เสียงประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกอีกครั้งตามแรงของฝ่ามือหนา ร่างสูงของลมก้าวออกมาเงียบ ๆ เพียงลำพัง หลังจากถูกทุกคนทิ้งไว้ หากเป็นเมื่อก่อน อย่างน้อยเขายังมีซันที่คอยไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ต่างจากเดย์กับไนท์ที่มักจะหายตัวไปเป็นประจำ เพื่อไปตามเฝ้าดูแลรุ่นน้องคนสนิทในวัยเด็กอย่างแสงเหนือทุกครั้งที่พอมีเวลา
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป แม้แต่ซันเอง ก็ยังหายหัวไปเฝ้าหุ้นส่วนร้านคาเฟ่คนสวยที่มันพยายามยัดเยียดตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ถึงขั้นยอมนอนในร้านเล็ก ๆ แล้วปล่อยคอนโดหรูใจกลางเมืองทิ้งร้างไว้ให้ฝุ่นจับ
ลมถอนหายใจเบา ๆ ขณะก้าวเท้าไปตามเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างคณะวิศวะและสถาปัตย์ ลัดเลาะไปยังลานจอดรถที่อยู่ติดกับประตูหลัง
ในเวลานี้มหาวิทยาลัยเริ่มเงียบลงกว่าปกติ ผู้คนเริ่มบางตา เพราะล่วงเลยช่วงบ่ายมาแล้ว แต่อากาศยังคงร้อนระอุ แสงแดดในเวลาบ่ายแก่ ๆ ลอดผ่านแนวไม้ใหญ่ พาดเงาลงบนพื้นทางเดินเป็นจังหวะ ๆ เขาเดินผ่านร่มเงาเหล่านั้นไปอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งฝีเท้าหยุดชะงักโดยไม่รู้ตัว
ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังคณะที่ดูเงียบสงบ กลับมีใครบางคนกำลังนอนฟุบหน้าอยู่กับแขนบนโต๊ะหินอ่อน หากแต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาเอาไว้ไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นเส้นผมสีบลอนด์ของเธอที่ดูโดดเด่นจนสะดุดสายตา
ผมบลอนด์ยาวสลวยถูกมัดรวบไว้แบบลวก ๆ ไปทางด้านหลัง ใบหน้าสวยแบนชิดไปกับต้นแขนเรียวเล็กที่พาดอยู่กับขอบโต๊ะ กว่าจะรู้ตัวเขาก็เดินมาหยุดอยู่ข้างกายหญิงสาวที่ยังคงหลับสนิทอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
ฝ่ามือหนาเอื้อมปลายนิ้วไปสัมผัสกับกลุ่มเรียวผมที่ปรกอยู่บนใบหน้าเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เกลี่ยออกไปทัดกับใบหูช้า ๆ เพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมาเสียก่อน แต่ลมหายใจเข้าออกช้า ๆ สม่ำเสมอนั้น บ่งบอกว่าคนตัวเล็กตรงหน้าเขากำลังจมอยู่ในนิทราที่ลึกจนไม่รู้สึกตัว
“กลางแดดแบบนี้ก็นอนได้เหรอวะ”
ร่างสูงบ่นพึมพำออกมาพร้อมกวาดสายตาสำรวจใบหน้าของหญิงสาวอย่างพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ก่อนหัวคิ้วหนาจะเริ่มขมวดปมเข้าหากันด้วยความรู้สึกหลากหลาย ปกติผู้หญิงคนนี้ก็มีผิวที่ขาวมากอยู่แล้ว แต่เขาไม่คิดว่าผิวคนเรามันจะเปลี่ยนจากผิวขาวเนียนละเอียดมาเป็นสีแดงอมชมพูได้ เพียงแค่เพราะโดนแสงแดดส่องผ่านช่องใบไม้ลงมาวูบไหวบนผิวแก้มและไรผม แม้ทุกอย่างดูเรียบง่าย แต่กลับละสายตาออกไปไม่ได้เลยสักวินาที ดูเหมือนช่วงนี้เขาจะได้เจอเธอบ่อยมากจริง ๆ
ลมยืนนิ่งอยู่แบบนั้น เขามองเธออยู่นานจนไม่รู้ตัวว่าเวลาได้ผ่านไปนานแค่ไหน แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่เปลือกตาบาง ๆ ปิดสนิท จมูกโด่งเล็กน้อยจนดูน่ามันเขี้ยว รวมถึงริมฝีปากแดงอมชมพูอวบอิ่มนั่นที่ทำเอาเขาแอบลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะไล้เลียริมฝีปากตัวเองเบา ๆ นึกอยากลองสัมผัสดูสักครั้ง
“แค่โดนแดดผิวยังแดงขนาดนี้”
เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ สายตาคมทอดมองหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังฟุบหลับอยู่เงียบ ๆ ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างเย้ายวนเป็นธรรมชาติ และมีผิวขาวสวยเนียนละเอียดไม่ต่างจากผิวเด็ก ทุกอย่างที่เป็นเธอมันชั่งดูมีเสน่ห์ ดึงดูดให้อยากรังแก แต่ก็ดูบอบบางน่าทะนุถนอมจนอยากปกป้องในเวลาเดียวกัน
ชายหนุ่มยังคงยืนเฝ้าหญิงสาวอยู่แบบนั้นแล้วปล่อยให้เวลายังคงเดินต่อไป จนแสงแดดรำไรเริ่มเปลี่ยนทิศทาง สาดแสงลงมาบนเปลือกตาที่ปิดสนิททำให้คนที่นอนหลับเริ่มขยับตัวเล็กน้อย
ร่างสูงเผลอก้าวขยับเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าวทันที ทำให้แสงแดดที่เคยแตะต้องใบหน้าเธอถูกเงาของเขาบดบังไปทั้งหมด ลมใช้เงาของตัวเองบดบังแสงแดดให้เธอเงียบ ๆ เพียงเพราะเขากลัวว่าแสงแดดที่สาดแสงลงมาจะทำให้ใครอีกสักคนสะดุ้งตื่น
“…”
ชายหนุ่มดุดดันลิ้นเข้าที่กระพุ้งแก้มของตัวเอง เมื่อรู้ว่าตัวเองเผลอทำเรื่องไร้สาระอย่างการยืนมองอีกคนหลับอยู่ตรงนี้ แล้วยังยืนบังแดดให้อีกฝ่ายอย่างไม่มีเหตุผล แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันกลับทำให้หัวใจของเขารู้สึกอิ่มเอมจนหลงลืมอารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปจนหมด
เวลายังคงเดินต่อไปช้า ๆ จากแดดจ้าในบ่ายแก่ ค่อย ๆ กลายเป็นแสงสีทองรำไรของยามเย็น ลมยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับไปไหน เขาทำเพียงแค่มองใบหน้าที่ยังหลับสนิทราวกับต้องมนต์สะกดที่มองได้ไม่รู้เบื่อ จนไม่รู้เลยว่าเวลาล่วงผ่านไปนานเท่าไร และไม่มีวี่แววว่าเธอจะรู้สึกตัวด้วยซ้ำ ว่ามีใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเธอตรงนี้ตลอดเวลา
“ขี้เซาชะมัด”
ลมเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มกลายเป็นสีส้ม เขาไม่ควรปล่อยให้คนตัวเล็กนอนอยู่ตรงนี้ เพราะมันอันตรายเกินไปและเธออาจจะไม่สบายได้ คนตัวสูงก้าวถอยออกมาอย่างเงียบที่สุด ฝีเท้าหนักแน่นแต่ไร้เสียงกระทบพื้น เขาค่อย ๆ ถอยจากโต๊ะหินอ่อนนั้นไปยังมุมหนึ่งของลานหลังคณะ
มุมที่ยังพอมองเห็นเธอได้จากไกล ๆ แต่ไม่มีเงาของเขาทาบผ่านเธออีกแล้ว เขาพิงตัวกับต้นไม้ใหญ่เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาตัวช่วย กระทั่งเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นจากด้านข้างเป็นนักศึกษาผู้หญิงคนหนึ่ง
“ขอโทษครับ ช่วยปลุกผู้หญิงคนนั้นให้หน่อยได้ไหมครับ”
“ดะ ได้ค่ะ”
ลมมองอีกฝ่ายที่กำลังมึนงงในคำขอร้อง เธอทำเพียงแค่ตอบรับและพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาคนที่ยังหลับอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน พร้อมเสียงเรียกที่แผ่วเบาพยายามปลุกคนที่นอนหลับให้ตื่นขึ้นมา
“เธอ ๆ ตื่นก่อน ตอนนี้มันเย็นมากแล้ว”
ร่างเล็กขยับตัวเล็กน้อยเมื่อเสียงเรียกดังแว่วมาจากข้างหู เปลือกตาบางกะพริบช้า ๆ ขณะที่ดวงตาค่อย ๆ ปรับรับกับแสงแดดยามเย็นที่ทอแสงอ่อนลงเรื่อย ๆ
“อื้มมม”
ดวงตากลมโตเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความมึนงง ก่อนจะพบว่าเธอเผลอหลับยาวจนมีเพื่อนร่วมคณะเดินเข้ามาปลุก
“ขอบใจนะ”
ซีลีนเอ่ยเสียงแผ่วพร้อมยิ้มให้อีกฝ่ายที่อุตส่าห์มีน้ำใจเดินมาปลุก ฝ่ามือเรียวบางยกมือขึ้นลูบหน้าผากตัวเองเบา ๆ เธอไม่ได้คิดว่าตัวเองจะหลับลึกได้ขนาดนี้ จากตั้งใจเพียงจะงีบสักพักให้หายง่วงสักหน่อย เพราะร่างกายของเธอเหนื่อยล้าเกินกว่าจะขับรถกลับคอนโดคนเดียวได้ แต่กลายเป็นว่าเธอกลับเผลอหลับไปจนถึงเย็น
ร่างบางค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งตัวตรง ลำคอแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลายลงช้า ๆ ดวงตายังพร่าเบลอเล็กน้อย แต่มีสิ่งหนึ่งที่แทรกเข้ามาในความรู้สึกกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด
เธอรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียวในตอนที่เผลอหลับไป แม้จะตื่นมาไม่เจอใคร แต่บางอย่างในใจกลับบอกเธอแบบนั้น มันเป็นความรู้สึกเหมือนว่ามีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
ซีลีนหันมองรอบตัวอย่างช้า ๆ แนวไม้ใหญ่ทอดเงาลงมาบนโต๊ะหินอ่อน สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านปลายผมของเธอให้สะบัดเล็กน้อย สัมผัสเย็นเฉียบที่ข้างแก้มชวนให้เธอหลับตาลงอีกครั้งเพียงครู่
“แปลกจัง”
เสียงหวานเอ่ยพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา หัวใจของเธอเต้นช้า ๆ แต่เป็นจังหวะ อย่างไม่เข้าใจตัวเอง ความรู้สึกเหมือนมีใครอยู่ใกล้ ๆ โดยที่เธอไม่รู้ตัว เธอไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น หรือทำไมถึงรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย ทั้งที่เพิ่งตื่นจากการนอนฟุบกลางแดดคนเดียว
เธอยกมือขึ้นแตะข้างแก้มที่ยังอุ่นจากแสงแดด แต่ในความอุ่นนั้นกลับมีบางอย่างแทรกซึม เป็นความอบอุ่นที่ไม่ใช่เพียงอุณหภูมิของแสงอาทิตย์ แต่เหมือนเป็นร่องรอยของใครบางคน
“หรือจะคิดมากไปเอง”
ซีลีนส่ายหน้าเบา ๆ พยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แต่หัวใจกลับยังไม่ยอมปล่อยความรู้สึกนั้น เธอก้มมองโต๊ะหินอ่อนที่เคยนอนฟุบอยู่นาน ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ร่างบางยืดตัวบิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วกวาดสายตามองไปยังแนวต้นไม้ด้านหลังคณะที่เงาไม้ทอดทับลงบนพื้นหญ้าอย่างเงียบงัน วูบหนึ่ง เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ตรงนั้น แต่พอหันไปมองจริง ๆ กลับไม่พบอะไรเลย นอกจากความว่างเปล่าและสายลมเย็นวูบหนึ่งที่พัดผ่านใบหน้า ทำให้เส้นผมบางเบาปลิวสะบัด
“บางที แค่บางทีที่เราคิดมากไปเอง มันไม่มีอะไรเลย”
คนตัวเล็กหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วผ่อนออกยาว ๆ เธอเดินออกจากตรงนั้นไปโดยไม่รู้เลยว่า เบื้องหลังต้นไม้ใหญ่ มีร่างสูงของชายหนุ่มยังคงยืนอยู่เงียบ ๆ ลอบมองแผ่นหลังเล็กที่ค่อย ๆ เดินจากไป โดยไม่มีคำพูด ไม่มีการทักทาย มีแค่แววตาที่มองตาม และรอยยิ้มบางที่ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว แล้วทุกอย่างก็ค่อย ๆ เงียบลงอีกครั้ง