Masukมันหอมเดินเข้าไปในห้องตัวเองพลางครุ่นคิดไปด้วย เหตุใดเธอจึงไม่รู้ว่าตัวเองเรียนจบชั้นไหน รู้เพียงว่าทุกคนในหมู่บ้านนี้เรียนหนังสือจากผู้ใหญ่บ้านที่มีอายุราวห้าสิบปี ก่อนหน้าเป็นพ่อเฒ่าขวานเป็นคนสอน แต่หลังจากอายุเลยเข้าเลขเจ็ดไปแล้ว พ่อเฒ่าขวานจึงมอบหน้าที่นี้ให้กับผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นลูกชายของเขาเป็นผู้ดูแลแทน ลูกบ้านที่อายุมากกว่าสิบปีจึงพออ่านออกเขียนได้ และบวกลบเลขเป็นเท่านั้น วิชาอย่างอื่นอาทิเช่น กพอ. สปช. และสลน. นั้น ไม่ปรากฏในความทรงจำของเธอแต่อย่างใด แสดงว่าทุกคนในหมู่บ้านไม่ได้ออกไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนข้างนอกเลยสักคน
มองในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ต้องแข่งขันกันมั่งมี ไม่ต้องอวดว่าลูกบ้านไหนเรียนจบสูงกว่ากัน ไม่มีใครคุยโอ่ว่าลูกฉันเป็นหมอ เป็นพยาบาล หรือเป็นครู ในหมู่บ้านนี้ล้วนเท่าเทียม เพียงแต่ต้องทำมาหากินให้ชีวิตอยู่รอดไปทุกฤดูกาลเท่านั้น ยามหน้าฝนก็ดีไป แต่หน้าแล้งครอบครัวไหนที่กักตุนอาหารไว้น้อย ครอบครัวนั้นย่อมขาดแคลนอาหาร แต่ยังดีที่ครอบครัวอื่นยังคอยช่วยเหลือให้รอดพ้น ถึงหมู่บ้านนี้จะมีเพียงสามสิบหลังคาเรือนเท่านั้น ประชากรก็ไม่น่าจะเกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน
มันหอมหยุดใช้สมองไปชั่วขณะเมื่อเธอได้ยินเสียงคนเดินขึ้นมาบนเรือน เธอรีบหยิบเสื้อผ้าในห้องแล้วเดินลงไปชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้า เสร็จแล้วจึงรีบขึ้นมาฟังอาการของผู้ชายคนนั้น
“มันเป็นยังไงบ้างพ่อเฒ่า” ขุนเดชเอ่ยถามพ่อเฒ่าขวาน ซึ่งเป็นหมอดูตาทิพย์ และเป็นหมอประจำหมู่บ้าน มนต์พรางตาของหมู่บ้านก็เกิดจากท่านพ่อเฒ่าทั้งสิ้น
พ่อเฒ่ามีสีหน้าหนักใจก่อนกล่าวเสียงเรียบ “อาการหนักอยู่สักหน่อย แต่ยังพอรักษาได้ ดูท่าจะเป็นพวกนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินป่าเดินเขา” ดูจากการแต่งกายแล้วพ่อเฒ่าสรุปได้อย่างนั้น
“เราจะรักษามันเหรอพ่อ” ผู้ใหญ่บ้านถามพ่อเฒ่า
“อย่างไรก็ต้องรักษา” เขาเป็นหมอ ถึงเป็นหมอมนต์หมอสมุนไพรอย่างไรก็ปฏิเสธคนไข้ไม่ได้
“แม้แต่มันเป็นคนเมืองอื่นเหรอครับ”
“อือ” ไม่ต้องเอ่ยปาก คนในหมู่บ้านนี้ย่อมดูออกว่าชายผู้นี้เป็นคนต่างถิ่น ถึงเขาจะเป็นคนต่างถิ่น แต่ด้วยจรรยาบรรณของหมอ เขาต้องรักษา “แต่ขาของมันจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้… ถึงจะเดินได้ก็ตาม” เดิมทีชาวบ้านไพรพนาไม่เคยขอความช่วยเหลือจากคนภายนอกอยู่แล้ว เพราะเกรงว่าหมู่บ้านจะเกิดความวุ่นวายและนำความเดือดร้อนมาสู่ เช่นนั้นผู้นำหมู่บ้านจึงไม่อนุญาตให้ใครออกไปรักษาตัวในตัวเมืองเด็ดขาด อีกทั้งชาวบ้านก็ไม่มีเอกสารระบุตัวตนอยู่แล้ว จึงไม่มีใครกล้าทำเรื่องเช่นนั้น ชายปริศนาผู้นี้ก็เช่นกัน พวกเขาไม่รู้ชื่อแซ่ เพราะเขาไม่มีหลักฐานติดตัวมาเลย แน่นอนว่าต้องรักษาด้วยมนต์คาถาและสมุนไพรเท่านั้น
มาลานำเสื้อผ้าของสามีมาให้พ่อเฒ่า
พ่อเฒ่าและโสมผู้เป็นลูกชายช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำแผลให้หนุ่มนิรนามจนเสร็จพ่อเฒ่าจึงถามไถ่ไปทางมันหอม “แล้วเอ็งบาดเจ็บตรงไหนบ้าง” ที่พอมองเห็นก็คงเป็นศีรษะ
“แค่ผิวหนังถลอกและหัวแตกเท่านั้นค่ะ” สายตาคมปลาบของพ่อเฒ่าเหมือนมีประกายความสงสัยซ่อนอยู่ ทำให้มันหอมตอบแล้วพลางหลุบตามองร่างชายคนนั้นแบบเนียน ๆ
“อย่างไรก็ขอให้ฉันดูสักที”
“ค่ะ”
พ่อเฒ่าทำแผลให้มันหอมอย่างเบามือ พอกสมุนไพร และหยิบยาสมุนไพรให้มาลานำไปต้มให้มันหอมและผู้ชายคนนั้นดื่ม
มันหอมเดินจากไปพักผ่อนในห้องแล้ว พ่อเฒ่าขวาน โสม และขุนเดชนั่งปรึกษากันด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
พ่อเฒ่าพูดออกมาด้วยความลำบากใจ “ถึงอย่างไรมันทั้งสองก็ต้องแต่งงานกัน”
ขุนเดชสะดุ้งเฮือก “ไม่มีวิธีแก้ทางอื่นแล้วเหรอครับ” ขุนเดชก็หนักใจไม่ต่างกัน เขาจะเกลี้ยกล่อมอย่างไร ให้ลูกสาวผู้ดื้อรั้นยอมแต่งงานกับคนต่างถิ่น ถึงหน้าตาไอ้คนนั้นมันจะหล่อเหลาปานใด แต่อย่างไรก็ไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ หรือหากเป็นคนที่พ่อเฒ่าหรือผู้ใหญ่บ้านหามาก็ว่าไปอย่าง อีกทั้งขาข้างซ้ายของมันก็หัก คนอย่างมันหอมจะดูแลมันไหวหรือ
“คำว่าผิดผีแก้ด้วยวิธีอื่นไม่ได้นอกจากพวกมันต้องตบแต่งให้แก่กันเท่านั้น” พ่อเฒ่ากล่าวเสียงแข็ง “หญิงชายแนบกายชิดใกล้ในที่ลับตาคน ถึงจะอยู่ในที่โล่งแจ้งก็นับว่าผิดผีป่าผีเรือน หากไม่ทำตามประเพณีดั้งเดิมนั้นแล้ว เกรงว่าหมู่บ้านของเราจะต้องเผชิญกับเหตุร้ายที่คาดไม่ถึง” พ่อเฒ่าเอ่ยถึงประเพณีดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เช่นนั้นรอให้พ่อหนุ่มคนนี้ฟื้นขึ้นมาก่อนค่อยบอกมัน” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“ฉันจะคุยกับลูกสาวเอง”
“อืม” พ่อเฒ่าพยักหน้าช้า ๆ แต่นัยน์ตายังมีเรื่องให้คิด “ถ้ามีอะไรก็ไปเรียกฉันที่บ้าน พรุ่งนี้เราจะขึ้นเขาไปตามหาสัมภาระของมัน” เผื่อมีกระเป๋าเดินทางตกอยู่บนภูเขา พ่อเฒ่าเกรงว่าจะมีคนต่างถิ่นข้ามเขตป่าเข้ามายังหมู่บ้านนี้ได้อีก
“ครับ”
พ่อเฒ่ากับลูกชายจากไปไกลแล้ว ขุนเดชนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่คนเดียว ภรรยาและลูกทั้งสองจึงเดินเข้ามาหา
“มีอะไรเหรอพี่”
ขุนเดชเล่าเรื่องที่พ่อเฒ่ากำชับไว้ให้ภรรยากับลูกฟัง มาลาเบิกตากว้างเมื่อตระหนักได้ว่า มันต้องเป็นเช่นนั้นโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“แล้วหอมจะยอมเหรอพี่”
“มันต้องยอม” มันหอมรู้กฎของหมู่บ้านดี ถึงการแต่งงานของเธอจะแตกต่างจากคนอื่นไปสักหน่อยที่ต้องแต่งกับคนต่างเมือง แต่อย่างไรถ้าคิดจะอยู่ในหมู่บ้านนี้ก็ต้องปฏิบัติตาม
โสมเดินมาถึงบ้านก็รีบเอ่ยกับผู้เป็นพ่อทันที “นางไม่ใช่ไอ้หอมคนเดิม”
พ่อเฒ่าขวานผ่อนลมหายใจก่อนเอ่ย “ฉันรู้” แค่มองแววตาแวบแรก พ่อเฒ่าขวานก็ทราบแล้วว่ามันหอมคนเดิมได้ตายจากพวกเขาไปแล้ว
“แล้วยังไง นางจะเป็นอันตรายต่อคนในหมู่บ้านไพรพนาของพวกเราหรือไม่”
“เรื่องนั้น… ฉันต้องใช้สมาธิสักหน่อย เอ็งอย่าเพิ่งร้อนใจไป” พ่อเฒ่ายังสัมผัสไม่ได้ถึงลางร้ายที่จะเกิดขึ้นจากเรื่องนี้
“แต่หมู่บ้านของเราไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน”
พ่อเฒ่านิ่งงันไปอึดใจหนึ่งแล้วกล่าวเสียงราบเรียบเป็นปกติ “หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง” กล่าวจบ ขวานก็เดินขึ้นเรือนไปเพื่อใช้สมาธิตรวจตราความเป็นไปของหมู่บ้านสักครา
ชาวบ้านไพรพนาไม่มีใครพูดอะไร แต่ในใจลึก ๆ ไม่อยากให้สิงขรไปจากที่นี่ แล้วมันหอมละจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร“แต่ผมคงไปไม่ได้”“ทำไมล่ะอิน” อันดาเป็นฝ่ายถาม ทุกคนที่มาด้วยกันก็อยากรู้“ผมมีเมียแล้ว” เขามองพี่ชายด้วยแววตาจริงจังหนักแน่น “ฮะ! มีเมียแล้ว” จินดาได้ฟังแค่นั้นถึงกับหน้ามืดเป็นลมล้มลงไปกองกับพื้น“แม่!” อันดา อินทร อุทานขึ้นพร้อมกันแล้วรีบเข้ามาช่วยแม่“เราต้องรีบพาแม่ไปหาหมอ เอ็งก็ต้องกลับไปกับพวกเราด้วย” อันดาว่าเสียงเครียด “แต่ว่าผม… ““เอ็งจะปล่อยให้แม่ตายก่อนหรือไง” พี่ชายตวาดขึ้น และรีบอุ้มจินดาขึ้นรถ ทุกคนก้าวขาขึ้นรถอย่างรีบเร่งอินทรอยากเดินไปร่ำลาภรรยาเป็นครั้งสุดท้ายแต่เขากลับทำไม่ได้ “ฝากบอกหอมด้วยนะครับแม่ว่าเสร็จธุระแล้วผมจะรีบกลับมา” อินทรบอกกับมาลาเหมือนเขายังเป็นลูกเขยของเธออยู่ทุกลมหายใจ เขามองเข้าไปในบ้านของตนที่เคยอยู่กับภรรยาตาละห้อย ตรงหน้าต่างมันหอมยืนมองเขาจากไปทั้งน้ำตา ยังไม่สุดสายตาหน้าต่างบานนั้นก็ปิดลง อินทรหลับตาลงขับไล่ความรู้สึกสับสนออกไปพ้นเขตป่าพญาคีรีท่ามกลางความเงียบ ลมหายใจของจินดาแผ่วเบา ปาริชาติจึงถามอินทรที่นั่งอยู่ด้านข้าง “ตาข้างขวาพ
รถตู้คันสีขาวมุกขับมาตามถนนลูกรังที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าจากรถคันสีขาวกลายเป็นสีเทาอมส้ม พอถึงเขตภูเขาพญาคีรีหนทางก็สิ้นสุดลง ซึ่งพวกเขาเดาว่านั่นเป็นเพราะมนต์พรางตา พลากรก้าวเท้าลงจากรถ จุดธูปสามสิบเก้าดอกปักลงกลางแจ้ง หยิบกระดาษแผ่นเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วท่องคาถาตามที่หมอดูคนนั้นให้มา สิ้นสุดคาถาคำสุดท้าย พลันก็ปรากฎเป็นเส้นทางทอดยาวเข้าไปในป่าอย่างน่าประหลาดใจ คนขับรถตู้ยังอ้าปากค้าง เขาไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้จริง ๆ “น่าเหลือเชื่อเหลือเกิน” จินดาพึมพำออกมา “พี่อินต้องอยู่ในนั้นแน่นอนค่ะคุณป้า” ปาริชาติบอกจินดาด้วยความกระตือรือร้น “ขอให้เป็นอย่างนั้นทีเถอะ” จินดายกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว ทุกคนอยากไปถึงหมู่บ้านไพรพนาใจจะขาด พลากรขึ้นมาบนรถ คนขับเคลื่อนรถออกไปด้วยความระมัดระวัง หมู่บ้านนี้จะมีอะไรที่ทำให้ประหลาดใจอีกไหม ทางที่เข้าไปในหมู่บ้านเป็นหลุมเป็นบ่อทำให้รถโคลงเคลงอยู่บ้าง ผู้โดยสารหัวโยกหัวคลอนอยู่หลายหน พ่อเฒ่ากำลังนั่งสมาธิอยู่บนเรือน อยู่ดี ๆ ดวงตาพลันเบิกโพลงขึ้น เขารีบหุนหันลงมาจากเรือ
สิงขรเป็นคนขุดหลุม มันหอมเป็นคนปลูก ทั้งมันอ้อน มันตลับ มันมือเสือ และมันพร้าว เกือบสี่โมงเย็นจึงปลูกเสร็จ ทั้งสองปาดเหงื่อและยิ้มให้กัน “ไปตักน้ำดื่มกันเถอะค่ะ” หน้าที่ตักน้ำดื่มกลายเป็นของสองผัวเมียคู่นี้ไปแล้ว สิงขรพยักหน้า “มาขี่หลังพี่สิ” “ไม่เอา ฉันกลัวพี่หนัก” สิงขรกลั้วขำยืนจ้องภรรยาด้วยความรู้สึกรักล้นใจ “ไม่หนักหรอก ตอนพี่ขี่หลังเธอ เธอยังไม่เคยบ่นสักคำ หอมตัวเล็กกว่าพี่ตั้งเยอะ… มาเถอะ” หนักไม่ถึงห้าสิบกิโลกรัมจะกลัวเขาหนักทำไม “ค่ะ” เขานั่งยองลงให้เธอขึ้นขี่หลัง สองแขนแข็งแรงช้อนขาพับภรรยาไว้ทั้งสองข้าง จากนั้นพาเธอเดินขึ้นมาบนเรือน “แม่ดูพี่หอมกับพี่เขยสิ” มาลามองตามที่บุษบงบอก มุมปากเผยรอยยิ้มจาง ๆ “แบกกันไปแบกกันมาไม่รู้จักเบื่อหรือไงก็ไม่รู้ ขาก็มีกันทั้งสองคน” แม่แสร้งบ่น แต่ในใจกลับนึกเอ็นดูลูกทั้งสอง ความจริงเธออยากเห็นภาพลูกสาวลูกเขยรักกันแบบนี้ไปจนเธอแก่เฒ่าด้วยซ้ำ “ฉันอยากมีคนให้ขี่หลังบ้างจัง” “ไอ้สายยืนอยู่ทางโน้นไง เรียกมันมาสิ” เป็นเด็กเ
ทุกคนต่างสงสารทั้งคู่ พวกเขาไม่เคยเห็นมันหอมร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเช่นนี้มาก่อน มาลาเอามือลูบผมลูกอย่างอ่อนโยน “ไอ้สิงมันเป็นคนดวงแข็ง มันไม่เป็นอะไรง่าย ๆ หรอก” “ใช่จ้ะ พี่หอมหยุดร้องไห้เถอะนะ” พี่สาวร้องไห้บุษบงก็อยากจะร้องไปด้วย มันหอมเป็นคนเข้มแข็งมาตลอด แต่พอสามีเจ็บเธอกลับเผยความอ่อนแอออกมาอย่างไม่เคอะเขิน ฝนยังตกหนักผู้ใหญ่บ้านกับพ่อเฒ่ามาถึงก็รีบตรวจอาการสิงขรทันที มันหอมหยุดร้องไห้แล้ว ทุกคนอยู่ในอาการเงียบงัน พ่อเฒ่าตรวจเสร็จจึงพูดขึ้นว่า “มันไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่สลบไปเท่านั้น” มีแผลที่ศีรษะเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับต้องเย็บ ทุกคนจึงโล่งอกแต่แววตาของมันหอมยังมีความกังวลอยู่มาก “พรุ่งนี้มันก็ฟื้นแล้ว” “เอ็งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย” มาลากล่าว แล้วหันไปกำชับลูกชาย “คืนนี้สายมานอนเป็นเพื่อนพี่เขานะ” “ครับแม่” “เอ็งอย่าคิดมากเลย สิงไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ” พ่อเฒ่ายืนยันอีกครั้ง มองมันหอมด้วยความเวทนา “ค่ะพ่อปู่” “ทำใจดี ๆ เดี๋ยวมันก็ฟื้นแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านบอกมันหอม
พวกเขาพากันเดินกลับ พอถึงจุดที่มีทากปาริชาติก็ขี่หลังพลากรอีก เขาจึงฝากกระเป๋าเพื่อนไว้กับเจ้าหน้าที่ แต่พอพ้นเขตทากดูดเลือดปาริชาติกลับเงียบกริบ “ปอย” เงียบสนิท แถมคางยังเกยอยู่ที่ไหล่เขา “คุณปอยหลับไปแล้วครับคุณกร” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตอบแทน พลากรขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ ต่อไปนี้เขาจะไม่ยอมใจอ่อนกับเธอเด็ดขาด ผู้หญิงอะไรหลับได้แม้กระทั่งอยู่บนหลังผู้อื่น ไม่ใช่ผู้อื่นธรรมดาแต่เป็นหลังผู้ชายที่ไม่ใช่แฟนตัวเองด้วย เกือบจะถึงที่พักปาริชาติจึงงัวเงียตื่น พลากรพาเธอเข้าไปในห้องพัก “เธอพักห้องนี้แล้วกัน ส่วนพี่จะไปพักทางโน้น” “ค่ะ” เธออายเล็กน้อยที่ทำขายหน้า นอนยาวหลายชั่วโมงบนหลังเขา พลากรเดินไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ปาริชาติมองห้องพักตัวเองด้วยความหวาดกลัว ห้องพักคล้ายกับรีสอร์ต ห้องของเธออยู่ห่างจากคนอื่น คืนนี้เธอจะนอนยังไง พลากรกำลังจะล้มหัวลงนอน ก๊อก ก๊อก ก๊อก เขาดีดตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตู ก็เจอกับยายตัวยุ่งยืนอยู่ “มีอะไร ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก” “ปอยกลัวค
หลังจากนั้นสองวันพลากรก็เริ่มประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสี่จังหวัดที่มีเขตติดต่อกับภูเขาพญาคีรี ให้ช่วยประสานงานกับสถานีตำรวจและนายอำเภอทุกพื้นที่ ครั้งก่อนที่ตรวจสอบพวกเขาตรวจแค่อำเภอที่อยู่ติดกับภูเขาพญาคีรี ตอนนี้ต้องตรวจสอบใหม่ทั้งหมด เริ่มจากจังหวัดที่เขาไปเที่ยวกับเพื่อนวันนั้นก่อน ทำธุระที่สถานีตำรวจเสร็จก็มุ่งหน้าไปที่อุทยานป่าไม้ เพื่อขอร้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยตามหาอีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็มีผู้ช่วยตามมาด้วยจนได้ “พี่กรกับพี่อินมาเที่ยวกันไกลขนาดนี้เลยเหรอคะ” ตอนที่อินทรบอกว่าจะออกเดินป่าครั้งนั้น เขาไม่ได้บอกว่าจะไปไหน เธอก็ไม่ได้ซักไซ้ถาม “อือ” พลากรตอบอย่างขอไปที บอกว่าไม่ต้องมา ๆ ก็ยังรั้นจะตามมา เดี๋ยวพาไปนอนกลางป่าให้ยุงดูดเลือดเล่นสักคืนสองคืน หรือจะพาไปเดินป่าให้ทากดูดเลือดดีนะ จะได้เข็ดหลาบสักที วิ่งตามเป็นเด็กไปได้ พลากรจอดรถเมื่อมาถึงอุทยาน เดินเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ เขาคุยอยู่นาน ก่อนจะเดินออกมาหาคนที่นั่งรออยู่ข้างนอก “พี่จะขึ้นเขาไปกับเจ้าหน้าที่ ปอยรออยู่ที่นี่นะ ตรงนั้นมีร้านกาแฟ มุมโน้นมีหนังสือให้อ่าน







