Masuk"คุณตระเกิง โฉนดอยู่ที่ไหน!"
เสียงที่ดังออกมาจากในบ้านทำให้คนที่พึ่งกลับมาจากขายขนมคิ้วขมวด ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที
"แม่ มีอะไรกันจ้ะ"
น้ำผึ้งคิ้วขมวด ก่อนจะรีบเข้าไปประคองแขนของผู้เป็นแม่ที่ดูจะอารมณ์ขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปมองพ่อเลี้ยงอย่างตระเกิงที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่
"ผมบอกแล้ว ผมต้องต่อทุน ยืมไปจำนองนิดๆ หน่อยๆ มันจะเป็นอะไรไป"
คิ้วสวยของน้ำผึ้งขมวดเข้าหากันทันที เมื่อได้ยินคำว่าจำนอง
"แม่ อย่าบอกนะจ้ะ"
แต่ใบหน้าของยาดาผู้เป็นแม่ กลับบอกเธอได้ถนัดทีเดียว ว่าพ่อเลี้ยงของเธอได้เอาโฉนดที่ดินบ้านที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัวนี้ไปจำนองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"ลุงทำแบบนี้ได้ยังไง ถ้าไม่มีบ้าน เราก็ไม่เหลืออะไรแล้วนะ"
ตระเกิงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเท้าสะเอวมองสองแม่ลูกที่กำลังทำเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่
"นี่ เสี่ยภาษเค้าไม่ได้จะมายึดวันนี้พรุ่งนี้สะหน่อย หาเงินไปไถ่คืนก็จบ!"
นัยตาสวยมองพ่อเลี้ยงที่เดินขึ้นไปด้านบนด้วยความไม่พอใจสุดขีด ก่อนจะประคองผู้เป็นแม่ที่สีหน้าไม่ค่อยดีนักไปนั่งพัก
"ใจเย็นๆ นะจ้ะแม่ ยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่ เดี๋ยวจะพาลเป็นหนักขึ้นนะจ้ะ"
ยาดาส่ายหน้าไปมาอย่างหมดแรง สมบัตพัดสะฐานชิ้นเดียวที่เหลืออยู่กลับถ๔กสามีเฮงซวยนำไปจำนองแล้ว แน่นอนว่าคนหากินวันเว้นวันแบบเธอ กว่าจะหาเงินไปไถ่คืนมาได้ คงอีกนานมากๆ หรือไม่ก็คงไม่มีโอกาสเลย
"เดี๋ยวผึ้งตะหางานทำเพิ่ม จะได้รีบไถ่กลับมา แม่ไม่ต้องห่วงนะจ้ะ"
"แม่ขอโทษนะผึ้งลูก ฮึก! แม่ขอโทษ"
น้ำตาของผู้เป็นแม่ยิ่งทำให้น้ำผึ้งรู้สึกเจ็บแปลบ ที่ไม่สามารถช่วยผู้เป็นแม่ได้มากนัก
"ไม่ต้องห่วงนะจ้ะแม่ เดี๋ยวผึ้งจัดการเอง แม่ไม่ต้องคิดมากนะจ้ะ"
น้ำผึ้งบีบมือที่สั่นเทาของผู้เป็นแม่ด้วยรอยยิ้มเข้มแข็ง แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้หน้ากากแสนแกร่งดั่งหินผาที่เธอสร้างขึ้น เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงอ่อนแอคนนึงเพียงเท่านั้น
เรียวขายาวก้าวเข้ามายังห้องนั่งเล่นในเช้าตรูของวันใหม่นิ่งๆ พนารู้สึกว่าเขายังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับประเทศไทยได้ง่ายๆ
"มีอะไรหรอครับ อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเชียว"
คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อยพลางหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟสตัวหรู ตาก็พินิจมองผู้เป็นพ่อและแม่ด้วยความสงใส
"แม่กับพ่อมีเรื่องต้องคุยกับลูก พนา"
ปรีณาพูดนิ่งๆ จนพนาเองก็เริ่มสนใจขึ้นมาดื้อๆ ว่าพ่อและแม่ที่ไม่ค่อยมีมุมนี้นัก กำลังจะพูดถึงอะไร
ฝั่งบ้านของน้ำผึ้ง เด็กสาวก็กำลังประสมแป้งดังเช่นทุกวัน แต่เสียงรถที่จอดอยู่หน้่บ้าน าำให้คิ้วสวยต้องขมวด ก่อนจะรีบเดินออกไปดูทันที
"อ้าว น้องน้ำผึ้งนี่เองนึกว่าใคร"
มือเล็กกำเข้าหากันทันที เมื่อลูกน้องของเจ้าหนี้อย่างเสี่ยภาษมองมาที่เธอด้วยนัยน์ตาน่ารังเกียจจนขนตั้ง
"มาทำไม"
เธอพยายามซ่อนความกลัวที่ไร้ประโยชน์เข้าไปจนมิด ก่อนจะถามเสียงแข็งกลับ ไม่มีใครอยากยุ่งกับผู้มีอิทธิพลเลวๆ แบบเสี่ยประภาษ ที่พร้อมจะโกงกินชาวบ้านได้ทุกรูปแบบ
"อ้าวๆ นี่ไม่รู้หรอจ้ะว่าพ่อเลี้ยงไปทำอะไรเอาไว้"
"อะไร"
หนึ่งในพวกมันโยนกระดาษลงบนพื้นหญ้า ก่อนจะขับรถออกไปทันที
น้ำผึ้งเดินไปหยิบกระดาษนั้นขึ้นมาไว้ในมือด้วยความสงสัย ก่อนจะกวาดสายตาอ่านช้าๆ และชะงักไปทันที
"สามแสน"
นัยน์ตาสวยสั่นระริกทันที เนื้อความในกระดาษนั้นเป็นร่างสัญญาที่พ่อเลี้ยงของเธอได้ลงลายมือชื่อรับเงินไปเป็นที่เรียบร้อย และตอนนี้นอกจากบ้านที่นำไปจำนองไว้ หนี้ก้อนใหญ่อีกก้อนก็โผล่ขึ้นมาอีก
"ผึ้ง นี่มัน...."
ยาดาที่ยืนอยู่เยื้องๆ ถามเสียงสั่น ก่อนจะอย่งกระดาษในมือลูกสาวมาอ่านด้วยนัยตาที่สั่นคลอน
พรึ่บ!
"แม่!"
มือเล็กรีบประคองผู้เป็นแม่ที่ล้มพับลงไปกับพื้นหญ้าทันที น้ำตาของยาดาไหลลงอาบแก้มด้วยความเสียใจและผิดหวัง จากที่เคยมีเงิน มีรถ มีบ้าน ฐานะปานกลางจากการเก็บออมทำงานตั้งแต่เป็นสาว ตอนนี้กลับถูกสามีแบะลูกสาวคนเล็กถลุงไปจนไม่เหลืออะไรสักอย่าง
"ฮือออ! แม่ขอโทษนะผึ้ง ฮืออ!"
น้ำผึ้งรีบสวมกอดคนเป็นแม่ด้วยน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มทันที หัวใจดวงน้อยปวดหนึบขนแทบหายใจไม่ออก คิดแค่เพียงว่าแบบนี้เธอและแม่คงจะลำบากไม่น้อย จากหนี้สินเกินตัวที่พ่อเลี้ยงอย่างตระเกิงไปก่อไว้ก้อนใหญ่
ห้องโถงใหญ่ที่มีสามร่างพ่อแม่ลูกนั่งมองหน้ากันนิ่ง ทำให้พนาถอนหายใจ ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง
"มีอะไรครับ"
ปรีนาและวัทนาหันหน้ามองกันเล็กน้อย ก่อนจะเป็นวัทนาที่ยอมเปิดปากคุยกับลูกชายแบบลูกผู้ชาย
"จำอาชวญได้ไหม"
พนาหยุดคิดเล็กน้อย ชื่อนั้นจะว่าคุ้นหูก็ไม่เชิงทีเดียว เเต่เขากลับจำไม่ได้ว่าเขาเคยได้ยินมาจากที่ไหน
"จำไม่ได้สินะ อาชวญที่ตอนแกเด็กๆ เคยมาบ้านเราบ่อยๆ เพื่อนสนิทคนเดียวของพ่อ"
พอได้ยินแบบนั้นความทรงจำเกี่ยวกับคุณอาใจดีที่คอยเอ็นดูและพาเขาเล่นสนุกก็หวนกลับมาทันที
"จำได้แล้วครับ"
วัทนาวางกระดาษลงบนโต๊ะ ก่อนลูกชายอย่างพนาจะหยิบขึ้นไปกวาดสายตาอ่านด้วยคิ้วที่ขมวด
"นี่มัน...."
ปรีณาถอนหายใจ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
"สัญญาหนี้ 50 ล้านของคุณปู่ลูก กับคุณชวญ"
ตอนที่ 4 หน้าที่ภรรยา"ว่ายังไงไอ้เสือ ไปคิดมารึยัง"พนาหย่อนตัวลงนั่งพร้อมกับคำถามที่ยิงมาจากผู้เป็นพ่อ มือหนายกน้ำขึ้นจิบก่อนจะหันไปมองพ่อและแม่ด้วยรอยยิ้ม"ผมได้คำตอบให้พ่อกับแม่แล้วครับ"ปรีนาและวัทนามองหน้ากันด้วยความแปลกใจกับรอยยิ้มของลูกชาย"แล้วคำตอบของพนาคืออะไรล่ะลูก"พนายกยิ้ม ก่อนจะพูดเสียงอย่างอารมณ์ดี แต่ก็ไม่ทิ้งคราบชายผู้ที่มีความสุขุมอยู่ในตัว"คำตอบเหมือนกับผู้หญิงคนนั้นนั่นแหละครับ"ปรีนาเลิกคิ้ว ในเมื่อลูกชายของเธอไม่ได้นั่งอยู่ด้านล่างด้วย จะรู้ได้ยังไงว่าน้ำผึ้งได้ตอบตกลงเรื่องทะเบียนสมรสไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"นี่ลูกรู้ได้ยังไงพนา"ปรีนาถามคิ้วขมวด แต่ลูกชายอย่างพนากลับยกยิ้มเล็กน้อยอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก"ดูไม่ยากหรอกครับ"พนาคิดไปว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมรับสมบัติมหาศาล อาจจะเพราะอยากได้มากกว่านั้น ไม่ใช่ว่าเขามั่นใจในตัวเอง แต่นับจากผู้หญิงที่เคยพบเจอมา ร้อยทั้งร้อย เต็มใจปรนเปรอความสุขให้เขากันทุกคน ฉะนั้นเธอคนนี้ก็คงไม่ได้ต่างออกไป คงคิดจะทำให้ผู้ชายแบบเขาหลง จนไม่หย่า และเข้ามาเป็นนายหญิงของบ้านคนต่อไป ช่างน่าขำสิ้นดีในความคิดของพนา"น้ำผึ้งเป็นเด็กดี อย่างน้อยๆ
"จดทะเบียนสมรส"พนาพูดออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะวางกระดาษลงบนโต๊ะด้วยความหัวเสีย"นี่มันเรื่องไร้สาระอะไรกันครับ"วัทนาและปรีนาที่พอรู้อยู่แล้วว่าลูกชายคงจะไม่ยอมง่ายๆ แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อนั่นเป็นความปราถนาสุดท้ายของผู้กุมบังเหียนคนเก่าของตระกูล"พ่อเข้าใจว่าแกคิดยังไง แต่อาชวญของแกก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นถึงลูกบุญธรรมของคุณปู่""แต่คุณอาชวญเสียไปนานแล้วนะครับ"พนาพูดคิ้วขมวด"ก็จริงอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น ภรรยาแล้วก็ลูกของชวญก็ยังอยู่ สัญญาก็ยังอยู่""นี่คุณพ่อจะให้ผมเอาทั้งชีวิตของผมฝากไว้กับกระดาษแผ่นเดียวงั้นหรอครับ"ปรีนาถอนหายใจ เธอรู้อยู่แล้วว่าเรื่องทั้งหมดนั้นคงจะออกมาเป็นแบบนี้ เพราะถ้าหากเป็นเธอ ก็คงไม่ยอมทำตามสัญญาที่คนตายสองคนได้ทำขึ้นมาแน่ๆ"ชวญเป็นเหมือนน้องชายของพ่อ อีกอย่าง ถ้าแกไม่ยอมทำตามสัญญาที่ปู่แกกับชวญให้กันไว้ สมบัติครึ่งนึงของครอบครัวเรา ต้องแบ่งให้ภรรยาแล้วก็ลูกของชวน""บ้าไปแล้วครับ ถึงคุณอาจะเป็นลูกบุญธรรมก็เถอะ แต่เงินพวกนี้ส่วนนึงคุณพ่อก็เป็นคนหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง แบบนี้ไม่มากไปหน่อยหรอครับ"พนาถามเสียงกร้าว สัญญาบ้าๆ บ้อๆ ที่ผู้เป็นปู่ร่างขึ้นช่างพาลให้เข
"คุณตระเกิง โฉนดอยู่ที่ไหน!"เสียงที่ดังออกมาจากในบ้านทำให้คนที่พึ่งกลับมาจากขายขนมคิ้วขมวด ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที"แม่ มีอะไรกันจ้ะ"น้ำผึ้งคิ้วขมวด ก่อนจะรีบเข้าไปประคองแขนของผู้เป็นแม่ที่ดูจะอารมณ์ขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปมองพ่อเลี้ยงอย่างตระเกิงที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่"ผมบอกแล้ว ผมต้องต่อทุน ยืมไปจำนองนิดๆ หน่อยๆ มันจะเป็นอะไรไป"คิ้วสวยของน้ำผึ้งขมวดเข้าหากันทันที เมื่อได้ยินคำว่าจำนอง"แม่ อย่าบอกนะจ้ะ"แต่ใบหน้าของยาดาผู้เป็นแม่ กลับบอกเธอได้ถนัดทีเดียว ว่าพ่อเลี้ยงของเธอได้เอาโฉนดที่ดินบ้านที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัวนี้ไปจำนองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"ลุงทำแบบนี้ได้ยังไง ถ้าไม่มีบ้าน เราก็ไม่เหลืออะไรแล้วนะ"ตระเกิงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเท้าสะเอวมองสองแม่ลูกที่กำลังทำเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่"นี่ เสี่ยภาษเค้าไม่ได้จะมายึดวันนี้พรุ่งนี้สะหน่อย หาเงินไปไถ่คืนก็จบ!"นัยตาสวยมองพ่อเลี้ยงที่เดินขึ้นไปด้านบนด้วยความไม่พอใจสุดขีด ก่อนจะประคองผู้เป็นแม่ที่สีหน้าไม่ค่อยดีนักไปนั่งพัก"ใจเย็นๆ นะจ้ะแม่ ยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่ เดี๋ยวจะพาลเป็นหนักขึ้นนะจ้ะ"ยาดาส
ณ บ้านหลักเล็ก ในชุมชนที่อยู่หลังม่านความเจริญ ร่างเล็กกำลังบรรจงปลูกต้นดอกกุหลาบ ที่เธอพึ่งได้มาจากตลาดสดลงในกระถางอย่างขมักเขม่น"นังน้ำผึ้ง ฉันบอกว่าวันนี้ฉันมีเรียนแต่เช้า ทำไมแกไม่ทำกับข้าวไว้รอฉันห้ะ!"เสียงแหลมที่ตะโกนดังมาจากในตัวบ้านของน้องสาวต่างแม่ทำให้น้ำผึ้งถอนหายใจ ก่อนจะรีบล้างมือและเดินเร็วๆ เข้าไปในบ้าน"มาแล้วๆ"มือเล็กจัดเตรียมแซนวิชอย่างชำนาญ พร้อมกับเทน้ำส้มให้แก้วและนำไปเสิร์ฟให้กับน้องสาวต่างแม่อย่าง 'ริดา' ที่อายุห่างกันหนึ่งเพียงปี"เซ่อซ่าอยู่ได้!"เสียงแหวแหลมปรี้ดดังขึ้นก่อนมือที่ทำเล็บมาอย่างสะสวยจะหยิบแซนวิชกินไปพร้อมกับเลื่อนโทรศัพท์รุ่นใหม่เครื่องหรูไปพลางๆ"น้ำผึ้ง""จ้ะแม่"น้ำผึ้งตอบรับผู้เป็นแม่ ก่อนจะรีบเข้าไปประคอง 'ยาดา' ที่เดินอิดโรยมาจากด้านบนบ้าน"ยังไม่หายปวดหัวอีกหรอจ้ะ สีหน้าดูไม่ดีเลย"คิ้วสวยขมวดมุ่นและถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง แต่ผู้เป็นแม่กลับส่ายหัวเล็กน้อย"แม่ไหว วันนี้ต้องไปขายของ ค่าเช่าแผงก็ผลัดไม่ได้แล้วด้วย"น้ำผึ้งถอนหายใจ ก่อนจะหันไปมองพ่อเลี้ยงที่นั่งดูดบุหรี่อ่านหนังสือพิมพ์สบายใจ และน้องสาวที่แต่งหน้าทาปาก ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไม







