คณะสถาปัตย์ – ห้องเลกเชอร์ 401
เสียงเครื่องปรับอากาศบนเพดานดังสลับกับเสียงกระซิบกระซาบของนักศึกษาปีสี่ ที่ทยอยเข้าห้องเรียนในช่วงสายของวันด้วยสภาพอิดโรยไม่ต่างกัน เพราะหลายคนยังอยู่ในสภาพที่ยังไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืน
โชคดีที่ช่วงนี้อาจารย์แต่ละรายวิชายังเว้นระยะการเข้าคลาสให้ไปทำโปรเจกต์ใหญ่ของแต่ละคน ทำให้นักศึกษาปีสี่ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตกินนอนที่ห้องสโมสรของคณะเป็นส่วนใหญ่ เพราะด้วยชิ้นงานโปรเจกต์มีขนาดและรายละเอียดที่ไม่สะดวกในการเคลื่อนย้ายบ่อย ๆ
แต่ทั้งนี้คลาสที่ต้องมาเช็กชื่อและประกาศข่าวสารก็ยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกับวันนี้ที่ประธานรุ่นแจ้งประชุมรวมนักศึกษาปีสี่ที่ห้องเลกเชอร์ใหญ่ ซึ่งซีลีนที่รู้ข่าวคร่าว ๆ จากเมฆก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องที่อาจารย์จะแจ้งให้นักศึกษาทราบเป็นเรื่องอะไร
ร่างบางเดินเข้ามาในห้องทิ้งตัวลงนั่งข้างชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนสนิทเหมือนอย่างเคย ก่อนจะทอดสายตาหยุดอยู่ที่แก้วกาแฟเย็นในมือของเมฆที่ยื่นมาให้ ก่อนจะยกขึ้นดื่มเล็กน้อย
“เมื่อคืนกลับกี่โมง”
เมฆถามหญิงสาวที่กำลังยกแก้วกาแฟที่ตนเตรียมมาให้ขึ้นดื่มช้า ๆ ด้วยสภาพที่ยังคงงัวเงียจากการนอนไม่พอ แต่มันกลับไม่สามารถบดบังความสวยบนใบหน้าของหญิงสาวได้เลย
“ตีสี่ แต่ทำไปได้เกินครึ่งแล้ว เหลือขัดฐานกับลบเส้น”
“พิงมาถ้าจะนอน ถ้าอาจารย์เข้าเดียวเรียก”
“ขอบใจ”
เธอตอบเรียบ ๆ ก่อนจะหลับตาลงแล้วพิงศีรษะของตัวเองลงบนแขนของเพื่อนสนิทที่นั่งข้างกันอย่างไม่คิดปฏิเสธ เพราะความง่วงกำลังเล่นงานเธออย่างหนัก หลังจากที่เธอเพิ่งกลับคอนโดเมื่อตอนตีสี่ แต่กว่าจะขับรถถึงคอนโด อาบน้ำเสร็จก็เกือบเช้าพอดี เท่ากับตอนนี้เธอเพิ่งได้นอนไปไม่ถึงสามชั่วโมงด้วยซ้ำ
“นอนซะ”
เสียงทุ้มบอกกับหญิงสาวที่นั่งข้างกัน เมฆจ้องมองใบหน้าสวยที่หลับตาพริ้ม ทั้งท่าทางและสีหน้าของซีลีนที่แสดงออกมาให้เห็น ไม่ต่างจากเด็กน้อยที่กำลังงอแงเพราะความง่วงนอน ทำให้เมฆหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ ในลำคอด้วยความรู้สึกเอ็นดู แล้วปล่อยให้คนตัวเล็กใช้แขนของตัวเองเป็นที่พักพิงสายตา
ทว่าเวลาผ่านไปได้ไม่นานอาจารย์เจ้าของคลาสก็เดินเข้ามาพร้อมช้อนสายตาไปรอบห้อง เสียงพูดคุยกันก่อนหน้าเบาลงอย่างรวดเร็ว
“วันนี้มีประกาศสำคัญที่อาจารย์จะมาแจ้งให้ทุกคนทราบ”
เสียงอาจารย์ศิริพรดังขึ้นชัดเจน พร้อมเปิดสไลด์บนจอเรียกความสนใจให้กับบรรดานักษาหลายคนได้เป็นอย่างดี รวมถึงซีลีนที่กำลังพักสายตาไปได้ไม่นานก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“เนื่องจากทางผู้บริหารเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน จึงได้มีนโยบายริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์ให้กับชุมชน โดยจะมีการคัดเลือกตัวแทนของคณะสถาปัตย์ให้เป็นผู้ออกแบบสะพานและร่วมกันสร้างสะพานขึ้นมาพร้อมกับตัวแทนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์”
นักศึกษาหลายคนเงียบไปทันที บางคนเริ่มบ่นพึมพำแล้วมองหน้ากันด้วยความโอดครวญ เพราะแค่โปรเจกต์ที่ต้องทำอยู่ก็หนักจนแทบจะไม่มีเวลาได้นอนอยู่แล้ว และดูเหมือนจะไม่มีใครอยากเป็นตัวแทนในการทำโครงการนี้เลยสักคน
“คณะเราจะส่งตัวแทนสองคน เพื่อร่วมสำรวจพื้นที่จริงและทำงานร่วมกับฝั่งวิศวะจนกว่าสะพานสร้างเสร็จ โดยผลคัดเลือกอิงจากผลงาน ภาคปฏิบัติที่ผ่านมาของแต่ละบุคคล ส่วนนักศึกษาที่เป็นตัวแทนจะได้รับสิทธิ์พิเศษในการขยายเวลาส่งโปรเจกต์ของตัวเองออกไป เพิ่มอีกสองอาทิตย์”
อาจารย์เว้นจังหวะเล็กน้อย ห้องทั้งห้องเงียบสนิทก่อนพูดชื่อใครบางคนออกมา
“นายธรรมนิตย์ ศิริโชค และนางสาวพรพระจันทร์ ธาดาภิวัฒน์”
หญิงสาวชะงักก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ห้องทั้งห้องดูเหมือนจะเงียบลงเล็กน้อย เธอไม่ได้รู้สึกตกใจมากนัก และชื่อเธอกับเมฆก็ไม่ใช่ชื่อที่แปลกหูในสายตาเพื่อนร่วมคณะ
“ยินดีด้วยนะ ผลออกมาตามคาด”
“ไอ้สะพานนั่น มันตามมาหลอกหลอนฉันแล้วใช่ไหม”
ซีลีนถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างปลงตก พร้อมกับความง่วงที่มีก่อนหน้าก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ได้แค่คิดปลอบใจตัวเองที่อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ทำโครงการนี้คนเดียว
“อยากรู้จังว่าใครจะมาเป็นตัวแทนฝั่งวิศวะ”
เมฆพูดพลางเหลือบมองไปทางรายชื่ออีกฝั่งที่ยังไม่เปิดเผย เธอซีลีนมองตามสายตาของเมฆไปทันที เธอรู้ดีว่ามันคือโอกาสที่ดี แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกดีใจมากนักที่ต้องมาทำโครงการนี้
“การประชุมนอกพื้นที่การประสานงานยกให้นายจัดการ ส่วนการออกแบบและส่วนอื่น ๆ ฉันรับผิดชอบเอง”
ซีลีนเริ่มจัดแจงโยนภาระหน้าที่ที่ตัวเองไม่อยากทำให้กับชายหนุ่มที่นั่งข้างกันทันที แบบไม่ต้องถามความคิดเห็น เพราะเธอจะไม่ยอมออกไปตากแดดตากลมและไปประสานงานอะไรร่วมกับตัวแทนของทางฝั่งนั้นเด็ดขาด
“รับทราบครับท่านหญิง”
เมฆได้แต่ยักไหล่เบา ๆ เพราะสำหรับเขาเธอว่าไงเขาก็ว่าตามนั้น
ตึกคณะวิศวะโยธา
ท่ามกลางห้องประชุมขนาดเล็กที่มีเพียงชายหนุ่มร่างสูงไม่กี่คนนั่งอยู่กลางโต๊ะไม้ยาว ทุกคนที่อยู่ในห้องคือคนที่ถูกคัดเลือกมาแล้วและมีโอกาสจะถูกส่งรายชื่อไปเป็นตัวแทนนักศึกษาที่ต้องเข้าร่วมโปรเจกต์สร้างสะพานร่วมกับคณะสถาปัตย์ ซึ่งจะมีการประกาศรายชื่อตัวแทนในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
“เมื่อไหร่อาจารย์กับไอ้ซันจะมา”
เดย์นั่งเอนหลังเอาแขนพาดพนักเก้าอี้บ่นพึมพำออกมาอย่างงุ่นง่านใจโดยไม่คิดสนใจสิ่งรอบตัว เพราะมันเริ่มเลยเวลาที่เขานัดกับแสงเหนือเอาไว้มากแล้ว ต่างกับฝาแฝดของตนอีกคนที่ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาที่มีเสื้อช้อปสีน้ำเงินคลุมหน้าเอาไว้
“มึงใส่ชื่อมันลงไปจริงเหรอวะ”
เสียงของเดย์ดังขึ้นขณะที่ลมกำลังนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้คุยแชทกับสาว ๆ ที่เขานัดเอาไว้คืนนี้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความพึงใจ ราวกับกำลังรอดูละครสนุกเรื่องหนึ่งที่ตนเองเป็นคนเขียนบทเองกับมือ
“เออสิ”
ลมตอบหน้าตายก่อนจะยกขวดน้ำอัดลมในมือขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
“ไม่ใส่ชื่อมัน แล้วจะให้ใส่ชื่อใครวะ กูไม่ว่างต้องคอยใส่ใจสาว ๆ เดียวทุกคนจะเหงา หรือมึงสองคนอยากไปแทนมันก็เชิญนะ แต่ระวังมีคนมาจีบแสงเหนือแล้วกัน”
“ดูเหมือนมึงจะมั่นใจมากนะว่าไอ้ซันจะได้เป็นตัวแทนครั้งนี้”
“ชื่อมันอยู่ในลิสต์ชัวร์” ลมยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“คะแนนมันดี โปรเจกต์ก็ผ่านหมด อาจารย์เรียกกูไปคุยแล้ว กูก็เลยเสียสละใส่ชื่อมันไปแทน”
“แล้วถ้ามันรู้ว่ามึงทำอะไรกับชื่อมัน มึงจะไม่โดนเตะออกจากกลุ่มก่อนเหรอวะ?”
“มันไม่กล้าหรอก” ลมยิ้มกว้าง
“กูอุตส่าห์ส่งมันไปอยู่ใกล้น้องไอริสเลยนะ รับรองสุดท้ายมันต้องมาขอบใจกูแน่ ๆ”
เดย์ได้แต่ถอนหายใจ ส่ายหน้าอย่างปลงตกกับความคิดพิเรนทร์ของเพื่อนตัวเอง
“แล้วใครเป็นตัวแทนฝั่งสถาปัตย์?”
“ยังไม่รู้ แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็เถอะ ถ้าไม่เรื่องมากก็ทำงานกับไอ้ซันได้ทั้งนั้นแหละ”
“ฟังดูง่ายดีนะ” เดย์พึมพำ
“แต่กูมั่นใจว่าโอกาสเจอคนเรื่องเยอะน่ะสูงฉิบ เพราะฝั่งนั้นผู้หญิงเยอะจะตาย”
ลมแค่นหัวเราะ เพราะความวุ่นวายมันก็เป็นสีสันของชีวิตที่เขาตั้งใจยัดเยียดให้เพื่อนสนิทของตัวเอง
“อีกเดี๋ยวก็รู้แล้วล่ะว่าใครจะไปคุมไซต์”
แววตาของเขาเป็นประกาย กึ่งตื่นเต้น กึ่งรอดูละครที่เขียนบทเองกับมือที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ
ครืดดดดดดดดด
เสียงประตูถูกเปิดออกพร้อมร่างสูงของใครบางคนที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พอเห็นคนที่ตัวเองเขียนชื่อเข้าไปเดินตรงมาด้วยสีหน้าแบบนั้น ลมก็ยิ่งยิ้มกว้างเหมือนยิ่งแน่ใจว่าเพื่อนต้องกำลังของขึ้นอยู่แน่ ๆ ซันวางซองเอกสารบนโต๊ะไม้ ก่อนเอ่ยขึ้นมาเรียบ ๆ
“อาจารย์ติดประชุม ฝากมาให้ประกาศรายชื่อตัวแทนที่จะต้องไปคุมงานสร้างสะพาน”
เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มขยับตัวเข้ามาฟัง แต่ลมยังคงเอนหลังพิงโต๊ะราวกับกำลังรอดูโชว์สนุก ๆ
“ไง…มึงโดนแล้วใช่ไหมล่ะ”
เขาพูดยิ้ม ๆ มองหน้าเพื่อนสนิท ก่อนที่ซันจะมองเขากลับมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งพร้อมกับดันซองเอกสารมาตรงหน้า
“เปิดดูเอง เดี๋ยวมึงก็รู้”
ลมหยิบซองขึ้นมาเปิดด้วยความมั่นใจเต็มร้อย ล้วงกระดาษด้านในขึ้นมาอ่านเสียงดังอย่างตั้งใจ แต่แล้วเสียงของเขาก็เริ่มแผ่วเบาลงทีละนิด ๆ ก่อนแล้วชะงักไปในทันที
“เฮ้ย!!”
ลมกวาดสายตามองบนกระดาษอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตา แต่ไม่ว่าเขาจะอ่านมันซ้ำอีกกี่ครั้งชื่อที่ปรากฏบนหน้ากระดาษก็ยังเป็นชื่อของตัวเอง นายปรานวริทธิ์ นิธิวรากุล ไม่มีชื่อของซันอย่างที่เขาคิดไว้
“อะไรวะเนี่ย”
ร่างสูงเริ่มบ่นพึมพำ มองหน้าซันที่ยืนกอดอกมองมาทางเขานิ่ง ๆ เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย
“แล้วไอ้ชื่อที่กูยื่น...”
“คัดออก” ซันพูดเรียบ ๆ
“อาจารย์บอกว่ารายชื่อที่จะส่งไปต้องมีลายเซ็นยินยอมด้วยตัวเอง แต่มึงดันใส่ชื่อกูไปโดยพลการ โชคดีที่วันนั้นเขาเรียกกูเข้าไปถามก่อน…กูเลยบอกว่ามึงเปลี่ยนใจแล้วกูก็เขียนชื่อมึงยืนยันกลับไปให้แทน”
“ไอ้เหี้ย แล้วทำไมที่แบบนี้อาจาร์ยเขาไม่รอให้กูเซ็นชื่อเองว่ะ”
“เพราะคนที่ต้องไปคือมึงตั้งแต่แรกไง เป็นไงความรู้สึกที่โดนหักหลัง อยากให้กูไปนักนิ” ซันพูดยิ้มมุมปาก
“กูอุตส่าห์วางแผนดิบดี สุดท้ายกูซวยเองเหรอวะ”
ลมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว ยกมือปิดหน้า ซันยักไหล่นิด ๆ แล้วหมุนตัวจะเดินออกไป ก่อนจะชะงักและหันกลับมา
“โชคดีนะตัวแทนคณะ นี่แหละให้ทุกข์แก่เพื่อน ทุกข์นั้นกูคืนให้มึง”
ประตูปิดลง พร้อมเสียงหัวเราะและเสียงโห่ดีใจของใครอีกหลายคน เพราะไม่มีใครอยากทำโปรเจกต์นี้สักคน ก่อนที่ทุกคนแยกย้ายออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี ต่างกับลมที่กำกระดาษรายชื่อเอาไว้ในมือด้วยสีหน้าที่อยากร้องไห้ แต่ต้องกลั้นขำในเวลาเดียวกัน
“แม่งซวยฉิบหาย นึกว่าจะรอดอยู่แล้วแท้ ๆ”