Partager

บทที่ 4

Auteur: เทียนเทียน
เจียงไต้เยว่ชะงักไป ครู่หนึ่งก็มิอาจหยั่งรู้ได้ว่าวาจานี้จริงใจหรือประชดประชัน “เจ้า...เจ้ากำลังหลอกล่อข้าหรือ? เจ้าตัดใจจากพวกเขาได้จริงหรือ?”

เจียงหลินหลางหันหน้าไปอีกทาง มิได้มองนางอีก “ไต้เยว่ มิใช่สตรีทุกคนต้องอาศัยความเอ็นดูจากบุรุษ จึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้”

เจียงไต้เยว่หัวเราะหยันเบา ๆ เห็นชัดว่านางคิดว่าอีกฝ่ายกำลังเสแสร้งวางท่า

ครั้นถึงงานเลี้ยงในวัง แสงโคมสว่างไสว ผู้คนเนืองแน่นดุจหมู่เมฆ

เซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่ถูกผู้คนห้อมล้อมอยู่กลางงาน สนทนาและหัวเราะกันอย่างออกรสออกรส เปี่ยมด้วยความฮึกเหิม ครั้นเห็นพี่น้องตระกูลเจียงเดินเข้ามา ทั้งสามก็รีบก้าวตรงมาทันที

“ไต้เยว่ เหตุใดเจ้าจึงสวมอาภรณ์บางเพียงนี้?” เซี่ยอวิ๋นเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อน พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วปลดเสื้อคลุมสีดำปักดิ้นทองของตนออกคลุมให้นาง “ยามค่ำลมเย็นนัก ระวังจะปวดศีรษะอีก”

เซียวจ้านและหรงจิ่งหลี่ก็แทบจะปลดเสื้อคลุมของตนออกพร้อมกัน

เสื้อคลุมบุรุษอันหรูหราสามผืนถูกยื่นไปหาเจียงไต้เยว่พร้อมกัน

ใบหน้าเจียงไต้เยว่ขึ้นสีแดงเรื่อ นางแสร้งทำเป็นเขินอายแล้วเอ่ยปฏิเสธ “พี่เซี่ยอวิ๋น พี่เซียวจ้าน พี่จิ่งหลี่ อย่าเอาแต่ห่วงข้าเลย พี่หญิงก็หนาวเหมือนกันนะ...”

ผู้คนจึงหันไปมองเจียงหลินหลางที่อยู่ด้านข้างด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

นางสวมเพียงอาภรณ์สีขาวนวล ยืนอยู่ในมุมที่แสงโคมสาดส่องไม่ทั่วถึง ร่างบางดูเดียวดาย ทว่าเสื้อคลุมทั้งสามผืนนั้นยังคงยื่นอยู่ตรงหน้าเจียงไต้เยว่ ไม่มีผู้ใดชักกลับ และไม่มีผู้ใดยื่นให้เจียงหลินหลางก่อน

ราวกับยังคงรอให้เจียงไต้เยว่เป็นผู้เลือกก่อน ครั้นนางเลือกแล้ว จึงค่อยถึงคราวของเจียงหลินหลาง

เจียงหลินหลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ขอบใจที่เป็นห่วง ข้ามิหนาว”

ครั้นกล่าวจบ นางก็เดินตรงไปยังที่นั่งของตน มิได้หันกลับมามองพวกเขาอีก

ภายในงาน เสียงพิณและขลุ่ยกังวานไพเราะ การฟ้อนรำดำเนินไปอย่างรื่นรมย์

เซียวจ้านทั้งสามนั่งอยู่ไม่ไกลนัก ทว่าสายตากลับลอยไปหาเจียงไต้เยว่อยู่เสมอ บ้างก็โน้มกายพูดคุยกับนางเสียงเบา บ้างก็คีบอาหารรินสุราให้ ดูแลเอาใจใส่อย่างยิ่ง

ส่วนเจียงหลินหลาง นอกจากสายตาที่เหลือบมองมาเป็นครั้งคราว อันแฝงด้วยความรู้สึกซับซ้อนแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอีก

เจียงหลินหลางทำราวกับมิได้รับรู้สิ่งใด เพียงนั่งกินอาหารตรงหน้าอย่างสงบเงียบ

จนฮองเฮาเสด็จมาถึง ครั้นทุกคนถวายคำนับแล้ว ฮองเฮาก็ยิ้มพลางให้คนนำปิ่นหยกมรกตเนื้อเลิศเล่มหนึ่งออกมาเป็นรางวัล และประกาศให้มีการประชันความสามารถ ผู้ใดคว้าอันดับหนึ่งได้ จะได้รับปิ่นเล่มนี้

เบื้องล่างต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ไม่ขาดปาก

“ยังต้องประชันกันอีกหรือ? เมื่อคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงอยู่ที่นี่ จะมีผู้ใดชิงอันดับหนึ่งไปได้อีก?”

“นั่นสิ คุณหนูเจียงมีฝีมือพิณเป็นเลิศแห่งเมืองหลวง อีกทั้งท่วงรำก็เคยเลื่องลือไปทั่วหล้า รางวัลนี้เกรงว่าคงมีเจ้าของอยู่แล้ว”

เป็นดังคาด คุณหนูจากแต่ละตระกูลทยอยแสดงความสามารถ แม้ต่างมีจุดเด่นของตน แต่เมื่อมีผู้เลิศล้ำอยู่ก่อนแล้ว ก็อดดูด้อยกว่ามิได้

ครั้นถึงคราวเจียงหลินหลาง นางมิได้เลือกบรรเลงพิณที่ตนถนัดที่สุด หากเลือกฟ้อนระบำหูเสวียนบทหนึ่ง

ร่างนางพลิ้วไหวดุจนกนางแอ่น หมุนกายรวดเร็วดั่งสายลม แววตาและสีหน้าฉายประกายตามจังหวะฟ้อนรำ ราวกับได้หวนคืนความสดใสและความเสรีในกาลก่อนอยู่หลายส่วน ชั่วขณะนั้นประหนึ่งแสงทั้งตำหนักล้วนรวมอยู่ที่นางผู้เดียว

ทั่วทั้งตำหนักต่างเปล่งเสียงชื่นชม

ครั้นถึงคราวเจียงไต้เยว่ นางฟ้อนระบำแขนเสื้อยาวอ่อนช้อยแบบเจียงหนาน เรือนร่างอ่อนนุ่ม ท่วงท่าก็นับว่างดงาม แต่เมื่อเทียบกับระบำหูเสวียนที่เจียงหลินหลางร่ายรำไว้ก่อนหน้า ก็กลับดูธรรมดาไปถนัดตา ซ้ำยังออกแรงมากเกินจนเกือบลื่นล้ม เรียกเสียงหัวเราะคิกคักที่ถูกกลั้นไว้ได้หลายครา

ทุกผู้คนล้วนคิดว่ารางวัลนี้คงตกเป็นของเจียงหลินหลางโดยไร้ข้อกังขา

ทว่าหัวหน้าหญิงรับใช้ข้างกายฮองเฮากลับประคองปิ่นหยกมรกตเล่มนั้น เดินตรงไปหยุดหน้าเจียงไต้เยว่ ก่อนเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “ฮองเฮามีคำสั่ง คุณหนูรองตระกูลเจียงมีท่วงรำงดงามเป็นเอกลักษณ์ อ่อนหวานน่าชม จึงประทานปิ่นหยกเล่มนี้เพื่อเป็นรางวัล”

ทั่วทั้งงานต่างตกตะลึง พลันเงียบงันไปชั่วขณะ

จากนั้นเสียงซุบซิบก็ดังขึ้นระงม

“เกิดอันใดขึ้น? เห็นชัดว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงร่ายรำได้ดีกว่านี่นา!”

“เจ้าไม่ได้ยินหรือ? องค์ชายสาม ขุนพลเซี่ย และรัฐทายาทหรง ไปพบฮองเฮาด้วยตนเอง บอกว่าระบำของคุณหนูรองตระกูลเจียงมีเสน่ห์เฉพาะตัว จึงขอให้ฮองเฮาประทานรางวัลแก่นาง!”

“ตั้งแต่เล็กจนโต นี่เป็นครั้งแรกกระมัง ที่ทั้งสามท่านคอยหนุนหลังสตรีผู้หนึ่งเช่นนี้ นอกเหนือจากคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียง?”

“ช่างเถิด ดูท่าเมืองหลวงแห่งนี้คงจะเปลี่ยนไปแล้ว คุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงจะมีโฉมงามล่มเมือง มีความสามารถเลิศล้ำเพียงใดเล่า สุดท้ายก็สู้น้องสาวที่รู้จักเอาอกเอาใจผู้คนมิได้...”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์มิได้ดังนัก ทว่าชัดเจนบาดหู สายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา เยาะหยัน หรือซ้ำเติม ต่างทอดมาที่เจียงหลินหลางทีละคู่

สีหน้าของเซียวจ้านทั้งสามดูอึดอัดอยู่บ้าง พวกเขาไปพบฮองเฮาเป็นการส่วนตัวเพื่อเอาใจเจียงไต้เยว่จริง ทว่าไม่คาดว่าฮองเฮาจะประกาศออกมาตรง ๆ เช่นนี้ และยิ่งไม่คาดว่าจะก่อให้เกิดเสียงครหามากมาย จนเจียงหลินหลางกลายเป็นตัวตลกในสายตาผู้คน

เจียงไต้เยว่ถือปิ่นหยกเดินมาหยุดตรงหน้าเจียงหลินหลาง ดวงตาแดงเรื่อเล็กน้อย “พี่หญิง ข้าขอโทษ...ข้ามิรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้...พี่ ๆ ทั้งหลายเพียงเห็นว่าข้าเพิ่งมาร่วมงานใหญ่เช่นนี้เป็นครั้งแรก กลัวว่าข้าจะตื่นเต้นและเสียใจ จึง...ท่านอย่าโกรธพวกเขาเลย หากจะโทษ ก็โทษข้าเถิด...”

เซียวจ้านกระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงต่ำ “หลินหลาง ไต้เยว่นาง...พวกเราเพียงแค่...”

“ข้ามิได้โกรธ” เจียงหลินหลางเอ่ยขัดเขา ใบหน้ายังมีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏอยู่ “ก็เป็นเพียงปิ่นเล่มหนึ่งเท่านั้น”

ครั้นกล่าวจบ นางก็มิได้มองผู้ใดอีก ลุกขึ้นเดินตามฝูงชนที่กำลังออกไปชมดอกไม้ไฟ ก้าวออกจากตำหนักใหญ่อย่างเงียบงัน

เจียงไต้เยว่มองแผ่นหลังที่ยังเหยียดตรงของนาง ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้น ก่อนเอ่ยกับเซียวจ้านทั้งสามด้วยเสียงสะอื้น “พี่หญิงต้องโกรธข้าแน่...หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้ายอมไม่รับปิ่นเล่มนี้เสียดีกว่า...”

ทั้งสามรีบเอ่ยปลอบโยนนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่เซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่กลับมองไปยังทิศที่เจียงหลินหลางจากไป ความร้อนรนไร้ที่มาภายในใจก็ยิ่งทับถมหนักขึ้นทุกขณะ

หลายวันมานี้ นางผิดแผกไปจากเดิมนัก

เรื่องพิณ นางก็ยกให้อย่างง่ายดาย ถูกชิงรางวัลต่อหน้าผู้คนจนกลายเป็นที่ขบขัน นางก็ยังมิได้เอ่ยคำตัดพ้อแม้แต่คำเดียว

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 20

    เจียงหลินหลางพยักหน้า “ถ่านเงิน สมุนไพร รวมถึงหนังสือคลายเหงาที่ท่านอ๋องส่งคนมามอบให้ทุกเดือน... หลินหลางล้วนจดจำไว้ในใจ”ฮั่วเจวี๋ยมองนางอย่างลึกซึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน “ข้า... มีใจให้เจ้ามานานแล้ว”“หลินหลางเข้าใจ” เจียงหลินหลางยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นงดงามจนแทบหยุดลมหายใจใต้แสงเทียน “ฟ้าดินชักพาให้คลาดเคลื่อนไปมา กลับกลายเป็นว่าข้าเลือกคนได้ถูกต้องแล้ว”หลังแต่งงาน ชีวิตของเจียงหลินหลางกับฮั่วเจวี๋ยรักใคร่กลมเกลียวกันเกินกว่าที่ผู้ใดคาดคิดแม้ฮั่วเจวี๋ยจะมีนิสัยเย็นขรึม ไม่ถนัดเอ่ยวาจาหวานหู ทว่าเขากลับมอบความอ่อนโยนและความอดทนทั้งหมดให้แก่ภรรยาผู้อ่อนวัยกว่าตนมากผู้นี้เขาจำได้ว่านางกลัวหนาว ยามเข้าฤดูเหมันต์จึงสั่งคนให้จุดเตาใต้พื้นแต่เนิ่น ๆ จำได้ว่านางชอบอาหารรสอ่อน จึงเชิญพ่อครัวจากเจียงหนานมาโดยเฉพาะ จำได้ว่านางชอบอ่านหนังสือ จึงมอบกุญแจหอหนังสือของจวนอ๋องให้นาง ให้นางหยิบอ่านได้ตามใจปรารถนาเขาจะเล่นหมากกับนางใต้แสงจันทร์ จะเฝ้าไข้ทั้งคืนยามนางล้มป่วย และในวันคล้ายวันเกิดของนาง ก็ยอมวางงานในกองทัพ พานางไปพักผ่อนที่เรือนนอกเมืองเจียงหลินหลางค่อย ๆ พบว่า บุรุ

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 19

    “เคร้ง!”กริชหล่นกระทบพื้นตะขอเหล็กห้อยตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรงขวดยาพิษกลิ้งหล่น เฮ่อติ่งหงหกเกลื่อนพื้น ส่งกลิ่นฉุนแสบจมูกทั้งสามราวถูกอสนีบาตฟาด ร่างแข็งค้างอยู่กับที่ สีหน้าซีดเผือดดุจเถ้าธุลีในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักว่า สตรีตรงหน้ามิใช่เจียงหลินหลางคนเดิม ผู้เคยหลั่งน้ำตาเพื่อพวกเขา และอ่อนใจเพียงเพราะวาจาอ่อนโยนคำเดียวของพวกเขาอีกต่อไปแล้วหัวใจของนางตายสิ้นแล้วถูกพวกเขาฆ่าตายด้วยมือตนเองเจียงหลินหลางมิได้เหลือบมองพวกเขาอีกแม้สักนิด นางหันกายเดินเข้าสู่ห้องชั้นใน ทิ้งไว้เพียงวาจาเย็นเยียบประโยคหนึ่ง“ส่งแขก”วันอภิเษกใหญ่ ผู้คนทั่วเมืองหลวงพากันออกมาชมจนถนนหนทางแทบว่างเปล่าจวนอ๋องจิ้งอันรับองค์หญิงหย่งอันเข้าพิธีวิวาห์ สินเดิมสีแดงทอดยาวสิบลี้จากจวนองค์หญิงไปจนถึงจวนอ๋องจิ้งอัน ฆ้องกลองกึกก้อง ประทัดดังสนั่น เป็นภาพครึกครื้นยิ่งใหญ่หาใดเปรียบเจียงหลินหลางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงปักทองลายหงส์ สวมมงกุฎเก้ามังกรสี่หงส์ ม่านไข่มุกปกพักตร์ ประทับนั่งอยู่ในเกี้ยวมงคลมังกรหงส์แปดคนหาม ม่านเกี้ยวทิ้งตัวลงต่ำ บดบังโฉมสะคราญล่มเมืองของนางไว้ ทว่ามิอาจบดบังสง่าราศีสูงศักดิ์ทั่วกายได

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 18

    คืนนั้น จวนองค์หญิงเทียนแดงลุกโชน ม่านแพรปักลายทิ้งตัวลงต่ำเจียงหลินหลางผลัดฉลองพระองค์อันหนักอึ้งออกแล้ว เปลี่ยนมาสวมเสื้อกระโปรงสีขาวนวลเรียบง่าย นางนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง เหม่อมองกระดานหมากที่เล่นค้างไว้ตรงหน้าแสงจันทร์นอกหน้าต่างพร่างพรายดุจสายน้ำ ส่องใบหน้าด้านข้างของนางให้ขาวผ่องราวหยก งามเย็นจนคล้ายมิใช่คนในโลกมนุษย์ทันใดนั้น นอกหน้าต่างพลันมีเสียงผิดปกติดังขึ้น ตามมาด้วยเงาดำสามสายที่พลิกกายผ่านหน้าต่างเข้ามาดุจภูตผี!คนทั้งสามก็คือเซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาบุกฝ่าเข้ามาด้วยกำลัง เสื้อผ้ายุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม บนร่างยังมีร่องรอยการต่อสู้อยู่หลายแห่งบาดแผลตรงขมับของเซียวจ้านปริแตกอีกครา เลือดสดไหลอาบไม่หยุด ตะขอเหล็กของเซี่ยอวิ๋นเปื้อนคราบเลือด ส่วนอาภรณ์นักพรตของหรงจิ่งหลี่ถูกฉีกขาด เขาหอบหายใจถี่หนัก“เจียงหลินหลาง!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ จ้องนางเขม็ง น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธและสิ้นหวัง “เจ้าคิดจะแต่งกับฮั่วเจวี๋ยจริงหรือ?! เจ้ายอมแต่งกับเขา แต่ไม่ยอมมองพวกเราอีกสักครั้งเลยหรือ?!”มือที่คีบหมากของเจียงหลินหลางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะวางห

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 17

    เซียวจ้านส่งเสียงคำรามอย่างสิ้นหวัง พลันถลาเข้าไปข้างหน้า คว้าคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่นในคราเดียว!เหล่าองครักษ์ตกตะลึง ดาบและกระบี่ถูกชักออกจากฝักในพริบตา แสงคมเย็นเยียบวาบขึ้น ก่อนพาดลงบนลำคอของเขา!“ปล่อย!” ในที่สุดเจียงหลินหลางก็ตวาดเสียงกร้าว ม่านไข่มุกกระทบกันจนเกิดเสียงใสกังวาน นางหันกลับมาอย่างฉับพลัน ดวงตาปรากฏแววพิโรธขึ้นเป็นครั้งแรก “เซียวจ้าน! เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว!”“ใช่! ข้าบังอาจ!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ กำคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่น ปล่อยให้คมดาบบาดผิวหนัง เลือดสดไหลลงมาตามลำคอ ย้อมคอเสื้อเก่าคร่ำให้แดงฉาน “เจียงหลินหลาง! เจ้าดูพวกเราสิ! ดูสภาพของพวกเราในยามนี้สิ! ทั้งหมดนี้ก็เพราะเจ้า! เพื่อเจ้า!!”“เพื่อข้าหรือ?” เจียงหลินหลางคล้ายได้ฟังเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “องค์ชายสามคงมิได้ลืมกระมัง เมื่อสามปีก่อน เป็นพวกเจ้าที่บังคับให้ข้ารับผิดแทนเจียงไต้เยว่ ต้องทนรับโทษถ่านเพลิงสิบลี้ เป็นพวกเจ้าที่มองดูข้าตกหน้าผาอย่างไม่สะทกสะท้าน เป็นพวกเจ้าที่ปล่อยให้พลุสัญญาณทั้งสามดอกของข้าจมหายไร้ร่องรอย จนข้าเกือบต้องตายในปากเสือ! สภาพเช่นนี้ในวันนี้ล้วนเป็

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 16

    ผู้ที่นำหน้า สวมเสื้อผ้าฝ้ายเก่าคร่ำของทหารชายแดนเหนือ ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งลมฝนและความตรากตรำ แก้มซ้ายมีรอยแผลดาบน่าสะพรึงพาดจากโหนกคิ้วจรดคาง ผู้นั้นคือเซียวจ้านข้างกายเขา เซี่ยอวิ๋นสวมเกราะศึกสีซีดจาง แขนเสื้อข้างขวาห้อยว่างเปล่าปลิวไหวไปตามสายลม ตำแหน่งแขนที่ขาดถูกแทนด้วยตะขอเหล็กเย็นเยียบ ปลายตะขอส่องประกายเย็นเยือกใต้แสงตะวันคนสุดท้าย หรงจิ่งหลี่สวมชุดยาวผ้าสีครามที่ซักจนซีดขาว ร่างผอมซูบราวกับลมพัดก็อาจล้มลงได้ เส้นผมดำทั่วศีรษะกลับกลายเป็นสีขาวดุจหิมะจนหมดสิ้น ใบหน้าซูบเซียวชราภาพอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงดวงตาลึกโหลคู่นั้นที่ยังหลงเหลือเงาแห่งความอ่อนโยนในวันวานอยู่บ้างสามปี! สามปีเต็ม!ลมทรายของชายแดนเหนือขัดเกลาความหล่อเหลาของเซียวจ้านจนเลือนหาย ลมคาวทะเลพรากแขนขวาของเซี่ยอวิ๋นไป ส่วนความเดียวดายนอกสุสานหลวงก็ทำให้ผมดำของหรงจิ่งหลี่กลายเป็นสีขาวโพลนพวกเขาทุ่มเททุกสิ่ง ใช้วิธีอันเจ็บปวดยิ่งเพื่อไถ่โทษ เพียงเพื่อให้วันนี้ได้มายืนอยู่ที่แห่งนี้ ขอเพียงนางหันกลับมามองสักครา และให้อภัยสักครั้ง“หลินหลาง—!”เสียงแหบพร่าของเซียวจ้านดังแหวกอากาศ แฝงไว้ด้วยความเศร้าสลดร

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 15

    ส่วนเจียงไต้เยว่ หลังจากความชั่วช้านานัปการถูกเปิดโปง ก็มีพระราชโองการลงมา ขับนางออกจากจวนตระกูลเจียงนางเร่ร่อนอยู่สามเดือนเต็มเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อน ดุจหนูข้างถนนที่ผู้คนพากันรังเกียจนางเคยเดินทางไปถึงหน้าค่ายทหารชายแดนเหนือที่เซียวจ้านประจำการ ร่ำไห้ร้องขอพบเขา แต่กลับถูกทหารเฝ้าค่ายใช้ไม้รุมตีขับไล่จนเกือบสิ้นชีพนางยังไปดักรอเซี่ยอวิ๋นที่ท่าเรือ ขณะเขากำลังจะยกทัพออกศึก คุกเข่าวิงวอนว่า “พี่เซี่ยอวิ๋น ข้าผิดไปแล้ว... พาข้าไปด้วยเถิด...”เซี่ยอวิ๋นเพียงมองนางอย่างเย็นชา สายตานั้นหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหิมะแห่งชายแดนเหนือเสียอีก “ไสหัวไป มิเช่นนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้เจ้าได้ลิ้มรสไม้ลงทัณฑ์ของทหารดูสักครา”ท้ายที่สุด นางก็ตามหากระท่อมฟางอันทรุดโทรมของหรงจิ่งหลี่จนพบหรงจิ่งหลี่มิได้เปิดประตู เพียงเอ่ยผ่านบานไม้บาง ๆ จากด้านใน เป็นวาจาสุดท้ายที่มอบให้นาง “เจ้าควรดีใจที่หลินหลางยังมีชีวิตอยู่ มิเช่นนั้น... ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ก็มิสู้ตาย”ทุกหนทางล้วนถูกตัดขาดความหวังทั้งปวงล้วนมอดดับในค่ำคืนที่ลมและหิมะโหมกระหน่ำ เจียงไต้เยว่เพียงลำพังมาถึงริ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status