Masuk"จดทะเบียนสมรส"
พนาพูดออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะวางกระดาษลงบนโต๊ะด้วยความหัวเสีย
"นี่มันเรื่องไร้สาระอะไรกันครับ"
วัทนาและปรีนาที่พอรู้อยู่แล้วว่าลูกชายคงจะไม่ยอมง่ายๆ แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อนั่นเป็นความปราถนาสุดท้ายของผู้กุมบังเหียนคนเก่าของตระกูล
"พ่อเข้าใจว่าแกคิดยังไง แต่อาชวญของแกก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นถึงลูกบุญธรรมของคุณปู่"
"แต่คุณอาชวญเสียไปนานแล้วนะครับ"
พนาพูดคิ้วขมวด
"ก็จริงอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น ภรรยาแล้วก็ลูกของชวญก็ยังอยู่ สัญญาก็ยังอยู่"
"นี่คุณพ่อจะให้ผมเอาทั้งชีวิตของผมฝากไว้กับกระดาษแผ่นเดียวงั้นหรอครับ"
ปรีนาถอนหายใจ เธอรู้อยู่แล้วว่าเรื่องทั้งหมดนั้นคงจะออกมาเป็นแบบนี้ เพราะถ้าหากเป็นเธอ ก็คงไม่ยอมทำตามสัญญาที่คนตายสองคนได้ทำขึ้นมาแน่ๆ
"ชวญเป็นเหมือนน้องชายของพ่อ อีกอย่าง ถ้าแกไม่ยอมทำตามสัญญาที่ปู่แกกับชวญให้กันไว้ สมบัติครึ่งนึงของครอบครัวเรา ต้องแบ่งให้ภรรยาแล้วก็ลูกของชวน"
"บ้าไปแล้วครับ ถึงคุณอาจะเป็นลูกบุญธรรมก็เถอะ แต่เงินพวกนี้ส่วนนึงคุณพ่อก็เป็นคนหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง แบบนี้ไม่มากไปหน่อยหรอครับ"
พนาถามเสียงกร้าว สัญญาบ้าๆ บ้อๆ ที่ผู้เป็นปู่ร่างขึ้นช่างพาลให้เขาอารมณ์เสียจริงๆ ทั้งการต้องจดทะเบียนสมรสกับคนที่เขาไม่รู้จัก และถ้าไม่ยอมก็ต้องเสียเงินทองนี่อีก
"แม่เข้าใจ แต่เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้วพนา แม่ให้ลูกเป็นคนตัดสินใจ ทำตามสิ่งที่ลูกเห็นว่าสมควร พ่อกับแม่จะไม่บังคับ"
ปรีนาพูดนิ่งๆ ก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้อง วัทนาเงยหน้ามองลูกชายก่อนจะถอนหายใจ
"เอาเป็นว่าตามใจแกก็แล้วกัน พ่อไม่ได้หวงสมบัติอะไรหรอก เพราะยังไงชวญก็เป็นเหมือนน้องชายพ่อ แต่พ่อแค่คิดถึงเรื่องคำมั่นสัญญาที่ปู่แกกับน้องชายของพ่อต้องการให้มันเกิดขึ้นนั่นต่างหาก"
ว่าจบวัทนาก็เดินตามภรรออกไปอีกคน เหลือไว้เพียงลูกชายที่บัดนี้กำลังหงุดหงิดปานกับว่าไปกินรังแตนที่ไหนมา
ติ้ด!ๆ
มือเล็กหยิบโทรศัพท์มากดรับ ก่อนจะกรอกเสียงที่ดูเศร้าสร้อยลงไปยังปลายสาย
"สวัสดีค่ะ น้ำผึ้งพูดสายค่ะ"
"หนูน้ำผึ้ง นี่ฉันเองนะ"
น้ำผึ้งที่จำเสียงวัทนาได้ ก็ลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าวัทนารู้จักเบอร์ของตนเองได้ยังไง
"คุณวัทนา สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรรึเปล่าคะ"
"อ้อ พอดีฉันมีเรื่องจะคุยกับหนู หนูมาหาฉันที่บ้านได้ไหม"
ริมฝีปากสวยเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ตาก็มองข้าวของในบ้านที่กระจัดกระจายในตอนที่เธอไม่อยู่ จากฝีมือของลูกน้องเสี่ยภาษ ที่เข้ามาไล่ที่จนแม่เธอเป็นลมเป็นแล้ง และคุณวัทนาเจ้าของตลาดและนักธุรกิจรายใหญ่คนนี้ อาจจะเป็นที่พึ่งเดียวที่เธอจะสามารถอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาก็เป็นได้
"คือ.....หนูก็มีเรื่องอยากจะขอร้องให้คุณวัทนาช่วยเหมือนกันค่ะ"
ร่างเล็กในชุดเสื้อยืดพอดีตัวและกางเกงยีนส์ขาสั้น ผมยาวก็ถูกหนีบขึ้นลวกๆ พร้อมกับแว่นตาอันเก่งที่สวมอยู่บนใบหน้าไร้เครื่องสำอางค์ เดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ด้วยความประหม่า ตาก็เหลือบมองซ้ายทีขวาที
"อ้าวหนูน้ำผึ้ง นั่งก่อนสิจ้ะ"
ปรานีทักทายเด็กสาวด้วยรอยยิ้ม น้ำผึ้งจึงรีบยกมือไหว้ทั้งปรานีและวัทนาที่นั่งรออยู่ ก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาตัวหรูอย่างประหม่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ย่างกรายเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ ทั้งงดงาม ตระการตา และดูหรูหราจนคนธรรมดาแบบเธอขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"งั้นหนูพูดเรื่องของหนูก่อนดีไหมจ้ะ"
น้ำผึ้งพยักหน้ารับใบหน้าใจดีของคุณนายปรานี ก่อนจะพูดด้วยความลำบากใจไม่น้อย
"คือ หนูรู้นะคะว่ามันอาจจะดูไม่ดีนัก แต่หนูอยากจะขอยืมเงินค่ะ"
ใบหน้าสวยก้มลงด้วยความอาย เธอไม่อยากแบกหน้าทำให้ใครลำบากใจ แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเธอไม่มีที่พึ่งที่ไหนเลย
"เท่าไหร่ล่ะ"
วัทนาเลิกคิ้วถาม
"คือ....คือว่าหนู...."
ริมฝีปากสวยเม้มเข้าหากันแน่น เงินตั้งแปดแสน การงานก็ไม่มั่นคง หลักประกันก็ไม่มี
"งั้นหนูน้ำผึ้งลองอ่านนี่ดูก่อนสิจ้ะ มันอาจจะช่วยหนูได้ก็ได้นะ"
ปรานียื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับเด็กสาวตรงหน้า ก่อนที่น้ำผึ้งจะรับมาช้าๆ พร้อมกับกวาดสายตาอ่านข้อความบนกระดาษเบาๆ
"นายดำรง วัชรวานิช ข้อให้สัญญาว่า หากเด็กหญิง น้ำผึ้ง ศิริวัฒนาวงศ์ และเด็กชายพนา วัชรวานิษ เติบใหญ่ จะต้องจดทะเบียนสมรส เป็นสามีภรรยาในระยะเวลา 1 ปี ข้าพเจ้านายดำรง วัชรวานิช จะขอมอบสมบัติจำนวนหนึ่งที่ได้ร่างไว้ในจดหมาย มอบให้นางสาวน้ำผึ้งเป็นค่าสินสอด แต่หากไม่สามารถเป็นไปตามนี้ได้ ข้าพเจ้าขอมอบสมบัติครึ่งหนึ่ง ให้กับนางสาวน้ำผึ้ง ศิริวัฒนาวงศ์ ลงชื่อนายดำรง วัชรวานิช และนายชวญ ศิริวัฒนาวงศ์"
ริมฝีปากสวยเริ่มแห้งผาก ยิ่งนัยน์ตาที่กำลังอ่านสินสอดที่เธอจะได้รับ เป็นค่าสินสอด ก็ยิ่งพาให้หัวใจเต้น
"หนูน้ำผึ้งคิดว่ายังไงจ้ะ ค่าสินสอดพวกนั้นมากพอกับเงินที่จำเป็นต้องใช้ไหม"
น้ำผึ้งเงยหน้ามองคุณนายปรานีและคุณวัทนาทันที ไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามันเรื่องอะไร
"หนูจะไม่ทำตามสัญญานั่นก็ได้นะ หนูจะได้สมบัติของตระกูลเราไปครึ่งนึง"
วัทนาพูดเรียบๆ หยั่งเชิงเด็กสาวตัวเล็กด้านหน้า น้ำผึ้งที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบส่ายหน้าทันที
"หนูแค่ต้องการเงินไปใช้หนี้ที่พ่อเลี้ยงหนูสร้างไว้ค่ะ เงินทองเยอะขนาดนั้นของคุณวัทนา หนูไม่อยากได้เลย วันนี้หนูก็แค่มาขอยืมเงินเท่านั้นค่ะ"
น้ำผึ้งวางสัญญาลงบนโต๊ะทันที เธอยอมรับ ว่าเงินพวกนั้นทำให้ตาเธอวาวไม่น้อย เพราะมันสามารถทำให้เธอกับแม่มีกินไปอีกหลายชาติอย่างสุขสบาย แต่เธอเองไม่ได้มักมากถึงขนาดที่ต้องไปเอาทรัพย์สมบัติของใครมาเป็นของตัวเองมือเปิบแบบนั้น
"งั้นการจดทะเบียนสมรสล่ะ หนูคิดว่ายังไงจ้ะ"
ปรานีถามด้วยรอยยิ้มเล็กๆ แต่น้ำผึ้งรีบส่ายหัวปฏิเสธทันที
"หนูขออนุญาตปฏิเสธนะคะ หนูมาแค่ขอยืมเงินจริงๆ ไม่ต้องการจดทะเบียนสมรส หรือสมบัติอะไรของพวกคุณเลยค่ะ"
วัทนาพยักหน้า ก่อนจะถอนหายใจ
"พูดกันตามตรงนะน้ำผึ้ง ฉันเห็นเธอเป็นเหมือนลูกเหมือนหลาน แต่ตั้งแต่ชวญตายไป ยาดาก็ไม่เคยติดต่อพวกเราอีกเลย พ่อของหนูยังเป็นน้องชายของฉันเสมอ อีกอย่าง นี่เป็นสัญญาที่พ่อกับปู่ของเธอร่างขึ้นไว้ก่อนตาย ฉันไม่อยากให้มันสูญเปล่าไปแบบนี้"
น้ำผึ้งกัดปากตัวเองเล็กน้อย เธอไม่ได้มีโอกาสรู้จักพ่อของเธอนัก แต่เธอก็รู้ว่าเขาทำเพื่อเธอมากจากคำบอกเล่าของผู้เป็นแม่
"แต่ถ้าหนูปฏิเสธ ฉันคงต้องบังคับให้หนูรับทรัพย์สินจากที่นี่ไปครึ่งนึง เพราะฉันจะไม่มีทางปล่อยให้คำสัญญาฉบับนี้ถูกปล่อยไปเฉยๆ"
น้ำผึ้งถอนหายใจอย่างอึดอัด เธอไม่อยากจะเลือกสักทาง หากแต่ว่าเหมือนเธอจะถูกบังคับอยู่กรายๆ ว่าจะเป็นคนที่เห็นแก่ได้ รับเงินมหาศาลจากครอบครัวนี้ไปครึ่งหนึ่ง หรือจะยอมตกถังข้าวสารไปหนึ่งปีเต็มๆ และได้ใช้นามสกุลที่ยิ่งใหญ่
"หนู.....หนู..."
เรียวขาเล็กก้าวออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ พร้อมกับเงินก้อนในมือ ก่อนจะหันไปมองคฤหาสน์หลีงใหญ่ด้วยนัยน์ตาที่สั่นคลอน นัยน์ตาคมดั่งเหยี่ยวของพนา ทอดมองเด็กสาวที่ขับรถซาเล้งออกจากบ้านนิ่งๆ จนลับตาไป
"จดทะเบียนสมรสงั้นหรอ"
เสียงกร้าวกลั่นออกมาจากกรามหนาที่บดเข้าหากันแน่น
ตอนที่ 4 หน้าที่ภรรยา"ว่ายังไงไอ้เสือ ไปคิดมารึยัง"พนาหย่อนตัวลงนั่งพร้อมกับคำถามที่ยิงมาจากผู้เป็นพ่อ มือหนายกน้ำขึ้นจิบก่อนจะหันไปมองพ่อและแม่ด้วยรอยยิ้ม"ผมได้คำตอบให้พ่อกับแม่แล้วครับ"ปรีนาและวัทนามองหน้ากันด้วยความแปลกใจกับรอยยิ้มของลูกชาย"แล้วคำตอบของพนาคืออะไรล่ะลูก"พนายกยิ้ม ก่อนจะพูดเสียงอย่างอารมณ์ดี แต่ก็ไม่ทิ้งคราบชายผู้ที่มีความสุขุมอยู่ในตัว"คำตอบเหมือนกับผู้หญิงคนนั้นนั่นแหละครับ"ปรีนาเลิกคิ้ว ในเมื่อลูกชายของเธอไม่ได้นั่งอยู่ด้านล่างด้วย จะรู้ได้ยังไงว่าน้ำผึ้งได้ตอบตกลงเรื่องทะเบียนสมรสไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"นี่ลูกรู้ได้ยังไงพนา"ปรีนาถามคิ้วขมวด แต่ลูกชายอย่างพนากลับยกยิ้มเล็กน้อยอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก"ดูไม่ยากหรอกครับ"พนาคิดไปว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมรับสมบัติมหาศาล อาจจะเพราะอยากได้มากกว่านั้น ไม่ใช่ว่าเขามั่นใจในตัวเอง แต่นับจากผู้หญิงที่เคยพบเจอมา ร้อยทั้งร้อย เต็มใจปรนเปรอความสุขให้เขากันทุกคน ฉะนั้นเธอคนนี้ก็คงไม่ได้ต่างออกไป คงคิดจะทำให้ผู้ชายแบบเขาหลง จนไม่หย่า และเข้ามาเป็นนายหญิงของบ้านคนต่อไป ช่างน่าขำสิ้นดีในความคิดของพนา"น้ำผึ้งเป็นเด็กดี อย่างน้อยๆ
"จดทะเบียนสมรส"พนาพูดออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะวางกระดาษลงบนโต๊ะด้วยความหัวเสีย"นี่มันเรื่องไร้สาระอะไรกันครับ"วัทนาและปรีนาที่พอรู้อยู่แล้วว่าลูกชายคงจะไม่ยอมง่ายๆ แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อนั่นเป็นความปราถนาสุดท้ายของผู้กุมบังเหียนคนเก่าของตระกูล"พ่อเข้าใจว่าแกคิดยังไง แต่อาชวญของแกก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นถึงลูกบุญธรรมของคุณปู่""แต่คุณอาชวญเสียไปนานแล้วนะครับ"พนาพูดคิ้วขมวด"ก็จริงอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น ภรรยาแล้วก็ลูกของชวญก็ยังอยู่ สัญญาก็ยังอยู่""นี่คุณพ่อจะให้ผมเอาทั้งชีวิตของผมฝากไว้กับกระดาษแผ่นเดียวงั้นหรอครับ"ปรีนาถอนหายใจ เธอรู้อยู่แล้วว่าเรื่องทั้งหมดนั้นคงจะออกมาเป็นแบบนี้ เพราะถ้าหากเป็นเธอ ก็คงไม่ยอมทำตามสัญญาที่คนตายสองคนได้ทำขึ้นมาแน่ๆ"ชวญเป็นเหมือนน้องชายของพ่อ อีกอย่าง ถ้าแกไม่ยอมทำตามสัญญาที่ปู่แกกับชวญให้กันไว้ สมบัติครึ่งนึงของครอบครัวเรา ต้องแบ่งให้ภรรยาแล้วก็ลูกของชวน""บ้าไปแล้วครับ ถึงคุณอาจะเป็นลูกบุญธรรมก็เถอะ แต่เงินพวกนี้ส่วนนึงคุณพ่อก็เป็นคนหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง แบบนี้ไม่มากไปหน่อยหรอครับ"พนาถามเสียงกร้าว สัญญาบ้าๆ บ้อๆ ที่ผู้เป็นปู่ร่างขึ้นช่างพาลให้เข
"คุณตระเกิง โฉนดอยู่ที่ไหน!"เสียงที่ดังออกมาจากในบ้านทำให้คนที่พึ่งกลับมาจากขายขนมคิ้วขมวด ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที"แม่ มีอะไรกันจ้ะ"น้ำผึ้งคิ้วขมวด ก่อนจะรีบเข้าไปประคองแขนของผู้เป็นแม่ที่ดูจะอารมณ์ขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปมองพ่อเลี้ยงอย่างตระเกิงที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่"ผมบอกแล้ว ผมต้องต่อทุน ยืมไปจำนองนิดๆ หน่อยๆ มันจะเป็นอะไรไป"คิ้วสวยของน้ำผึ้งขมวดเข้าหากันทันที เมื่อได้ยินคำว่าจำนอง"แม่ อย่าบอกนะจ้ะ"แต่ใบหน้าของยาดาผู้เป็นแม่ กลับบอกเธอได้ถนัดทีเดียว ว่าพ่อเลี้ยงของเธอได้เอาโฉนดที่ดินบ้านที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัวนี้ไปจำนองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"ลุงทำแบบนี้ได้ยังไง ถ้าไม่มีบ้าน เราก็ไม่เหลืออะไรแล้วนะ"ตระเกิงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเท้าสะเอวมองสองแม่ลูกที่กำลังทำเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่"นี่ เสี่ยภาษเค้าไม่ได้จะมายึดวันนี้พรุ่งนี้สะหน่อย หาเงินไปไถ่คืนก็จบ!"นัยตาสวยมองพ่อเลี้ยงที่เดินขึ้นไปด้านบนด้วยความไม่พอใจสุดขีด ก่อนจะประคองผู้เป็นแม่ที่สีหน้าไม่ค่อยดีนักไปนั่งพัก"ใจเย็นๆ นะจ้ะแม่ ยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่ เดี๋ยวจะพาลเป็นหนักขึ้นนะจ้ะ"ยาดาส
ณ บ้านหลักเล็ก ในชุมชนที่อยู่หลังม่านความเจริญ ร่างเล็กกำลังบรรจงปลูกต้นดอกกุหลาบ ที่เธอพึ่งได้มาจากตลาดสดลงในกระถางอย่างขมักเขม่น"นังน้ำผึ้ง ฉันบอกว่าวันนี้ฉันมีเรียนแต่เช้า ทำไมแกไม่ทำกับข้าวไว้รอฉันห้ะ!"เสียงแหลมที่ตะโกนดังมาจากในตัวบ้านของน้องสาวต่างแม่ทำให้น้ำผึ้งถอนหายใจ ก่อนจะรีบล้างมือและเดินเร็วๆ เข้าไปในบ้าน"มาแล้วๆ"มือเล็กจัดเตรียมแซนวิชอย่างชำนาญ พร้อมกับเทน้ำส้มให้แก้วและนำไปเสิร์ฟให้กับน้องสาวต่างแม่อย่าง 'ริดา' ที่อายุห่างกันหนึ่งเพียงปี"เซ่อซ่าอยู่ได้!"เสียงแหวแหลมปรี้ดดังขึ้นก่อนมือที่ทำเล็บมาอย่างสะสวยจะหยิบแซนวิชกินไปพร้อมกับเลื่อนโทรศัพท์รุ่นใหม่เครื่องหรูไปพลางๆ"น้ำผึ้ง""จ้ะแม่"น้ำผึ้งตอบรับผู้เป็นแม่ ก่อนจะรีบเข้าไปประคอง 'ยาดา' ที่เดินอิดโรยมาจากด้านบนบ้าน"ยังไม่หายปวดหัวอีกหรอจ้ะ สีหน้าดูไม่ดีเลย"คิ้วสวยขมวดมุ่นและถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง แต่ผู้เป็นแม่กลับส่ายหัวเล็กน้อย"แม่ไหว วันนี้ต้องไปขายของ ค่าเช่าแผงก็ผลัดไม่ได้แล้วด้วย"น้ำผึ้งถอนหายใจ ก่อนจะหันไปมองพ่อเลี้ยงที่นั่งดูดบุหรี่อ่านหนังสือพิมพ์สบายใจ และน้องสาวที่แต่งหน้าทาปาก ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไม







