LOGINฉินเสี่ยวโหรวยื่นมือไปลูบบ่าของสามี “ท่านพี่ ไม่ต้องพูดแล้ว ให้ข้าพูดกับนางเอง”
“ท่านแม่ แต่นี้ไปข้าจะไม่ทำงานให้กับเรือนใหญ่แล้วนะ ข้าจะขึ้นเขาไปหาของป่ามาดูแลครอบครัวของข้าเอง”
อี้ฟางเยว่ได้ยินก็ตาลุก “พูดบ้าอันใดของเจ้า! นางสะใภ้โง่ หน้าที่ของเจ้าก็คือต้องรับใช้พวกเราสกุลลู่”
พลันความทรงจำในร่างเดิมก็ปรากฏ หลังคืนแต่งงาน สามีของนางไปร่วมกองทัพ ฉินเสี่ยวโหรวต้องทำงานทุกอย่างแทนสาวใช้และบ่าวรับใช้ที่ถูกเลิกจ้าง ตั้งแต่เช้ามืดไปจนค่ำนางทำทุกงานอย่างแข็งขัน กระทั่งในช่วงที่นางตั้งครรภ์ก็ยังต้องทำงาน
‘ดีที่ฉินเสี่ยวโหรวร่างกายแข็งแรงอย่างกับวัวกับม้า ไม่งั้นก็น่าจะตายไปแล้ว อย่างน้อยร่างนี้ก็ยังมีข้อดี ไม่ ดราม่าเท่าไหร่ ฮ่าๆ’
ลู่หลิงหยุนที่ขบคิดมาสักพักเห็นท่าทางที่เหมือนจะไม่โง่ของภรรยาแล้วก็นึกดีใจ เขารู้ว่านางมีกำลังมากกว่าบุรุษทั่วไปหลายเท่า ที่ผ่านมาหากไม่มีฉินเสี่ยวโหรว อี้ฟางเยว่ ผู้นี้คงจะปล่อยให้เขาตายไปแล้ว
“ท่านแม่ ท่านใช้งานนางมาห้าปีแล้ว งานทั้งบ้านก็ล้วนเป็นนางที่ทำอยู่คนเดียว ข้าว่าควรให้น้องๆ ไปทำเองเถิด” ชายหนุ่มเสียงแข็ง
ฉินเสี่ยวโหรวหันไปมองสามีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ คาดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าออกปากโต้เถียงกับอี้ฟางเยว่เพื่อภรรยาโง่ที่เขามิได้เต็มใจแต่งงาน
“ได้อย่างไร หลิงหยุน ที่ผ่านมาเงินทองของบ้านเราใช้รักษาเจ้าไปไม่น้อย สิ้นเปลืองเหลือเกิน ภรรยาโง่ของเจ้า เดิมทีข้าก็คิดจะแต่งให้เจ้าเพื่อเอานางมาไว้ใช้งาน นี่เจ้าคิดจะทำให้ข้าขาดทุนหรือ”
ลู่หลิงหยุนเห็นแม่เลี้ยงเท้าสะเอวเชิดหน้าหัวเราะเยาะก็นึกเจ็บใจ “ที่แท้ ก็เป็นแผนของท่าน ท่านรู้อยู่แล้วว่านางเป็นหญิงสติปัญญาไม่ดีแต่ก็ยังไปสู่ขอให้ข้า”
ลู่ซือหย่าเดินเข้ามาสมทบกับมารดา นางร้องขึ้นเสียงดัง “เฮอะ! พี่ใหญ่ ท่านเพิ่งรู้ตัวหรือ ท่านแม่เห็นว่านางเหมาะที่จะรับใช้พวกเราจึงให้ท่านรับนางไว้เป็นภรรยา ดีที่นางหน้าตาสะสวย ท่านเห็นรูปเพียงครั้งเดียวก็พยักหน้าตกลงแต่งงานแล้ว”
“อี้ซื่อ! เจ้าจงใจทำร้ายข้าหรือ” ชายหนุ่มร้องขึ้น
อี้ฟางเยว่เลิกคิ้วแล้วเงยหน้าหัวเราะ ที่ผ่านมาหากสามีไม่ห้ามเอาไว้ นางคงจะได้พูดอย่างเปิดเผยนานแล้ว บัดนี้ลู่หลิงหยุนหมดโอกาสจะยืนหรือเดินได้ ส่วนฉินเสี่ยวโหรวก็เป็นเพียงหญิงโง่ คนทั้งสองไม่มีโอกาสจะไปฟ้องร้องขอความเป็นธรรมเพื่อชิงเอาทรัพย์สินของฟ่านซื่อคืน
“ฮ่าๆ หลิงหยุน เจ้าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของข้า ที่เจ้าได้ไปเรียนก็มิใช่เจตนาของท่านพี่ แต่เป็นเพราะสกุลมารดาเก่าของเจ้ามากดดัน ไม่ใช่นั้นเจ้าคงไม่มีโอกาสไปเรียนในอำเภอให้สิ้นเปลืองเงินทองเลี้ยงลูกของข้า”
ลู่หลิงหยุนเลิกคิ้ว “ในที่สุด สิ่งที่ข้าสงสัยเจ้าก็พูดออกมาเสียที”
“เจ้าเป็นเพียงคนพิการ แต่งงานกับหญิงโง่ผู้หนึ่ง หากไม่พึ่งพาบ้านใหญ่ อีกไม่นานคงจะอดตาย” อี้ฟางเยว่ยิ้มเยาะ
“จริงด้วยพี่ใหญ่ ท่านบอกภรรยาโง่ของท่านให้ยอมคุกเข่าขอโทษท่านแม่ และจากนั้นก็ยอมให้นางทุบตีระบายโทสะเสียหน่อย นางก็อาจจะใจดียอมให้กินอาหารเที่ยงแล้ว”
“พอได้แล้ว!” ลู่หลิงหยุนร้องตวาด “หย่าเอ๋อร์ พวกเจ้ากินอยู่สุขสบายแต่กลับให้เศษอาหารกับครอบครัวข้า ใช้งานภรรยาข้าตั้งแต่เช้าจนค่ำ เห็นว่านางเป็นสตรีไร้ปัญญาจึงได้เอาเปรียบนาง”
ฉินเสี่ยวโหรวร้องอืมขึ้นมาคำหนึ่ง ระหว่างที่หิ้วน้ำกลับมา นางกำลังคิดหาวิธีทำให้สามีพิการผู้นี้เห็นด้วยกับการแยกบ้านจะได้เริ่มสร้างความร่ำรวย ที่สำคัญ ตนเองจะได้ไม่ต้องรับใช้คนเรือนใหญ่พวกนั้นอีก สิ่งที่นางคิด เขากลับพูดออกมาแทน
“เจ้าใหญ่ ถ้าเจ้าไม่ยอมให้นางมาทำงาน เช่นนั้นวันนี้ครอบครัวพวกเจ้าก็อย่าหวังจะได้กินสิ่งใดเลย” อี้ฟางเยว่พูดแล้วก็สะบัดหน้ากลับเรือนตน
เด็กชายลู่เหว่ยเห็นบิดาเถียงกับท่านย่าเช่นนั้นก็ยิ้มกว้าง “ท่านพ่อ ท่านเก่งนัก ในที่สุดก็เถียงแทนท่านแม่เสียที”
ลู่หลิงหยุนหันมาลูบศีรษะบุตรชายที่วิ่งมาเกาะที่เท้าแขนเก้าอี้ที่เขานั่งเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองภรรยา
“โหรวเอ๋อร์ ถ้าเจ้าไม่อยากทำงานรับใช้พวกเขา ก็ไม่ต้องทำหรอก เพียงแต่...”
“ท่านพี่อย่าห่วง ข้ามีกำลังมากมาย ข้าจะหาอาหารมาเลี้ยงท่านกับลูกๆ เอง” นางพยักหน้ารับ “ท่านคงจะหิวแล้ว เดี๋ยวข้าไปทำอาหารให้ท่านกินเอง”
“ดีๆ ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว” เด็กหญิงลู่ฮวนที่เพิ่งวิ่งกลับมาจากเรือนปีกข้างเรือนใหญ่บอกมารดา
ฉินเสี่ยวโหรวหันไปมองบุตรสาวตัวน้อย ในใจนึกดีใจที่ลูกๆ ล้วนได้หน้าตาของสามีมาหลายส่วน ทำให้พวกเขาหน้าตาคมคายถอดแบบมาจากลู่หลิงหยุน
“ฮวนเอ๋อร์! น่ารักจริง”
เด็กหญิงมีสีหน้างุนงงเมื่อมารดาวิ่งเข้ามาคุกเข่าแล้วกอดตนพร้อมทั้งเอามือลูบแก้ม
“ท่านแม่ ไหนว่าท่านจะไปทำอาหาร ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ ท่านย่าใช้งานข้าหนักมาก”
ฉินเสี่ยวโหรวมองเด็กน้อยด้วยความเวทนา ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลลู่ไม่ได้รักใคร่เมตตาหลานชายคนโตอย่างลู่หลิงหยุน ไม่เพียงแต่ห่างเหิน ยังรังเกียจหลานสะใภ้โง่และหลานตัวน้อยทั้งสองคนด้วย แต่ละวันเรียกให้เด็กหญิงไปทำงานรับใช้ตนเรือนแยก
‘น่าสงสารจริง เด็กสี่ขวบเพิ่งจะห้าขวบ แต่ใช้งานทั้งวัน กระทั่งของกินก็ไม่ให้กินเต็มอิ่ม’
“ได้ๆ เดี๋ยวแม่คนนี้จะไปทำอาหารอร่อยๆ ให้พวกเจ้ากินเอง”
ฉินเสี่ยวโหรวรู้ว่าในครัวเรือนเล็กไม่มีกระทั่งข้าวสารในถัง ดีที่ในครัวไม่มีคนเข้ามาวุ่นวาย นางจึงเรียกระบบออกมา
เมื่อกรอบหน้าจอสีน้ำเงินปรากฏ นางก็รีบแจ้งความประสงค์ “ฉันอยากแลกข้าวสาร เนื้อหมู กับเครื่องปรุงทำอาหาร”
“คุณฉิน คะแนนของคุณมีเพียงห้าสิบเหรียญทอง แลกได้เพียงข้าวสารหนึ่งถุงห้ากิโลกรัมเท่านั้นค่ะ”
หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆ กรอบสีน้ำเงิน ในหัวคิดวิธีแฮกระบบ ก่อนหน้าที่จะมาเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทดีเอ็มเอฉินเสี่ยวโหรวเคยเป็นแฮกเกอร์ลึกลับมาก่อน
‘ยังไม่เห็นปุ่มตั้งค่าระบบเลย บางทีอาจจะต้องเริ่มจากการอัปเดตระบบก่อน’
“นี่ระบบ ฉันเพิ่งมาถึงยังตั้งตัวไม่ได้ ไม่มีวิธีให้ยืมเหรียญทองก่อนเหรอ เอาสักร้อยเหรียญทองก็พอ”
ระบบเงียบไปครู่หนึ่ง...
“ยินดีกับคุณฉิน ท่านประธานอนุมัติให้ผู้เล่นยืมเหรียญทองได้หากฉุกเฉินจำนวน หนึ่งร้อยเหรียญทองพอดี”
“ถ้างั้นก็รีบเติมเหรียญมา” ฉินเสี่ยวโหรวยิ้มกว้าง
ที่หน้าจอปรากฏเหรียญทองหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญ ฉินเสี่ยวโหรวใช้นิ้วปัดจอเพื่อเลือกอาหาร นางกดเอาข้าวสาร หมูหนึ่งกิโลกรัม ผัก และไข่ไก่ ออกมา
‘อ้าว! มีอาหารแล้วแต่ในครัว แม้แต่กระทะสักใบก็ไม่มี จนจริงๆ เหรียญทองดันหมดซะแล้ว’
ฉินเสี่ยวโหรวเรียกระบบออกมาอีกครั้ง จึงสังเกตเห็นว่าปรากฎจอที่มีปุ่มเต็มระบบ
ฉินเสี่ยวโหรวนึกถึงครอบครัวเดิมของเจ้าของร่าง ครอบครัวฉินที่ยากจนนั้นย้ายออกจากหมู่บ้านเฟิงเต่าไปนานแล้ว และยังหาตัวไม่พบ “ท่านพี่ ข้าอยากตามหาพวกเขา ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับข้า” “เช่นนั้นก็ป่าวประกาศดูสิ หากมีเงินรางวัลให้ รับรองว่าต้องมีคนให้เบาะแสอย่างแน่นอน” ไม่นานนักก็มีคนนำข่าวของครอบครัวฉินมารับเงินยี่สิบตำลึงจากฉินเสี่ยวโหรวเพื่อแจ้งข่าว สองสามีภรรยาสกุลฟ่านจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านบนภูเขาของอำเภอใกล้ๆ บิดามารดาของฉินเสี่ยวโหรว ครั้นได้เห็นบุตรสาวที่หายโง่แล้วก็พากันร้องไห้ดีใจ “แม่รู้สึกผิดที่มอบเจ้าให้กับสกุลลู่ แต่ก็คิดว่าเจ้าอยู่ที่นั่นอย่างน้อยก็ไม่ต้องอดอยาก พวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ก็พอหาอาหารประทังชีวิตไปได้ แต่ก็ไม่ได้ดีนัก ท่านปู่ของเจ้ายามนี้ก็เจ็บป่วย เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน” ฉินเสี่ยวโหรวสลดใจที่ครอบครัวฉินยังคงยากจน นางกดแลกซื้อยามาให้ท่านปู่รักษาอาการป่วย พอท่านผู้เฒ่าแข็งแรงดีแล้ว ก็นำพาคนครอบครัวฉินทั้งแปดชีวิตกลับมายังหมู่บ้านเฟิงเต่าครั้นท่านปู่ท่านย่า พ่อแม่ ท่านอา อาสะใภ้ น้องชายและหลา
“รัศมีการสแกนเป้าหมายร่วมสามร้อยตารางกิโลเมตร โจรกระจอกพวกนี้ มีหรือข้าจะตรวจไม่เจอ” นางยิ้มพร้อมเชิดหน้าน้อยๆ “ครั้งนี้ดีที่ฟ้ามืด ผู้คนจึงไม่แตกตื่น ตัวจับสัญญาณโดรนที่เจ้าให้ข้าพกก็ดีมาก คอยบอกทิศทางขณะควบม้า ไม่อย่างนั้นก็คงตามโจรไม่ทัน” ทันทีที่รู้ว่าสองแม่ลูกนั้นถูกคนจับตัวไป ฉินเสี่ยวโหรวเอาโดรนออกบินเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหว รถม้าของโจรวิ่งเร็วกว่ารถม้าทั่วไปจึงหาพบไม่ยากนัก สองสามีภรรยาไปที่หน่วยมือปราบประจำตำบล และอาสาช่วยตามหาสองแม่ลูกสกุลลู่ “พวกเรายังหาไม่พบ แล้วพวกท่านสองคนจะหาพบได้อย่างไร” หัวหน้าหน่วยมือปราบมองคนทั้งสองด้วยความประหลาดใจ “ท่านเชื่อข้าเถิด ขนาดค่ายโจรหวั่นเจี้ยนข้ายังพาคนไปถล่มมาแล้ว ข้าย่อมจะหาตัวหัวหน้าโจรผู้นั้นได้” ฟ่าน หลิงหยุนยืนยัน หัวหน้าตำบลรีบสนับสนุน “ในเมื่อมือปราบทั้งตำบลหาไม่พบ ให้พวกเขาช่วยก็ไม่เสียหายมิใช่หรือ พวกนางถูกจับไปหลายชั่วยามแล้ว หากไม่รีบไปช่วย เกรงจะไม่ทันการณ์” มือปราบหลายหน่วยถูกนายอำเภอแซ่ถานระดมให้มาตามล่าสือเฟยฮุ่ยหัวหน้าโจรแห่งค่ายหวั่นเจี้ยน“อย่าป
เพี๊ยะ! ฝ่ามือใหญ่ของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของอี้ฟางเยว่อย่างแรง “นางแก่! คิดจะข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ ห่วงชีวิตน้อยๆ ของแกกับลูกสาวก่อนก็แล้วกัน ชีวิตของลูกน้องนับร้อยของข้าจะต้องได้รับการชดใช้” “เหตุใดเจ้าไปไม่ไปแก้แค้นบ้านฟ่านนั่นเล่า” ลู่ซือหย่าร้องขึ้น คิดจะยุยงให้หัวหน้าโจรกลับไปหาฟ่านหลิงหยุน สือเฟยฮุ่ยได้ยินแซ่ฟ่านก็บันดาลโทสะ หากไม่เชื่อหญิงผู้นี้ ไม่บุกไปหมู่บ้านเฟิงเต่าก็คงไม่เกิดเรื่องใหญ่ เพี๊ยะ! หลังมือของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของลู่ซือหย่า “เก็บแรงของเจ้าเอาไว้เถอะ คืนนี้เจ้าจะต้องปรนนิบัติข้า หากทำได้ดี ข้าจะไว้ไมตรี ยังไม่ให้เจ้าไปปรนนิบัติคนอื่นต่อ” ลู่ซือหย่าได้ยินก็ขนลุกขนพอง แม้มือปราบในตำบลเกาชานทั้งหมดจะแยกย้ายพากันออกตามหาอี้ฟางเยว่กับบุตรสาวแต่ก็ไม่พบร่องรอย ลู่ซือหย่าเห็นว่าตนเองไม่อาจหลบหนีชะตากรรมครั้งนี้ได้จึงรีบร้องบอกสือเฟยฮุ่ย “ท่านอย่าทำอันใดข้าเลย ไปทำกับท่านแม่ข้าแทนเถอะ ข้าเพิ่งอายุสิบสี่ ยังเด็กอยู่เลย” อี้ฟางเยว่ได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนั
ฟ่านหลิงหยุนจึงยื่นหน้าไปถาม “ท่านลุงใหญ่รู้จักคนผู้นี้ด้วยหรือขอรับ” สีหน้าของฟ่านเฉิงฮุยเคร่งเครียด ข้างฝ่ายเฉินเต๋อก็ มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ พองานเลี้ยงเริ่มต้นได้สักพักผู้ใหญ่ทั้งสองก็หลบไปพูดคุยกันที่ศาลาริมน้ำ ฟ่านหลิงหยุนมองอยู่ไกล เห็นท่านเจ้าเมืองพูดกับลุงใหญ่ของตนอยู่พักหนึ่งก็ยกชายแขนเสื้อขึ้นคล้ายกำลังซับน้ำตา ในขณะที่ลุงใหญ่ของเขาทำทีคล้ายจะทุบตีอีกฝ่าย “เสี่ยวโหรว เจ้าว่าข้าเข้าไปตอนนี้ดีหรือไม่ ข้ากลัวท่านลุงจะตีท่านพ่อ” “ปล่อยให้พวกเขาระบายความแค้นกันเองสักครู่เถิด ท่านลุงของท่านคงจะโกรธที่ใต้เท้าเฉินไม่ยอมกลับมาแต่งกับน้องสาว แต่ท่านลุงใหญ่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายล้มป่วยอยู่นาน” ฟ่านหลิงหยุนถอนหายใจยาว “น่าสงสารจริง ข้าดูแล้วใต้เท้าเฉินก็มิใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยม นี่คงเป็นโชคชะตาที่เล่นตลกกับพวกเขา”รออยู่สักพักลุงใหญ่ก็เรียกให้ฟ่านหลิงหยุนเข้าไปพูดคุยกับท่านเจ้าเมือง “หลานรัก! เจ้าช่างน่าสงสารนัก ลุงเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคนผู้นี้อีก คารวะพ่อแท้ๆ ของเจ้าเสียสิ” ฟ่านหลิงหยุนรีบคุกเข่าลง ในใจก็นึกถึงละครพล็อต
“มาๆ แลกๆ อยากรู้แล้วว่าอะไรอยู่ข้างใน” หญิงสาวกดปุ่มเลือกกล่องที่อยู่ตรงกลางเสียงดนตรีดังขึ้นอย่างเร้าใจราวกับกำลังเปิดตัวซุปเปอร์สตาร์บนเวที ฉินเสี่ยวโหรวใจเต้นรัว “คุณฉิน ยินดีด้วย คุณได้รับฟาร์มในมิติลับขนาดห้าสิบหมู่ พร้อมไก่ เป็ด หมู และวัวอย่างละยี่สิบตัว พร้อมระบบการเลี้ยงอัตโนมัติ”“ดี! ดีจริงๆ แบบนี้ไม่ต้องออกแรงเลี้ยงก็มีแหล่งอาหารแล้ว” หญิงสาวปรบมือเสียงดัง “น้องหญิง เจ้าโชคดีจริงๆ มีทั้งฟาร์มจริงและฟาร์มในมิติ ชาตินี้เจ้าไม่มีทางลำบากแล้ว”หนึ่งในคนที่ไม่ค่อยสบายก็คือท่านเจ้าเมือง ฟ่านหลิงหยุนกับฉินเสี่ยวโหรวเข้าไปในห้องพักเพื่อดูอาการของคนผู้นี้ด้วยกันฉินเสี่ยวโหรวแลกซื้อยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข และยาบำรุงชั้นดีให้กับท่านเจ้าเมือง ผู้ติดตามของท่านเจ้าเมืองเห็นว่าสองสามีภรรยาเป็นผู้มีพระคุณจึงได้เปิดเผยความจริง “นี่คือเจ้าเมืองเจิ้ง นาม เฉินเต๋อ ส่วนข้าชื่อ ซุนถัง พวกเราเดินทางมาตรวจดูภัยแล้งที่ตำบลเกาชาน ไม่คิดเลยว่าพอเดินทางมาถึงเชิงเขาก็เจอโจรป่าหลายร้อยล้อมเอาไว้ ผู้ติดตามส่วนหนึ่งถูกโจรฆ่าตาย ส่วนคนที่เหลือก็เหมือนที่เจ้าเห็น” “ท่านเจ้
ชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านไม่รู้ว่าสองสามีภรรยานำพวกเขาเดินเท้าผ่านอุโมงค์สามมิติที่ป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย แต่รู้สึกว่าการเดินตามหลังสตรีที่เคยฆ่าหมีป่าอย่างฉินเสี่ยวโหรวต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน “ข้ากำหนดจุดปลายอุโมงค์เอาไว้แล้ว มันจะพาพวกเราไปโผล่ใกล้ค่ายหวั่นเจี้ยน ใช้เวลาเพียงสองเค่อ” ฉินเสี่ยวโหรวกระซิบบอกสามี ฉินเสี่ยวโหรวนำเอาเกราะกันภัยที่เคยซื้อเอาไว้มาครอบร่างตนเองและแลกซื้อให้กับสามีด้วยอีกหนึ่งอัน ครั้นถึงป่าใกล้ค่ายโจร ฟ่านหลิงหยุนก็แอบใช้โดรนตรวจการณ์สำรวจพื้นที่ เขาจึงรู้ว่าในค่ายหวั่นเจี้ยนยามนี้เหลือชายฉกรรจ์ไม่ถึงห้าสิบคน ที่เหลือเป็นสตรีและเด็ก ในฐานะผู้นำ ฟ่านหลิงหยุนจึงวางแผนการบุกอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านเกิดอันตราย “ฟางตง เจ้านำคนที่ยิงหน้าไม้นำทางเข้าไป คนข้างหลังจะได้ไม่เป็นอันตราย” เขาหันไปมองหน้าคนอื่นๆ “บุกเข้าไปชิงเอาข้าวของเงินทองออกมา ของทั้งหมดพวกเราจะแบ่งกัน แต่ห้ามทำอันตรายสตรีและเด็ก ฝั่งนี้มีคนที่จับตัวไว้ ข้าจะนำไปช่วยพวกเขา” “ได้เหล่าฟ่าน พวกเราเชื่อฟังเจ้า” ชาวบ้านร้องรับ







