Mag-log inฉินเสี่ยวโหรวได้ยินสิ่งที่ระบบบอกก็กำหมัดแน่น “ท่านประธาน! ผู้ชายวิปริตคนนั้นน่ะเหรอ มิน่า! ถึงได้กำหนดเรื่องบ้าๆ แบบนี้ขึ้นมา”
โปรแกรมเมอร์สาวถึงตอนที่ประชุมออนไลน์ ประธานกู้ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าเลยสักครั้ง เขาใช้ภาพเอไอผู้ชายหน้าตาเคร่งขรึมในชุดสูทสีดำแทนรูปตนเอง หล่อนได้ยินเพียงเสียงของเขา ท่านประธานคนนี้เป็นคนบ้างาน ได้ยินว่าเขามักจะคอยแอบดูการทำงานของพนักงานในบริษัทผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่แทบจะทั่วบริษัท
“อย่าวิจารณ์ท่านประธาน ไม่อย่างนั้นคุณจะถูกหักคะแนนในระบบออกครึ่งหนึ่ง จะใช้ชีวิตในยุคนี้ได้อย่างยากลำบากนะคะ” ระบบเตือนขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฉินเสี่ยวโหยวสะดุ้งโหยว “ได้ๆ ไม่บ่นแล้ว ตกลงว่าฉันเป็นโปรแกรมเมอร์ ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป เหรียญในระบบคงไม่ได้ให้เริ่มต้นที่ศูนย์หรอกนะ”
ในระบบล้านตำลึงที่ฉินเสี่ยวโหรวดูแลอยู่ เมื่อผู้ทะลุมิติติดต่อกับระบบก็จะยังไม่ได้รับเหรียญทอง จนกว่าจะเริ่มทำภารกิจแรก
“ในฐานะคุณฉินเป็นโปรแกรมเมอร์ ท่านประธานเมตตามอบให้ท่านก้อนหนึ่ง คุณจะได้รับห้าสิบเหรียญทอง”
“หือ! แค่ห้าสิบเหรียญทอง แลกได้แค่ข้าวสารถุงเดียวไม่ใช่เหรอ” ฉินเสี่ยวโหรวจำขั้นตอนการแลกเหรียญในระบบที่ตนเองดูแลได้ดี
“คุณฉิน บอกแล้วว่าห้ามวิจารณ์ท่านประธาน ไม่เช่นนั้นจะปรับให้เหลือศูนย์เหรียญทอง”
หญิงสาวหน้าเสีย ในใจนึกก่นด่าประธานบริษัทของตน “ได้ๆ ห้าสิบก็ห้าสิบ ฉันจะเก็บเอาไว้ก่อน ตอนนี้ต้องไปจัดการเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้าให้เรียบร้อยก่อน”
ฉินเสี่ยวโหรวลืมตาขึ้น มองคนที่ยืนมุงตนเอง
“นางฟื้นแล้ว!” ป้าฟางร้องขึ้นด้วยความดีใจ
“คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะช่วยพวกเราเอาไว้ ถ้าวันนี้ข้าไม่ได้น้ำกลับบ้าน เห็นทีทุกคนคงหน้ามืดตาลายแน่” หญิงสาวอีกคนเอ่ยด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
“มาๆ เสี่ยวโหรว อันธพาลพวกนั้นพ้นทางเราแล้ว มาหิ้วน้ำกลับบ้านกันเถอะ” ป้าฟางที่ประคองฉินเสี่ยวโหรวให้ยืนขึ้นรีบชี้ไปที่บ่อน้ำ
โปรแกรมเมอร์สาวในร่างสะใภ้โง่พยักหน้ารับ “พวกท่านรีบตักน้ำเถิด”
อี้ฟางเยว่แม่สามีผู้ชิงชังสะใภ้ใหญ่มองเห็นฉินเสี่ยวโหรวหิ้วน้ำสี่ถังกลับมาก็มองด้วยความพอใจ
“เดินเร็วกว่านั้นหน่อย!” ร้องเท้าสะเอวร้องตะโกน
แต่ฉินเสี่ยวโหรวมิได้เดินตรงไปยังตุ่มน้ำข้างเรือนใหญ่กลับเลี้ยวไปยังเรือนเล็กของตนเองแล้วเทน้ำทั้งสี่ถังใส่ตุ่มข้างเรือนของตนจนเต็ม
“นางสะใภ้โง่! นี่เจ้าทำอันใดของเจ้า ต้องเทน้ำใส่ตุ่มบ้านใหญ่ให้เต็มเสียก่อนสิ”
ครั้นเห็นแม่สามีร้องตวาด ฉินเสี่ยวโหรวก็ไม่ใส่ใจ นางเดินเข้าไปในบ้านเพื่อดูสามีกับบุตรชาย
“โหรวเอ๋อร์ เจ้าทำงานเสร็จแล้วหรือ” น้ำเสียงนุ่มนวลของชายหนุ่มที่นั่งอยู่เก้าอี้ดังขึ้น
“แม่เจ้า!” ฉินเสี่ยวโหรวเผลออุทานออกมา ยกมือปิดปาก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้น
‘สามีของฉินเสี่ยวโหรวสะใภ้โง่สกุลลู่ผู้นี้ หล่อมากยังกับซุปเปอร์สตาร์ แต่ดันพิการ เสียของแล้ว! เสียของจริงๆ’
“เป็นอันใดไปหรือ” ลู่หลิงหยุนเห็นท่าทางตกใจของภรรยาก็นึกห่วง
“ขะ ข้า”
พอส่งเสียงออกมา ฉินเสี่ยวโหรวก็ตกใจที่ตนกลายเป็นคนติดอ่าง นางจึงยกมือขึ้นตบปากตนเองหนึ่งที
เพี๊ยะ!
ลู่หลิงหยุนตกตะลึง “เหตุใดเจ้าจึงตบปากตนเองเล่า”
“อุ๊ยเจ็บ!” นางเอามือลูบแก้มป้อยๆ ก่อนสบตาบุรุษรูปงามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ “ข้าก็แค่ไม่อยากพูดติดอ่าง ตบตัวเองสักหน่อย ต่อไปก็จะไม่พูดติดๆ ขัดๆ อีกแล้ว”
ชายหนุ่มตะลึงเป็นครั้งแรกที่ฉินเสี่ยวโหรวพูดไม่ติดอ่าง ซ้ำยังพูดยาวกว่าปกติ “เจ้าพูดไม่ติดอ่างแล้ว”
“อืม” ฉินเสี่ยวโหรวพยักหน้ารับ เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดยาวเกินไป ปกติเจ้าของร่างไม่เคยพูดประโยคยาวมาก่อน
“เหตุใดเจ้าถึงกลับเรือนเล่า ยามนี้เจ้าต้องทำงานอยู่เรือนใหญ่มิใช่หรือ”
ฉินเสี่ยวโหรวมัวแต่มองใบหน้าและรูปร่างของสามีจึงไม่ได้สนใจฟังคำพูดของเขา
‘นี่เป็นเพราะอยู่กินอย่างลำบาก คนหล่อๆ แบบนี้ก็เลยผอมแห้งไปหน่อย เขาเคยเป็นทหาร ถ้าหายป่วยร่างกายแข็งแรงก็คงจะ...’
“โหรวเอ๋อร์! โหรวเอ๋อร์!” ลู่หลิงหยุนเรียกเสียงดัง
“ท่านพี่ มีอันใดหรือ”
“เจ้าถูกบ้านใหญ่รังแกมาหรือ” น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความขัดเคือง เขานึกโกรธตนเองที่ไม่สามารถปกป้องนางจากแม่เลี้ยงของตนได้
“ท่านแม่!” ลู่เหว่ยเดินกลับมาจากห้องส้วม ครั้นเห็นมารดาอยู่ในเรือนเล็กก็แปลกใจ เด็กชายเอียงคอมอง “ท่านแม่มาอยู่นี่ ระวังท่านย่าโกรธเอานะขอรับ”
ฉินเสี่ยวโหรวพลันนึกถึงงานที่เจ้าของร่างต้องทำอยู่ทุกวันขึ้นมาได้ หลังจากหาบน้ำในตอนเช้า นางก็ต้องทำความสะอาด เก็บกวาด และซักผ้าให้กับคนในเรือนใหญ่ทั้งหมด
เด็กชายลู่เหว่ยหน้าตาน่ารัก แต่กลับผอมแห้ง
“เจ้าคือลู่เหว่ยหรือ”
“ท่านแม่ นี่สมองท่านแย่จนถึงกับจำลูกอย่างข้าไม่ได้แล้วหรือขอรับ” เด็กชายทำหน้าคล้ายจะร้องไห้ออกมา
มารดาของเขาถูกคนเรียกว่าหญิงโง่ยังไม่พอ บัดนี้ยังจะสมองเลอะเลือนอีก ท่านพ่อก็เป็นคนพิการ เห็นทีชีวิตของเขาคงจะจบสิ้นแล้ว
ฉินเสี่ยวโหรวเห็นเด็กน้อยเริ่มตาแดงก็พลันนึกได้ รีบขยับเข้าไปกอดปลอบเด็กชาย “เจ้าอย่าร้องไห้ เหว่ยเอ๋อร์ แม่แค่ล้อเล่นเฉยๆ”
“นางหญิงโง่! ออกมาข้างนอกเดี๋ยวนี้ งานยังไม่เสร็จเลย กล้าอู้แล้วหรือ” เสียงของอี้ฟางเยว่ดังลั่น
ฉินเสี่ยวโหรวผู้เป็นโปรแกรมเมอร์รู้ว่าเจ้าของร่างมีพละกำลังมากก็ยิ้มกริ่ม ถ้าเกิดว่าแม่ของสามีคิดจะข่มเหงให้นางไปทำงาน นางจะไม่ไปอย่างเด็ดขาด
‘แหม! หาเรื่องแบบนี้ เดี๋ยวต้องจัดเรื่องให้สักหน่อย’
“ท่านแม่มาเรียกเจ้าแล้ว โหรวเอ๋อร์เจ้ามาอุ้มข้าออกไปด้วย” สามีรีบร้องบอก
“ได้!” นางรับคำสั้นๆ แล้วอ้อมไปด้านหลังเก้าอี้ที่สามีนั่งจากนั้นก็ย่อตัวลงแล้วยกขึ้นมาทั้งเก้าอี้
“เจ้ากล้านักนะ ข้าสั่งให้เจ้าเทน้ำที่เรือนใหญ่ให้เต็มตุ่ม เจ้ากลับเอาน้ำที่หิ้วมา มาเทที่เรือนเจ้าจนหมด”
สะใภ้โง่สกุลลู่วางเก้าอี้สามีลงที่ระเบียงแล้วเท้าสะเอวมองแม่สามี
“คนเรือนใหญ่อยากได้น้ำก็พากันไปหิ้วเอาเองสิ ตอนนี้เรือนข้าไม่เหลือน้ำแล้วก็ต้องเทใส่เรือนข้าก่อน”
อี้ฟางเยว่ได้ยินสิ่งที่ฉินเสี่ยวโหรวพูดก็ถึงกับตาโต ยกนิ้วชี้หน้าลูกสะใภ้ด้วยความโมโห “นางหญิงโง่! เจ้ากล้าเถียงกล้ารึ! เช่นนั้น เที่ยงนี้ คนบ้านเจ้าก็อดข้าวเสียเถอะ ข้าจะไม่แบ่งอาหารให้”
ลู่หลิงหยุนได้ยินก็เดือดดาล “ท่านแม่! ท่านจะทำเกินไปแล้วนะ เงินเบี้ยหวัดชดเชยของข้าก็อยู่ที่เรือนใหญ่ เหตุใดจึงจะไม่มอบอาหารให้เรือนข้าเล่า”
“เงินนั่น เป็นพ่อของเจ้ามอบให้ข้าเพื่อใช้ดูแลบ้าน พวกเจ้ามาอาศัยเราอยู่ ก็สมควรแล้ว วันนี้ภรรยาของเจ้าไม่ยอมทำงานให้เรือนใหญ่ ไม่ให้พวกเจ้ากินเพื่อเป็นการลงโทษก็สมควรแล้ว” อี้ฟางเยว่เท้าสะเอวร้องตอบ
ฉินเสี่ยวโหรวนึกถึงครอบครัวเดิมของเจ้าของร่าง ครอบครัวฉินที่ยากจนนั้นย้ายออกจากหมู่บ้านเฟิงเต่าไปนานแล้ว และยังหาตัวไม่พบ “ท่านพี่ ข้าอยากตามหาพวกเขา ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกับข้า” “เช่นนั้นก็ป่าวประกาศดูสิ หากมีเงินรางวัลให้ รับรองว่าต้องมีคนให้เบาะแสอย่างแน่นอน” ไม่นานนักก็มีคนนำข่าวของครอบครัวฉินมารับเงินยี่สิบตำลึงจากฉินเสี่ยวโหรวเพื่อแจ้งข่าว สองสามีภรรยาสกุลฟ่านจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านบนภูเขาของอำเภอใกล้ๆ บิดามารดาของฉินเสี่ยวโหรว ครั้นได้เห็นบุตรสาวที่หายโง่แล้วก็พากันร้องไห้ดีใจ “แม่รู้สึกผิดที่มอบเจ้าให้กับสกุลลู่ แต่ก็คิดว่าเจ้าอยู่ที่นั่นอย่างน้อยก็ไม่ต้องอดอยาก พวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ก็พอหาอาหารประทังชีวิตไปได้ แต่ก็ไม่ได้ดีนัก ท่านปู่ของเจ้ายามนี้ก็เจ็บป่วย เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน” ฉินเสี่ยวโหรวสลดใจที่ครอบครัวฉินยังคงยากจน นางกดแลกซื้อยามาให้ท่านปู่รักษาอาการป่วย พอท่านผู้เฒ่าแข็งแรงดีแล้ว ก็นำพาคนครอบครัวฉินทั้งแปดชีวิตกลับมายังหมู่บ้านเฟิงเต่าครั้นท่านปู่ท่านย่า พ่อแม่ ท่านอา อาสะใภ้ น้องชายและหลา
“รัศมีการสแกนเป้าหมายร่วมสามร้อยตารางกิโลเมตร โจรกระจอกพวกนี้ มีหรือข้าจะตรวจไม่เจอ” นางยิ้มพร้อมเชิดหน้าน้อยๆ “ครั้งนี้ดีที่ฟ้ามืด ผู้คนจึงไม่แตกตื่น ตัวจับสัญญาณโดรนที่เจ้าให้ข้าพกก็ดีมาก คอยบอกทิศทางขณะควบม้า ไม่อย่างนั้นก็คงตามโจรไม่ทัน” ทันทีที่รู้ว่าสองแม่ลูกนั้นถูกคนจับตัวไป ฉินเสี่ยวโหรวเอาโดรนออกบินเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหว รถม้าของโจรวิ่งเร็วกว่ารถม้าทั่วไปจึงหาพบไม่ยากนัก สองสามีภรรยาไปที่หน่วยมือปราบประจำตำบล และอาสาช่วยตามหาสองแม่ลูกสกุลลู่ “พวกเรายังหาไม่พบ แล้วพวกท่านสองคนจะหาพบได้อย่างไร” หัวหน้าหน่วยมือปราบมองคนทั้งสองด้วยความประหลาดใจ “ท่านเชื่อข้าเถิด ขนาดค่ายโจรหวั่นเจี้ยนข้ายังพาคนไปถล่มมาแล้ว ข้าย่อมจะหาตัวหัวหน้าโจรผู้นั้นได้” ฟ่าน หลิงหยุนยืนยัน หัวหน้าตำบลรีบสนับสนุน “ในเมื่อมือปราบทั้งตำบลหาไม่พบ ให้พวกเขาช่วยก็ไม่เสียหายมิใช่หรือ พวกนางถูกจับไปหลายชั่วยามแล้ว หากไม่รีบไปช่วย เกรงจะไม่ทันการณ์” มือปราบหลายหน่วยถูกนายอำเภอแซ่ถานระดมให้มาตามล่าสือเฟยฮุ่ยหัวหน้าโจรแห่งค่ายหวั่นเจี้ยน“อย่าป
เพี๊ยะ! ฝ่ามือใหญ่ของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของอี้ฟางเยว่อย่างแรง “นางแก่! คิดจะข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ ห่วงชีวิตน้อยๆ ของแกกับลูกสาวก่อนก็แล้วกัน ชีวิตของลูกน้องนับร้อยของข้าจะต้องได้รับการชดใช้” “เหตุใดเจ้าไปไม่ไปแก้แค้นบ้านฟ่านนั่นเล่า” ลู่ซือหย่าร้องขึ้น คิดจะยุยงให้หัวหน้าโจรกลับไปหาฟ่านหลิงหยุน สือเฟยฮุ่ยได้ยินแซ่ฟ่านก็บันดาลโทสะ หากไม่เชื่อหญิงผู้นี้ ไม่บุกไปหมู่บ้านเฟิงเต่าก็คงไม่เกิดเรื่องใหญ่ เพี๊ยะ! หลังมือของสือเฟยฮุ่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าของลู่ซือหย่า “เก็บแรงของเจ้าเอาไว้เถอะ คืนนี้เจ้าจะต้องปรนนิบัติข้า หากทำได้ดี ข้าจะไว้ไมตรี ยังไม่ให้เจ้าไปปรนนิบัติคนอื่นต่อ” ลู่ซือหย่าได้ยินก็ขนลุกขนพอง แม้มือปราบในตำบลเกาชานทั้งหมดจะแยกย้ายพากันออกตามหาอี้ฟางเยว่กับบุตรสาวแต่ก็ไม่พบร่องรอย ลู่ซือหย่าเห็นว่าตนเองไม่อาจหลบหนีชะตากรรมครั้งนี้ได้จึงรีบร้องบอกสือเฟยฮุ่ย “ท่านอย่าทำอันใดข้าเลย ไปทำกับท่านแม่ข้าแทนเถอะ ข้าเพิ่งอายุสิบสี่ ยังเด็กอยู่เลย” อี้ฟางเยว่ได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนั
ฟ่านหลิงหยุนจึงยื่นหน้าไปถาม “ท่านลุงใหญ่รู้จักคนผู้นี้ด้วยหรือขอรับ” สีหน้าของฟ่านเฉิงฮุยเคร่งเครียด ข้างฝ่ายเฉินเต๋อก็ มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ พองานเลี้ยงเริ่มต้นได้สักพักผู้ใหญ่ทั้งสองก็หลบไปพูดคุยกันที่ศาลาริมน้ำ ฟ่านหลิงหยุนมองอยู่ไกล เห็นท่านเจ้าเมืองพูดกับลุงใหญ่ของตนอยู่พักหนึ่งก็ยกชายแขนเสื้อขึ้นคล้ายกำลังซับน้ำตา ในขณะที่ลุงใหญ่ของเขาทำทีคล้ายจะทุบตีอีกฝ่าย “เสี่ยวโหรว เจ้าว่าข้าเข้าไปตอนนี้ดีหรือไม่ ข้ากลัวท่านลุงจะตีท่านพ่อ” “ปล่อยให้พวกเขาระบายความแค้นกันเองสักครู่เถิด ท่านลุงของท่านคงจะโกรธที่ใต้เท้าเฉินไม่ยอมกลับมาแต่งกับน้องสาว แต่ท่านลุงใหญ่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายล้มป่วยอยู่นาน” ฟ่านหลิงหยุนถอนหายใจยาว “น่าสงสารจริง ข้าดูแล้วใต้เท้าเฉินก็มิใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยม นี่คงเป็นโชคชะตาที่เล่นตลกกับพวกเขา”รออยู่สักพักลุงใหญ่ก็เรียกให้ฟ่านหลิงหยุนเข้าไปพูดคุยกับท่านเจ้าเมือง “หลานรัก! เจ้าช่างน่าสงสารนัก ลุงเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคนผู้นี้อีก คารวะพ่อแท้ๆ ของเจ้าเสียสิ” ฟ่านหลิงหยุนรีบคุกเข่าลง ในใจก็นึกถึงละครพล็อต
“มาๆ แลกๆ อยากรู้แล้วว่าอะไรอยู่ข้างใน” หญิงสาวกดปุ่มเลือกกล่องที่อยู่ตรงกลางเสียงดนตรีดังขึ้นอย่างเร้าใจราวกับกำลังเปิดตัวซุปเปอร์สตาร์บนเวที ฉินเสี่ยวโหรวใจเต้นรัว “คุณฉิน ยินดีด้วย คุณได้รับฟาร์มในมิติลับขนาดห้าสิบหมู่ พร้อมไก่ เป็ด หมู และวัวอย่างละยี่สิบตัว พร้อมระบบการเลี้ยงอัตโนมัติ”“ดี! ดีจริงๆ แบบนี้ไม่ต้องออกแรงเลี้ยงก็มีแหล่งอาหารแล้ว” หญิงสาวปรบมือเสียงดัง “น้องหญิง เจ้าโชคดีจริงๆ มีทั้งฟาร์มจริงและฟาร์มในมิติ ชาตินี้เจ้าไม่มีทางลำบากแล้ว”หนึ่งในคนที่ไม่ค่อยสบายก็คือท่านเจ้าเมือง ฟ่านหลิงหยุนกับฉินเสี่ยวโหรวเข้าไปในห้องพักเพื่อดูอาการของคนผู้นี้ด้วยกันฉินเสี่ยวโหรวแลกซื้อยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข และยาบำรุงชั้นดีให้กับท่านเจ้าเมือง ผู้ติดตามของท่านเจ้าเมืองเห็นว่าสองสามีภรรยาเป็นผู้มีพระคุณจึงได้เปิดเผยความจริง “นี่คือเจ้าเมืองเจิ้ง นาม เฉินเต๋อ ส่วนข้าชื่อ ซุนถัง พวกเราเดินทางมาตรวจดูภัยแล้งที่ตำบลเกาชาน ไม่คิดเลยว่าพอเดินทางมาถึงเชิงเขาก็เจอโจรป่าหลายร้อยล้อมเอาไว้ ผู้ติดตามส่วนหนึ่งถูกโจรฆ่าตาย ส่วนคนที่เหลือก็เหมือนที่เจ้าเห็น” “ท่านเจ้
ชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านไม่รู้ว่าสองสามีภรรยานำพวกเขาเดินเท้าผ่านอุโมงค์สามมิติที่ป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย แต่รู้สึกว่าการเดินตามหลังสตรีที่เคยฆ่าหมีป่าอย่างฉินเสี่ยวโหรวต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน “ข้ากำหนดจุดปลายอุโมงค์เอาไว้แล้ว มันจะพาพวกเราไปโผล่ใกล้ค่ายหวั่นเจี้ยน ใช้เวลาเพียงสองเค่อ” ฉินเสี่ยวโหรวกระซิบบอกสามี ฉินเสี่ยวโหรวนำเอาเกราะกันภัยที่เคยซื้อเอาไว้มาครอบร่างตนเองและแลกซื้อให้กับสามีด้วยอีกหนึ่งอัน ครั้นถึงป่าใกล้ค่ายโจร ฟ่านหลิงหยุนก็แอบใช้โดรนตรวจการณ์สำรวจพื้นที่ เขาจึงรู้ว่าในค่ายหวั่นเจี้ยนยามนี้เหลือชายฉกรรจ์ไม่ถึงห้าสิบคน ที่เหลือเป็นสตรีและเด็ก ในฐานะผู้นำ ฟ่านหลิงหยุนจึงวางแผนการบุกอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันมิให้ชาวบ้านเกิดอันตราย “ฟางตง เจ้านำคนที่ยิงหน้าไม้นำทางเข้าไป คนข้างหลังจะได้ไม่เป็นอันตราย” เขาหันไปมองหน้าคนอื่นๆ “บุกเข้าไปชิงเอาข้าวของเงินทองออกมา ของทั้งหมดพวกเราจะแบ่งกัน แต่ห้ามทำอันตรายสตรีและเด็ก ฝั่งนี้มีคนที่จับตัวไว้ ข้าจะนำไปช่วยพวกเขา” “ได้เหล่าฟ่าน พวกเราเชื่อฟังเจ้า” ชาวบ้านร้องรับ
“ข้าก็เห็น!” แม่เฒ่าสกุลเซียวที่อยู่บ้านถัดไปก็รีบยืนยัน “ก่อนแยกบ้านพวกเขาสี่คนผอมแห้งแรงน้อย เพราะอี้ซื่อแบ่งเพียงเศษอาหารให้กิน แต่ตอนนี้พวกเขาได้กินอิ่มหนำสำราญ สกุลลู่ช่างแย่เสียจริง” ลู่เจ๋อชี้หน้าบุตรชายคนโต “หลิงหยุน! เจ้ามันคนอกตัญญู ข้าอุตส่าห์ให้เจ้าได้ใช้แซ่ลู่”
ฉินเสี่ยวโหรวขยับไปนั่งริมเตียง ช่วยพยุงสามีที่กำลังพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่ง “ท่านพี่ ท่านเป็นเช่นไร เจ็บมากหรือไม่” ชายหนุ่มหันไปมองภรรยา “ข้าไม่เป็นไร” ท่าทีของสามีดูเคร่งขรึมผิดจากตอนแรกที่พบกัน ฉินเสี่ยวโหรวลอบสังเกตท่าทีของเขา “ได้ยินว่าค่ารักษาหมดสองตำลึง เ
“ท่านพ่อ ตีนางให้ตายเลยขอรับ!” ลู่ซิ่วร้องขึ้น หน้าของเขาทั้งแดงทั้งเขียวด้วยความโมโห ลู่เจ๋อหันมาหมายจะตีฉินเสี่ยวโหรวแรงๆ ทว่าข้อเท้าพลิกทำให้ไม้พลองตวัดไปถูกศีรษะของลู่หลิงหยุนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แม้เขาพยายามหลบแต่ยังถูกปลายไม้ “โอ๊ย!” ชายหนุ่มร้องขึ้น “ท่านพ
ยามนั้นลู่เจ๋อบิดาของลู่หลิงหยุนที่ออกไปนั่งดื่มสุรากับสหายในหมู่บ้านได้ยินเรื่องที่คนโจษขานเกี่ยวกับลูกสะใภ้โง่ของตนก็หน้าเสีย “นางกล้าทุบตีคนอย่างรุนแรงอย่างนั้นหรือ” ลู่เจ๋อตกตะลึงเอ่ยถามภรรยาของสหาย “จริงสิ! ข้าเห็นกับตา นางตีเหล่าหานเจ้าอันธพาลนั่นจนสิ้นสติ ส่วนอีกสา







