Masukหลังจากเดินทางมานานนับเดือนในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงที่หมายเสียที เสี่ยวไป๋ก้าวเท้าไปหยุดในที่รกร้างแห่งหนึ่ง ต้นเถาจื่อ[1] ยังพอมีร่มเงาให้ได้หลบแดดอยู่บ้าง นับว่าเจ้าม้าดำนั่นรู้ความยิ่งนักมันหยุดลงที่ใต้ต้นไม้ พลางก้มหน้าเล็มกินหญ้าที่ขึ้นเกือบถึงหัวเข่า หลังต้นเถาจื่อเป็นบ้านพัง ๆ หลังหนึ่ง นางกระโดดลงจากเกวียนแต่แล้วก็รีบกรีดร้องกระโดดโหยงขึ้นมาบนเกวียนเช่นเดิม กริชเล่มหนึ่งปักลงไปบนพื้น งูลายตัวยาวบิดม้วนหัวมันถูกเสียบจมลงไปในดิน นางลูบแขนตนเองพลางเบ้ปากมอง
"นี่คือบ้านบรรพชนของสกุลลู่จริงหรือ" นางหันไปมองระหว่างบ้านพัง ๆ และสามีหนุ่มที่กำลังก้มเก็บซากงูขึ้นมา
"คงใช่" คงใช่!!..หมายความว่าอย่างไร อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้อย่างนี้น่ะหรือ เขาพานางมาผิดที่หรือไม่ ถึงอย่างไรสกุลลู่ก็มีลำดับขั้นป๋อ เหตุใดจึงมีบ้านบรรพชนที่ย่ำแย่ถึงเพียงนี้
"มะ..หมายความว่าอย่างไรกัน หรือว่าท่านมาผิดที่" ลู่ชุนเดินเข้าไปในบ้าน อย่าเรียกว่าบ้านเลยเถอะ เรียกว่าไม้พัง ๆ ตั้งตระหง่านกองหนึ่งดีกว่า
"หลังจากที่ท่านทวดของข้าสร้างชื่อเสียงในสนามรบ ฝ่าบาทก็มอบที่ดินบรรพชนในอำเภอฮุ่ยหลัว คนสกุลลู่ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่นั่น"
"เช่นนั้นเหตุใดพวกเราจึงไม่ไปอำเภอฮุ่ยหลัวเล่า พวกเรามาเหลียงโจวทำไมกัน"
"ก็เพราะที่อำเภอฮุ่ยหลัวเป็นที่ดินสกุลลู่"
"ก็ใช่อย่างไรเล่า พวกเราต้องไปที่ดินบรรพชนสกุลลู่สิ ไปเถอะออกเดินทางยามนี้ยังทัน"
"เจ้าอยากตายอย่างนั้นหรือ..หากไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ก็ไปอำเภอฮุ่ยหลัวเถอะ ข้าจะไม่รั้งเจ้า ส่วนข้าจะอยู่ที่นี่ บ้านเดิมของสกุลถางของมารดาข้า" จ้าวลี่หลินมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม เขาไม่ได้มองมาที่นาง แต่มองไปยังบ้านทรุดโทรมตรงหน้า แววตาที่เอ่ยถึงมารดาสั่นไหวนางจึงทันได้เห็น หญิงสาวถอนหายใจออกมา
"เช่นนั้นพวกเราก็เข้าไปดูข้างในเถอะ ยังพอจะอยู่อาศัยได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็ขึ้นไปตัดไม้บนเขา สร้างบ้านขึ้นมาใหม่เสีย ในป่ามีต้นไม้ ในน้ำมีปลา ดูสิว่าพวกเราจะอยู่กันไม่ได้ เราสองคนสี่มือสี่เท้ายังต้องกลัวความลำบากอีกหรือ" ลู่ชุนขมวดคิ้วขึ้น เขาเกือบจะยกมือขึ้นเคาะหูตนเองเสียแล้ว นั่นเป็นคำพูดของนางจริงหรือ สตรีที่เห็นเขาก็คอยแต่จะรังเกียจ และส่งสายตายั่วยวนให้พี่ใหญ่เขาเสมอ ยังเป็นนางผู้นั้นจริงหรือ
จ้าวลี่หลินเดินเข้าไปในบ้าน เพียงแค่ผลักเบา ๆ ประตูไม้ก็พังลงไป ทั้งหนูทั้งสัตว์ป่าวิ่งหนีไปคนละทาง นั่นยังไม่รวมงูที่นางกลัวนักหนานั่นอีก ร่างอรชรแทบจะทรุดตัวลงกับพื้น ทว่าพื้นก็ไม่มีที่ให้ทรุดตัวลงได้เช่นกัน
"ท่าน..คืนนี้พวกเราจะนอนกันอย่างไร เกรงว่าคงต้องสร้างบ้านใหม่แล้ว"
"ทำไมกลัวแล้วหรือ ไม่ใช่เจ้าพูดเองหรือว่าไม่กลัว ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้วกระมัง" ลู่ชุนแค่นเสียงเย้ยหยัน เขาเดินผ่านนางเข้าไปข้างใน หน้าต่างบ้านที่เคยมีถูกถอดออกไปแล้ว เครื่องเรือนก็หายไปหมด พื้นบ้านโล่ง ๆ เต็มไปด้วยต้นหญ้าและเห็ดพิษ เดินเข้าไปข้างในยังเหลือเตียงไม้เนื้อแข็งที่ยังพอนอนได้อยู่
จ้าวลี่หลินเบ้ปากขึ้นเดินตามชายหนุ่มเข้าไปสำรวจข้างในเช่นกัน ความทรงจำเกี่ยวกับถางอี๋เหนียงมารดาของลู่ชุนก็ไม่มีในความทรงจำเลยสักนิด จำได้แค่เพียงว่านางขายตัวเข้ามาเป็นบ่าวรับใช้ในสกุลลู่ ต่อมาลู่จือเห็นเข้าก็ถูกใจรับนางเป็นสาวใช้ข้างห้อง หลังให้กำเนิดลู่ชุนก็ถูกยกเป็นอี๋เหนียง แต่บ้านเดิมของถางอี๋เหนียงอยู่ที่ใดนั้น จ้าวลี่หลินไม่รู้เลยสักนิด
ฮี่ ๆ เสียงเสี่ยวไป๋ร้องขึ้นมา พร้อมกับเสียงฟึดฟัดของลมหายใจมัน จ้าวลี่หลินแทบจะนึกภาพตลก ๆ ของเจ้าม้าบ้านั่นได้ทันที ทว่านอกจากเสียงร้องของม้าแล้ว ก็มีเสียงเรียกของบุรุษผู้หนึ่ง นี่อย่าบอกนะว่าเจ้าเสี่ยวไป๋นั่นนอกจากจะเป็นม้าแล้ว ยังเป็นสุนัขเฝ้าบ้านได้อีกด้วย
"พวกท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ" ลู่ชุนเดินออกมาข้างนอก จ้าวลี่หลินก็เดินตามออกมาด้วย ผู้ที่มาเรียกเป็นบุรุษมีหนวดเคราและเส้นผมสีดำแซมด้วยสีขาว ดูแล้วมีอายุมากสักหน่อย ลู่ชุนประสานมือด้านหน้าโค้งตัวลงเล็กน้อย
"ข้ากับภรรยาพวกเรากลับมาอยู่ที่ดินของท่านตาขอรับ ท่านคือ.."
"ข้าหยางมั่วเป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่นี่ และนี่คือหยางไห่บุตรชายของข้า เช่นนั้นพวกเจ้าก็คือญาติของตาเฒ่าถางอี้หรือ"
"เป็นเช่นนั้นขอรับ ท่านตาของข้ามีนามว่าถางอี้ ท่านยายมีนามว่าหลี่เหม่ย ส่วนมารดาของข้านามว่าถางหลิงอี" ลู่ชุนบอกรายชื่อญาติทางฝั่งมารดาออกมาจนหมด ครั้นได้ยินว่าเขาเป็นบุตรชายของถางหลิงอี หยางไห่ที่ยืนนิ่งมานานก็เงยหน้าขึ้นจ้องหน้าลู่ชุนอย่างโจ่งแจ้ง เหมือนจะมองหาเงาของใครบางคนผ่านทางบุรุษผู้นั้น ลู่ชุนยืนนิ่งให้สองพ่อลูกจ้องตามสบาย
"อ่า..เจ้าเป็นบุตรชายของอาหลิงอีเองหรอกหรือ นางเป็นเช่นไรบ้างสบายดีหรือไม่ แล้วเหตุใดจึงไม่กลับมาด้วยกัน"
"นางจากไปแล้วขอรับ ข้าตั้งใจนำกระดูกของนางกลับมาบ้านเกิดด้วย ท่านแม่คิดถึงที่นี่อยู่เสมอ" หยางไห่เหม่อมองไปยังใต้ต้นเถาจื่อ ดวงตาสั่นไหว
"เหตุใดนางถึงจากไป นางเจ็บป่วยหรือ"
"หลังจากที่ท่านแม่ให้กำเนิดข้า นางก็ไม่แข็งแรงมาตลอด ปีชุนเต๋อที่สิบห้านางก็จากไปแล้ว" หยางไห่เซถอยหลังจนเกือบล้ม หยางมั่วผู้เป็นบิดาต้องจับเอาไว้พร้อมทั้งไอเรียกสติ
"ตั้งแต่ตาเฒ่าถางจากไป บ้านหลังนี้ก็ปล่อยร้างมาตลอด พวกข้าก็มิได้สนใจมาดูแล เพราะคิดว่าคงจะไม่มีคนกลับมาอยู่ แต่อาไห่กับมารดาของเจ้าเป็นสหายกันตั้งแต่เด็ก ๆ วันที่นางออกจากหมู่บ้านไป นางเคยบอกกับลูกชายข้าว่าจะกลับมา อาไห่จึงไม่ยอมให้ใครเข้ามารุกล้ำที่นี่ ในเมื่อพวกเจ้าตั้งใจมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็อยู่ไปเถอะ เครื่องไม้เครื่องมือถางหญ้าก็ไปยืมข้าได้ พรุ่งนี้ข้าจะเกณฑ์คนในหมู่บ้านมาช่วยสร้างบ้าน ระหว่างนี้พวกเจ้าก็พักบ้านข้าก่อนก็แล้วกัน" ผู้เฒ่าหยางมั่วเห็นว่าสองผัวเมียตั้งใจมาอยู่ที่นี่ ประเดี๋ยวเขาก็จะประทับรายชื่อตีทะเบียนราษฎร์เป็นคนในหมู่บ้านอู่ยวน
"อย่าให้ข้ากับภรรยาต้องรบกวนเลยขอรับ ในบ้านยังเหลือเตียงไม้พอจะนอนได้อยู่ พวกเราอาศัยกันที่นี่ได้ แต่เรื่องสร้างบ้านยังต้องรบกวนท่านหัวหน้าอยู่ดี"
หยางมั่วเห็นว่าเกลี้ยกล่อมแล้วลู่ชุนก็ยังคงยืนยันจะอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้บังคับให้ลำบากใจ เขากลับไปที่บ้านพร้อมกับหยางไห่ เพียงไม่นานก็พาคนหนุ่มในหมู่บ้านมาช่วยกันถางหญ้าในบ้าน และรอบ ๆ บ้านให้พออยู่ได้ไปก่อน และยังบอกอีกว่าหากขาดเหลือสิ่งใดอย่าได้เกรงใจรีบไปแจ้งให้เขาทราบที่บ้านโดยด่วน ลู่ชุนและจ้าวลี่หลินโค้งคำนับเป็นการขอบคุณ เอาไว้ให้เสร็จเรื่องที่อยู่เขาค่อยขึ้นเขาไปหากวางป่ามาย่างเลี้ยงคนในหมู่บ้านสักวัน
เชิงอรรถ
^ 桃子 [táozi เถาจื่อ] ลูกท้อ
ตอนที่ 30 รับของแจกหลายรอบลู่ชุนกลับมาถึงบ้านสกุลลู่ก็ส่งเสี่ยวไป๋ให้อาตง เขาเดินกระแทกเท้ากลับเข้าไปในบ้าน จ้าวลี่หลินเห็นสามีกลับมาก็รีบไปรินโสมผสมเก๋ากี้ส่งให้ นางรับเสื้อนวมส่งให้จื่อรั่วเอาไปตาก และสั่งให้ต้มน้ำอุ่นเข้ามา จัดการแช่เท้าสามีและบีบนวดมือและเท้าให้กล้ามเนื้อคลายตัว"มานั่งนี่เถอะ...ข้าไม่หนาว" "อีกนิดเถอะเจ้าค่ะ ท่านตากหิมะนาน ๆ ให้ข้าคลายกล้ามเนื้อให้เสียก่อน ภายหลังจะได้ไม่ต้องเป็นตะคริวให้รำคาญใจ" ลู่ชุนอุ่นซ่านไปทั้งใจ เมื่อก่อนไม่เคยมีใครดูแลเขาเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดห่วงใย ต้องดูแลตัวเองตลอด เมื่อได้รับการเอาใจใส่ เขาก็รู้สึกว่าตนเองละโมบนัก อยากให้นางเอาใจเขาเช่นนี้ตลอดไป เขานั่งดูนางบีบนวดให้ตนเองจนเสร็จ ก็ดึงนางเข้ามานอนกอดบนตั่ง"เหตุใดจึงได้โมโหกลับมาเล่าเจ้าคะ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ" นึกถึงนายอำเภอจุนหัวซย่าจื่อเว่ยนั่นขึ้นมา ก็เกิดโทสะอยากสังหารคน เขารีบควบอาชาไปขอความช่วยเหลือแทนหัวหน้าหมู่บ้านอู่ยวน แทนที่นายอำเภอจะรีบมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตามมาดู แต่กลับปัดความรับผิดชอบ บอกเพียงแต่ว่า หิมะตกหนักเป็นเวลานาน ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็เดือดร้อนทั้งนั้น ทางเมืองหลวงเ
ตอนที่ 29 หมู่บ้านอู่ยวนประสบภัย ฤดูหนาวยาวนานกว่าที่คิดเอาไว้ ชาวบ้านอู่ยวนประสบปัญหาขาดแคลนเสบียงมากยิ่งขึ้น บางบ้านเริ่มมีคนหนาวตาย บางบ้านก็อดตายบ้างแล้ว ผู้เฒ่าหยางได้รับรายงานก็นั่งไม่ติดแล้ว จะรอความช่วยเหลือจากทางการ ก็ต้องมีคนฝ่าหิมะออกไปแจ้งข่าวเสียก่อน ทว่าผู้ใดจะยอมออกไปเล่า ตัวเขาเองก็แก่มากแล้ว หากขับเกวียนออกไป เกรงว่าจะต้องแข็งตายก่อนถึงอำเภอแล้ว"ที่บ้านสกุลลู่มีม้ามิใช่หรือ" สะใภ้หยางเห็นพ่อสามี และสามีนั่งปรึกษากันมาตั้งหลายชั่วยาม น้ำชาหมดไปหลายกา ทว่าไม่เห็นจะได้เรื่องอะไรสักอย่าง ตอนแรกสามีนางก็อาสาจะออกไปขอความช่วยเหลือจากทางการ ทว่าเจ้าวัวแก่ไหนเลยจะไปถึง และอีกอย่างหากนางจะเป็นหม้ายเพราะสามีแข็งตายกลางทางเพื่อชาวบ้านเหล่านั้นหรือ นางไม่เอาด้วยหรอก"มีม้าแล้วอย่างไร" "อ้าว!!..มีม้าก็ดีกว่ามีวัวแก่ ๆ ลาโง่ ๆ ของพวกเรา ท่านพี่คิดดูสิอาชุนน่ะ ทั้งหนุ่มทั้งแข็งแกร่ง หากท่านพ่อขอให้เขาออกไปแจ้งข่าวกับทางการ ไหนเลยเขาจะกล้าปฏิเสธ"สะใภ้หยางยังหวังให้สามีตนเองรับตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านต่อจากผู้เฒ่าหยางอยู่ และที่เสนอให้ลู่ชุนออกไปนั้น เพราะนางไม่ชอบจ้าวลี่หลิน สตรีผู
ตอนที่ 28 ปลูกผักท่ามกลางหิมะ เป็นอย่างที่ว่านถิงถิงบอก ความจริงแล้วจ้าวลี่หลินไม่รู้ว่าหิมะปีก่อน ๆ จะตกหนักหรือไม่ ทว่ายามนี้นางมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความขาวโพลน พื้นที่เขียวชอุ่มถูกหิมะปกคลุมไปจนมิด นางยกเตาพกขึ้นมากอดเอาไว้และรีบเดินไปที่คอกของเสี่ยวไป๋ ดีที่นางนึกได้เสียก่อน ไม่ได้ทำเพียงโรงเรือนให้ล่าเจียวเท่านั้น ยังทำโรงเรือนให้เสี่ยวไป๋อีกด้วย ครั้นเมื่อเดินเข้ามาข้างใน ก็เห็นลู่ชุนกำลังยกหญ้าและหลัวโปใส่รางไม้ น้ำที่อยู่ในถังเป็นน้ำต้มอุ่น หึ!!..ยังเป็นอนุไป๋ที่สามีนางดูแลดียิ่ง"หลินหลินออกมาทำไมกัน" ลู่ชุนขมวดคิ้วมอง ครั้นเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาก็รีบโยนหญ้าลงในรางและก้าวขาไปดึงนางมากอด มือหนาถูมือเล็กจนอุ่นร้อนจึงพอใจ แต่กระนั้นก็ไม่ชอบใจเท่าไรนัก มิใช่สั่งแล้วหรือว่าให้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ต้องออกมาตากหิมะข้างนอก นางอยากทำสิ่งใดเขาล้วนทำให้ทั้งสิ้น"ข้าจะมาชวนท่านพี่ไปที่สวนผักหน่อยเจ้าค่ะ เมื่อคืนหิมะตกหนักไม่รู้หลังคาจะหักลงมาทับต้นกล้าหรือไม่" "ข้าไปดูให้เองเจ้ากลับเข้าไปในห้องเถอะ ประเดี๋ยวให้จื่อรั่วต้มน้ำขิงให้ดื่มสักหน่อยเข้าใจหรือไม่" ไม่รอให้ภรรยาตัวน้อยปฏิเสธ เขาอุ้มน
ตอนที่ 27 เตรียมเสบียงตุบ!!..จ้าวลี่หลินมองกองไม้ที่ถูกโยนลงไปในห้องด้านหลัง จากห้องโล่ง ๆ ตอนนี้อัดแน่นไปด้วยไม้จำนวนมาก เศษไม้ที่เหลือจากการทำโรงเรือนก็ถูกนำมาโยนให้ในห้องนี้ เชื้อเพลิงนางมีพอสำหรับหน้าหนาวแล้ว เนื้อสัตว์ก็มีพอแล้ว ส่วนผักนั้นนางก็นำมาผ่านกรรมวิธีถนอมอาหาร บางส่วนก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ขอเพียงหิมะตกลงมา นางก็นำไปแช่ในหิมะเสีย จะกินก็ค่อยเอามาละลาย"หลินหลินเจ้ามาตรวจดูหน่อยเถอะ ฟืนเท่านี้พอหรือไม่" "ท่านพี่ท่านตัดไม้มาหมดป่าแล้วไหนเลยจะไม่พอกัน" จ้าวลี่หลินหัวเราะขำ หากฟืนเต็มห้องไม่พอ นางก็ไม่มีอะไรจะกล่าวแล้ว "เช่นนั้นไปดูเนื้อสัตว์เถอะ มีพอหรือไม่ หากไม่พอพรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาอีกสักรอบ" ปีนี้เป็นปีแรกที่เขากับนางย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านอู่ยวน ความยากลำบากก็ย่อมมีมากกว่าตอนที่อยู่เมืองหลวง และต่อให้ยามที่นางอยู่จวนสกุลจ้าวจะไม่ได้รับความสะดวกสบายนัก แต่ก็ย่อมดีกว่าที่นี่นัก ลู่ชุนเห็นว่าภรรยาทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่ออนาคตของเขาและนาง นางทั้งทำสวน ทำน้ำพริกเผาขาย ส่วนเขาหรือ..หึ!!..เขาเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด ขึ้นเขาล่าสัตว์หรือก็ไม่ได้ไปทุกวัน เขาเป็นบุรุษผู้หนึ่งแต
ตอนที่ 26 โรงเรือนปลูกผักเสื้อคลุมตัวใหญ่ถูกคลุมลงบนร่างอรชร จ้าวลี่หลินถูกดึงเข้ามาในอ้อมอกอุ่น นางเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้กับสามีของตนเอง ลู่ชุนกอดกระชับพลางดึงมือนางขึ้นมาถูให้อบอุ่น"เหตุใดจึงยังไม่เข้านอนอีก มิใช่สามีบอกให้เจ้าเข้านอนก่อนมิใช่เหรอ" ถึงแม้ว่าในบ้านสกุลลู่จะมีห้องอาบน้ำ ทว่าลู่ชุนก็ชอบไปอาบที่ลำธารอยู่ดี และยิ่งหลังจากที่สอนวรยุทธ์ให้กับน้องบุญธรรมทั้งสองแล้ว ทั้งสามก็จะไปแช่น้ำก่อน แล้วจึงแยกย้ายกันกลับไป"ข้านอนไม่หลับ..ท่านพี่ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว ถิงถิงบอกข้าว่าทุกปีฤดูหนาวที่นี่จะหนักหนามาก หิมะปกคลุมไปทั้งภูเขา สวนผักของข้าจะรอดหรือไม่" นางมองดูแปลงผักที่อุตส่าห์ลงแรงใจแรงกายไปมากมาย ทำปุ๋ยหมักด้วยตนเอง ผสมดิน รดน้ำพรวนดิน ทุกขั้นตอนมีเรื่องไหนบ้างที่นางไม่ลงมือทำ หากปล่อยให้มันตายไป นางคงปวดใจมาก ดูจากอากาศยามค่ำคืนที่เริ่มหนาวขึ้น ก็รู้ว่าหน้าหนาวปีนี้จะต้องมาเร็วกว่าทุกปี และจะยิ่งรุนแรงยิ่งนัก ว่านถิงถิงบอกนางว่า เมื่อห้าปีที่แล้วหมู่บ้านอู่ยวนเคยมีคนตายเพราะทนหนาวไม่ไหว ขนาดคนยังตายแล้วผักนางจะไปรอดได้อย่างไร พวกถูโต้ว หลัวโป ก็ช่างมันเถิด แต่ล่าเจียวของนาง
ตอนที่ 25 น้ำพริกเผา สวนผักสกุลลู่งอกงามจนชาวบ้านรู้สึกอิจฉา ไม่รู้ว่าสะใภ้ลู่ใช้สิ่งใดทำปุ๋ยหมักบ้าง ผักถึงงดงามเช่นนั้น บางคนใจกล้าหน่อยก็วิ่งมาขอปุ๋ยหมักของจ้าวลี่หลิน ตอนแรกนางก็ใจดีให้ไป ทว่าเมื่อผักของผู้นั้นงอกงาม คนอื่น ๆ ก็มาขอบ้าง นางเองก็ทำได้ในจำนวนจำกัด จึงได้บอกปฏิเสธไป แต่กระนั้นก็สอนวิธีทำให้ แต่ผู้ใดจะไปรู้ ชาวบ้านที่เอาสูตรของนางไปทำ ผักกลับเหี่ยวตาย บางคนก็ไม่พอใจมาต่อว่านางถึงบ้าน ทว่าลู่ชุนก็ไล่ไปจนหมด"ข้าคิดว่าชาวบ้านป่าบ้านเขาจะมีจิตใจงดงาม ที่ไหนได้น่ารังเกียจยิ่งนัก""ที่ไหน ๆ ก็เหมือนกันมิใช่หรือ จิตใจมนุษย์ลึกยิ่งกว่าท้องทะเล เจ้าอย่าไปสนใจเลย ไม่ว่าผู้ใดจะมาขอ ก็บอกปัดไปเถอะ""เจ้าค่ะ..ข้ารู้แล้ว จริงสิท่านพี่ เหตุใดท่านจึงสอนวรยุทธ์ให้อาซินกับอาตงล่ะ ข้าคิดว่าวรยุทธ์ไม่สอนกันง่าย ๆ""ในเมื่อทั้งสองคำนับข้าเป็นพี่ชายแล้ว วรยุทธ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ข้าย่อมยินดีสอน ถึงแม้อาตงกับอาซินจะอายุเลยวัยที่จะเริ่มเรียน แต่ฝึกไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะอย่างไรก็ดีต่อร่างกาย เวลาขึ้นเขาล่าสัตว์ก็ไม่เหนื่อยง่าย ทั้งยังตั้งสมาธิยิงธนูได้แม่นขึ้นอีก อีกอย่างหากวันไหนข้าต้องขึ้นเขาหล







