Share

บทที่ 3

Author: เทียนเทียน
แต่ดูเหมือนเซียวจ้านและพวกนั้นจะมิได้ใส่ใจคำว่า “ผู้ใดก็ไม่แต่งทั้งนั้น” ของนางเลย

หลังผ่านความตกตะลึงและใจหายไปชั่วครู่ หรงจิ่งหลี่ก็ได้สติกลับมาก่อนผู้ใด เขาราวกับได้ยินถ้อยคำประชดประชันอย่างเอาแต่ใจของเด็กน้อย จึงส่ายหน้าเบา ๆ น้ำเสียงกลับมาผ่อนคลายดังเดิม “พอเถิด พอเถิด รู้แล้วว่าเจ้ายังขุ่นใจเรื่องคราวก่อน พวกเราก็บอกแล้วมิใช่หรือว่าจะชดเชยให้เจ้า ไว้คราวหน้าดีหรือไม่ วันนี้ไต้เยว่ยังรอพวกเราไปล่องทะเลสาบด้วยกันอยู่ มิใช่ว่าไม่พาเจ้าไป เพียงแต่ร่างกายเจ้ายังไม่หายดี หากต้องลมอีก เกรงว่าจะทรมานเอา”

เซียวจ้านก็พยักหน้า คิ้วตาอันเย็นชาคลายลงเล็กน้อย “ใช่ คราวหน้าเราค่อยไปสนามล่าสัตว์กัน เจ้านั้นชอบขี่ม้าที่สุดมิใช่หรือ”

เซี่ยอวิ๋นยิ้มอย่างอ่อนโยน หยิบพิณหงส์บนโต๊ะขึ้นมา “เช่นนั้นเจ้าพักผ่อนให้ดี พวกเราขอตัวก่อน”

ทั้งสามราวกับมีความเข้าใจตรงกัน รีบกลบความไม่รื่นรมย์เมื่อครู่ให้ผ่านพ้นไป ก่อนหันกายจากไปด้วยฝีเท้าเร่งร้อน ออกจากเรือนหลินหลางในพริบตา

เจียงหลินหลางนั่งอยู่ที่เดิมอย่างสงบนิ่ง มองแผ่นหลังของพวกเขาลับหายไปตรงประตู ฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ไกลออกไป ซึ่งแฝงความร้อนรนแทบอดใจไม่ไหวอยู่หลายส่วน

นางถึงกับนึกภาพออกว่า ยามนี้พวกเขาคงกำลังแย่งกันนำของไปเอาใจเจียงไต้เยว่ บอกนางว่า “ได้พิณมาแล้ว” ส่วนเจียงไต้เยว่ก็คงเผยรอยยิ้มอ่อนแอปนลำพองใจ เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “ขอบคุณพี่ ๆ ทั้งหลายยิ่งนัก แล้วท่านพี่... คงมิได้ขุ่นเคืองกระมัง”

ช่างน่าขัน

นางเรียกชิงจื่อ สาวใช้ข้างกายเข้ามา “ไป นำของทุกชิ้นที่เซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่มอบให้ข้าตลอดหลายปีมานี้ออกมาให้หมด”

ชิงจื่อไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็ยังทำตามคำสั่งแต่โดยดี

ไม่นานนัก ลานว่างหน้าเรือนหลินหลางก็มีสิ่งของกองพูนขึ้นดุจภูเขาลูกย่อม

ภาพอักษรจากปราชญ์เลื่องชื่อ ตำราโบราณฉบับหายาก อัญมณีเครื่องประดับ ผ้าแพรไหมเนื้อดี ของล้ำค่าจากแดนไกล... ล้วนมีอยู่ครบครัน จนมองดูละลานตา

ทุกชิ้นล้วนมีค่ามหาศาล และล้วนแบกรับความในใจที่พวกเขาเคยมอบให้นาง ไม่ว่าจริงใจหรือเร่าร้อนเพียงใดก็ตาม

เจียงหลินหลางหยิบเชื้อไฟ เดินไปยังกองสิ่งของนั้น

“คุณหนู!” ชิงจื่อร้องลั่น

เจียงหลินหลางมิได้หยุดชะงัก นางก้มกายลง นำเชื้อไฟเข้าใกล้ผ้าเซี่ยอิ่งซาผืนหนึ่งที่ทอประกายงามพราว วางอยู่ด้านนอกสุด

นั่นคือของขวัญวันเกิดที่หรงจิ่งหลี่มอบให้นางเมื่อปีก่อน เขาเคยกล่าวว่า “สีนี้ขับผิวเจ้ายิ่งนัก”

เปลวไฟเลียลามขึ้นบนผืนผ้าบางเบาในพริบตา เกิดเสียงปะทุแผ่วเบา สะท้อนดวงตาสงบนิ่งไร้ระลอกของนางให้สว่างวาบ

แสงไฟยิ่งลุกโชน กลืนกินพัดที่เซี่ยอวิ๋นเคยเขียนบทกวีด้วยมือ เผาผลาญกริชประดับอัญมณีที่เซียวจ้านนำกลับจากชายแดน เปลี่ยนของขวัญที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเหล่านั้นให้กลายเป็นเถ้าถ่านดำไหม้ทีละชิ้น

ไอร้อนแผ่ซ่านเข้าปะทะใบหน้า ชิงจื่อร้อนใจจนน้ำตาไหลอยู่ข้าง ๆ ทว่ามิกล้าห้ามปราม

เจียงหลินหลางเพียงยืนนิ่งมองดู มองความในใจที่นางเคยทะนุถนอมเก็บรักษาไว้อย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ บิดเบี้ยว เสียรูป และมลายหายสิ้นไปในกองเพลิง

ดุจความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าตนเป็นที่รัก อันเหลวไหลและน่าเวทนา ที่ยืดเยื้อมากว่าสิบกว่าปีของนางนั้น

หลายวันถัดมา เจียงหลินหลางเอาแต่เตรียมตัวเดินทางไปสุสานหลวง ใจสงบนิ่งผิดปกติ

จนถึงงานเลี้ยงวันคล้ายวันประสูติของฮองเฮา นางในฐานะบุตรสาวสายตรงของตระกูลเจียง จึงจำต้องไปร่วมงานพร้อมกับเจียงไต้เยว่

ในรถม้า เจียงไต้เยว่นั่งชิดนาง สวมชุดวังหยุนจิ่นแบบใหม่ล่าสุด ปักปิ่นปู้เหยาประดับไข่มุกตงจูที่เซียวจ้านเพิ่งมอบให้เมื่อสองวันก่อน บนใบหน้าเต็มไปด้วยความลำพองใจที่ปิดไม่มิด

“พี่หญิง” นางเอ่ยเสียงอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับแฝงหนามคม “คราวก่อนเดิมพันกัน พี่แพ้แล้วนะ ท่านดูสิ เพียงข้าเอ่ยไม่กี่คำ พี่ก็เกือบสิ้นเลือดจนตาย พี่ ๆ ทั้งหลายเพื่อข้าแล้ว ย่อมยอมทำได้ทุกสิ่ง”

เจียงหลินหลางหลับตาพักใจ มิได้สนใจนาง

แต่เจียงไต้เยว่กลับไม่ยอมเลิกรา ยังเอาแต่โอ้อวดว่าช่วงหลายวันมานี้เซียวจ้านและพวกเขาทำสิ่งใดให้นางบ้าง พูดสิ่งใดบ้าง น้ำเสียงยิ่งทวีความโอหัง แฝงการยั่วยุและเยาะหยันอย่างไม่ปิดบัง

ในที่สุดเจียงหลินหลางก็ลืมตาขึ้น มองไปยังนางด้วยสายตาสงบนิ่งเสียจนเจียงไต้เยว่ใจสะท้านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

“เจียงไต้เยว่ เหตุใดเจ้าจึงคอยเล่นงานข้าเช่นนี้” เจียงหลินหลางถามเสียงเบายิ่ง “ข้าเป็นพี่หญิงแท้ ๆ ของเจ้า และข้าก็ถามใจตนเองแล้วว่า... ไม่เคยปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม”

รอยยิ้มบนใบหน้าเจียงไต้เยว่ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะบิดเบี้ยวขึ้นมา “พี่หญิงหรือ เจ้าคู่ควรเป็นพี่หญิงอันใด! เพราะเหตุใดกัน พวกเราล้วนเป็นบุตรสาวสายตรงของตระกูลเจียง เป็นฝาแฝดร่วมครรภ์เดียวกันแท้ ๆ! เหตุใดตั้งแต่เล็กเจ้าจึงได้เสพสุขอยู่ในเมืองหลวง สวมอาภรณ์งาม กินอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ได้รับความรักใคร่จากบิดาและพี่ชาย ได้รับการทะนุถนอมจากผู้คนทั้งปวง เป็นหญิงงามอันดับหนึ่ง เป็นสตรีมากความสามารถอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง! ทั้งยังมีบุรุษเช่นเซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่ ผู้หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า คอยติดตามอยู่ข้างกายมาตั้งแต่เยาว์วัย ทะนุถนอมเจ้าราวกับดวงตาดวงใจ!”

“แล้วข้าเล่า! ข้ากลับถูกศัตรูอุ้มตัวไป โยนทิ้งไว้ในถิ่นทุรกันดาร อดอยากหนาวเหน็บ ถูกผู้คนดูแคลน ถูกกลั่นแกล้งสารพัด! หากมิใช่เพราะข้าดวงแข็ง ป่านนี้ก็มิรู้ว่าตายอยู่มุมใดแล้ว! เจ้าบอกว่าสงสารข้าหรือ ถ้าเช่นนั้นก็ยกสิ่งเหล่านั้นให้ข้าสิ! เอาทุกสิ่งที่เจ้ามี คืนให้ข้าสิ!”

เจียงหลินหลางมองความชิงชังอันล้นฟ้าในดวงตาของนาง พลันเข้าใจขึ้นมา

ที่แท้ น้องสาวผู้หวนคืนหลังพลัดพรากของนางผู้นี้ ตั้งแต่แรกก็มิได้ชิงชังศัตรูที่ลักพาตัวนางไป หากแต่ชิงชังพี่หญิงอย่างนาง ผู้ครอบครองตำแหน่งของนาง และเสวยทุกสิ่งที่เดิมควรเป็นของนาง

ความสนิทชิดเชื้อ การพึ่งพา และความอ่อนแอทั้งปวง ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาที่เสแสร้งขึ้นมา

จุดหมายก็มีเพียงเพื่อแย่งชิง เพื่อช่วงชิงสิ่งที่นางมีไปทีละอย่าง

รวมถึงบุรุษทั้งสามคนนั้นด้วย

หัวใจราวถูกคีมเหล็กเย็นเยียบหนีบเข้าอย่างแรง ทว่าไม่นานก็กลับสู่ความด้านชาอันสงบนิ่ง

นางยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มจางยิ่งนัก

“วางใจเถิด” นางเอ่ย “นับจากนี้ พวกเขาล้วนเป็นของเจ้าแล้ว”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 20

    เจียงหลินหลางพยักหน้า “ถ่านเงิน สมุนไพร รวมถึงหนังสือคลายเหงาที่ท่านอ๋องส่งคนมามอบให้ทุกเดือน... หลินหลางล้วนจดจำไว้ในใจ”ฮั่วเจวี๋ยมองนางอย่างลึกซึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน “ข้า... มีใจให้เจ้ามานานแล้ว”“หลินหลางเข้าใจ” เจียงหลินหลางยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นงดงามจนแทบหยุดลมหายใจใต้แสงเทียน “ฟ้าดินชักพาให้คลาดเคลื่อนไปมา กลับกลายเป็นว่าข้าเลือกคนได้ถูกต้องแล้ว”หลังแต่งงาน ชีวิตของเจียงหลินหลางกับฮั่วเจวี๋ยรักใคร่กลมเกลียวกันเกินกว่าที่ผู้ใดคาดคิดแม้ฮั่วเจวี๋ยจะมีนิสัยเย็นขรึม ไม่ถนัดเอ่ยวาจาหวานหู ทว่าเขากลับมอบความอ่อนโยนและความอดทนทั้งหมดให้แก่ภรรยาผู้อ่อนวัยกว่าตนมากผู้นี้เขาจำได้ว่านางกลัวหนาว ยามเข้าฤดูเหมันต์จึงสั่งคนให้จุดเตาใต้พื้นแต่เนิ่น ๆ จำได้ว่านางชอบอาหารรสอ่อน จึงเชิญพ่อครัวจากเจียงหนานมาโดยเฉพาะ จำได้ว่านางชอบอ่านหนังสือ จึงมอบกุญแจหอหนังสือของจวนอ๋องให้นาง ให้นางหยิบอ่านได้ตามใจปรารถนาเขาจะเล่นหมากกับนางใต้แสงจันทร์ จะเฝ้าไข้ทั้งคืนยามนางล้มป่วย และในวันคล้ายวันเกิดของนาง ก็ยอมวางงานในกองทัพ พานางไปพักผ่อนที่เรือนนอกเมืองเจียงหลินหลางค่อย ๆ พบว่า บุรุ

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 19

    “เคร้ง!”กริชหล่นกระทบพื้นตะขอเหล็กห้อยตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรงขวดยาพิษกลิ้งหล่น เฮ่อติ่งหงหกเกลื่อนพื้น ส่งกลิ่นฉุนแสบจมูกทั้งสามราวถูกอสนีบาตฟาด ร่างแข็งค้างอยู่กับที่ สีหน้าซีดเผือดดุจเถ้าธุลีในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักว่า สตรีตรงหน้ามิใช่เจียงหลินหลางคนเดิม ผู้เคยหลั่งน้ำตาเพื่อพวกเขา และอ่อนใจเพียงเพราะวาจาอ่อนโยนคำเดียวของพวกเขาอีกต่อไปแล้วหัวใจของนางตายสิ้นแล้วถูกพวกเขาฆ่าตายด้วยมือตนเองเจียงหลินหลางมิได้เหลือบมองพวกเขาอีกแม้สักนิด นางหันกายเดินเข้าสู่ห้องชั้นใน ทิ้งไว้เพียงวาจาเย็นเยียบประโยคหนึ่ง“ส่งแขก”วันอภิเษกใหญ่ ผู้คนทั่วเมืองหลวงพากันออกมาชมจนถนนหนทางแทบว่างเปล่าจวนอ๋องจิ้งอันรับองค์หญิงหย่งอันเข้าพิธีวิวาห์ สินเดิมสีแดงทอดยาวสิบลี้จากจวนองค์หญิงไปจนถึงจวนอ๋องจิ้งอัน ฆ้องกลองกึกก้อง ประทัดดังสนั่น เป็นภาพครึกครื้นยิ่งใหญ่หาใดเปรียบเจียงหลินหลางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงปักทองลายหงส์ สวมมงกุฎเก้ามังกรสี่หงส์ ม่านไข่มุกปกพักตร์ ประทับนั่งอยู่ในเกี้ยวมงคลมังกรหงส์แปดคนหาม ม่านเกี้ยวทิ้งตัวลงต่ำ บดบังโฉมสะคราญล่มเมืองของนางไว้ ทว่ามิอาจบดบังสง่าราศีสูงศักดิ์ทั่วกายได

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 18

    คืนนั้น จวนองค์หญิงเทียนแดงลุกโชน ม่านแพรปักลายทิ้งตัวลงต่ำเจียงหลินหลางผลัดฉลองพระองค์อันหนักอึ้งออกแล้ว เปลี่ยนมาสวมเสื้อกระโปรงสีขาวนวลเรียบง่าย นางนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง เหม่อมองกระดานหมากที่เล่นค้างไว้ตรงหน้าแสงจันทร์นอกหน้าต่างพร่างพรายดุจสายน้ำ ส่องใบหน้าด้านข้างของนางให้ขาวผ่องราวหยก งามเย็นจนคล้ายมิใช่คนในโลกมนุษย์ทันใดนั้น นอกหน้าต่างพลันมีเสียงผิดปกติดังขึ้น ตามมาด้วยเงาดำสามสายที่พลิกกายผ่านหน้าต่างเข้ามาดุจภูตผี!คนทั้งสามก็คือเซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาบุกฝ่าเข้ามาด้วยกำลัง เสื้อผ้ายุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม บนร่างยังมีร่องรอยการต่อสู้อยู่หลายแห่งบาดแผลตรงขมับของเซียวจ้านปริแตกอีกครา เลือดสดไหลอาบไม่หยุด ตะขอเหล็กของเซี่ยอวิ๋นเปื้อนคราบเลือด ส่วนอาภรณ์นักพรตของหรงจิ่งหลี่ถูกฉีกขาด เขาหอบหายใจถี่หนัก“เจียงหลินหลาง!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ จ้องนางเขม็ง น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธและสิ้นหวัง “เจ้าคิดจะแต่งกับฮั่วเจวี๋ยจริงหรือ?! เจ้ายอมแต่งกับเขา แต่ไม่ยอมมองพวกเราอีกสักครั้งเลยหรือ?!”มือที่คีบหมากของเจียงหลินหลางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะวางห

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 17

    เซียวจ้านส่งเสียงคำรามอย่างสิ้นหวัง พลันถลาเข้าไปข้างหน้า คว้าคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่นในคราเดียว!เหล่าองครักษ์ตกตะลึง ดาบและกระบี่ถูกชักออกจากฝักในพริบตา แสงคมเย็นเยียบวาบขึ้น ก่อนพาดลงบนลำคอของเขา!“ปล่อย!” ในที่สุดเจียงหลินหลางก็ตวาดเสียงกร้าว ม่านไข่มุกกระทบกันจนเกิดเสียงใสกังวาน นางหันกลับมาอย่างฉับพลัน ดวงตาปรากฏแววพิโรธขึ้นเป็นครั้งแรก “เซียวจ้าน! เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว!”“ใช่! ข้าบังอาจ!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ กำคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่น ปล่อยให้คมดาบบาดผิวหนัง เลือดสดไหลลงมาตามลำคอ ย้อมคอเสื้อเก่าคร่ำให้แดงฉาน “เจียงหลินหลาง! เจ้าดูพวกเราสิ! ดูสภาพของพวกเราในยามนี้สิ! ทั้งหมดนี้ก็เพราะเจ้า! เพื่อเจ้า!!”“เพื่อข้าหรือ?” เจียงหลินหลางคล้ายได้ฟังเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “องค์ชายสามคงมิได้ลืมกระมัง เมื่อสามปีก่อน เป็นพวกเจ้าที่บังคับให้ข้ารับผิดแทนเจียงไต้เยว่ ต้องทนรับโทษถ่านเพลิงสิบลี้ เป็นพวกเจ้าที่มองดูข้าตกหน้าผาอย่างไม่สะทกสะท้าน เป็นพวกเจ้าที่ปล่อยให้พลุสัญญาณทั้งสามดอกของข้าจมหายไร้ร่องรอย จนข้าเกือบต้องตายในปากเสือ! สภาพเช่นนี้ในวันนี้ล้วนเป็

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 16

    ผู้ที่นำหน้า สวมเสื้อผ้าฝ้ายเก่าคร่ำของทหารชายแดนเหนือ ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งลมฝนและความตรากตรำ แก้มซ้ายมีรอยแผลดาบน่าสะพรึงพาดจากโหนกคิ้วจรดคาง ผู้นั้นคือเซียวจ้านข้างกายเขา เซี่ยอวิ๋นสวมเกราะศึกสีซีดจาง แขนเสื้อข้างขวาห้อยว่างเปล่าปลิวไหวไปตามสายลม ตำแหน่งแขนที่ขาดถูกแทนด้วยตะขอเหล็กเย็นเยียบ ปลายตะขอส่องประกายเย็นเยือกใต้แสงตะวันคนสุดท้าย หรงจิ่งหลี่สวมชุดยาวผ้าสีครามที่ซักจนซีดขาว ร่างผอมซูบราวกับลมพัดก็อาจล้มลงได้ เส้นผมดำทั่วศีรษะกลับกลายเป็นสีขาวดุจหิมะจนหมดสิ้น ใบหน้าซูบเซียวชราภาพอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงดวงตาลึกโหลคู่นั้นที่ยังหลงเหลือเงาแห่งความอ่อนโยนในวันวานอยู่บ้างสามปี! สามปีเต็ม!ลมทรายของชายแดนเหนือขัดเกลาความหล่อเหลาของเซียวจ้านจนเลือนหาย ลมคาวทะเลพรากแขนขวาของเซี่ยอวิ๋นไป ส่วนความเดียวดายนอกสุสานหลวงก็ทำให้ผมดำของหรงจิ่งหลี่กลายเป็นสีขาวโพลนพวกเขาทุ่มเททุกสิ่ง ใช้วิธีอันเจ็บปวดยิ่งเพื่อไถ่โทษ เพียงเพื่อให้วันนี้ได้มายืนอยู่ที่แห่งนี้ ขอเพียงนางหันกลับมามองสักครา และให้อภัยสักครั้ง“หลินหลาง—!”เสียงแหบพร่าของเซียวจ้านดังแหวกอากาศ แฝงไว้ด้วยความเศร้าสลดร

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 15

    ส่วนเจียงไต้เยว่ หลังจากความชั่วช้านานัปการถูกเปิดโปง ก็มีพระราชโองการลงมา ขับนางออกจากจวนตระกูลเจียงนางเร่ร่อนอยู่สามเดือนเต็มเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อน ดุจหนูข้างถนนที่ผู้คนพากันรังเกียจนางเคยเดินทางไปถึงหน้าค่ายทหารชายแดนเหนือที่เซียวจ้านประจำการ ร่ำไห้ร้องขอพบเขา แต่กลับถูกทหารเฝ้าค่ายใช้ไม้รุมตีขับไล่จนเกือบสิ้นชีพนางยังไปดักรอเซี่ยอวิ๋นที่ท่าเรือ ขณะเขากำลังจะยกทัพออกศึก คุกเข่าวิงวอนว่า “พี่เซี่ยอวิ๋น ข้าผิดไปแล้ว... พาข้าไปด้วยเถิด...”เซี่ยอวิ๋นเพียงมองนางอย่างเย็นชา สายตานั้นหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหิมะแห่งชายแดนเหนือเสียอีก “ไสหัวไป มิเช่นนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้เจ้าได้ลิ้มรสไม้ลงทัณฑ์ของทหารดูสักครา”ท้ายที่สุด นางก็ตามหากระท่อมฟางอันทรุดโทรมของหรงจิ่งหลี่จนพบหรงจิ่งหลี่มิได้เปิดประตู เพียงเอ่ยผ่านบานไม้บาง ๆ จากด้านใน เป็นวาจาสุดท้ายที่มอบให้นาง “เจ้าควรดีใจที่หลินหลางยังมีชีวิตอยู่ มิเช่นนั้น... ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ก็มิสู้ตาย”ทุกหนทางล้วนถูกตัดขาดความหวังทั้งปวงล้วนมอดดับในค่ำคืนที่ลมและหิมะโหมกระหน่ำ เจียงไต้เยว่เพียงลำพังมาถึงริ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status