LOGINร่างกายไหวสั่นภายใต้ผ้าห่มผืนบาง เป็นเพราะพิษไข้ทำให้ฉิงเทียนต้องนอนซมอยู่กับเตียงนอน ยังดีที่ผู้เป็นสามีคอยดูแลไม่ห่างกาย แม้ว่ายามนี้อาการจะดีขึ้นมาก ทว่าก็ยังไม่อาจขยับกายได้ดั่งใจนึก
การใช้เวลาอยู่ร่วมกับสามีเพียงไม่กี่ค่ำคืนทำให้เขายอมที่จะเปิดใจยอมรับอีกฝ่ายขึ้นมาบ้าง เพราะการที่เหวินหวงคอยดูแลแสดงความห่วงใยอยู่ตลอดเวลานั้นทำให้เขารู้สึกดี ผิดกับยามที่ตนเองโดดเดี่ยว แม้ยามป่วยเช่นนี้ก็หามีคนคอยดูแล นั่นคงเป็นสิ่งที่เขาโหยหามาโดยตลอด
แม้ว่าในยามนั้นความรู้สึกมากมายที่กัดกินภายในใจ ทั้งความเดียวดายและสิ้นหวัง เกิดเป็นความคับแค้นใจจนคิดว่าหากมีโอกาสต่อให้ตายอีกกี่หนเพื่อได้บรรเทาความโกรธเกลียดออกมาบ้างก็คงดี แต่นั่นแหละ เขาก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา
และสิ่งหนึ่งที่เขารู้ได้ก็คือในยามนั้น เขาได้สิ้นลมหายใจไปแล้วจริง ๆ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพราะภาพสุดท้ายที่เขาจำได้คือเขาได้นอนหมดลมหายใจบนเตียงเก่า ๆ เท่านั้น
แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่เขาเพิ่งจะรู้ด้วยเช่นกันว่าสามีเหวินหวงของเขาผู้นี้มิใช่มนุษย์…แต่เป็นราชันปีศาจผู้ที่เขาต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยในคืนวันนั้น แต่เพราะเหตุใดก็ไม่รู้เช่นกัน เขาที่เมื่อก่อนต้องโดดเดี่ยวและตายไปถึงได้กลับกลายมาเป็นเช่นนี้
“เจ้าฟื้นแล้วหรือ”
ฉิงเทียนค่อย ๆ ขยับเปลือกตามองไปยังต้นเสียงที่เอ่ยทัก จากนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ
“มาเถิด ข้าจะเอายาให้เจ้าดื่ม และจะได้ทายาให้เจ้าด้วย”
คำพูดของผู้เป็นสามีทำให้ร่างที่นอนอยู่บนเตียงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ หากเขาเข้าใจไม่ผิดจากอาการที่เป็นอยู่ การดื่มยามิใช่เรื่องแปลก แต่การทายาคือสิ่งใดกัน “เหตุใดข้าต้องทายา มิใช่ว่าข้าป่วยด้วยไข้พิษหรอกหรือ”
เหวินหวงคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหยิบถ้วยยาที่เขาเตรียมเอาไว้เดินเข้ามานั่งลงข้างเตียงใกล้ ๆ ชายา
“เจ้าป่วยไม่ผิดแน่ แต่ที่ต้องทายาเพราะส่วนตรงนั้นของเจ้ายังบอบช้ำจากการที่ข้าและเจ้าร่วมหอกันอยู่ ตอนที่เจ้าไร้สติข้าเป็นคนทายาให้เจ้าเองกับมือ วันนี้ด้วยเช่นกัน”
“ขะ…หายเจ็บแล้ว เพราะฉะนั้นข้าดื่มแค่ยาก็เพียงพอแล้ว” ดวงหน้าหวานตื่นตระหนกกับคำพูดของสามี ใบหน้าที่แดงระเรื่อเพราะพิษไข้กลับยิ่งแดงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อในหัว พลันเกิดนึกภาพที่อีกฝ่ายสัมผัสในส่วนนั้นของตนเองตอนที่ไม่ได้สติ
“เจ้าแน่ใจหรือ” เขาเอ่ยถามย้ำด้วยความเป็นห่วง
“ข้าแน่ใจ”
“เช่นนั้นข้าขอดูหน่อย ถ้าหายจริงอย่างที่เจ้าว่า เจ้าไม่จำเป็นต้องทายาแล้วก็ได้”
ว่าแล้วร่างเล็กที่นอนซมอยู่ก็ถูกจับพลิกให้นอนคว่ำหน้าอย่างง่ายดาย
“ไม่ ไม่ ไม่” หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการที่เขาต้องโดนอีกฝ่ายทายาให้อยู่ดีไม่ใช่หรือ เมื่อปฏิเสธอย่างไรก็ไม่เป็นผลเพราะอาภรณ์ที่สวมไว้ถูกปลดออกจนเขาสัมผัสได้จากความเย็นตรงแก้มก้น เขารีบซุกใบหน้าลงกับเตียงทันทีเพื่อหลบซ่อนความขัดเขิน
“ดูเหมือนว่ายังบวมอยู่นิดหน่อย เช่นนั้นทายาแค่อีกหนเดียวก็พอแล้ว”
ฉิงเทียนไม่ตอบได้แต่นอนอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายกระทำตามที่ต้องการ เหวินหวงที่เห็นท่าทีนิ่งเฉยของชายาก็อดไม่ได้ที่นึกสนุกอยากแกล้งขึ้นมา เขาค่อย ๆ เปิดตลับยาก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวปาดสิ่งที่อยู่ในตลับและป้ายลงบนจีบนุ่มของชายาตรงหน้า ทุกทีเขาเพียงแต่ป้ายยาลงบนช่องทางตรงนี้ก็เป็นการเสร็จเรียบร้อย ทว่าวันนี้เขากลับใช้นิ้วที่เปื้อนยาคลึงเบา ๆ รอบ ๆ จีบนุ่มที่บวมอยู่เล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าร่างบนเตียงเริ่มสั่นระริก อีกทั้งยังเผลอหลุดเสียงครางแผ่วเบา ก็ทำเอาใบหน้าหล่อเหลาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เขารู้ดีว่าชายาของเขากำลังเขินอาย เมื่อได้กลั่นแกล้งจนพอใจเขาก็จัดการสวมอาภรณ์ให้อีกฝ่ายอย่างเรียบร้อยโดยดี
“เสร็จเรียบร้อยแล้ว” เขาเอ่ยบอกกับผู้เป็นชายา ทว่าร่างเล็กบนเตียงก็ยังนิ่งเฉยไม่ขยับกายหันกลับมาเสียที นั่นทำให้เขาต้องเอ่ยบางสิ่งเพื่อให้อีกฝ่ายยอมหันมา “เจ้ารู้หรือไม่ ตอนที่เจ้าไร้สติ นอนซมเพราะพิษไข้ ข้าใช้ส่วนใดในร่างกายข้าป้อนยาให้กับเจ้า หากยังไม่ยอมกันกลับมาดื่มยาเช่นนี้เห็นทีว่าข้าคงต้องใช้วิธีนั้น”
และนั่นก็ได้ผลดีเกินคาด คนที่เอาแต่ซุกใบหน้าหนียอมหันกลับมาแต่โดยทันที
“ไหนเล่า ยาของข้า” เขาเอ่ยถามทั้งยังไม่มองหน้าอีกฝ่าย
ถ้วยยาขนาดพอดีถูกหยิบยื่นให้กับเขา มือเล็ก ๆ รับมาด้วยความไม่ยินดี แต่ก็จำต้องฝืนกินให้หมดเพราะต้องการให้ร่างกายของตนเองหายเป็นปกติเสียที รสขมปร่าค่อย ๆ ไหลผ่านคอ ฉิงเทียนนิ่วหน้าพะอืดพะอมอยากคายทิ้ง แต่เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ส่งสายตาเหมือนกำลังบอกว่า “หากเจ้าคายออกมาข้าจะใช้ส่วนนั้นป้อนเจ้า” ฉิงเทียนก็รีบกลืนลงคอในทันที เขายื่นถ้วยยาที่หมดแล้วให้อีกฝ่าย และก็อดไม่ได้ที่ต้องบ่นออกมา
“ขม”
“แน่นอนว่าขมเพราะมันคือยา”
“ข้ารู้ว่าเป็นยา มิใช่ว่าเจ้าแอบใส่ยาพิษให้ข้าด้วยหรือเหตุใดมันจึงขมมากขนานนี้” ฉิงเทียนแลบลิ้นพร้อมกับชี้ให้
เหวินหวงดู “ดูสิ ลิ้นข้าฝาดไปหมดแล้ว”“เจ้าอยากกินสิ่งอื่นที่หวานกว่านี้หรือไม่” ใบหน้าหล่อเหลาเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มมุมปาก
ฉิงเทียนตาลุกวาวราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นชิ้นใหม่ เขาสนใจสิ่งอื่นที่หวานกว่ายาเมื่อครู่ ความขมปร่ายังคงติดอยู่ที่ลิ้นไม่หายแม้ว่าจะกลืนน้ำลายหลายรอบแล้วก็ตามที
“ก็แน่ล่ะ ใครกันที่จะชอบกินยาขม ๆ เช่นนี้ ข้าคนหนึ่งล่ะที่ไม่ชอบ หากไม่ใช่เพราะป่วยข้าไม่ยอมแตะมันเป็นแน่ เพราะเจ้าทำให้ข้าป่วย เช่นนั้นก็ต้องรับผิดชอบสิ สวรรค์ไม่ยุติธรรมเลยเหตุใดข้าต้องป่วยอยู่ผู้เดียว” ฉิงเทียนบ่นอุบอิบ คนที่ถูกต่อว่ากลับไม่ได้สะทกสะท้าน
“จะว่าไปข้าก็มีอยู่ในตอนนี้ ของที่จะทำให้เจ้าหายขม”
“สิ่งใดเล่า รีบ ๆ เถิด ลิ้นข้าขมจะต…”
“เจ้ารังเกียจข้าแล้วหรือ” น้ำเสียงเศร้าสร้อยเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นสามี ริมฝีปากสีแดงระเรื่อขบเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงด้วยความประหม่า นั่นเพราะเกรงกลับกับคำตอบที่กำลังจะได้รับ ทว่าจนแล้วจนรอดกลับไม่ได้คำตอบจากอีกฝ่าย พลันน้ำสีใสก็ค่อย ๆ เอ่อล้นจนไหลอาบสองแก้มขาว“จะ…เจ้ารังเกียจข้าแล้วจริง ๆ ด้วย”อารามตกใจ เหวินหวงทำสิ่งใดไม่ถูกเมื่อเห็นน้ำตาที่รินไหลของผู้เป็นชายา ที่เขาไม่ตอบเพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรดี แต่เขาไม่ได้รังเกียจอีกฝ่ายอย่างที่ร่างเล็กตรงหน้าเข้าใจมือหนารีบดังร่างของชายาเข้ามากอด ปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน ทว่าฉิงเทียนก็ขัดขืนเอาไว้ แต่กระนั้นก็ไม่อาจต้านทานแรงของเหวินหวงได้“ข้าไม่ได้รังเกียจเจ้าสักนิดชายาข้า ข้ารักเจ้าออกปานนี้”“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงแอบมาทำเช่นนี้ลับหลังข้า อีกทั้งไม่ยอมสัมผัสข้า” คนร้องไห้เอ่ยถามเสียงอู้อี้เหวินหวงชั่งใจสักพักตัดสินใจว่าจะเอ่ยเรื่องนี้กลับฉิงเทียนดีหรือไม่ แต่เพราะไม่ต้องการให้ฉิงเทียนเข้าใจผิดไม่มากกว่านี้เขาก็จำเป็นต้องบอก แม้ว่ามันจะดูน่าละอายก็ตามที มือหนาค่อย ๆ ยกขึ้นสัมผัสศีรษะของชายา ลูบเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
แสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าถูกแทนที่ด้วยแสงจันทราสีนวลสบายตา ร่างเล็กกระชับอาภรณ์ผืนหน้าห่อร่างกายหลบซ่อนจากสายลมเย็นในยามค่ำคืน ดวงตากลมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับคนเหม่อลอย แม้ความเหน็บหนาวจากภายนอกไม่ได้ส่งผลกระทบเท่าใดนัก ทว่าภายในใจของฉิงเทียนยามนี้กลับรู้สึกชาไปเสียจนหมดหลายวันมานี้เหวินหวงมีท่าทีแปลกไป ชอบหลบเลี่ยงที่จะพบหน้าเขาหรือต่อให้เผชิญหน้ากันเหวินหวงก็จะเป็นฝ่ายหนีไปเสียทุกครั้ง แม้คราแรกเขาไม่ค่อยได้สนใจนักเพราะวุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงดูอาหลิ่งบุตรชายที่เกิดจากเขาและเหวินหวง ทว่านานเข้าก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความห่างเหินที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นกระทั่งหลายวันมานี้เหวินหวงยังเข้านอนช้า และทุกครั้งเขาจะเป็นฝ่ายที่หลับไปเสียก่อนเพราะเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ครั้นพอลืมตาตื่นขึ้นก็ไม่พบสามีนอนข้างกายแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ความอบอุ่นที่ยังคงอยู่ข้างเตียงและที่ร่างกายเขาไม่รู้จะทำเช่นไรดี ไม่มีโอกาสแม้จะได้คุยกันสักครั้ง ไม่รู้เลยว่าเขาทำสิ่งใดผิดพลาดไปหรือทำสิ่งใดให้อีกฝ่ายไม่พอใจถึงเป็นเช่นนี้ ใบหน้าหวานเศร้าหมองเมื่อคิดถึงสิ่งที่ไม่ได้คำตอบ ดวงตากลมรื้นไปด้วยหยาดน้ำสีใสคลอหน่วง พยายาม
ใบหน้าหล่อเหลาตึงเครียด การง้องอนชายาเป็นสิ่งที่ราชาปีศาจอย่างเขาเข้าใจได้ยากที่สุด เพราะไม่เคยต้องก้มหัวให้ผู้ใด อีกทั้งยังไม่ต้องใส่ใจกับความรู้สึกผู้อื่น ผิดกับฉิงเทียนที่เขาไม่อาจละเลยสิ่งนั้นไปได้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและวุ่นวาย แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องทำให้ฐานะของสามีอาภรณ์ที่สวมแล้วทั้งหมดถูกร่างใหญ่หอบขึ้นไว้แนบอก เขาจำได้ว่าฉิงเทียนเคยบ่นถึงตอนที่ต้องอยู่ลำพังว่าตนเองทำงานหนักขนาดไหน เขาอยากจะลองดู เผื่อจะได้เข้าใจบ้างว่าที่ชายาของเขาบ่นอยู่ตลอดทั้งวันนั่นเป็นอย่างไร เริ่มต้นด้วยการนำอาภรณ์ทั้งหมดพวกนี้ไปซัก“นั่นเจ้ากำลังทำสิ่งใด” เสียงหวานเอ่ยถามเดินเข้ามาหาพร้อมกับอุ้มอาหลิ่งมาด้วยในอ้อมกอด เด็กน้อยลูกปีศาจหลับตาพริ้มในอ้อมกอดของมารดา ไม่รับรู้ถึงบทสนทนาของผู้เป็นพ่อและแม่ในยามนี้“อาหลิ่งหลับแล้วหรือ” อาหลิ่งหรือก็เหวินหลิ่ง บุตรชายของผู้เป็นสายเลือดของราชาปีศาจ ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามพร้อมกับชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ“หลับแล้ว แล้วนั่นเจ้ากำลังจะทำสิ่งใด”“ข้าคิดว่าข้ากำลังอยากจะลองซักผ้าดูบ้าง เห็นเจ้าเคยบอกว่าทำมันแล้วเหนื่อยมาก อีกอย่างบางทีเจ้าอาจจะหายโกรธข้า” เ
เป็นอีกครั้งที่เหวินหวงตอบรับด้วยการพยักหน้าช้า ๆ เขายอมรับอย่างง่ายดาย “เป็นข้า”“ข้าว่าแล้วเชียว ว่าเจ้าก้อนประหลาดหน้าตาน่าเกลียดนั่นเหมือนเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน ว่าแต่เหตุใดยามนี้จึงกลายร่างเป็นปีศาจหน้าตาเช่นเจ้าแบบนี้ได้กันนะ” ฉิงเทียนเอ่ยหลอกล้อพร้อมกับเอื้อมมือสัมผัสแผ่วเบาลูบไล้บนใบหน้าของเหวินหวง“เจ้าอยากรู้หรือ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าของ เหวินหวง เขาขยับกายเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่าทางจากนั้นก็ฉุดร่างของชายาให้ขึ้นมานั่งบนตัก“เหตุใดข้าต้องเปลืองตัวเช่นนี้ด้วยเล่า” ฉิงเทียนบ่นอุบ ทว่าก็ไม่ได้ลุกหนีไปไหนซ้ำยังยกแขนทั้งสองข้างโอบรัดรอบลำคอแกร่งอีกด้วย“ดูเหมือนว่าข้าจะไม่มีอารมณ์เล่าให้เจ้าฟังเสียแล้ว”“เช่นนั้นข้าไปนอนก็ได้”ฉิงเทียนทำท่าจะลุกขึ้นทว่ามือหนาก็โอบกอดรอบเอวบางเอาไว้เสียก่อน“หลังจากที่เสียวฉีไล่ข้าที่อยู่ในร่างของแมวตัวนั้นออกไป ยามนั้นข้าสับสนและหวาดกลัว จึงได้แต่หลบซ่อนกายไม่กล้าไปไหนไกล ข้าเห็นคนพวกนั้นจับเสียวฉีมัด ก่อนที่ร่างของเสียวฉีจะมอดไหม้ต่อหน้าข้า…” เหวินหวงกัดฟันเล่าด้วยความโกรธแค้น แววตาเศร้าหมองวูบไหวฉิงเทียนที่นั่งจ้องอยู่แล้วจึงเห็นและสัมผัสได
“โอ๊ย! ขะ…ข้าปวดท้อง” เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นกลางดึกสงัด ท่ามกลางความมืดมิดร่างเล็กบิดกายไปมาเพราะอาการเจ็บบริเวณท้องอย่างกะทันหัน มือข้างหนึ่งกอดกุมช่วงท้องของตนเองเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็พยายามควานไปทั่วเพื่อหาใครอีกคนที่เขาจำได้ดีว่าก่อนเข้านอน อีกฝ่ายยังนอนกอดร่างเขาเอาไว้ไม่ห่างกาย ทว่ายามนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ว่า“เจ้าปีศาจบ้า เจ้าบ้าเหวินหวง เจ้าหายหัวไปที่ใดอีกแล้ว”ฉิงเทียนตะเบ็งเสียงแข่งกับความเจ็บปวดที่ได้รับ เผื่อหวังว่ามันจะสามารถบรรเทาอาการเจ็บลงได้บ้าง ทว่านั่นทำให้เขาได้รู้ว่ามันไม่ได้ช่วยอันใด ยิ่งนานขึ้นกลับยิ่งเจ็บมากขึ้นด้วยซ้ำ เขาไม่รู้เลยว่าเหวินหวงหายตัวไปไหนในยามนี้ ในตอนที่เขาเอ่ยไล่ให้ไปเสียให้พ้นเจ้าตัวกลับทำตัวติดเขาจนเสียน่ารำคาญ ที่ยามนี้เมื่อเขาต้องการกลับหาตัวไม่พบ“เจ้าบ้าเหวินหวง ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีกแล้ว ข้าขอถอนคำพูดเรื่องที่ข้าไม่ให้เจ้าตาย ยามนี้ข้าอยากให้เจ้าตายไปเสีย เจ้าบ้ายังไม่รีบมาหาข้าอีก ข้าเจ็บจะตายก่อนเจ้าอยู่แล้ว”หยาดน้ำตาสีใสไหลอาบแก้มขาวทั้งสองข้าง ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเป็นทวี ภายในใจของฉิงเทียนทั้งหวาดกลัวและกังวล เขารู้ดีว่า
เด็กหนุ่มตะโกนสุดเสียงเพื่อบอกให้แมวป่าตัวนั้นหนีไป มันลังเลเล็กน้อยทว่าสุดท้ายก็ยอมกระโดดออกจากหน้าต่างหนีไปตามที่เด็กหนุ่มบอก เป็นจังหวะเดียวกับพวกคนด้านนอกตะโกนเข้ามาพอดี และก็โชคดีที่พวกเขาไม่ทันเห็นแมวป่าที่หนีออกไป“จับตัวเด็กคนนั้นไว เด็กนั่นช่วยเหลือปีศาจ ยามนี้ได้ถูกปีศาจครอบงำแล้ว” ฉิงเทียนลนลานเมื่อเห็นบุรุษสองคนเดินเข้ามาหมายจะจับเด็กหนุ่มออกไป เขาพยายามจะเข้าไปช่วยทว่ากลับคว้าได้เพียงแค่อากาศ ซ้ำยังไม่สามารถเปล่งเสียงร้องใดออกมาได้ ทำได้มากสุดคือการเดินตามคนพวกนั้นที่จับตัวเด็กหนุ่มออกไปลานกว้างหน้าอารามปรากฏชาวบ้านนับสิบยืนรายล้อม พื้นที่ตรงกลางถูกเว้นว่าง ทว่าฉิงเทียนก็เริ่มหวาดหวั่นเมื่อชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเริ่มทยอยขนท่อนไม้มาวางบริเวณที่เว้นว่างเอาไว้ เสียงด่าทอประสมจนปนเปจนฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่นานร่างซูบเซียวของเด็กหนุ่มก็ถูกหิ้วออกมา นั่นยิ่งทำให้พวกชาวบ้านก่นด่าด้วยเสียงที่ดังขึ้น“เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าเพียงแค่หลงผิด หากเจ้ายอมบอกที่ซ่อนของปีศาจ ข้าจะถือว่าเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”เมื่อเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น เสียงที่ตะโกนด่าทอสาปแช่งก็หยุดลงในทันที ร่างหลวงจีนปรากฏกายพร้อม







