Partager

บทที่ 10

“ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมเข้าไปเล่า” เฮ่ยเสี่ยวฉางถามวิญญาณดวงสำคัญพลางยกมือเกาศีรษะเเกรกๆ

พวกเขาหรืออุตส่าห์วางแผนคิดบทละครกันมาเป็นอย่างดี ทว่าพอถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติจริง เด็กสาวผู้เป็นคู่วาสนากลับไม่ยอมให้ความร่วมมือเสียนี่ ทำเอาเฮ่ยเสี่ยวอู่พลันมีสีหน้าเคร่งขรึม

“ไม่เอาหรอก ก็หนิงหนิงเพิ่งรู้นี่นาว่าการจะการเป็นคู่วาสนา หมายถึงต้องเป็นคนรักของตี้จวินอะไรนั่น หนิงหนิงไม่ได้ชอบเขา เพราะอย่างนั้นไม่มีทางไปสร้างวาสนาอะไรด้วยหรอก”

พวกเขาล้อเล่นหรือไร เธอชอบผู้ชายในฝันคนนั้นต่างหาก ตี้จวินอะไรนั่นต่อให้เป็นท่านเทพที่ไหนก็ไม่เอาด้วยเด็ดขาด!

เฮ่ยเสี่ยวอู่ถลึงตาโปนใส่แทบถลนออกนอกเบ้า ส่วนทางเฮ่ยเสี่ยวฉางก็เบะปากเกือบปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย พวกเขาวางแผนกำกับบทละครเพื่อให้เรื่องราวดำเนินไปได้ เเต่วิญญาณดวงสำคัญดันไม่เอาด้วยเเบบนี้ก็เเย่น่ะสิ ถ้าหากว่าไม่สามารถทำให้ชาตินี้ของตี้จวินผ่านพ้นด่านเคราะห์ได้สำเร็จ คนแรกที่ต้องถูกเล่นงานคือเขาและเสี่ยวอู่เป็นแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นเฮ่ยเสี่ยวฉางจึงเริ่มเกลี้ยกล่อมดวงวิญญาณตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง จะอย่างไรเสียเขาก็ต้องทำให้นางยอมร่วมมือให้จงได้

“เสี่ยวหนิงคนดี เจ้าอย่าได้พูดแบบนั้นไป ในหกภพภูมิดินแดนทั้งหลาย ตี้จวินนั้นคือผู้ที่มีพลังอำนาจเหนือใคร ท่านเป็นเทพบรรพกาลที่เเม้เเต่องค์เง็กเซียนยังต้องให้ความเกรงใจ” เพราะถ้าหากไม่เกรงใจก็จะถูกเล่นงานจนน่วม… แน่นอนว่าประโยคหลังนั้นเฮ่ยเสี่ยวฉางไม่ได้บอกออกไป

หยูหนิงฟังแล้วขมวดคิ้วนิ่วหน้า เธอไม่ได้สนใจว่าตี้จวินที่ยมทูตยกยอนั่นจะมีอำนาจอะไรนี่นา

“หนิงหนิงไม่ได้สนใจว่าเขาจะมีอำนาจอะไร ต่อให้ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็เถอะ ถ้าแม้แต่เสี่ยวอู่กับเสี่ยวฉางยังกลัว ก็แสดงว่าตี้จวินนั่นต้องเป็นคนที่น่ากลัวมากเเน่ๆ”

เฮ่ยเสี่ยวฉางแทบเอาหัวโขกประตูคฤหาสน์ตรงหน้า เด็กๆ เดี๋ยวนี้จะโตเร็วรู้ความกันเกินไปแล้ว แค่เห็นท่าทางของเขากับเสี่ยวอู่นางก็เดาได้ถูกต้องเสียแล้ว แต่ว่าเขาจะยอมให้นางคิดแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด

“เจ้าเข้าใจผิดไปแล้ว พวกข้านั้นไม่ได้เกรงกลัวสักหน่อย เขาเรียก...ใช่แล้ว...เขาเรียกเคารพเทิดทูนต่างหาก” เพราะถ้าไม่เคารพก็อาจจะต้องถูกซ้อมเหมือนกับองค์เง็กเซียน...แน่นอนว่าประโยคนี้เฮ่ยเสี่ยวฉางก็ไม่ได้เอ่ยออกไปเช่นกัน

กล่าวจบ ยมทูตชุดขาวก็สะกิดสหายยมทูตด้วยกันยิกๆ เป็นเชิงให้ช่วยกันชมเทพบรรพกาลจอมวายร้ายให้ดวงวิญญาณตรงหน้าฟัง เฮ่ยเสี่ยวอู่นั้นเข้าใจสัญญาณที่อีกฝ่ายส่งมาดี เขาจึงพยายามคิดหาข้อดีของจอมเทพอันธพาลเพื่อจะสาธยายออกมาบ้าง และแล้วเฮ่ยเสี่ยวอู่ก็ได้รู้ว่าในความคิดมุมมองทั้งสามของเขา ตี้จวินจอมวายร้ายผู้นั้นไม่มีข้อดีอะไรเลยสักอย่าง!

ยิ่งคิดเฮ่ยเสี่ยวอู่ก็ยิ่งอึกอัก ยมทูตชุดดำไม่สามารถคิดหาข้อดีของจอมเทพออกมาชมได้สักข้อ

เฮ่ยเสี่ยวฉางมองท่าทางสหายแล้วเบะปากร่ำไห้ในใจ โธ่...เสี่ยวอู่เจ้าคนซื่อ ทำไมไม่หลับหูหลับตาพูดส่งๆ ไปก่อนเล่า

เนิ่นนานกว่าที่เฮ่ยเสี่ยวอู่จะขยับ เขาเปิดปากค้นหาเสียงตนเองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มเอ่ยคำพูดออกมาได้ ทั้งเฮ่ยเสี่ยวฉางเเละหยูหนิงต่างก็กลั้นลมหายใจรอฟังอย่างลุ้นระทึก

“ตี้จวินนั้นมีข้อดีมากมาย ตัวอย่างเช่น ท่าน...รูปงามกว่าผู้ใดในหกแดน”

ใช่แล้ว นี่นับเป็นข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าเทพอันธพาลนั่น ทำให้เขาสามารถพูดออกมาได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดต่อมโนธรรมภายในใจ

เฮ่ยเสี่ยวฉางน้ำตาไหลพราก กู่ร้องในอกด้วยความยินดี เสี่ยวอู่ช่างทำได้ดีมาก อย่างน้อยเจ้าเทพจอมวายร้ายนั่นก็มีดีในด้านรูปโฉมละนะ แต่ชั่วขณะที่เห็นท่าทางของหยูหนิง ยมทูตชุดขาวก็รู้สึกตัวในทันทีว่าเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะชักจูงสาวน้อยตรงหน้าเป็นเเน่!

เฮ่ยเสี่ยวฉางรีบส่งสายตาเป็นสัญญาณให้สหายกล่าวคำพูดต่อ แต่เฮ่ยเสี่ยวอู่นั้นคล้ายสติหลุดลอยไปเสียแล้ว เขาคิดหาข้อดีของจอมเทพอยู่เป็นนานก่อนจะเงียบหายขาดการติดต่อไปเสียเฉยๆ

“นอกจากรูปงาม มีอำนาจ แล้วตี้จวินคนนั้นมีข้อดีอะไรอีก เสี่ยวอู่ยังตอบไม่ได้เลย เห็นไหมล่ะ แค่นี้ก็ดูออกแล้วว่าตี้จวินคนนั้นจะต้องร้ายกาจมากแน่ๆ” หยูหนิงพูดพลางส่ายหัวปฏิเสธ

เฮ่ยเสี่ยวฉางเเทบปรบมือให้สาวน้อยตรงหน้า นางช่างเอ่ยวาจาได้ถูกใจเขาเสียเหลือเกิน ใช่แล้ว เจ้าเทพบรรพกาลผู้นั้นทั้งร้ายกาจและโหดเหี้ยมเกินใคร

ทว่าเขาจำต้องหลอกตนเองเพื่อให้รอดพ้น ดังนั้นยมทูตรูปลักษณ์ชายชราจึงต้องออกโรงเชิดชูเป้าหมายเพื่อชักจูงสาวน้อยตรงหน้า เฮ่ยเสี่ยวฉางถลกแขนเสื้อสีขาวด้วยท่าทีขึงขังราวกับพร้อมต่อยตี เขาโพล่งออกมาด้วยเสียงอันดังเพื่อสร้างความฮึกเหิมให้ตัวเอง

“ทำไมจะไม่มีกัน เสี่ยวหนิงเอ๋ย เจ้าจงฟังข้อดีของท่านเทพที่ข้าจะเอ่ยต่อไปนี้ให้ดีๆ ก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าท่านผู้นั้นยิ่งใหญ่เเละเกรียงไกรเพียงใด” พูดจบเจ้าตัวก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกล่าวต่อ “ข้อที่หนึ่ง ตี้จวินคือเทพบรรพกาลนอกฝั่งฟ้าเพียงหนึ่งเดียวที่สวรรค์เราหลงเหลืออยู่ในยามนี้”

แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วจะไม่เคยมีใครต้องการอยากได้ก็ตามเถอะ

“ข้อที่สอง ตี้จวินคือเทพที่มีพลังแกร่งกล้าที่สุดในสามภพภูมิหกแดน ขนาดเทียนจวินยังต้องยอมลงให้เลย”

จะไม่ยอมได้อย่างไร ในเมื่อถูกซัดแปะติดภูเขาเจ้าแม่หวังมู่ถึงสามวันสามคืน เขาไม่ได้โกหกนะ เทียนจวินยอมอ่อนข้อให้ตี้จวินจริงๆ เพราะไม่อย่างนั้นพระองค์ก็จะถูกทุบตี

“ข้อสาม ตี้จวินนั้นเป็นเทพที่มีใจเมตตากรุณาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แม้แต่ยามที่มีปีศาจบุกเข้ามารังแกเทพเซียนน้อยในสระมรกต ท่านก็ยังออกหน้าจัดการเจ้าปีศาจตนนั้นให้”

อันนี้เขาก็ไม่ได้โกหก ตี้จวินหักแขนหักขาแล้วเตะโด่งปีศาจตนนั้นลงมายังแดนยมโลกให้เหยียนหลัวหวางจริงๆ ถึงแม้เหตุผลที่ลงมือจะเป็นเพราะเจ้าปีศาจดวงตกหลงเข้าไปเกี้ยวท่านเทพก็เถอะ ทว่าพอเห็นสภาพอันน่าเวทนาของปีศาจตนนั้น ทุกคนต่างก็พร้อมใจกันเทคะแนนความสงสารให้อย่างท่วมท้น ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องชะตาขาดขนาดไหน ถึงได้กล้าเข้าไปเกี้ยวท่านเทพบรรพกาลจอมวายร้ายนั่น!

“และข้อที่สี่ ตี้จวินนั้นมีรูปโฉมงดงามที่สุดในสามภพอย่างที่เสี่ยวอู่บอกจริงๆ”

ใช่งามมาก งามจนสวนทางกับจิตใจที่ชั่วร้ายของเจ้าตัวเลย!

เฮ่ยเสี่ยวฉางพยายามสะกดจิตตัวเองสุดชีวิต ก่อนจะหลอกให้สาวน้อยตรงหน้าเชื่อ เขาต้องเชื่อมั่นเสียก่อนว่าตี้จวินเป็นเทพที่นิสัยดีอย่างยิ่ง ดังนั้นยมทูตขาวจึงบอกลามโนธรรมในใจ พร้อมกับหลอกตนเองไปด้วย

หยูหนิงขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันไม่รู้จะทำอย่างไรดี ใช่ว่าตัวเธอจะไม่สงสารยมทูตทั้งสอง แต่คุณแม่เคยบอกเอาไว้ว่า ในชีวิตของเราจะมีคนที่สามารถอยู่ด้วยตลอดไปได้แค่หนึ่งเท่านั้น และคนที่เธออยากอยู่ด้วยก็ไม่ใช่ตี้จวินอะไรนั่นสักหน่อย

‘เฮ้อ...จะทำยังไงดีนะ’

ความเงียบของราตรีกาลแผ่ปกคลุมทั้งสามร่าง สองยมทูตต่างนิ่งเงียบรอฟังคำตอบจากอีกหนึ่งดวงวิญญาณ จนผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีผู้ใดกล่าวคำพูดออกมา ในที่สุดก็เป็นเฮ่ยเสี่ยวอู่ที่หมดความอดทนก่อนใคร

เขาคว้าแขนพลางฉุดลากดวงวิญญาณตัวปัญหาทะลุผ่านประตูคฤหาสน์ ลอยตัดสวนดอกไม้มุ่งหน้าไปทางเรือนของคุณชายเพียงหนึ่งเดียวของสกุลจวินทันที โดยมีเสียงโวยวายจากร่างเล็กที่ถูกลากดังขึ้นตลอดทาง

“โอ๊ย! เสี่ยวอู่อย่ามาบังคับกันนะ บอกว่าไม่ก็คือไม่สิ ให้ตายหนิงหนิงก็ไม่ทำ!” เสียงใสเอ่ยอย่างเด็ดขาด

ร่างสูงของยมทูตชุดดำพลันหยุดชะงัก เขาหันหน้ามาสบตากับสาวน้อยตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา พลางถามขึ้นอีกครั้งด้วยท่าทางกดดัน

“ไม่ทำจริงๆ หรือ”

เห็นท่าทีคุกคามแฝงไปด้วยความกดดันของอีกฝ่าย หยูหนิงก็อดรู้สึกหวั่นเกรงจนตัวสั่นไม่ได้ ทว่าในใจคิดต่อต้านสุดชีวิต นี่เป็นอนาคตของตนเอง จะยอมให้ใครมาบงการได้อย่างไร มันเป็นความรู้สึกของเธอนะ

“ให้ตายก็ไม่ทำ!” เสียงใสเอ่ยชัดเจน ดวงตากลมสั่นไหวจนรู้สึกได้ แต่เจ้าตัวก็ยังยืนกรานความคิดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เฮ่ยเสี่ยวอู่กัดริมฝีปากขบฟันเเน่น เขามองวิญญาณตรงหน้าดวงตาวาววับเต็มไปด้วยโทสะ นี่นางคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน กับอีแค่วิญญาณต้นไม้เล็กๆ จากโลกมนุษย์ ถ้าหากไม่ได้เหยียนหลัวหวางนำน้ำทิพย์จากสระมรกตมารด จะก่อเกิดไอวิญญาณขึ้นมาได้หรือ และที่สำคัญหากไม่ใช่เพราะตี้จวินใช้พลังเทพเปลี่ยนแปลงแกนวิญญาณให้ นางจะสามารถมายืนเอาแต่ใจอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ช่างไม่รู้จักประมาณตัวเองเอาเสียเลย คิดว่านางมีสิทธิ์เลือกได้อย่างนั้นหรือ

เฮ่ยเสี่ยวฉางเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาคั่นกลางระหว่างทั้งคู่เอาไว้ทันที ดวงตาเหลือบเห็นฝ่ามือเฮ่ยเสี่ยวอู่ที่กำแน่น เจ้าตัวรู้ได้ทันทีว่าสหายตนเริ่มจะหมดความอดทนเเล้ว เขานึกกลัวเหลือเกินว่าเสี่ยวอู่จะทำร้ายดวงวิญญาณตรงหน้านี่

ยมทูตชุดขาวส่งสายตาขัดขวางอีกฝ่าย เขานั้นคิดแตกต่างกับสหาย เฮ่ยเสี่ยวอู่อาจมองหยูหนิงเป็นเพียงต้นไม้ไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าในสายตาเฮ่ยเสี่ยวฉางแล้ว สาวน้อยตรงหน้าก็เป็นสรรพสิ่งมีชีวิตที่เหมือนๆ กับพวกเขา ดังนั้นนางจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือก คิดใคร่ครวญ ไตร่ตรอง หรือแม้แต่ปฏิเสธ

ในความคิดของเฮ่ยเสี่ยวฉาง เด็กสาวตรงหน้าถือว่าเป็นเด็กดีคนหนึ่ง อีกฝ่ายไม่เคยออกปากต่อว่าพวกเขาที่ทำเรื่องผิดพลาด จนเป็นเหตุที่ทำให้นางต้องไปเกิดผิดที่ อีกทั้งไม่เคยร่ำไห้ร้องโวยวายในยามต้องคืนร่างให้วิญญาณอีกดวง ตั้งแต่พวกเขานำนางมายังภพนี้ นางเองก็ไม่เคยสร้างปัญหาหรือเรียกร้องสิ่งใด นั่นยิ่งทำให้เสี่ยวฉางรู้สึกถูกชะตากับหยูหนิงเข้าไปใหญ่

“เสี่ยวอู่ ห้ามเจ้าทำร้ายนางนะ”

เฮ่ยเสี่ยวอู่ได้ยินเสียงร้องห้ามจึงค่อยๆ ลดมือลง พยายามข่มอารมณ์หักห้ามโทสะภายในใจ ทว่าก็ยังไม่วายเอ่ยแย้งอย่างขุ่นเคือง “แต่…เสี่ยวฉาง เจ้าก็เห็นนี่ นางดื้อดึงเอาแต่ใจเกินไปแล้ว ถึงขนาดตายก็ไม่ยินยอม...” เสียงท้ายประโยคของเฮ่ยเสี่ยวอู่พลันขาดหาย เมื่อสายตาหันไปเห็นร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งเข้าเสียก่อน

เฮ่ยเสี่ยวฉางมองสหายก่อนที่ดวงตาจะมีแววเคลิบเคลิ้มขึ้นมาในทันที เช่นเดียวกับสองยมทูต หยูหนิงที่มองทางเดียวกันก็มีอันตกตะลึงไปชั่วขณะ นี่มันคุณคนในฝันของเธอไม่ใช่หรือ

ในศาลากลางสวนเยื้องกับบริเวณที่สองยมทูตหนึ่งดวงวิญญาณกำลังทุ่มเถียงกัน ปรากฏร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีแสงจันทร์ให้เห็น เจ้าตัวยืนหันหน้ามองท้องฟ้ามาทางทิศเดียวกับผู้บุกรุกทั้งสาม บรรยากาศรอบกายนั้นให้ความรู้สึกสูงส่งและเอื้อมไม่ถึงอย่างยิ่ง

เรือนร่างสูงสง่า ใบหน้างดงามราวรูปสลัก คิ้วเรียวดกดำ ดวงตาคมทรงเมล็ดซิ่ง [1] อีกทั้งริมฝีปากหยักสวยรับกับจมูกโด่งได้รูบอย่างลงตัว ช่างเป็นความงามที่โดดเด่นเกินผู้ใดในสามภพหกเเดนที่ยมทูตทั้งสองต่างก็รู้จักกันดี

“ตี้จวิน!”

ท่านเทพจอมอันธพาล!

สองยมทูตกับอีกหนึ่งวิญญาณมองคนงามเบื้องหน้าด้วยเเววตาเลื่อนลอย เเละท่านเทพในร่างมนุษย์ก็ดูเหมือนจะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของพวกเขาด้วย เห็นดังนั้นเฮ่ยเสี่ยวอู่จึงค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก พลางหันไปเปิดปากกับเด็กสาวข้างตัวอีกครั้ง

“เจ้าเด็กน้อย ข้าจะถามอีกครั้งเดียวเท่านั้น ว่าจะยอมเป็นคู่สร้างวาสนากับตี้จวินหรือไม่ ถ้าหากเจ้าไม่ยอมข้าจะ...”

“มัวยืนชักช้าอยู่ทำไมเล่าเสี่ยวอู่ พวกเรารีบไปวางเเผนขั้นต่อไปที่เรือนของตี้จวินกันเถอะ ไปๆ เสี่ยวฉางก็ด้วย อย่ามัวแต่ใจลอยสิ” เสียงใสของดวงวิญญาณหนึ่งเดียวในที่นั้นร้องเร่งพร้อมกับฉุดรั้งเฮ่ยเสี่ยวฉางจนแทบจะนำหน้าเสียเอง

เฮ่ยเสี่ยวอู่เชื่อว่าหากรู้เส้นทางอีกฝ่ายคงทำเป็นเเน่ เขามองภาพตรงหน้าเเล้วให้นึกมึนงงยิ่งกว่าเดิม

‘เอ่อ...นางวิญญาณต้นไม้ จำได้ว่าตอนเเรกเจ้าเป็นคนบอกไว้เองนะว่าถึงตายก็ไม่ยอมน่ะ...’

เช่นนั้นเเล้วภาพที่เขาเห็นตรงหน้านี่มันคืออะไร

[1] เมล็ดซิ่ง เป็นพืชในวงศ์เดียวกับ apricot เมล็ดซิ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ จึงถูกเรียกว่าอัลมอนด์จีน

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 143

    “อาจารย์บอกให้ข้ามาเรียนรู้จากท่าน” ชายหนุ่มบอกพลางส่งรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม รู้ดีว่าหากเอ่ยอ้างชื่ออาจารย์อีกฝ่ายไม่มีทางบอกไม่เด็ดขาดและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะเทพชะตาผู้รักตัวกลัวตายยังไม่อยากมีปัญหากับจอมอันธพาล จึงได้แต่กัดฟันมองข้ามอาการวอแวของอีกฝ่ายหลินจิงเสียงมองอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงของเทพตรง

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 142

    หลังจากจ้าวชวี่สิ้นชีพลง จวินเทียนเฮ่อที่รู้ตัวคนลงมือก็สะสางหนี้แค้นแทนนาง แน่นอนว่าเขาย่อมไม่คิดสังหารอีกฝ่ายด้วยมือตัวเองสตรีนางนั้นคิดจะฝากความแค้นให้เขาลงมือสังหารตนเองเพื่อเป็นที่จดจำอย่างนั้นหรือ ไม่มีทางเสียหรอก ฝันกลางวันต่อไปเถิด สิ่งใดที่เป็นความปรารถนาของอีกฝ่ายเขาจะบดขยี้มันให้สิ้นเช่

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 141

    ในบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องด่านเคราะห์ของตี้จวิน มีเพียงเทพซื่อมิ่งเท่านั้นที่ดูจะมีสภาพดีกว่าเพื่อน ทำให้เขาอดปาดเหงื่อนึกขอบคุณตัวเองที่ให้การช่วยเหลือนางต้นไม้ไว้ไม่ได้และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เทพชะตาต้องมานั่งอกสั่นขวัญหาย เมื่อคู่รักจอมวายร้ายมาเยือนตำหนักเขา“ตี้จวิน ท่านดูสิ เฮ่ยเสี

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 140

    อิ๋งอิ๋งขึ้นมาแดนสวรรค์เพื่อบำเพ็ญเป็นเซียนด้วยร่างกระบองเพชร แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อยห้าร้อยปีแรกที่นางเฝ้าเพียรบำเพ็ญ ผลที่ได้คือออกดอกสีชมพูมาหนึ่งดอก ผ่านไปอีกห้าร้อยปีความสามารถเพิ่มพูน คราวนี้ออกดอกได้พร้อมกันทีเดียวถึงสองมันน่าชื่นชมไหม…นางที่อยู่ในต้นไม้ได้แต่เอาศีรษะโขกลำต้

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 139

    “คราวนี้หากเจ้ายังคิดวิ่งหนีอีก ข้าจะจับมัดด้วยเชือกของซีหวังหมู่ แล้วหักขาสองข้างของเจ้าทิ้งเสีย กล้าก็ลองดู”รอยยิ้มหวานบนใบหน้าเล็กพลันแข็งค้าง บรรดาผู้เฝ้าชมรอบๆ ก็ไม่แตกต่างกัน เดิมทียังคิดว่าจะได้ฟังถ้อยคำรำพันรักหวานซึ้งเหมือนนิทานรักของโลกมนุษย์ แต่ที่ไหนได้กลับเป็นการจะตีขาให้หักแล้วจับมัดแ

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 138

    ภายหลังปรากฏการณ์ผ่านด่านเคราะห์อันสะเทือนเลื่อนลั่น เทพซื่อมิ่งก็ปรากฏกายเบื้องหน้าจวินเทียนเฮ่อองค์เทพบรรพกาลที่เพิ่งพ้นจากฤทธิ์น้ำแกงยายเมิ่งหมาดๆ มีใบหน้าแข็งกระด้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน“คารวะตี้จวิน ขอยินดีที่ท่านผ่านด่านเคราะห์ครั้งนี้”ไม่พูดก็แล้วไป เพราะเมื่อกล่าวออกมา เทพซื่อมิ่งพลันสัง

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 110

    เวลาในหุบเขาผ่านไปเรื่อยๆ ไม่เร็วไม่ช้าจ้าวชวี่ยังคงศึกษาร่ำเรียนอย่างขยันขันเแข็ง ส่วนด้านความสัมพันธ์นางกับเจียงเสี่ยวเพ่ยและหยางจื่อหลันนับวันก็ยิ่งสนิทสนมกันขึ้นเรื่อยๆสหายทั้งคู่พอรู้ว่าจ้าวชวี่จะลงแข่งขันในงานประชันหญิงงามของสี่แคว้นก็ตกอกตกใจเสียจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ แม้การประชันคราวนี้สำนัก

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 109

    “…” พ่อสื่ออันใด…เจรจาบ้านเจ้าสิ…“ส่วนเรื่องอายุที่แตกต่างกันนั้น เจ้าไม่ต้องกังวลมากไป รออีกสักสี่ห้าปี นางหนูจ้าวย่อมเติบโตเป็นหญิงสาวมากกว่านี้ เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องคนจะเอาไปนินทาลับหลังหรอก หรือต่อให้เจ้าเป็นเฒ่าชรากินเด็กจริงแล้วอย่างไร มีหลายคนจะตายที่แก่เป็นตาเฒ่าแล้วยังอยากมีเมียสาว เชื่อข้

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 108

    ‘เจ้าเฒ่าตัณหากลับคิดล่อลวงเด็กสาว’คิ้วเรียวพลันขมวดมุ่นแทน ความคิดที่จะเปิดปากพูดคุยหายไปเกินครึ่ง นั่นสินะ อายุตนกับสาวน้อยนี่ห่างกันจนเรียกได้ว่าบรรพบุรุษกับลูกหลาน หากเขายอมแต่งกับนางจริง เกรงว่าคงต้องถูกผู้คนตราหน้าว่าโคเฒ่าคิดกินหญ้าอ่อนเป็นแน่ไม่สิ นี่เขาคิดถึงขนาดจะเเต่งงานกับเด็กนั่นเลยหร

  • สามชาติ สองภพ จบปรารถนา   บทที่ 106

    สตรีหลายนางต่างพากันผงกศีรษะเห็นด้วย คำสั่งสอนที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต คือคำพูดที่ว่าผู้หญิงเราไม่ควรจะมีความสามารถมากเกินไปหรือพูดอีกอย่างก็คือการไร้ความสามารถนั้นถือเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งจ้าวชวี่ฟังถ้อยคำโต้แย้งอันไร้เหตุผลแล้วส่ายใบหน้าปลดปลง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนบุรุษมักต้องการให้สตรีเป็นแบบที่

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status