Masukหมู่ตานสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดจากคนทั้งสอง และก็เข้าใจความรู้สึกเจียงหลงเจินด้วยเช่นกัน อีกฝ่ายแค่เป็นห่วงหลานสาวมากเกินไป จึงไม่อยากให้เอ่ยถึงคนชั่วช้าผู้นั้นอีก
" ข้าไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่ข้า... ฮึก" มือเรียวขาวยกขึ้นมาปิดหน้า กระนั้นก็ไม่สามารถปกปิดเสียงสะอื้นไห้ไว้ได้ หมู่ตานรู้สึกเห็นใจอีกฝ่าย นางจึงยื่นมือไปลูบแผ่นหลังอีกฝ่ายเพื่อปลอบประโลม นางเข้าใจถึงความกดดันและความเครียดที่ต้องมาดูแลคนป่วยและคนไม่สมประกอบดี ว่ามันต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหน เพราะตัวนางในตอนนี้ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเจียงหลงเจินที่ต้องดูแลแม่สามีที่ป่วยเช่นกัน " อย่าร้องเลย ท่านทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ไม่ต้องกล่าวโทษตัวเองหรอก" " ฮือๆ ข้าน่าจะคัดค้านไม่ให้พี่สาวข้าแต่งงานกับคนชั่วตระกูลเซี่ยตั้งแต่ทีแรก หากเป็นเช่นนั้นพวกนางทั้งสองคนก็คงมีชีวิตที่ดีกว่านี้" " ชะตากรรมของเราสามารถขัดขวางได้เสียที่ไหนกัน มีแต่ต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ยากที่จะกลับไปแก้ไข มีเพียงระมัดระวังไม่ให้เรื่องน่าหนักใจเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็เท่านั้น " ก่อนหน้านี้นางเป็นสตรีใจง่าย หลงรักบุรุษเพราะคำพูดแสนหวาน งมงายกับความรักลึกซึ้ง ถูกหลอกใช้ให้เลี้ยงดูมารดาของเขามาตั้งหลายปี เงินทุกตำลึงที่หามาได้จากการรับจ้างซักผ้าและหอบน้ำ ล้วนถูกนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการสอบขุนนางของเขาทั้งนั้น แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น นางกลับไม่ได้คิดแค้นเขา เพราะรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว สิ่งที่เสียไปแล้ว ก็ปล่อยให้มันเสียไปเถิด จากนี้ก็แค่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดี อย่างน้อยๆ ต่อให้สามีหมดรักนางแล้ว แต่แม่สามีก็ยังรักและเอ็นดูนางประหนึ่งบุตรสาวคนหนึ่ง เจียงหลงเจินรีบเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้า ต้องขอบคุณคำพูดของหมู่ตานที่ดึงสตินางกลับมา " ขอบคุณเจ้ามากนะ ว่าแต่ฝนหยุดตกแล้ว เจ้าจะนอนที่นี่สักคืนก่อนหรือไม่" หมู่ตานมองไปยังบานหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้ สายฝนโหมกระหน่ำก่อนหน้านี้สงบลงแล้ว ทั้งผืนดินชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำ เส้นทางกลับบ้านต้องเต็มไปด้วยโคลนตมแน่นอน กระนั้นหมู่ตานก็ยังเลือกที่จะกลับไป " ขอบคุณในน้ำใจของท่านมากเจ้าค่ะ แต่ว่าข้าต้องรีบกลับไปดูแม่สามีแล้ว " นางฝากให้ป้าเยี่ยนข้างบ้านมาดูแลแม่สามีเป็นการชั่วคราว ยามที่นางเดินทางไปเมืองหลวง ซึ่งตอนนี้ก็ถึงกำหนดกลับแล้ว " ที่เจ้าร้องไห้เมื่อคราวนั้นเป็นเพราะสิ่งใดงั้นหรือ? " เดิมทีเจียงหลงเจินจะไม่ถาม เพราะไม่อยากก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่น ทว่ายามนี้นางกลับอยากรู้เหลือเกินว่า เรื่องอะไรที่ทำให้สตรีจิตใจดีเช่นหมู่ตานทุกข์ใจ หมู่ตานหันสายตามองไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของอีกฝ่าย เรื่องสามีนางไม่อยากพูดออกไปให้ใครรู้ จึงแสร้งโกหกไปว่า " ตอนนั้นข้าไม่มีเงินซื้อยาให้แม่สามี ก็เลยรู้สึกเศร้าใจเจ้าค่ะ " ในเมื่ออีกฝ่ายว่ามาเช่นนั้น นางก็ไม่ได้ถามซักไซ้สิ่งใดต่อ ประเดี๋ยวจะหาว่านางสอดรู้สอดเห็นเรื่องของผู้อื่น " โธ่! งั้นหรือ เช่นนั้นข้าจะให้คนส่งยาไปให้ทีหลังก็แล้วกัน ส่วนวันนี้เจ้าให้คนของข้าไปส่งเถิด " หมู่ตานรู้ดีว่าเปล่าประโยชน์หากจะปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่าย นางจึงพยักหน้าเป็นการตอบรับ ผ่านไปหนึ่งเค่อ หมู่ตานก็เตรียมตัวเสร็จ เจียงหลงเจินย้ำกับคนบังคับรถม้าว่าให้ไปส่งหมู่ตานให้ถึงเรือน อย่าได้ปล่อยอีกฝ่ายไว้กลางทางเด็ดขาด ซึ่งพูดเพื่อดักทางหมู่ตานไปด้วยในตัว เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายจะต้องขอลงก่อนแน่นอน ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามในที่สุด หมู่ตานก็มาถึงเรือนเก่าๆ หลังหนึ่ง นางอยู่ที่นี่มาได้หลายปีแล้ว นับตั้งแต่อู๋ซานยังเป็นแค่บัณฑิตยากจนคนหนึ่ง ร่างเพรียวบางเดินเข้าไปในเรือนพร้อมกับถุงผ้าที่ห่อของกินไว้มากมาย ตอนแรกนางจะไม่รับมาเพราะเกรงใจ แต่เจียงหลงเจินก็คะยั้นคะยอให้นางรับมาจนได้ ไม่รู้อีกฝ่ายถูกใจนางอะไรนักหนา ถึงได้ทำเหมือนว่าสนิทสนมกับนางทั้งที่เพิ่งเจอกันเช่นนี้ ไม่สิ! คงต้องบอกว่าเจียงหลงเจินแค่รู้สึกเวทนานางจึงจะถูก " ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ " หมู่ตานตะโกนเรียกหาแม่สามี นอกจากปอดไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว สุขภาพร่างกายอย่างอื่นก็ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะขาที่แทบไร้เรี่ยวแรง เดินเหินไม่สะดวกเหมือนคนปกติทั่วไป กระนั้นหญิงชราก็ยังฝืนร่างกายออกมารับลูกสะใภ้ รอยยิ้มดีใจปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น " หมู่ตาน เจ้ากลับมาแล้วหรือ " หญิงสาวรีบเข้าไปประคองหญิงชรา พาไปนั่งตรงเก้าอี้ที่สานจากไม้ไผ่ที่วางอยู่หน้าบ้าน " ท่านแม่ ท่านออกมาทำไมเจ้าคะ ร่างกายยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ด้วย " หญิงชราไม่สนใจคำบ่นของลูกสะใภ้ นางยื่นมือมากุมมือนุ่ม พลางถามด้วยความกระตือรือร้นว่า " ซานเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าพบเขาหรือไม่ " ครั้นได้ยินชื่อสามี ร่างเล็กก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง นางจะบอกแม่สามีว่าอย่างไรดี บอกว่าเขามีครอบครัวใหม่แล้วดีหรือไม่ หรือจะบอกว่าเขาลืมพวกนางไปแล้วดี สุดท้ายหมู่ตานก็ไม่กล้าบอกตามความจริง ด้วยกลัวแม่สามีจะเสียใจที่ถูกบุตรชายเพียงคนเดียวทอดทิ้งไปแล้ว " ข้าไม่พบท่านพี่เจ้าค่ะ แต่ได้ยินมาว่าเขาได้รับภารกิจให้ไปทำงานอยู่ที่แดนเหนือ อีกนานกว่าจะกลับมาเจ้าค่ะ " " เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ " รอยยิ้มดีใจค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้า นี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้วที่นางไม่ได้เจอบุตรชายของตนเอง มีเพียงจดหมายที่ส่งมาให้ทุกเดือนพร้อมกับเงินเพียงเล็กน้อย ในจดหมายบอกแค่ว่าอีกไม่นานจะกลับมา แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร " แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานท่านพี่จะต้องกลับมาหาพวกเราอย่างแน่นอน " นางลูบหลังมือแม่สามีเป็นการปลอบใจ หญิงชราพยักหน้าพลางฉีกยิ้มอีกครั้ง " ข้าเชื่อเจ้า " นางเลือกที่จะโกหก เพราะรู้ดีว่าแม่สามีอาจอยู่ไม่พ้นสิ้นปีนี้ อย่างน้อยในตอนที่อีกฝ่ายจะตาย นางก็อยากให้ตายอย่างมีความสุข ไม่ต้องมาตรอมใจกับการกระทำของบุตรชายเพียงคนเดียว หรือรู้ว่าคนผู้นั้นแสร้งทำเป็นลืมพวกนาง ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะโกหก เพื่อทำให้อีกฝ่ายไม่ต้องเจ็บปวด....ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความโกลาหล มีทั้งหมอที่เจียงหลงเจินไปว่าจ้างมากับบ่าวรับใช้วิ่งสวนกันขวักไขว่ เข้าออกห้องสองห้องที่มีคนบาดเจ็บ เสียงร้องของเซี่ยปิงฉางเริ่มอ่อนแรงลง แม้ดื่มยาเร่งคลอดแล้ว แต่ก็ไม่ช่วยให้นางคลายความเจ็บปวดจนกระทั่งเวลาผ่านไปสองชั่วยาม เจียงหลงเจินที่ยืนสั่งการบ่าวรับใช้อยู่นอกห้องได้ยินเสียงร้องของเด็กทารก นางรีบละทิ้งทุกอย่างเปิดประตูเข้าไปดูอาการของหลานสาว" ฉางเอ๋อร์ "สีหน้าของผู้เป็นน้าสาวดูไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวของคนที่นอนอยู่บนเตียง สภาพภายในห้องเต็มไปด้วยคราบเลือดและมีกลิ่นคาวคละคลุ้ง" นางเสียเลือดมากเจ้าค่ะ " หมอหญิงที่ทำการคลอดให้เซี่ยปิงฉางพูดขึ้น " ข้าพยายามทำสุดความสามารถแล้ว แต่เกรงว่า..."หมอยังพูดไม่จบ เจียงหลงเจินก็ทรุดฮวบลงไปกองที่พื้น หยาดน้ำสีใสหลั่งรินอาบดวงตาทั้งสองข้าง " ฮึก! ฉางเอ๋อร์ "ร่างแน่นิ่งของเซี่ยปิงฉางไม่ส่งเสียงใด พร้อมกับลมหายใจที่ค่อยๆ ขาดห้วงอย่างเชื่องช้า สายฝนด้านนอกเริ่มตกกระหน่ำอีกครั้ง กลบทับเสียงสะอื้นไห้ของเจียงหลงเจินที่ส่งเสียงโหยหวนดูน
" จับนาง!"สิ้นเสียงนั้นหมู่ตานก็รีบวิ่งหนีออกไปจากเรือน แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่ามีคนแก่อยู่ในห้อง นางจึงหยุดชะงัก และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งเข้ามาประชิดตัว มันไม่พูดถ้อยคำใด นอกจากใช้มีดแหลมแทงทะลุท้องนางหยาดโลหิตสีแดงฉานหลอมละลายเข้ากับหยาดน้ำฝน หญิงสาวก้มมองจุดที่โดนแทง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ มือสั่นสะท้านเอื้อมไปดันมือแกร่งให้ออกห่าง แต่พละกำลังของนางกลับสู่อีกฝ่ายไม่ได้" จัดการง่ายกว่าที่คิดอีกนะ " ชายร่างกำยำพูดด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม ไม่รู้สึกผิดกับเรื่องที่ทำแม้แต่น้อย" ทะ...ทำแบบนี้เพราะเหตุใด " หมู่ตานรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเอ่ยถามคนร้ายแสยะยิ้ม " สามีเจ้าจ้างวานพวกข้ามา เขาบอกว่าถ้าเจ้ากับยายแก่นั่นยังอยู่ อนาคตของเขาจะไม่ราบรื่น ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ข้ามากำจัดพวกเจ้าให้พ้นทาง อย่าได้โกรธกันเลยนะ ข้าเองก็มีปากท้องเช่นกัน จำเป็นจะต้องรับเงินจากเขา ฉะนั้นแล้ว เจ้าจงจากไปอย่างสงบเสียเถิด "" ฮื่อ"ชายฉกรรจ์ดึงมีดออกมาและแทงไปที่หน้าท้องด้านซ้ายอีกแผล ร่างเล็กทรุดฮวบลงไปกองบนพื้นชื้นแฉะ ดวง
สองวันผ่านไป หมู่ตานกลับมาใช้ชีวิตตามเดิม นางตื่นตั้งแต่ยามอิ๋นเพื่อลุกมาเตรียมอาหารให้แม่สามี ทำงานบ้านทุกอย่างเสร็จสรรพก็ได้เวลาออกไปหาบน้ำมาใส่โอ่งจนเต็มทั้งห้าใบ ก่อนออกไปรับจ้างซักผ้าที่จวนของขุนนางท้องถิ่นนางทำเช่นนี้ทุกวันโดยไม่เหน็ดเหนื่อย มืออ่อนนุ่มของสตรีเป็นเช่นไรนางไม่เคยได้สัมผัส เพราะพอก้มมองมือของตนเองกลับพบแต่ความหยาบกร้าน แต่ก็นับว่าเป็นความภูมิใจที่นางใช้มือคู่นี้เลี้ยงดูตนเอง และใช้มันหาเงินส่งเสียผู้อื่นได้หมู่ตานกลับมาที่เรือนในยามโหย่ว เพื่อมาเตรียมอาหารเย็นให้แม่สามี วันนี้ฮูหยินของนายอำเภอท่านใจดีมอบไก่ดำมาให้นางตัวหนึ่ง แม้เป็นของล้ำค่าแต่อีกฝ่ายกลับไม่ตระหนี่ แบ่งให้นางมาตุ๋นกินเย็นนี้" ท่านแม่ วันนี้ข้าได้ไก่ดำมาตัวหนึ่ง สวี่ฮูหยินมอบให้ข้ามา ท่านดูสิเจ้าคะ " หมู่ตานยกไก่ตัวนั้นให้แม่สามีดูหญิงชราคลี่ยิ้มจางๆ เมื่อเห็นสีหน้าสดใสของลูกสะใภ้ วันก่อนนางสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาของหมู่ตานไม่ค่อยสู้ดีนัก เดาว่าคงทุกข์ใจเกี่ยวกับเรื่องบุตรชายนางเดิมทีนางไม่เห็นด้วยกับการรับหมู่ตานมาเป็นลูกสะใภ้ เพราะอีกฝ่ายเป็นคนไร้หัวนอนปลายเท้า ไม่รู้ที่มาที่ไปที่แน่ชัด แต่
หมู่ตานสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดจากคนทั้งสอง และก็เข้าใจความรู้สึกเจียงหลงเจินด้วยเช่นกัน อีกฝ่ายแค่เป็นห่วงหลานสาวมากเกินไป จึงไม่อยากให้เอ่ยถึงคนชั่วช้าผู้นั้นอีก" ข้าไม่ได้อยากทำเช่นนี้ แต่ข้า... ฮึก" มือเรียวขาวยกขึ้นมาปิดหน้า กระนั้นก็ไม่สามารถปกปิดเสียงสะอื้นไห้ไว้ได้หมู่ตานรู้สึกเห็นใจอีกฝ่าย นางจึงยื่นมือไปลูบแผ่นหลังอีกฝ่ายเพื่อปลอบประโลม นางเข้าใจถึงความกดดันและความเครียดที่ต้องมาดูแลคนป่วยและคนไม่สมประกอบดี ว่ามันต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหน เพราะตัวนางในตอนนี้ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเจียงหลงเจินที่ต้องดูแลแม่สามีที่ป่วยเช่นกัน" อย่าร้องเลย ท่านทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ไม่ต้องกล่าวโทษตัวเองหรอก"" ฮือๆ ข้าน่าจะคัดค้านไม่ให้พี่สาวข้าแต่งงานกับคนชั่วตระกูลเซี่ยตั้งแต่ทีแรก หากเป็นเช่นนั้นพวกนางทั้งสองคนก็คงมีชีวิตที่ดีกว่านี้"" ชะตากรรมของเราสามารถขัดขวางได้เสียที่ไหนกัน มีแต่ต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ยากที่จะกลับไปแก้ไข มีเพียงระมัดระวังไม่ให้เรื่องน่าหนักใจเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็เท่านั้น "ก่อนหน้านี้นางเป็นสตรีใจง่าย หลงรักบุรุษเพราะคำพูดแสนหว
รอไม่นานเจ้าของห้องก็รีบวิ่งมาเปิดประตู นางจำได้ในทันทีว่าเสียงเรียกนั้นเป็นของผู้ใด " ท่านน้า" หญิงสาวในวัยสิบเจ็ดปีเปิดประตูออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หมู่ตานเพ่งพิศดวงหน้างดงามของอีกฝ่าย เซี่ยปิงฉางนับว่าเป็นหญิงงามล่มเมือง ดวงตากลมโตและเปล่งประกายไปด้วยความตื่นเต้นดีใจอยู่เสมอ ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อ คิ้วโค้งดั่งคันศรธนู รูปร่างเพรียวบางสมส่วน เสียก็แต่... " ทะ...ท่านน้ามาหาฉางเอ๋อร์...แล้วขนมอยู่ไหน " แม้ภายนอกจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่สมองและความคิดของอีกฝ่ายหยุดอยู่ที่ตอนอายุห้าขวบเท่านั้น หมู่ตานมองคนอายุน้อยกว่าตนด้วยความเห็นใจ ยิ่งเห็นหน้าท้องกลมนูนที่ยื่นออกมา นางก็พลันสังเวชใจยิ่ง คนที่ทำเช่นนี้กับเซี่ยปิงฉางนับได้ว่าเป็นเศษเดนโดยแท้จริง " น้าต้องเตรียมมาให้เจ้าอยู่แล้วสิ ก่อนอื่นทักทายเพื่อนของน้าก่อนเร็วเข้า" เจียงหลงเจินเบี่ยงตัวหลบ ให้เซี่ยปิงฉางมองเห็นคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังนาง หญิงสาวมองสตรีนางนั้นด้วยความสนใจ อีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้นางอย่างเป็นมิตร " เพื่อนของท่านน้า?" " ใช่แล้ว! นางชื่อหมู่ตาน " " พี่หมู่ตาน ข้าชื่อเซี่ยปิงฉาง " คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นห
น่าแปลกที่นางไม่ร้องไห้คร่ำครวญมากนัก กลับทำใจได้อย่างง่ายดาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอยู่ห่างไกลกับสามีมานาน ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีเริ่มเจือจาง และเคยทำใจไว้แล้วว่าสักวันเขาจะต้องมีสตรีนางใหม่แน่" ฝนตกอีกแล้ว " น้ำเสียงที่เคยเงียบไปหลายชั่วยามเอ่ยขึ้น " ไม่รู้ฉางเอ๋อร์ของข้าจะเป็นเช่นไรบ้าง"" ลูกสาวของท่านหรือเจ้าคะ?"คนถูกถามส่ายหน้า " หลานสาวของข้าน่ะ " ใบหน้างดงามของสตรีที่น่าจะมีอายุประมาณสามสิบปีหันมามองหมู่ตาน ก่อนเอ่ย " ตั้งแต่พี่สาวของข้าตายไป หลานสาวของข้าก็ถูกส่งไปอยู่ที่เรือนนอก ซึ่งเป็นทางผ่านไปเมืองของเจ้าพอดี "หมู่ตานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม อีกฝ่ายก็กล่าวต่อว่า" เป็นเพราะสามีสารเลวของพี่สาวข้าคนเดียว พอเขารู้ว่านางคลอดเด็กที่ไม่สมประกอบออกมา เขาก็ขับไล่ไสส่งหลานข้าประหนึ่งสุนัขน่ารังเกียจตัวหนึ่ง และทำให้พี่สาวข้าตรอมใจตาย "คนพูดทำสีหน้าคล้ายจะร้องไห้ พยายามกล้ำกลืนความเสียใจลงคอ กะพริบตาไล่ความร้อนผ่าวตรงขอบตา ปรับสีหน้าให้กลับมาสงบนิ่งตามเดิม" สิ่งที่ข้าพอจะทำได้ก็คือมาเยี่ยมเยียนนางเดือนละครั้ง เพื่อทำให้นางไม่รู้สึกโดดเดี่ยว"หมู่ตานนั่งฟั







