LOGINเหมือนกาลเวลาจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ฉิงเทียนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสามีเหวินหวงซึ่งเป็นราชาปีศาจที่เขาถูกส่งตัวขึ้นเกี้ยวมาเพื่อเซ่นสังเวย ร่วมกว่าสองเดือนแล้วที่เขาสามารถปรับตัวได้ดีในที่แห่งนี้ราวกับเป็นส่วนหนึ่ง ทว่าที่ผ่านมาเขากลับไม่เคยนึกถึงที่ที่เขาจากมาแม้แต่น้อย ต่อให้นึกถึงและอยากกลับไปเพียงใด มันก็คงเนิ่นนานเกินกว่าที่เขาจะกลับไปอยู่ดี
ฉิงเทียนรู้ดีว่าจากวันนั้นจวบจนวันที่เขาสิ้นลมหายใจอย่างโดดเดี่ยวลำพังผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด ความรู้สึกยามสิ้นลมเขายังจำได้ดีราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่การที่จู่ ๆ เขาก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งในคืนส่งตัวเข้าหอคืนนั้น เขาไม่รู้เลยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จะว่าแปลกก็ช่างแปลก แต่ที่ผ่านมาเขากลับไม่เคยนึกถึงมันแม้สักครั้ง
“คิดสิ่งใดอยู่หรือ”
ฉิงเทียนหลุดจากภวังค์ หันไปมองต้นเสียงก่อนจะต้องตาลุกวาว เพราะของที่อยู่ในมือของเหวินหวง
“ผลไม้พวกนี้ของข้าหรือ”
เหวินหวงยื่นจานที่มีผลไม้หลากหลายชนิดให้กับชายา เขาเคยได้ยินบางครั้งที่ฉิงเทียนช่วงนี้จะบ่นอยากกินนู่นนี่นั่นหลายอย่าง แม้ว่าเขาอยากจะหาให้เพียงใด ทว่าบางสิ่งก็หามิได้จากในแดนปีศาจ
ฉิงเทียนส่งยิ้มหวานให้กับสามี พร้อมกับรับเอาจานผลไม้มาถือครองไว้ผู้เดียวบนตัก
“เจ้าช่างรู้ใจข้าเสียจริง”
คำพูดของฉิงเทียนทำเอาราชาปีศาจใจฟู แม้ว่าจะเป็นคำพูดที่ฉิงเทียนพูดออกมาลอย ๆ เมื่อได้ของที่ถูกอกถูกใจก็เท่านั้น ทว่าสำหรับเหวินหวงเขากลับรู้สึกว่ามันน่าภูมิใจ
“รีบกินเถิด ก่อนที่พวกมันจะไม่อร่อย”
“นี่เจ้าคิดจะขุนข้าให้เป็นหมูหรืออย่างไร” ฉิงเทียนบ่นอุบอิบ ทว่ามือก็ยังหยิบผลไม้เข้าปากไม่หยุดหย่อน เมื่อชิมชิ้นหนึ่งหมดก็หยิบชิ้นใหม่เข้าปากในทันที
“แต่เจ้าก็กินทุกอย่างที่ข้าหามาให้ไม่ใช่หรือ”
“เจ้าเป็นปีศาจที่หยาบคายที่สุดเหวินหวง เจ้ากำลังต่อว่าชายาเจ้าว่าเป็นหมูไม่เลือกกินอยู่หรืออย่างไรกัน” ฉิงเทียนส่งสายตาเคือง ๆ ให้สามี ทว่าก็ไม่ได้จริงจังมากนัก เขาชินแล้วกับการพูดหยอกล้อของอีกฝ่าย ต่อให้เขาจะเคืองจริงหรือแค่ล้อเล่น อย่างไรแล้วเหวินหวงก็จะเป็นฝ่ายยอมและง้อเขาตลอดอยู่ดี
“ข้าหมายถึงสามีเช่นข้าเห็นชายากินดีอยู่ดีย่อมดีใจ” เขายอบกายลงนั่งข้าง ๆ นั่งมองฉิงเทียนที่กินผลไม้อย่างเอร็ดอร่อย
“เจ้าอยากกินหรือ ต่อให้จ้องมองข้าจนตาถลนข้าก็ไม่แบ่งให้หรอกนะ” มือเรียวเล็กจับจานผลไม้บนตักไว้แน่น แล้วก็ค่อย ๆ เลื่อนจานไปแอบซ่อนไว้ด้านหลัง
เหวินหวงคลี่ยิ้ม แต่เดิมเข้าไม่ชอบกินของพวกนี้เสียเท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นฉิงเทียนทำท่าทีหวงเช่นนี้เขาก็นึกอยากแกล้งชายาขึ้นมาบ้างแล้ว
ดวงหน้าหล่อเหลาค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้ นัยน์ตาจับจ้องใบหน้าของชายาอย่างไม่ละสายตา รอยยิ้มเล่ห์ร้ายปรากฏบนใบหน้า
“ข้าไม่ได้อยากกินสิ่งที่อยู่ในจานของเจ้า”
“แล้วเจ้าจะกินตรงไหนแล้ว ผลไม้นี่มีแต่ในจะ…” ริมฝีปากอุ่นร้อนประกบกับริมฝีปากฉ่ำเต็มไปด้วยรสหวานของผลไม้ที่เพิ่งกินเข้าไป ฉิงเทียนเอ่ยยังไม่ทันได้จบประโยค เพราะมัวแต่สนใจขยับจานผลไม้ไปไกล ๆ พอจะหันหน้ามาอีกหนก็ถูกอีกฝ่ายช่วงชิงริมฝีปากไปเสียดื้อ ๆ
ลิ้นร้อนไล่ต้อนตักตวงความหวานในโพรงปาก ทั้งเกี่ยวกระหวัด ดูดกลืนจนไม่หลงเหลือรสชาติของผลไม้ที่ฉิงเทียนเพิ่งกินเข้าไป พึงพอใจแล้วเขาก็ผละออก
ริมฝีปากที่เพิ่งฉกฉวยความหวานจากชายาเปลี่ยนมาคาบผลไม้ที่เหลือครึ่งซีกในมือของฉิงเทียนแทน
“รสชาติเช่นนี้เองหรอกหรือ” เขาทั้งเคี้ยวและยิ้มในเวลาเดียวกัน “แต่ข้าว่าที่ปากของชายาข้ารสชาติดีกว่าผลไม้ในจานนั้นเป็นไหน ๆ”
ฉิงเทียนเมื่อเป็นอิสระจากการเอาเปรียบของเหวินหวงก็เอาแต่เม้มริมฝีปากข่มอารมณ์เอาไว้ ทั้งโกรธและเคืองที่โดนฉวยโอกาสหลายต่อหลายครั้ง ทั้งหวามไหวและรู้สึกดีใจในเวลาเดียวกัน บางครั้งก็ทำเอาสับสนเช่นกัน
แต่นั่นแหละ ปีศาจตรงหน้ากลับยิ้มหน้าระรื่นทุกครั้งที่ได้เอาเปรียบเขา แต่ก็เป็นเพราะเขาอีกนั่นแหละที่ไม่ว่าเมื่อใดก็ไม่เคยปฏิเสธแม้สักหน จะทำก็แค่เพียงต่อว่า สุดท้ายก็ลงเอยที่เขาใจอ่อนเพราะอีกฝ่ายงอนง้อทุกครั้ง
“เจ้าชอบฉวยโอกาสจากข้าทุกครั้ง”
“แต่เจ้าก็ไม่เคยปฏิเสธ”
“แล้วอย่างไรเล่า หากข้าปฏิเสธ เจ้าจะยอมหยุดเช่นนั้นหรือ”
“เจ้าย่อมรู้ดี ชายาข้า”
“เจ้าเล่ห์นัก ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว” ฉิงเทียนสะบัดใบหน้าหนี ขยับกายออกห่างให้ไกลจากเหวินหวง เขารู้ดีว่าไม่อาจหลีกหนีสามีได้พ้น แต่นั่นก็เพื่อความสบายใจ
เหวินหวงมองตามร่างเล็กที่กระเถิบหนี ทั้งที่ความจริงเจ้าตัวแค่หันหลังให้เขาแค่เท่านั้น หลายวันมานี้เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของชายา ไม่ว่าจะเป็นเรือนร่างที่ช่วงนี้ไม่ว่าจะแตะหรือจับส่วนใดก็ดูจะเต็มไม้เต็มมือไปเสียหมด เทียบกับเมื่อก่อนแล้วอาจจะเรียกได้ว่าฉิงเทียนอ้วนขึ้นมานิดหน่อย
ไหนเลยจะอาการอยากกินอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็มีอาการหน้ามืดร่วมด้วย แต่เพราะเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้มีสิ่งอื่นใดผิดปกติเขาเลยไม่ได้กังวลใจอันใดนัก
หรือบางทีเขาอาจจะแค่คิดมากไป…
“นั่นเจ้ากำลังคิดอันใดอยู่ มองข้าเช่นนี้มิใช่ว่ากำลังคิดเรื่องลามกอยู่ใช่หรือไม่” คราวนี้ฉิงเทียนขยับถอยให้ห่างจากสามีปีศาจจริง พร้อมทั้งยังยกแขนทั้งสองข้างปกปิดเรือนร่างตนเองเอาไว้ จับจ้องไปทางเหวินหวงอย่างระแวดระวัง
“ข้ากำลังคิดว่าช่วงนี้เจ้ากินเยอะเกินไปหรือไม่ ดูเหมือนว่าตอนที่ข้าจับช่วงเอวเจ้ารู้สึกเหมือนมันจะขยายขึ้นมาหน่อย” เหวินหวงหรี่ตามองสำรวจเรือนร่างผู้เป็นชายาอย่างพินิจ
ทว่าฉิงเทียนกลับรู้สึกถึงหางคิ้วของตนเองที่กำลังกระตุกเล็กน้อย เพราะถ้อยคำของสามี มือเรียวเล็กยกขึ้นชี้หน้าก่อนจะบ่นและก่นด่าในเวลาเดียวกัน “นี่เจ้ากำลังต่อว่าชายาเจ้าว่าอ้วนหรือ เจ้ามันปีศาจชั่วช้าจริง ๆ ทั้งหยาบคายและลามกที่สุด เหตุใดข้าต้องมาใช้ชีวิตเช่นนี้กับเจ้าด้วย”
“เจ้ารังเกียจข้าแล้วหรือ” น้ำเสียงเศร้าสร้อยเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นสามี ริมฝีปากสีแดงระเรื่อขบเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงด้วยความประหม่า นั่นเพราะเกรงกลับกับคำตอบที่กำลังจะได้รับ ทว่าจนแล้วจนรอดกลับไม่ได้คำตอบจากอีกฝ่าย พลันน้ำสีใสก็ค่อย ๆ เอ่อล้นจนไหลอาบสองแก้มขาว“จะ…เจ้ารังเกียจข้าแล้วจริง ๆ ด้วย”อารามตกใจ เหวินหวงทำสิ่งใดไม่ถูกเมื่อเห็นน้ำตาที่รินไหลของผู้เป็นชายา ที่เขาไม่ตอบเพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรดี แต่เขาไม่ได้รังเกียจอีกฝ่ายอย่างที่ร่างเล็กตรงหน้าเข้าใจมือหนารีบดังร่างของชายาเข้ามากอด ปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน ทว่าฉิงเทียนก็ขัดขืนเอาไว้ แต่กระนั้นก็ไม่อาจต้านทานแรงของเหวินหวงได้“ข้าไม่ได้รังเกียจเจ้าสักนิดชายาข้า ข้ารักเจ้าออกปานนี้”“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงแอบมาทำเช่นนี้ลับหลังข้า อีกทั้งไม่ยอมสัมผัสข้า” คนร้องไห้เอ่ยถามเสียงอู้อี้เหวินหวงชั่งใจสักพักตัดสินใจว่าจะเอ่ยเรื่องนี้กลับฉิงเทียนดีหรือไม่ แต่เพราะไม่ต้องการให้ฉิงเทียนเข้าใจผิดไม่มากกว่านี้เขาก็จำเป็นต้องบอก แม้ว่ามันจะดูน่าละอายก็ตามที มือหนาค่อย ๆ ยกขึ้นสัมผัสศีรษะของชายา ลูบเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
แสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าถูกแทนที่ด้วยแสงจันทราสีนวลสบายตา ร่างเล็กกระชับอาภรณ์ผืนหน้าห่อร่างกายหลบซ่อนจากสายลมเย็นในยามค่ำคืน ดวงตากลมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับคนเหม่อลอย แม้ความเหน็บหนาวจากภายนอกไม่ได้ส่งผลกระทบเท่าใดนัก ทว่าภายในใจของฉิงเทียนยามนี้กลับรู้สึกชาไปเสียจนหมดหลายวันมานี้เหวินหวงมีท่าทีแปลกไป ชอบหลบเลี่ยงที่จะพบหน้าเขาหรือต่อให้เผชิญหน้ากันเหวินหวงก็จะเป็นฝ่ายหนีไปเสียทุกครั้ง แม้คราแรกเขาไม่ค่อยได้สนใจนักเพราะวุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงดูอาหลิ่งบุตรชายที่เกิดจากเขาและเหวินหวง ทว่านานเข้าก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความห่างเหินที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นกระทั่งหลายวันมานี้เหวินหวงยังเข้านอนช้า และทุกครั้งเขาจะเป็นฝ่ายที่หลับไปเสียก่อนเพราะเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ครั้นพอลืมตาตื่นขึ้นก็ไม่พบสามีนอนข้างกายแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ความอบอุ่นที่ยังคงอยู่ข้างเตียงและที่ร่างกายเขาไม่รู้จะทำเช่นไรดี ไม่มีโอกาสแม้จะได้คุยกันสักครั้ง ไม่รู้เลยว่าเขาทำสิ่งใดผิดพลาดไปหรือทำสิ่งใดให้อีกฝ่ายไม่พอใจถึงเป็นเช่นนี้ ใบหน้าหวานเศร้าหมองเมื่อคิดถึงสิ่งที่ไม่ได้คำตอบ ดวงตากลมรื้นไปด้วยหยาดน้ำสีใสคลอหน่วง พยายาม
ใบหน้าหล่อเหลาตึงเครียด การง้องอนชายาเป็นสิ่งที่ราชาปีศาจอย่างเขาเข้าใจได้ยากที่สุด เพราะไม่เคยต้องก้มหัวให้ผู้ใด อีกทั้งยังไม่ต้องใส่ใจกับความรู้สึกผู้อื่น ผิดกับฉิงเทียนที่เขาไม่อาจละเลยสิ่งนั้นไปได้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและวุ่นวาย แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องทำให้ฐานะของสามีอาภรณ์ที่สวมแล้วทั้งหมดถูกร่างใหญ่หอบขึ้นไว้แนบอก เขาจำได้ว่าฉิงเทียนเคยบ่นถึงตอนที่ต้องอยู่ลำพังว่าตนเองทำงานหนักขนาดไหน เขาอยากจะลองดู เผื่อจะได้เข้าใจบ้างว่าที่ชายาของเขาบ่นอยู่ตลอดทั้งวันนั่นเป็นอย่างไร เริ่มต้นด้วยการนำอาภรณ์ทั้งหมดพวกนี้ไปซัก“นั่นเจ้ากำลังทำสิ่งใด” เสียงหวานเอ่ยถามเดินเข้ามาหาพร้อมกับอุ้มอาหลิ่งมาด้วยในอ้อมกอด เด็กน้อยลูกปีศาจหลับตาพริ้มในอ้อมกอดของมารดา ไม่รับรู้ถึงบทสนทนาของผู้เป็นพ่อและแม่ในยามนี้“อาหลิ่งหลับแล้วหรือ” อาหลิ่งหรือก็เหวินหลิ่ง บุตรชายของผู้เป็นสายเลือดของราชาปีศาจ ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามพร้อมกับชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ“หลับแล้ว แล้วนั่นเจ้ากำลังจะทำสิ่งใด”“ข้าคิดว่าข้ากำลังอยากจะลองซักผ้าดูบ้าง เห็นเจ้าเคยบอกว่าทำมันแล้วเหนื่อยมาก อีกอย่างบางทีเจ้าอาจจะหายโกรธข้า” เ
เป็นอีกครั้งที่เหวินหวงตอบรับด้วยการพยักหน้าช้า ๆ เขายอมรับอย่างง่ายดาย “เป็นข้า”“ข้าว่าแล้วเชียว ว่าเจ้าก้อนประหลาดหน้าตาน่าเกลียดนั่นเหมือนเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน ว่าแต่เหตุใดยามนี้จึงกลายร่างเป็นปีศาจหน้าตาเช่นเจ้าแบบนี้ได้กันนะ” ฉิงเทียนเอ่ยหลอกล้อพร้อมกับเอื้อมมือสัมผัสแผ่วเบาลูบไล้บนใบหน้าของเหวินหวง“เจ้าอยากรู้หรือ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าของ เหวินหวง เขาขยับกายเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่าทางจากนั้นก็ฉุดร่างของชายาให้ขึ้นมานั่งบนตัก“เหตุใดข้าต้องเปลืองตัวเช่นนี้ด้วยเล่า” ฉิงเทียนบ่นอุบ ทว่าก็ไม่ได้ลุกหนีไปไหนซ้ำยังยกแขนทั้งสองข้างโอบรัดรอบลำคอแกร่งอีกด้วย“ดูเหมือนว่าข้าจะไม่มีอารมณ์เล่าให้เจ้าฟังเสียแล้ว”“เช่นนั้นข้าไปนอนก็ได้”ฉิงเทียนทำท่าจะลุกขึ้นทว่ามือหนาก็โอบกอดรอบเอวบางเอาไว้เสียก่อน“หลังจากที่เสียวฉีไล่ข้าที่อยู่ในร่างของแมวตัวนั้นออกไป ยามนั้นข้าสับสนและหวาดกลัว จึงได้แต่หลบซ่อนกายไม่กล้าไปไหนไกล ข้าเห็นคนพวกนั้นจับเสียวฉีมัด ก่อนที่ร่างของเสียวฉีจะมอดไหม้ต่อหน้าข้า…” เหวินหวงกัดฟันเล่าด้วยความโกรธแค้น แววตาเศร้าหมองวูบไหวฉิงเทียนที่นั่งจ้องอยู่แล้วจึงเห็นและสัมผัสได
“โอ๊ย! ขะ…ข้าปวดท้อง” เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นกลางดึกสงัด ท่ามกลางความมืดมิดร่างเล็กบิดกายไปมาเพราะอาการเจ็บบริเวณท้องอย่างกะทันหัน มือข้างหนึ่งกอดกุมช่วงท้องของตนเองเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็พยายามควานไปทั่วเพื่อหาใครอีกคนที่เขาจำได้ดีว่าก่อนเข้านอน อีกฝ่ายยังนอนกอดร่างเขาเอาไว้ไม่ห่างกาย ทว่ายามนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ว่า“เจ้าปีศาจบ้า เจ้าบ้าเหวินหวง เจ้าหายหัวไปที่ใดอีกแล้ว”ฉิงเทียนตะเบ็งเสียงแข่งกับความเจ็บปวดที่ได้รับ เผื่อหวังว่ามันจะสามารถบรรเทาอาการเจ็บลงได้บ้าง ทว่านั่นทำให้เขาได้รู้ว่ามันไม่ได้ช่วยอันใด ยิ่งนานขึ้นกลับยิ่งเจ็บมากขึ้นด้วยซ้ำ เขาไม่รู้เลยว่าเหวินหวงหายตัวไปไหนในยามนี้ ในตอนที่เขาเอ่ยไล่ให้ไปเสียให้พ้นเจ้าตัวกลับทำตัวติดเขาจนเสียน่ารำคาญ ที่ยามนี้เมื่อเขาต้องการกลับหาตัวไม่พบ“เจ้าบ้าเหวินหวง ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีกแล้ว ข้าขอถอนคำพูดเรื่องที่ข้าไม่ให้เจ้าตาย ยามนี้ข้าอยากให้เจ้าตายไปเสีย เจ้าบ้ายังไม่รีบมาหาข้าอีก ข้าเจ็บจะตายก่อนเจ้าอยู่แล้ว”หยาดน้ำตาสีใสไหลอาบแก้มขาวทั้งสองข้าง ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเป็นทวี ภายในใจของฉิงเทียนทั้งหวาดกลัวและกังวล เขารู้ดีว่า
เด็กหนุ่มตะโกนสุดเสียงเพื่อบอกให้แมวป่าตัวนั้นหนีไป มันลังเลเล็กน้อยทว่าสุดท้ายก็ยอมกระโดดออกจากหน้าต่างหนีไปตามที่เด็กหนุ่มบอก เป็นจังหวะเดียวกับพวกคนด้านนอกตะโกนเข้ามาพอดี และก็โชคดีที่พวกเขาไม่ทันเห็นแมวป่าที่หนีออกไป“จับตัวเด็กคนนั้นไว เด็กนั่นช่วยเหลือปีศาจ ยามนี้ได้ถูกปีศาจครอบงำแล้ว” ฉิงเทียนลนลานเมื่อเห็นบุรุษสองคนเดินเข้ามาหมายจะจับเด็กหนุ่มออกไป เขาพยายามจะเข้าไปช่วยทว่ากลับคว้าได้เพียงแค่อากาศ ซ้ำยังไม่สามารถเปล่งเสียงร้องใดออกมาได้ ทำได้มากสุดคือการเดินตามคนพวกนั้นที่จับตัวเด็กหนุ่มออกไปลานกว้างหน้าอารามปรากฏชาวบ้านนับสิบยืนรายล้อม พื้นที่ตรงกลางถูกเว้นว่าง ทว่าฉิงเทียนก็เริ่มหวาดหวั่นเมื่อชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเริ่มทยอยขนท่อนไม้มาวางบริเวณที่เว้นว่างเอาไว้ เสียงด่าทอประสมจนปนเปจนฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่นานร่างซูบเซียวของเด็กหนุ่มก็ถูกหิ้วออกมา นั่นยิ่งทำให้พวกชาวบ้านก่นด่าด้วยเสียงที่ดังขึ้น“เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าเพียงแค่หลงผิด หากเจ้ายอมบอกที่ซ่อนของปีศาจ ข้าจะถือว่าเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”เมื่อเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น เสียงที่ตะโกนด่าทอสาปแช่งก็หยุดลงในทันที ร่างหลวงจีนปรากฏกายพร้อม







