LOGIN"วัฒนเกียรติอยากได้หลานสะใภ้สักคน ถ้าลูกไม่ติดว่าเป็นการแต่งแบบคลุมถุงชนเพื่อผลประโยชน์ ก็ลองเก็บไปคิด ไปชั่งน้ำหนักดูนะลลิน"
ใบหน้าสวยหม่นมอง อยู่ในโหมดจริงจังผิดปกติ สังเกตได้จากคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเป็นปมจนแทบจะผูกเป็นโบว์ได้ ชั่งน้ำหนักเรื่องจะถูกเอาไปเป็นเจ้าสาวล้างหนี้เนี่ยนะ มีอะไรต้องคิดต้องชั่งน้ำหนักกัน ใครก็ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว หน้าตาไม่เคยเห็นยังพอไหวแต่นิสัยนี่สิใครจะหยั่งรู้ วันดีคืนดีเกิดกลายเป็นผีไร้ญาติขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ ปกติก็คงจะต้องคิดแบบนั้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างตีวนในหัวไปหมดจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว "ปวดหัวชะมัด" ลลินภัทรยีผมตัวเองจนฟูฟ่องไม่เป็นทรง เวลานี้นอกจากตัวเอง ก็ไม่มีใครให้พึ่งได้เลยจริงๆ ปกติทำตัวเป็นเสาค้ำให้คนอื่น พอเสาต้นนี้จะล้มเองบ้าง หายหัวกันไปหมดจนเหลือแต่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวอย่างฟรีน มนุษย์นี่เดาใจยาก เมื่อวานยังรักยังสนิท วันนี้กลับกลายเป็นไม่เคยรู้จักซะแบบนั้น ก๊อก!ๆ สาวใช้เดินเข้ามาพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ ก่อนจะยื่นมาให้เหมือนกับมีใครบางคน กำลังรอสนทนากับเธออยู่ "บอกไหมว่าใคร" "ไม่ได้บอกเอาไว้ค่ะคุณหนู แต่คุณผู้ชายให้เอามาให้ค่ะ" "ขอบใจ" สาวใช้เดินออกไปจากห้องแล้ว ทำให้ตอนนี้มีเพียงเธอและโทรศัพท์ในมือตามลำพัง "สวัสดีค่ะ ลลินภัทรพูดสายค่ะ" ดัดเสียงให้ดูเสนาะหูขึ้นกว่าเดิม ส่งไปยังปลายสาย 'สวัสดีหนูลลินภัทร ฉันเกริก วัฒนเกียรตินะ' สิ้นคำแนะนำตัวของปลายสาย ร่างของลลินก็นิ่งงัน มือกำโทรศัพท์แน่นจนสั่น ที่แท้ก็เจ้าหนี้ที่พ่อเธอพูดถึงนี่เอง รวดเร็วขนาดนี้ ผู้ชายสูงอายุปลายสายอยากจะทวงเงิน หรืออยากได้คำตอบข้อเสนอบ้าๆ นั่นก็ไม่แน่ใจ "ท่านมีอะไรกับหนูรึเปล่าคะ" ครั้งนี้เสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย จนปลายสายส่งเสียงหัวเราะเบาๆ กลับมา 'ข้อเสนอที่ปู่ให้ไป หนูลลินภัทรสนใจบ้างไหม' ข้อเสนอ? เรื่องหลานสะใภ้แลกหนี้นั่นสินะ "หนูกำลังพิจารณาให้ถี่ถ้วนค่ะ ว่าการแต่งเข้าไปในบ้านวัฒนเกียรติ จะคุ้มได้คุ้มเสียมากน้อยแค่ไหน" 'ปู่ยืนยันให้ ว่าคุ้มได้มากกว่าเสียไปหลายขุม นอกจากหนูลลินภัทรจะได้ช่วยครอบครัว ตัวหนูเองก็จะอยู่ในฐานะหลานสะใภ้ปู่อย่างสุขสบาย' ลลินภัทรเลิกคิ้ว นึกสนใจขึ้นมาทีละนิด "แล้วหลานท่านล่ะคะ เป็นผู้ชายที่นิสัยพอใช้ได้รึเปล่า" 'อืม....นิสัยน่ะต้องมาลองดูเอง แต่มรดกของหลานปู่น่ะ หนูลลินภัทรใช้ได้แน่นอน' @บ้านวัฒนเกียรติ ร่างหนาของทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลวัฒนเกียรติ นั่งนั่งอยู่บนโซฟาวีแดงกำมะหยี่ตัวหรู มือข้างหนึ่งถือชาร้อน ส่วนอีกมือถือหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าตรู่ของต้นเดือนสิงหาคม ข่าวหน้าหนึ่งวันนี้คงหนีไม่พ้นงานเลี้ยงต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายหนู อิ่มดี นายกที่มาจากการเลือกตั้ง แบบที่ไม่ได้ถือเสียงประชาชนเป็นอธิปไตย "น่าอายสิ้นดี" มือหนายกชาร้อนกลิ่นหอมขึ้นจิบ โยนหนังสือพิมพ์ลงลวกๆ อย่างไม่ค่อยนึกจะสนใจต่อ "อารมณ์เสียอะไรแต่เช้า" เกริกหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม คว้าหนังสือพิมพ์มากวาดสายตาอ่านบ้าง "ก็แค่พวกนักการเมืองโกงกิน โมโหโกรธาไปจะเปลี่ยนอะไรได้" "งั้นปู่ให้ผมลองสมัครนายกดูไหมครับ ไม่แน่นายกคนที่สามสิบสี่อาจจะเป็นผมก็ได้" "ฉันว่าประเทศยังไม่พร้อมมีนายกแบบแกนะ อัคคี" "ดูถูกกันเข้าไป" ยียวนกวนบาทาสมกับเป็นหลายชายเพียงคนเดียวของบ้านวัฒนเกียรติจริงๆ 'อัคคี' หนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี หลานรักท่านของเกริก ล่ำสัน สูง หน้าตาหล่อเหลา แต่งตัวภูมิฐาน มาดนักธุรกิจใหญ่สมกับจบนอก ไม่เสียแรงกับเงินที่ส่งเสียไปหลายปี จนจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ปริญญาโทจากออฟฟอร์ด "หน้าที่เดียวของแก คือหาเมียแล้วมีเหลนให้ฉัน ทำง่ายกว่าเป็นนายกเยอะ" ในที่สุดจุดประสงค์หลักก็ออกจากปากจนได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกต้อนให้มีเมีย สีหน้าทายาทหนุ่มเลยไม่ค่อยปริ่มเปรม แต่เป็นเบื่อหน่าย เรื่องงานหลักแหลม เรื่องเรียนนับว่าเป็นหัวกะทิ แต่เรื่องรักกลับอ่อนด้อยประสบการณ์ แม้จะอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ เหมาะกับการออกเหย้าออกเรือน แต่ก็มิได้นำพา "ผมไม่อยากมีเมีย" "แกจะหาข้ออ้างขึ้นคานวันละกี่ข้อกันอัคคี" "ก็จนกว่าปู่จะเลิกคิดหาเมียให้ผม" "แล้วทายาทวัฒนเกียรติล่ะ จะให้เลือดเนื้อเชื้อไขฉันจบสิ้นที่แกรึไง รู้รึเปล่ากว่าบ้านเราจะมีวันนี้ เลือดตาฉันแทบกระเด็น" "นี่ปู่ ผมไม่ใช่วัวพ่อพันธุ์ ที่นึกอยากจะเอาไปผสมกับใคร ตอนไหนก็ได้" "ก็ถ้าแกสืบพันธุ์ไม่ได้ ฉันจะเลี้ยงแกมาจนโตทำไม รู้แบบนี้น่าจะเอาขี้เถ้ายัดปากตั้งแต่เด็ก" แค่ไม่อยากเป็นวัวพ่อพันธุ์ ถึงกับจะไม่ให้โอกาสกันได้โตเลย วิถีคนรวยนี่มันโหดร้ายจริงๆ "ช่างเรื่องผสมพันธุ์อะไรของปู่ก่อนเถอะครับ" หลานชายบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเรื่องที่ใส่ใจคือเรื่องคนตัวเล็ก ที่บังเอิญได้เจอเมื่อหลายวันก่อนต่างหาก "หลายวันก่อนผมไปเจอคนคนนึงมา บังเอิญไปได้ยินว่าเค้าเป็นหนี้บ้านเรา ไม่รู้มาก่อนเลยว่าปู่ที่ขี้เหนียวขนาดนี้จะกล้าให้คนอื่นยืมเงิน" อัคคีเลิกคิ้ว ทอดสายตาพิจารณาเกริกด้วยความใคร่รู้ ใครบ้างไม่รู้ ว่าท่านเกริกวัฒนเกียรติตระหนี่ขี้เหนียวแค่ไหน "ฉันตระหนี่กับพวกที่ไม่ซื่อสัตย์ ใครทำดีกับฉัน ฉันก็ช่วยเหลือ" เกริกยกชาร้อนขึ้นจิบ สายตาวาววับขึ้นครู่หนึ่งอย่างมีนัยยะ จนคนเป็นหลานนึกสงสัยขึ้นมาอีกนิด "ดูท่าเงินที่ปู่ให้ยืมไป ทางนั้นคงหามาคืนไม่ไหว" ผู้หญิงคนนั้นไม่แน่ว่าถ้าขายบ้านไป จะมีมาคืนให้ครบรึเปล่า คงจะใช้หนี้เท่าที่มีอยู่แทน "ไม่ได้เงินคืน ก็ต้องรับอย่างอื่นแทน" มือหนาที่กำลังยกชาขึ้นจิบอีกครั้งชะงัก สายตาเลื่อนขึ้นมองใบหน้าเกริก ที่มองมาก่อนด้วยนัยน์ตาจริงจัง "นี่คงไม่ใช่จะเอาลูกสาวเค้ามาขัดดอกนะปู่” อัคคีพูดเตือนเสียงเรียบ คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันเล็กๆ อย่างไม่ชอบใจ อายุปูนนี้แล้วยังหวังอยากได้เมียเด็กอีก "แกเห็นปู่แกเป็นคนยังไง ไอ้หลานเวรนี่" "แล้วก็ทำมีลับลมคมในอยู่นั่น" อัคคีถอนหายใจเบาๆ "เงินน่ะฉันไม่สน ทางนั้นยอมใช้หนี้ตามที่เสนอไปแล้ว" ไม่สนเรื่องเงิน แต่ใช้หนี้ตามข้อเสนอ ฟังดูทะแม่งๆ "ข้อเสนอ?" เกริกพยักหน้ารับ ครั้งนี้ส่งยิ้มพอใจให้หลานชายเพียงคนเดียว ขนบนตัวอัคคีลุกเกรียว สัญชาติญาณมันเตือนว่าเรื่องที่เกริกจะพูดต่อไปนี้ อาจจะทำให้ต้องปวดหัวไม่ต่างจากการหาเมียมาผลิตทายาท "เดือนหน้าเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าว ฝั่งนั้นยอมให้ลูกสาวมาแต่งกับแกแล้ว"บทที่ 13ปากเสีย กับ แผนสูง?"จะเดินห่างอะไรนัก ขยับมานี่"อัคคีหยุดฝีเท้าลง เหลือบสายตามองคนตัวเล็กที่เดินห่างออกไปด้านข้างแทบจะคนละฝั่ง "แบบนี้ก็ดีแล้วนี่คะ ที่นี่คุณอัคคีคงมีคนรู้จักอยู่มาก คนไม่มีอะไรน่ามองแบบฉันไม่อยากทำให้คุณดูไม่ดี"เสียงหวานประชดประชัน ยกมือขึ้นกอดอกสาวเท้าเดินนำ ไม่ปล่อยจังหวะให้คนตัวโตได้มีโอกาสอ้าปากต่อล้อต่อเถียงนัยน์ตาคู่คมทอดสำรวจร่างระหงสมส่วนของเธอในชุดเดรสแนบเนื้อ โชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งโชว์หราเตะตา แต่ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่กำลังใช้สายตาสำรวจเรือนร่างของเธอ ผู้ชายคนอื่นรอบๆ ก็หันมามองกันเป็นตาเดียวด้วยสายตาหิวกระหายแบบที่ไม่ค่อยน่าจรรโลงใจเช่นกัน"อะไรคะ"นอกจากเขาจะก้าวมายืนขนาบข้าง แจ็คเก็ตสีดำขลับของเขายังถูกถอดและวางคลุมไหล่มนของเธอเอาไว้"เดินแค่ห้าง แต่งตัวนึกว่าจะไปผับที่ไหน""นี่คุณอัคคี ดูเหมือนว่าคุณดูจะมีปัญหากับชุดแล้วก็สรีระของฉันเหลือเกินนะคะ"คนตัวเล็กหันมาประจันหน้าด้วยใบหน้าบึ้งตึงน้ำหอมกลิ่นกุหลาบจากตัวของเธอที่ขยับเข้ามาชิด แตะลงบนต่อมรับกลิ่น นัยน์ตาคู่กลมโตมองมาอย่างเอาเรื่อง แต่กลับดูน่าเอ็นดูมากเสียกว่าน่ากลัวถนัด"ฉันเห็นทีไรแล
บทที่ 12ไม่คิดพิศวาส"น้องลลินหลับสบายไหมครับ"อัคคีที่พึ่งก้าวเดินมาถึงโต๊ะกินข้าวในช่วงเช้าตรู ก็ไม่ลืมจะหันไปทักทายว่าที่เจ้าสาวด้วยรอยยิ้ม พลางหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างกายคนตัวเล็ก"หลับสบายมากๆ ค่ะ เพราะที่อัคต้อนรับดีมากทุกอย่างเลยเข้าที่เข้าทางไปหมดเลย ขอบคุณมากนะคะ"ลลินภัทรว่าเสียงหวาน ส่งสายตาหวานหยดย้อยไปให้คนตัวโตข้างกาย จนสมาชิกคนอื่นบนโต๊ะอาหารแสดงสีหน้าท่าทางแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะคนเป็นพ่อและแม่เลี้ยงอย่างสุวพลและสุนี ที่แทบจะเก็บสีหน้าไม่ไหว"คุณพ่อคุณแม่หลับสบายดีนะครับ"ศันต์และขจีพยักหน้ารับยิ้มๆ หากแต่ตอนนี้สุนีกลับรู้สึกว่าหน้าหล่อนชาวาบขึ้นมาทันควัน สรรพนามนั้นที่หล่อนเฝ้าฝันว่าจะออกมาจากปากลูกเลี้ยงอย่างอัคคีในสักวัน กลับถูกผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้แย่งไปอย่างหน้าด้านๆ ในเวลาแค่วันเดียว"แล้วนี่ลูกสาวหล่อนจะมาเมื่อไหร่แม่สุนี"เสียงราบเรียบของผู้อาวุฒิโสบนหัวโต๊ะ ทำเอาสุนีและสุวพลอึกอัก สายตาก็มองนาฬิกาบนผนังที่จวนจะถึงเวลาเสิร์ฟอาหารเช้าตามสมควรเหมือนทุกวัน"ลูกดาพึ่งกลับมานะคะคุณพ่อ อาจจะอยากนั่งรถเล่น หรือแวะหาอะไรดื่มก็ได้นะคะ"แม้จะแก้ต่างให้ลูกสาวแต่ในใจ
บทที่ 11ใช้ประโยชน์จากกันและกันรถลีมูซีนคันหรูจอดลงหน้าคฤหาสน์ตระกูลวัฒนเกียรติ พร้อมกับร่างของคุณนายและคุณชายของบ้านอย่างสุนีและสุวพล“คนไปไหนหมดเนี่ย!”เสียงแหลมแว้ดไปทั่วบริเวณด้วยความโมโหโดยปกติในเวลาเลิกงานช่วงเย็นแบบนี้ เหล่าสาวใช้จะต้องรีบกรูกันเข้ามาถือกระเป๋าและนำน้ำแร่พิเศษที่เธอมักดื่มประจำมาให้ แต่วันนี้กลับไร้เงาของคนแม้แต่คนเดียว“บ้านก็ตั้งใหญ่ตั้งโต เสียเงินจ้างคนไปก็เยอะแยะ หายหัวไปไหนกันหมด”สุวพลเองก็หงุดหงิดไม่ต่างกัน ทั้งสองก้าวเข้ามาภายในตัวบ้าน สอดส่ายสายตาหาใครสักคนด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นเด็กรับใช้คนหนึ่งที่กำลังเดินอุ้มแจกันอันหรูไปทางบันได“เดี๋ยวหล่อน มานี่ซิ!”สาวใช้รีบวางแจกันลงและสาวเท้ามาตามคำสั่งทันที“ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะคุณสุนี คุณสุวพล”“คนหายหัวไปไหนหมด ทำไมไม่มีใครมาต้อนรับฉันกับคุณพลเลย”เสียงไม่พอใจถามขึ้นเสียงดัง จนสาวใช้สะดุ้งก้มหน้ารับความผิดอย่างจำยอม“พอดีวันนี้คุณลลินภัทรเธอพึ่งมาถึงค่ะ คุณชายเลยสั่งให้จัดห้องให้เธอใหม่ แล้วก็จัดห้องให้ครอบครัวเธอสำหรับหลายวันนี้ด้วยค่ะ”สุนีและสุวพลที่ได้ฟังก็งงงวย ไม่เคยได้ยินชื่
บทที่ 10บทละครน้ำเน่า"ลาละล้า ลั่นละลา~"เสียงฮัมเพลงของเด็กน้อยวัยสิบขวบ ที่กำลังนั่งวาดรูปเล่น ณ สวนหลังบ้านของรัตนเดชากุลดังขึ้นเบาๆ หากแต่มันกลับดังพอให้ใครบางคนที่พึ่งก้าวเข้ามาในบริเวณ หันมาให้ความสนใจภาพเด็กหญิงตัวอ้วนพีในชุดเดรสฟูฟ่องสีชมพู รับกับทรงผมถักเปียปอยใหญ่ เด็กน้อยมีผมหน้าม้าปิดบังใบหน้ากลมๆ แต่ยังเห็นพวงแก้มกลมดิ๊กอ้วนๆ นั่นได้อย่างชัดเจน"ทำอะไรน่ะ"ลลินภัทรในวัยสิบสามขวบเอี้ยงหน้าไปมองคนมาใหม่ ที่ยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลัง พลางเอียงคอพิจารณาเด็กหนุ่มตัวสูง"นายเป็นใคร เข้ามานี่ได้ไง"เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปี รูปหล่อ สูงโปร่ง สวมเสื้อยืดสีดำพื้นๆ และกางเกงขาสั้นสีไข่ตรงหน้า เป็นครั้งแรกที่เธอเคยได้พบ และไม่แน่ใจว่าเขาเข้ามาในบ้านได้ยังไง"ฉันแก่กว่า ต้องเรียกฉันว่าพี่สิยัยเด็กอ้วน"อัคคีในวัยสิบห้าเอามือล้วงกระเป๋าอย่างเอาเรื่อง มองเด็กหญิงที่เขาเรียกว่าเด็กอ้วนที่ตอนนี้ก้าวมายืนประจัญหน้า ใบหน้ากลมจิ้มลิ้ม แก้มอ้วนๆ และยังท่าทีที่ดูโกรธพาให้อัคคีต้องยกยิ้มขำ ไม่คิดว่าจะมีเด็กที่ตอนโกรธทำหน้าได้ตลกๆ แบบนี้อยู่ด้วย"นายน่ะสิไอ้คนนิสัยเสีย"ลลินภัทรชี้หน้าพลางตะเบ็งเสี
บทที่ 9จับเข่าคุยกัน"มีเงินหรอ"ประโยคคำถามแสนใจร้าย บัดนี้แทงใจดำของคนตัวเล็กจนต้องกัดปากตนเองแน่นเกียรติ ศักดิ์ศรี หรือกระทั่งความเป็นคน ทุกอย่างซื้อได้ด้วยเงิน และอัคคีก็กำลังย้ำเตือน ว่าตอนนี้เธอไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรีมากแค่ไหน"หึ"เมื่อใบหน้าสวยสะบัดหนี พร้อมกับนัยน์ตาแดงก่ำไร้หนทางต่อกร หรือข้อโต้แย้ง รอยยิ้มพึงพอใจก็ประทับบนริมฝีปากหยักทันที"ยินดีต้อนรับสู่วัฒนเกียรติ"นิ้วเรียวยาวเชยคางมนให้หันกลับมาประจัญหน้า อัคคีมองเธออย่างถือไพ่เหนือกว่าทุกทาง ตอนนี้เธอไม่ต่างจากกวางน้อยในกรง ที่ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไรก็คงหนีไม่พ้นพรานป่าแบบอัคคีอีกต่อไปริมฝีปากหนาเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ จนเกือบจะแตะลงบนริมฝีปากสีสวยของหญิงสาว ก่อนที่เขาจะพูดประโยคที่เหมือนฝังรากลึกลงในจิตใจของเธอ"หวังว่าเธอจะทำหน้าที่ภรรยาล้างหนี้ให้ดี สมกับเงินที่ฉันต้องเสียไปนะ ลลินภัทร"@บริษัทเจเควายเหล่าพนักงานวิ่งวุ่นไปทั่วบริเวณหน้าห้องประชุมใหญ่ เอกสารมากมายถูกหอบเข้าไปเพื่อเตรียมต้อนรับท่านประธานใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สิบนาที"คุณพ่อต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เลย อยู่ดีๆ คิดอยากจะตรวจย้อนหลังก็ตรวจ"'สุนี' หนึ่งใ
บทที่ 8เผชิญหน้า"แต่ถ้าเจ้าระเบียบนักก็ควรจะรู้สิคะ ว่าควรทำตัวยังไงเวลาที่มีแขกคนสำคัญเดินเข้าบ้านตัวเอง"นัยน์ตาคู่คมวาววับขึ้นทันที อัคคีเลื่อนสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธขึ้นปะทะกับดวงตาของหญิงสาว ก่อนที่ทั้งเธอและเขาจะชะงัก นิ่งงันกันไปทั้งคู่คิ้วของทั้งสองเริ่มขมวดเข้าหากันทีละนิด ใบหน้าที่มีส่วนคุ้นเคยเหมือนติดอยู่ในสมอง ยิ่งคิดและพิจารณาส่วนประกอบบนใบหน้าของอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ คำตอบก็ยิ่งฉายชัดขึ้นในความทรงจำจนดวงตาเบิกกว้างทันที"ไอ้พี่ปากปีจอ!/ยัยฟักทองแก้มอ้วน!"ลลินภัทรพลันหน้าแดงเถือกด้วยความโกระระคนอาย ไอ้ฉายาบ้าบอเมื่อตอนเด็กที่นึกว่าลืมไปได้แล้ว สุดท้ายก็ถูกจี้จุดขึ้นมาอีกเพราะคนปากปีจอ!"ที่แท้ เจ้าบ่าวที่ท่านเกริกบอกก็คือคุณสินะ ไอ้คนปากปีจอ"เหมือนฟ้าถล่มลงมากลางใจ ผู้ชายบนโลกมีตั้งมากตั้งมาย ดันจับพลัดจับผลูมาได้สามีเป็นคู่อริเก่าเมื่อครั้งวัยเยาว์อย่างอัคคี บุญมีแต่กรรมบัง!"คิดว่าฉันอยากแต่งกับเธอมากเลยสิ ยัยฟักทอง"อัคคีไม่ยอมน้อยหน้า กวาดสายตามองว่าที่เจ้าสาวหัวจรดเท้าอีกครั้ง ครั้งนี้ดูออกจะประหลาดใจปนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ว่าคนที่ตอนเด็กๆ ทั้งอ้วมท้วมแก้มอ







