LOGIN
ในท้องถนนที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนเดินสวนกันไปมาขวักไขว่ สตรีนางหนึ่งหอบหิ้วถุงผ้าเดินมุ่งตรงไปยังประตูทางออกจากเมืองหลวง
นางเดินทางมาตามหาสามีที่นี่ และก็ได้พบว่าเขาผู้นั้นแต่งงานใหม่แล้ว เขาทิ้งสตรีบ้านนอกเช่นนาง แล้วมาแต่งงานใหม่กับคุณหนูชนชั้นสูง ทั้งที่ก่อนหน้านี้นางเป็นคนทำงานหาเงินส่งเสียเขา จนกระทั่งเขาสอบเคอจวี่ผ่านในอันดับที่สามได้เป็นทั่นฮวา และได้รับตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก ชีวิตของเขาก้าวหน้าอย่างถึงขีดสุดต่างจากนางที่เริ่มถดถอยหลังลงเรื่อยๆ และที่นางออกมาตามหาเขาในวันนี้ เพราะต้องการตามเขากลับไปดูใจมารดาของเขาเป็นครั้งสุดท้าย อีกฝ่ายป่วยหนักมาหลายปีด้วยโรคปอด คาดว่าคงอยู่ได้ไม่ถึงสิ้นปีนี้ หญิงชราผู้นั้นพร่ำเพ้อหาแต่บุตรชายเพียงคนเดียว ตัวนางที่ตั้งใจว่าจะรอสามีกลับไปหาอยู่ทุกวันคืน เริ่มทนรออีกต่อไปไม่ไหวจึงออกเดินทางมาตามหาเขาด้วยตนเอง แต่ใครจะคิดเล่าว่า...บัณฑิตยากจนผู้นั้น บัดนี้จะกลายเป็นรองเสนาบดีกรมโยธา มีชีวิตรุ่งโรจน์ผู้คนล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่หลงเหลือความอ่อนน้อมเหมือนในวันวาน ดูเย่อหยิ่งกว่าที่นางจะประมาณการได้ มิหนำซ้ำเขายังได้แต่งงานใหม่กับบุตรสาวของอันโหว ได้บารมีของพ่อตาเกื้อกูลจนกระทั่งได้ตำแหน่งใหญ่ในราชสำนักมาครอง หมู่ตาน สืบหาข้อมูลต่างๆ มาได้สองสามวันแล้ว ตอนแรกนางไม่ปักใจเชื่อว่าอู๋ซานจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีเช่นนี้ ซึ่งดูไม่เหมือนกับคนเดิมที่นางรู้จัก เขาในยามนี้เป็นคนอีกคนที่อยู่ห่างไกลจากนางราวกับคนละชั้นฟ้า หลังนางรู้ความจริง นางกลับไม่คิดจะเข้าไปโวยวายหรืออ้างว่าตนเป็นภรรยาของเขา ด้วยรู้ดีว่ามันเปล่าประโยชน์ ต่อให้นางทำเช่นนั้นก็ใช่ว่าเขาจะยอมกลับคืนมาหานางเสียเมื่อไร ครั้นตั้งสติได้ นางก็รีบเก็บของเพื่อกลับไปบอกแม่สามีให้รับทราบถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น " โอ๊ย!" เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น หมู่ตานมัวแต่ใจลอยจึงเผลอเดินชนสตรีนางหนึ่งเข้า นางรีบเข้าไปประคองอีกฝ่ายพร้อมกล่าวขอโทษ " ขออภัยเจ้าค่ะ เมื่อครู่ข้าไม่ทันระวัง " น้ำเสียงหวานเอื้อนเอ่ยกับสตรีที่จ้องหน้านางอย่างจะเอาเรื่อง แต่พอเห็นคราบน้ำตาที่แห้งเหือดเกาะตรงแก้มทั้งสองข้าง ผู้ที่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บก็รีบปรับสีหน้า " ไม่เป็นไร ว่าแต่เจ้าร้องไห้ทำไมกัน " สตรีที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ หมู่ตานรีบยกมือขึ้นมาปาดคราบน้ำตาออก นางจำไม่ได้ว่าตนเองเผลอร้องไห้ตั้งแต่เมื่อไร ทั้งที่เมื่อคืนพยายามกล่อมใจตนเองแล้วว่าไม่ให้นึกถึงคนผู้นั้นอีก " เปล่าเจ้าค่ะ คงเป็นเพราะฝุ่นปลิวเข้าตากระมัง " คนอาบน้ำร้อนมาก่อนทำสีหน้าไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ได้ซักถาม " แล้วเจ้าจะไปไหน เหตุใดจึงเดินเหม่อลอยอยู่ท่ามกลางถนนคนเดียวเช่นนี้" เดิมทีนางไม่ใช่คนชอบยุ่งเกี่ยวเรื่องชาวบ้าน แต่พอเห็นอีกฝ่ายร้องไห้ด้วยสีหน้าที่ยังสงบนิ่ง จึงทำให้นางปล่อยผ่านไปไม่ได้ เพราะผู้ที่มีสีหน้าเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักพากันไปกระโดดน้ำตายที่แม่น้ำหย่งซีกันทั้งนั้น หมู่ตานมองหน้าอีกฝ่ายชั่วครู่ ก่อนเอ่ยตอบ " ข้าจะกลับบ้านเจ้าค่ะ" " บ้านเจ้าอยู่ที่ใด?" " เมืองตงเป่ยเจ้าค่ะ" " ทางผ่านข้าพอดี ประเดี๋ยวข้าไปส่งเจ้าเอง " " ไม่เป็นไรเจ้า...." " อย่าปฏิเสธเสียให้ยาก รถข้าอยู่ทางโน้น รีบตามมา" น่าแปลกที่นางให้การช่วยเหลือคนที่เพิ่งเจอหน้ากันเมื่อครู่ด้วยความรู้สึกสงสารระคนเห็นใจ เดิมทีจะปล่อยผ่านไปก็ได้แต่นางกลับเลือกที่จะไม่ทำ หมู่ตานไม่ทันได้เอ่ยคำใด อีกฝ่ายก็รีบร้อนเดินนำหน้าไป มือเรียวขาวยกขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าจนหมดจด ความเสียใจที่ถูกชายคนรักทอดทิ้ง นางคิดไว้ว่าจะเททิ้งไว้ที่เมืองหลวงแห่งนี้ ไม่นำกลับไปให้ตนรู้สึกเศร้าหมองอีก ในเมื่อเขาหมดรักนางแล้ว นางก็ไม่จำเป็นต้องยื้ออีกฝ่ายเอาไว้ ส่วนแม่สามีนางยังจะดูแลต่อไป จนกว่าอีกฝ่ายจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากนางอีก หมู่ตานขึ้นไปบนรถม้าคันใหญ่ ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้นางยังไม่ได้เอ่ยถามชื่อผู้ที่นางนั่งมาด้วย แต่เท่าที่พิจารณาดูอีกฝ่ายน่าจะเป็นคนมีฐานะอยู่พอสมควร ไม่ว่าอาภรณ์หรือเครื่องประดับล้วนเป็นของล้ำค่าและหายากทั้งนั้น ภายในรถม้าคันใหญ่ตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงบ สตรีทั้งสองนางไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด คนหนึ่งนั่งหลับตาใช้หัวพิงผนังรถ ส่วนอีกคนทอดสายตามองออกไปข้างนอกเพื่อดูว่าใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้วหรือยังค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความโกลาหล มีทั้งหมอที่เจียงหลงเจินไปว่าจ้างมากับบ่าวรับใช้วิ่งสวนกันขวักไขว่ เข้าออกห้องสองห้องที่มีคนบาดเจ็บ เสียงร้องของเซี่ยปิงฉางเริ่มอ่อนแรงลง แม้ดื่มยาเร่งคลอดแล้ว แต่ก็ไม่ช่วยให้นางคลายความเจ็บปวดจนกระทั่งเวลาผ่านไปสองชั่วยาม เจียงหลงเจินที่ยืนสั่งการบ่าวรับใช้อยู่นอกห้องได้ยินเสียงร้องของเด็กทารก นางรีบละทิ้งทุกอย่างเปิดประตูเข้าไปดูอาการของหลานสาว" ฉางเอ๋อร์ "สีหน้าของผู้เป็นน้าสาวดูไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวของคนที่นอนอยู่บนเตียง สภาพภายในห้องเต็มไปด้วยคราบเลือดและมีกลิ่นคาวคละคลุ้ง" นางเสียเลือดมากเจ้าค่ะ " หมอหญิงที่ทำการคลอดให้เซี่ยปิงฉางพูดขึ้น " ข้าพยายามทำสุดความสามารถแล้ว แต่เกรงว่า..."หมอยังพูดไม่จบ เจียงหลงเจินก็ทรุดฮวบลงไปกองที่พื้น หยาดน้ำสีใสหลั่งรินอาบดวงตาทั้งสองข้าง " ฮึก! ฉางเอ๋อร์ "ร่างแน่นิ่งของเซี่ยปิงฉางไม่ส่งเสียงใด พร้อมกับลมหายใจที่ค่อยๆ ขาดห้วงอย่างเชื่องช้า สายฝนด้านนอกเริ่มตกกระหน่ำอีกครั้ง กลบทับเสียงสะอื้นไห้ของเจียงหลงเจินที่ส่งเสียงโหยหวนดูน
" จับนาง!"สิ้นเสียงนั้นหมู่ตานก็รีบวิ่งหนีออกไปจากเรือน แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่ามีคนแก่อยู่ในห้อง นางจึงหยุดชะงัก และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งเข้ามาประชิดตัว มันไม่พูดถ้อยคำใด นอกจากใช้มีดแหลมแทงทะลุท้องนางหยาดโลหิตสีแดงฉานหลอมละลายเข้ากับหยาดน้ำฝน หญิงสาวก้มมองจุดที่โดนแทง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ มือสั่นสะท้านเอื้อมไปดันมือแกร่งให้ออกห่าง แต่พละกำลังของนางกลับสู่อีกฝ่ายไม่ได้" จัดการง่ายกว่าที่คิดอีกนะ " ชายร่างกำยำพูดด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม ไม่รู้สึกผิดกับเรื่องที่ทำแม้แต่น้อย" ทะ...ทำแบบนี้เพราะเหตุใด " หมู่ตานรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเอ่ยถามคนร้ายแสยะยิ้ม " สามีเจ้าจ้างวานพวกข้ามา เขาบอกว่าถ้าเจ้ากับยายแก่นั่นยังอยู่ อนาคตของเขาจะไม่ราบรื่น ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ข้ามากำจัดพวกเจ้าให้พ้นทาง อย่าได้โกรธกันเลยนะ ข้าเองก็มีปากท้องเช่นกัน จำเป็นจะต้องรับเงินจากเขา ฉะนั้นแล้ว เจ้าจงจากไปอย่างสงบเสียเถิด "" ฮื่อ"ชายฉกรรจ์ดึงมีดออกมาและแทงไปที่หน้าท้องด้านซ้ายอีกแผล ร่างเล็กทรุดฮวบลงไปกองบนพื้นชื้นแฉะ ดวง
สองวันผ่านไป หมู่ตานกลับมาใช้ชีวิตตามเดิม นางตื่นตั้งแต่ยามอิ๋นเพื่อลุกมาเตรียมอาหารให้แม่สามี ทำงานบ้านทุกอย่างเสร็จสรรพก็ได้เวลาออกไปหาบน้ำมาใส่โอ่งจนเต็มทั้งห้าใบ ก่อนออกไปรับจ้างซักผ้าที่จวนของขุนนางท้องถิ่นนางทำเช่นนี้ทุกวันโดยไม่เหน็ดเหนื่อย มืออ่อนนุ่มของสตรีเป็นเช่นไรนางไม่เคยได้สัมผัส เพราะพอก้มมองมือของตนเองกลับพบแต่ความหยาบกร้าน แต่ก็นับว่าเป็นความภูมิใจที่นางใช้มือคู่นี้เลี้ยงดูตนเอง และใช้มันหาเงินส่งเสียผู้อื่นได้หมู่ตานกลับมาที่เรือนในยามโหย่ว เพื่อมาเตรียมอาหารเย็นให้แม่สามี วันนี้ฮูหยินของนายอำเภอท่านใจดีมอบไก่ดำมาให้นางตัวหนึ่ง แม้เป็นของล้ำค่าแต่อีกฝ่ายกลับไม่ตระหนี่ แบ่งให้นางมาตุ๋นกินเย็นนี้" ท่านแม่ วันนี้ข้าได้ไก่ดำมาตัวหนึ่ง สวี่ฮูหยินมอบให้ข้ามา ท่านดูสิเจ้าคะ " หมู่ตานยกไก่ตัวนั้นให้แม่สามีดูหญิงชราคลี่ยิ้มจางๆ เมื่อเห็นสีหน้าสดใสของลูกสะใภ้ วันก่อนนางสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาของหมู่ตานไม่ค่อยสู้ดีนัก เดาว่าคงทุกข์ใจเกี่ยวกับเรื่องบุตรชายนางเดิมทีนางไม่เห็นด้วยกับการรับหมู่ตานมาเป็นลูกสะใภ้ เพราะอีกฝ่ายเป็นคนไร้หัวนอนปลายเท้า ไม่รู้ที่มาที่ไปที่แน่ชัด แต่
หมู่ตานสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดจากคนทั้งสอง และก็เข้าใจความรู้สึกเจียงหลงเจินด้วยเช่นกัน อีกฝ่ายแค่เป็นห่วงหลานสาวมากเกินไป จึงไม่อยากให้เอ่ยถึงคนชั่วช้าผู้นั้นอีก" ข้าไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่ข้า... ฮึก" มือเรียวขาวยกขึ้นมาปิดหน้า กระนั้นก็ไม่สามารถปกปิดเสียงสะอื้นไห้ไว้ได้หมู่ตานรู้สึกเห็นใจอีกฝ่าย นางจึงยื่นมือไปลูบแผ่นหลังอีกฝ่ายเพื่อปลอบประโลม นางเข้าใจถึงความกดดันและความเครียดที่ต้องมาดูแลคนป่วยและคนไม่สมประกอบดี ว่ามันต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหน เพราะตัวนางในตอนนี้ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเจียงหลงเจินที่ต้องดูแลแม่สามีที่ป่วยเช่นกัน" อย่าร้องเลย ท่านทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ไม่ต้องกล่าวโทษตัวเองหรอก"" ฮือๆ ข้าน่าจะคัดค้านไม่ให้พี่สาวข้าแต่งงานกับคนชั่วตระกูลเซี่ยตั้งแต่ทีแรก หากเป็นเช่นนั้นพวกนางทั้งสองคนก็คงมีชีวิตที่ดีกว่านี้"" ชะตากรรมของเราสามารถขัดขวางได้เสียที่ไหนกัน มีแต่ต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ยากที่จะกลับไปแก้ไข มีเพียงระมัดระวังไม่ให้เรื่องน่าหนักใจเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็เท่านั้น "ก่อนหน้านี้นางเป็นสตรีใจง่าย หลงรักบุรุษเพราะคำพูดแสนหว
รอไม่นานเจ้าของห้องก็รีบวิ่งมาเปิดประตู นางจำได้ในทันทีว่าเสียงเรียกนั้นเป็นของผู้ใด " ท่านน้า" หญิงสาวในวัยสิบเจ็ดปีเปิดประตูออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หมู่ตานเพ่งพิศดวงหน้างดงามของอีกฝ่าย เซี่ยปิงฉางนับว่าเป็นหญิงงามล่มเมือง ดวงตากลมโตและเปล่งประกายไปด้วยความตื่นเต้นดีใจอยู่เสมอ ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อ คิ้วโค้งดั่งคันศรธนู รูปร่างเพรียวบางสมส่วน เสียก็แต่... " ทะ...ท่านน้ามาหาฉางเอ๋อร์...แล้วขนมอยู่ไหน " แม้ภายนอกจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่สมองและความคิดของอีกฝ่ายหยุดอยู่ที่ตอนอายุห้าขวบเท่านั้น หมู่ตานมองคนอายุน้อยกว่าตนด้วยความเห็นใจ ยิ่งเห็นหน้าท้องกลมนูนที่ยื่นออกมา นางก็พลันสังเวชใจยิ่ง คนที่ทำเช่นนี้กับเซี่ยปิงฉางนับได้ว่าเป็นเศษเดนโดยแท้จริง " น้าต้องเตรียมมาให้เจ้าอยู่แล้วสิ ก่อนอื่นทักทายเพื่อนของน้าก่อนเร็วเข้า" เจียงหลงเจินเบี่ยงตัวหลบ ให้เซี่ยปิงฉางมองเห็นคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังนาง หญิงสาวมองสตรีนางนั้นด้วยความสนใจ อีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้นางอย่างเป็นมิตร " เพื่อนของท่านน้า?" " ใช่แล้ว! นางชื่อหมู่ตาน " " พี่หมู่ตาน ข้าชื่อเซี่ยปิงฉาง " คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นห
น่าแปลกที่นางไม่ร้องไห้คร่ำครวญมากนัก กลับทำใจได้อย่างง่ายดาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอยู่ห่างไกลกับสามีมานาน ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีเริ่มเจือจาง และเคยทำใจไว้แล้วว่าสักวันเขาจะต้องมีสตรีนางใหม่แน่" ฝนตกอีกแล้ว " น้ำเสียงที่เคยเงียบไปหลายชั่วยามเอ่ยขึ้น " ไม่รู้ฉางเอ๋อร์ของข้าจะเป็นเช่นไรบ้าง"" ลูกสาวของท่านหรือเจ้าคะ?"คนถูกถามส่ายหน้า " หลานสาวของข้าน่ะ " ใบหน้างดงามของสตรีที่น่าจะมีอายุประมาณสามสิบปีหันมามองหมู่ตาน ก่อนเอ่ย " ตั้งแต่พี่สาวของข้าตายไป หลานสาวของข้าก็ถูกส่งไปอยู่ที่เรือนนอก ซึ่งเป็นทางผ่านไปเมืองของเจ้าพอดี "หมู่ตานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม อีกฝ่ายก็กล่าวต่อว่า" เป็นเพราะสามีสารเลวของพี่สาวข้าคนเดียว พอเขารู้ว่านางคลอดเด็กที่ไม่สมประกอบออกมา เขาก็ขับไล่ไสส่งหลานข้าประหนึ่งสุนัขน่ารังเกียจตัวหนึ่ง และทำให้พี่สาวข้าตรอมใจตาย "คนพูดทำสีหน้าคล้ายจะร้องไห้ พยายามกล้ำกลืนความเสียใจลงคอ กะพริบตาไล่ความร้อนผ่าวตรงขอบตา ปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งตามเดิม" สิ่งที่ข้าพอจะทำได้ก็คือมาเยี่ยมเยียนนางเดือนละครั้ง เพื่อทำให้นางไม่รู้สึกโดดเดี่ยว"หมู่ตานนั่งฟั







