรายงานสามีเสียก่อน หากแต่แม่ทั
“ท่านมีสิ่งใดในใจหรือ ข้าพอจะช่วยได้หรือไม่” แม่ทัพหยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบตากับจ้าวหยุนปิง ก่อนจะหลบสายตาอีกครั้ง จ้าวหยุนปิงไม่ได้เร่งเร้าเพราะคิดว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูดอาจเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ย เขาจึงนั่งเงียบ ๆ เพื่อรอฟัง ลมหายใจถูกพ่นออกมาครั้งที่เท่าไหร่ไม่สามารถนับได้ หยางจื่อหลงสงบจิตใจลงบางส่วนแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นสบตาอย่างไม่ปิดบังอย่างครั้งที่แล้ว ดวงตาแน่วแน่ “หลังจากนี้เจ้าจะทำเช่นไร” คนที่นั่งรอเสียตั้งนานเกิดอาการงุนงง จ้าวหยุนปิงไม่เข้าใจความหมายที่แม่ทัพหยางจะสื่อ “ทำ? อันใดหรือ?” ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากัน หยางจื่อหลงเกิดอาการประหม่า ก่อนจะทบทวนว่าเมื่อครู่คำถามที่เอ่ยไปอาจจะไม่ชัดเจน ดังนั้นเขาจึงถามอีกครั้ง “ข้าหมายถึงเรื่องที่เจ้าเป็นฮูหยิน” เรื่องราวระหว่างเขาและจ้าวหยุนปิง ที่อีกฝ่ายขอให้เขาแต่งงานเพื่อรับเป็นฮูหยินนั้น เหตุผลก็เพียงเพราะจ้าวหยุนปิงไม่ต้องการแต่งงานกับคุณหนูเหมยอิง ทว่ายามนี้นางได้แต่งเป็นฮูหยินจวนคหบดีไปเรียบร้อยแล้ว หยางจื่อหลงคิดเรื่องนี้มาหลายวันอีกทั้งยังเรื่องโ
ใบหน้างดงามซบอยู่กับอกแกร่ง สูดดมกลิ่นหอมของผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมอย่างชอบใจ แม้นเนื้อตัวของแม่ทัพหยางยามนี้จะเต็มไปด้วยเหงื่อจนชุ่มกายก็ตามที มือเรียวยกขึ้นคล้องคออย่างที่อีกฝ่ายทำตอนที่เขาอุ้มอย่างไม่คิดขัดเขิน ตั้งแต่เรื่องราวในกระโจมจบลงด้วยการจับผู้อยู่เบื้องหลังกองกำลังของคนเถื่อน จ้าวหยุนปิงที่โดนมีดของแม่ทัพเฉินอี้ปักเข้าที่หัวไหล่พร้อมกับถูกพิษด้วยนั้น ทำเอาแม่ทัพหยางถึงกับใจเสียเมื่อต้องเห็นฮูหยินของตนเองหมดสติไปต่อหน้า ทว่าเรื่องทั้งหมดกลับไม่เป็นเช่นนั้น จ้าวหยุนปิงที่หมดสติเพราะถูกพิษกลับเป็นเพียงแค่การแสดงของอีกฝ่าย แผนการทั้งหมดถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดีไม่มีผิดพลาด หากจะพลาดอย่างเดียวก็คงตอนที่แม่ทัพเลือดไว้ใจแม่ทัพเฉินอี้มากเกินไปเท่านั้น จ้าวหยุนปิงร่วมมือวางแผนกับสามีของตนเอง สตรีที่มาพร้อมกับแม่ทัพหยางในคืนนั้นช่างบังเอิญเสียจริงที่พวกนางทำบางอย่างตกไว้ในกระโจม และเป็นไปดังที่คาดไว้สิ่งที่พวกนางนำมานั้นคือยาพิษ จ้าวหยุนปิงวางแผนใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อ และก็เป็นไปตามที่คิดแม่ทัพเฉินอี้เดินตามแผนการอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าจ้าวหยุนปิงที่เป็นฮูหยิ
“ไม่คิดว่าฮูหยินของแม่ทัพหยางจะปากกล้ามิใช่น้อย” “เจ้าอยากฟังมากกว่านี้ไหมเล่า ข้าช่วยสงเคราะห์เจ้าได้”“ฮ่า…อยากพูดอันใดก็แล้วแต่เจ้าเถิด สามีเจ้ามาเมื่อใดทั้งเจ้าและแม่ทัพหยางจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก” มือสองข้างที่ถูกมัดไว้ด้านหลังกำแน่น จ้าวหยุนปิงแค้นเคืองอย่างมากแต่มีหรือที่เขาจะยอมให้อีกฝ่ายทำอันใดสามีตามธรรมเนียมของเขา กว่าเจ้าตัวจะยอมรับเขาเป็นฮูหยินนั้นยากเย็นเสียเหลือเกิน หากทุกอย่างที่เขาเพียรทำลงไปต้องจบลงเพียงเพราะคนชั่วช้าเช่นนี้ ก็อย่าได้เอ่ยชื่อว่า จ้าวหยุนปิงอีกเด็ดขาด ชายหนุ่มนึกในใจแม้ว่าตอนนี้จะทำได้เพียงนั่งนิ่ง ๆ ก็ตามที“เจ้าก็แค่แม่ทัพหรือไม่ก็ทหารปลายแถวที่ไร้ความสามารถ มิเช่นนั้นเจ้าคงมิต้องใช้วิธีต่ำช้าเลวทรามเช่นนี้หรอก”“นกที่ตื่นเช้าย่อมจับหนอนได้ก่อนเจ้ามิรู้หรือ ข้าก็แค่ชิงลงมือก่อนที่แม่ทัพหยางจะรู้ตัวก็เท่านั้น” “เจ้าเป็นได้แค่ตั๊กแตนจับจักจั่นเท่านั้น หารู้ไม่ว่าข้างหลังยังมีนกขมิ้นอีกตัว” จ้าวหยุนปิงแสยะยิ้มอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เขามิได้มองใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นให้เสียสายตา ดวงตาเรียวจ้องมองไปด้านหลังที่ยามนี้ปรากฏคนที่เขาเฝ้ารออยู่ ปลายดาบคมจ่อ
ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา หยางจื่อหลงจำไม่ได้แล้วว่าตนเองดื่มไปทั้งหมดกี่ไหตั้งแต่ตอนจ้าวหยุนปิงเดินจากไป หากฟังไม่ผิดคุณหนูผู้นั้นที่จ้าวหยุนปิงพาออกไปนางพูดว่านางเป็นคู่หมั้นของอีกฝ่าย เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นในใจก็พาลเกิดอาการไม่พอใจอย่างประหลาด มือหนาคว้าไหสุราที่ตั้งอยู่ตรงหน้ายกขึ้นดื
ค่ำคืนมาเยือนดวงจันทราถูกบดบัง เหลือเพียงแสงสลัว ๆ ทว่าผู้คนบางส่วนยังคงมิได้หลับใหล เฉกเช่นเดียวกับโรงน้ำชาของเหยียนเต๋อ สถานที่เริงรมย์ขึ้นชื่อแห่งเมืองต้าฉี บุรุษร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูของโรงน้ำชา โบกพัดคู่กายในมือไปมาพร้อมกับยิ้มแย้มต้อนรับแขกของเขาเช่นนี้เป็นประจำทุกวั
“ขะ…ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” ใบหน้าหล่อเหลาก้มหน้าหลบสายตา ตอนนี้แม่ทัพเลือดผู้ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน เริ่มรู้สึกไม่รู้ว่าจะเอามือไปวางไว้ที่ใด มือหนาเอื้อมหยิบถ้วยน้ำชาก่อนจะยกดื่มรวดเดียวจนหมด โดยลืมไปแล้วว่าชาที่ดื่มไม่เมื่อครู่นั่นเพิ่งเทไม่นาน ความร้อนจากน้ำชาทำให้เขาเผลอทำถ้วยชาหล่นจากมือ น้ำช
กลิ่นหอมจาง ๆ ผสมปนเปไปกับกลิ่นของกำยานเย็น ๆ ยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก ใบหน้างดงามและฝ่ามืออุ่น ๆ ที่สัมผัสบริเวณเอวเมื่อคืนนี้ยังคงให้ความรู้สึกร้อนวูบวาบอยู่ตลอด ยิ่งเมื่อพยายามข่มตาหลับก็ยิ่งเห็นแต่ใบหน้างดงามวนเวียนอยู่ไม่ห่าง ทั้งคืนแม่ทัพเลือดจำต้องสะกดกลั้นอารมณ์ประหลาดเอาไว้ เมื่อแก่นกายภายใ







