LOGINเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเด็กสาวพบเจอและได้ช่วยชีวิตแมวตัวหนึ่งเอาไว้ แต่ทว่าแมวตัวนั้นกลับไม่ใช่แมวธรรมดานี่น่ะสิ…ความลับนี้เด็กสาวเลือกที่จะเก็บซ่อนเอาไว้ การแอบพบเจอกันอย่างลับๆได้เริ่มต้นขึ้น ภายใต้แสงหมู่ดาวก็มีเพียงแค่เราสองอีกเช่นเคย แต่ว่าความลับนี้จะเก็บไว้ได้นานแค่ไหนกันนะ?
View Moreหมู่บ้านเซียงเหอ อำเภอเซียงกวนใกล้ชายแดนแคว้นเจิ้ง เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแคว้นจ้าวที่สงบมานานหลังผ่านสงครามแบ่งแยกแคว้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้ในแคว้นจ้าวมีเด็กกำพร้าที่ครอบครัวถูกภัยสงครามอยู่เป็นจำนวนมาก
ติงกวนกับเสี่ยวชิงเป็นเด็กกำพร้าในหมู่บ้านที่ซัดเซพเนจรจากภัยสงครามในสมัยนั้นและมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านเซียงเหอพร้อมกับชาวบ้านหลายครอบครัว เด็ก 2 คน ช่วยกันสร้างกระท่อมพักที่ท้ายหมู่บ้านตามกำลังของเด็กอายุ 10 ขวบ จะทำออกมาได้ ทั้งคู่ไม่สนใจชาวบ้านที่ครหาว่าเด็กชายกับเด็กหญิงที่ไม่ใช่ญาติอยู่ร่วมกันนั้นไม่เหมาะสม ในเมื่อพวกเขาไม่มีผู้ใหญ่รับไปเลี้ยงดู พวกเขาสองคนจึงต้องพึ่งพากันและกันเท่านั้น
กระทั่ง 7 ปีผ่านไป ติงกวนกับเสี่ยวชิงอายุ 17 ปี ไม่มีลูกหลานคนในหมู่บ้านอยากขอพวกเขาไปเป็นเขยหรือสะใภ้ ติงกวนเห็นว่าเสี่ยวชิงถูกครหามานานมากแล้ว เขาจึงไปบอกผู้ใหญ่บ้านว่าจะแต่งเสี่ยวชิงเป็นภรรยา ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าทั้งคู่กำพร้าพ่อแม่ ผู้ใหญ่บ้านจึงช่วยทำพิธีแต่งงานให้พวกเขาโดยมีภรรยาช่วยหาสิ่งของจำเป็นมาให้เด็กทั้งคู่เพื่อทำตามประเพณี
หลังแต่งงานได้ปีครึ่ง เสี่ยวชิงก็คลอดลูกคนแรกเป็นหญิง พวกเขาตั้งชื่อให้ว่าติงม่านหรู โดยหวังให้ลูกสาวเกิดมาแล้วไม่ต้องลำบากเหมือนพวกเขาที่รับจ้างทำไร่ไถนาให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน มีช่วงหลังคลอดที่เสี่ยวชิงไม่ได้ไปช่วยสามี หลังจากเลี้ยงลูกสาวได้ 3 เดือน เสี่ยวชิงก็กระเตงลูกไปที่ไร่เพื่อทำงานช่วยสามี ทั้งคู่ทำงานมานานจึงเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งซึ่งเพียงพอที่จะสร้างบ้านเล็ก ๆ สักหลัง ติงกวนจึงไปติดต่อผู้ใหญ่บ้านขอแรงชาวบ้านสักหลายคนมาช่วยสร้างบ้านในครั้งนี้ หลังจากการสร้างบ้าน 3 ห้อง เสร็จแล้ว ติงกวนกับภรรยาก็กลับมาตั้งใจทำงานเก็บเงินกันอีกครั้งโดยมีม่านหรูคอยติดตามไปด้วย
หลังจากทำงานเลี้ยงลูกได้ 2 ปี เสี่ยวชิงก็ตั้งท้องอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างแปลกใจที่ครั้งนี้ท้องของเสี่ยวชิงใหญ่กว่าท้องแรกอย่างผิดปรกติ ติงกวนกลัวว่าภรรยากับลูกจะเกิดอันตราย เขาจึงนำเงินเก็บพาเสี่ยวชิงที่กำลังท้องเข้าไปตรวจครรภ์ในอำเภอที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก
หมอตรวจครรภ์ของเสี่ยวชิงเสร็จก็แสดงความยินดีกับติงกวนที่เขากำลังจะมีลูกแฝด แต่แทนที่ติงกวนจะดีใจ เขากลับเป็นห่วงเรื่องการคลอดลูกของภรรยา เขาจึงถามวิธีดูแลภรรยากับลูกรวมทั้งเรื่องการทำคลอดกับหมอก่อนจะจ่ายค่าตรวจและพาภรรยากลับหมู่บ้าน ติงกวนเป็นเด็กความจำดีมาแต่ไหนแต่ไร เขาจดจำได้ทุกอย่างที่หมอบอกเอาไว้ ติงกวนจึงไม่ยอมให้เสี่ยวชิงออกไปทำงานกับเขาจนกว่าจะคลอดลูกออกมาเสียก่อน เสี่ยวชิงเห็นสามีเป็นห่วง นางจึงไม่ดื้อรั้นและเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน ตอนนี้ม่านหรูอายุ 2 ขวบแล้ว เสี่ยวชิงจึงไม่ต้องดูแลลูกมากเหมือนตอนม่านหรูยังแบเบาะ
ติงกวนที่ทำงานคนเดียวไม่ได้คิดมากเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นหากภรรยามีลูกอีก 2 คนพร้อมกัน เขาสามารถอดได้ แต่ลูกกับภรรยาเขาจะไม่ยอมให้อดเด็ดขาด ติงกวนจึงขยันทำงานตั้งแต่ก่อนรุ่งสางไปจนมืดค่ำจึงกลับบ้านเพื่อหารายได้เพิ่มเติม เสี่ยวชิงที่ช่วยงานสามีไม่ได้ก็รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยการปลอบโยนจากติงกวนจึงทำให้เสี่ยวชิงมีกำลังใจเพิ่มขึ้นและคอยดูแลเรื่องอาหารของสามีอย่างดี นางกับลูกกินอะไรก็ได้ แต่สามีนางต้องใช้กำลังในการทำงาน เสี่ยวชิงนำเงินเก็บออกมาซื้อหมูนิดหน่อยเก็บไว้ทุกสัปดาห์เพื่อทำอาหารให้สามีกินก่อนไปทำงานและหลังกลับบ้าน ทั้งสองดูแลกันและกันจนกระทั่งเสี่ยวชิงคลอดลูกก่อนกำหนด วันนั้นติงกวนรีบวิ่งไปหาหมอตำแยมาช่วยทำคลอดภรรยาจนเหงื่อโทรมกาย เขาเห็นสีหน้าภรรยาที่ดูเจ็บปวดกว่าตอนคลอดลูกสาวจึงเป็นห่วง ตอนนี้เขาได้หมอตำแยมาแล้วและคอยช่วยต้มน้ำร้อนให้หมอตำแยทำคลอดภรรยาของเขา
ม่านหรูที่ยังเด็กเดินเตาะแตะไปส่องดูพ่อที่ห้องครัวว่ากำลังทำอะไร นางหิวมากเพราะแม่ไม่ได้ลุกมาทำกับข้าวให้นางกินเหมือนทุกวัน เมื่อเห็นว่าพ่อยุ่งอยู่กับการต้มน้ำร้อน ม่านหรูไม่กล้าเข้าไปออดอ้อนพ่อเหมือนทุกวัน นางได้ยินเสียงร้องของแม่ที่ดูเหมือนกำลังเจ็บปวดอยู่จึงไม่อยากทำตัววุ่นวายและยืนดูดนิ้วมือมองดูพ่อต้มน้ำที่หน้าห้องครัวอยู่อย่างนั้น
กว่าที่ติงกวนจะจัดการเรื่องน้ำร้อนให้หมอตำแยเสร็จ เวลาก็ผ่านไปเกือบ 1 ชั่วยามแล้ว ติงกวนเพิ่งเห็นลูกสาวยืนดูดนิ้วมองมาทางเขาตาปริบ ๆ เขาจึงนึกได้ว่าลูกสาวยังไม่ได้กินข้าวเช้าเหมือนเขากับภรรยาที่กำลังคลอดลูกอยู่ ติงกวนรีบเดินไปหาลูกสาวแล้วลูบหัวเล็กเบา ๆ อย่างขอโทษ
“ลูกหิวแล้วใช่ไหมม่านหรู พ่อขอโทษที่ทำกับข้าวช้านะลูก ตอนนี้ลูกไปนั่งรอที่โต๊ะก่อน แม่ของลูกกำลังจะมีน้องให้ลูกแล้วนะ พ่อจะไปทำกับข้าวก่อน รอดี ๆ เล่า”
“เจ้าค่ะท่านป้อ”
ม่านหรูที่พอจะพูดได้นิดหน่อยตามอายุของนางรับคำพ่อพร้อมรอยยิ้มหวาน นางปีนขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็กที่พ่อทำให้นางเอาไว้กินข้าวอย่างคุ้นชิน ม่านหรูดูแลตัวเองมาตั้งแต่เริ่มเดินเตาะแตะได้ นางเคยได้ยินเสียงพ่อแม่คุยกันอยู่บ่อย ๆ ว่าบ้านนางนั้นยากจน ม่านหรูไม่รู้ว่ายากจนคืออะไร แต่นางก็ไม่เคยบ่นที่ต้องกินข้าวต้มกับฟักทองแทบทุกวัน นางรู้แค่ว่ากินอิ่มท้องนางก็พอใจแล้ว
ติงกวนรีบทำข้าวต้มผสมฟักทองให้ลูกสาว ส่วนของเขาก็เป็นข้าวต้มผสมธัญพืชง่าย ๆ เท่านั้น วันนี้เขาไม่ไปทำงานจึงไม่อยากนำเนื้อออกมาผสมข้าวต้มให้สิ้นเปลือง เพราะเขายังต้องจ่ายค่าหมอตำแยหลังจากภรรยาคลอดลูกอีก ติงกวนทำอาหารเสร็จในเวลาครึ่งชั่วยาม พอดีกับที่เขาได้ยินเสียงร้องอุแว๊ดังออกมาจากห้องที่ภรรยาเขากำลังคลอดลูกอยู่ ติงกวนรีบยกถ้วยข้าวต้มไปให้ลูกสาวและวางถ้วยของตนเองเอาไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปรอหมอตำแยที่หน้าประตู
ม่านหรูเห็นพ่อวางถ้วยข้าวต้มที่มีควันโชยขึ้นมาก็รู้ว่ามันยังร้อนอยู่ นางไม่สนใจว่าพ่อจะทำอะไรเพราะตอนนี้นางหิวมาก ม่านหรูค่อย ๆ ตักข้าวต้มคำเล็ก ๆ แล้วเป่าเบา ๆ อยู่สักพักจนน่าจะหายร้อนแล้ว นางจึงเอาเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย สำหรับม่านหรูแค่ได้กินอาหารแบบนี้นางก็มีความสุขแล้ว
ไม่นานนักหลังจากได้ยินเสียงเด็กร้อง หมอตำแยรีบทำความสะอาดเด็กและตัดสายสะดืออย่างชำนาญ ก่อนจะห่อตัวเด็กแล้วรีบเดินออกไปเปิดประตู
“นี่ลูกชายคนแรกของเจ้าติงกวน ข้าจะเข้าไปดูเสี่ยวชิงคลอดลูกอีกคนเสียก่อน เจ้าก็ดูแลลูกชายเจ้าก่อนก็แล้วกันนะ”
“ขอบคุณขอรับท่านป้า ข้าฝากท่านป้าดูแลภรรยากับลูกข้าด้วยนะขอรับ”
“อืม เจ้าไม่ต้องกังวลไป ดีที่เมียเจ้าเคยคลอดม่านหรูมาก่อน การคลอดลูกแฝดครั้งนี้จึงไม่อันตรายเท่ากับท้องแรก เอาล่ะ ข้าขอตัวก่อน”
“ขอรับท่านป้า ถ้าท่านต้องการอะไรอีกก็เรียกข้าได้นะขอรับ ข้ารอที่โต๊ะหน้าห้อง”
หมอตำแยพยักหน้าให้แล้วรีบปิดประตูเดินกลับเข้าไปดูเสี่ยวชิงที่กำลังปวดท้องอีกครั้ง นับว่าเด็กคนที่สองช่างรู้ความเสียจริง ๆ เขาไม่ได้รีบออกมาเหมือนเด็กคนแรก ทำให้หมอมีเวลาทำความสะอาดและส่งตัวเด็กให้ติงกวนดูแลก่อนได้
“เอาล่ะเสี่ยวชิง ลูกคนที่สองของเจ้ากำลังจะออกมาแล้ว เจ้าเบ่งให้แรง ๆ”
“แฮ่ก… เจ้าค่ะ… ท่านป้า”
ฮึ้บ...ฮ่า...ฮึ้บ...ฮ่า
อุแว๊!!!
“โอ้ เก่งมากเสี่ยวชิง เจ้าได้ลูกชายอีกคนแล้ว ข้าดีใจด้วยนะ ตอนนี้เจ้าพักผ่อนก่อน ข้าจะนำเด็กไปล้างตัวสักหน่อยแล้วจะเอามาให้เจ้านะ”
“แฮ่ก… เจ้าค่ะ…” หมอตำแยตัดสายสะดือและนำเด็กไปล้างตัวด้วยน้ำอุ่นทันที ก่อนที่นางจะพันผ้าแล้วนำตัวเด็กไปวางไว้ข้างตัวเสี่ยวชิงอย่างรวดเร็ว
“นี่ลูกชายคนรองของเจ้า ตอนนี้หมดหน้าที่ข้าแล้ว เดี๋ยวข้าจะบอกสามีเจ้าให้เข้ามาดูเจ้ากับลูกต่อก็แล้วกัน”
“ขอบคุณ… ท่านป้า… เจ้าค่ะ”
หมอตำแยพยักหน้ายิ้มส่งให้เสี่ยวชิงก่อนที่จะออกไปนอกห้องพร้อมกับรับค่าทำคลอดที่นางเก็บสองผัวเมียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นางรู้ดีว่าครอบครัวนี้ยากจนจึงไม่อยากรีดเลือดกับปูให้โกรธเคืองใจกันไปเปล่า ๆ
หลังหมอตำแยจากไป ติงกวนหันไปบอกลูกสาวที่กำลังกินข้าวอยู่ว่าให้รอที่โต๊ะหลังจากกินเสร็จ เขาจะพาลูกชายคนโตไปส่งให้ภรรยาก่อนค่อยออกมานำถ้วยข้าวต้มของภรรยาเข้าไปให้นาง
คาเรนนั่งเอนหลังพิงหัวเตียง สีหน้าของเธอดูเหนื่อยล้า เหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าและตามตัว มีไคล์กำลังช่วยเอาผ้าซับเหงื่อให้อยู่ข้างเตียง ในห้องยังมีหญิงวัยกลางคนอยู่อีกคนหนึ่งกำลังอุ้มทารกแรกเกิดที่ร้องให้จนเงียบเสียงไปแล้วล้างตัวในอ่างน้ำไม้ “ดีใจด้วยนะ พวกเจ้าได้ลูกสาว” หญิงวัยกลางคนบอกขณะอุ้มทารกน้อยออกมาจากอ่างแล้วซับตัวให้ด้วยผ้าสะอาด ไคล์และคาเรนมองหน้ากันด้วยสีหน้าดีใจ “ได้ยินไหมคาเรน พวกเราได้ลูกสาวแหละ” ไคล์พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ข้าได้ยินแล้ว” คาเรนยิ้ม “ท้องแรกสินะ” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นคนทำคลอดให้ถาม “ครับ ขอบคุณที่มาช่วยทำคลอดให้ถึงคฤหาสน์นะครับ เพราะคาเรนปวดท้องคลอดกะทันหันมากเลยพาไปโรงพยาบาลในเมืองไม่ทัน คนแรกที่พอจะนึกถึงได้ก็มีแต่คุณป้าที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียงกันเท่านั้น” ไคล์ตอบและถือโอกาสนี้พูดขอบคุณหญิงวัยกลางคนไปด้วยเลย “ไม่เป็นไร ข้ายินดีช่วยเหลืออยู่แล้ว อีกอย่างพวกเราก็ทำงานอยู่โรงพยาบาลเดียวกัน เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมาก เอ้านี่” หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาใกล้เตียง
“โอ้ยหนาว” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นพลางทำท่าขนลุก ลมหายใจที่พ่นออกมาจากทางจมูกและปากกลายเป็นไอขาวๆลอยขึ้นไปในอากาศ อากาศเย็นจัด หิมะกำลังจะตกลงมาในไม่ช้า มือบางถูกเข้าหากันแล้วเป่าปากใส่ให้ลมหายใจอุ่นๆพอที่จะคลายความหนาวไปได้บ้าง เธอมีผมตรงยาวสีส้ม ดวงตาสีเขียวมรกต และมีรูปลักษณ์ราวอายุ 19-20 ปี “ถ้าไม่ติดว่ามีธุระในเมืองก็ไม่อยากออกจากบ้านเลยนะ” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองขณะเดินผ่านตรอกเล็กๆ ฟ้าใกล้มืดแล้ว เวลานี้ผู้คนส่วนใหญ่กลับเข้าบ้านไปขลุกตัวอยู่ในเตียงอุ่นๆกันหมดแล้ว บนถนนจึงเงียบเหงาไม่ค่อยมีผู้คน ในระหว่างที่เธอเดินไปเรื่อยๆหางตาเธอก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่มุมหนึ่งของถนน พอมองดูให้ดีก็เห็นเป็นร่างของเด็กผู้ชายคนหนึ่งเนื้อตัวมอมแมมนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มเก่าๆขาดๆ ตอนแรกเธอตั้งใจจะเดินผ่านไปอยู่แล้วแต่อะไรบ้างอย่างร้องเรียกให้เธอเดินกลับมาอีกครั้งแล้วไปหยุดยืนตรงหน้าเด็กชายคนนั้น เด็กน้อยนอนสั่นด้วยความหนาว ใบหน้ามอมแมมดูแดงก่ำเหมือนเป็นไข้ หญิงสาวลองเอามือไปแตะที่หน้าผากของเด็กชายดู ตัวร้อนจี๋เลย เป็นไข้จริงๆด้วย หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองคิดถูกแล้ว
“นี่คือไคล์ เป็นน้องชายต่างแม่ของเจ้า ฝากดูแลเขาแทนข้าหน่อยนะ” นั่นคือประโยคที่ท่านพ่อพูดกับเขาในวันหนึ่งพลางส่งลูกแมวสีส้มลายสลิดตัวน้อยมาให้ ไครัสในวัยเด็กยื่นมือออกไปรับมาอุ้มไว้ เขาเป็นปีศาจที่เกิดมามีพลังสูงตั้งแต่เด็กจึงสามารถรับรู้ได้ถึงพลังปีศาจในตัวลูกแมวน้อยนี่ได้ทันที “ท่านพ่อ ข้าจะต้องทำยังไงบ้าง” ไครัสในรูปลักษณ์เหมือนเด็กชาวมนุษย์อายุ 11 ขวบเงยหน้าถามผู้เป็นพ่อ เขามีพี่น้องต่างแม่หลายคนแต่ด้วยความที่ที่ผ่านมาเขาเป็นลูกชายคนเล็กของปราสาทจอมมารจึงเคยแต่ถูกตามเอาใจจากคนรอบตัว และด้วยความที่ถูกฝึกให้เป็นนักรบมาอย่างเดียวตั้งแต่เด็กจึงไม่รู้ว่าควรจะดูแลกับน้องชายต่างแม่ร่างจิ๋วนี่อย่างไรดี “ดูแลและเป็นเพื่อนให้เขาในช่วงระหว่างที่ข้าจัดการกับกลุ่มกบฏ ฝึกเขาให้กลายร่างเป็นคนให้ได้และคอยสอนสิ่งต่างๆที่เจ้ารู้ให้แก่เขา ส่วนเรื่องอาหารและน้ำพวกหญิงรับใช้จะเป็นผู้จัดการเอง” ท่านพ่อบอกแบบนั้นแล้วหลังจากนั้นก็ยุ่งอยู่กับการจัดการกับกลุ่มกบฏจนไม่มีเวลามาดูเขาและน้องชายต่างแม่ในร่างแมวตัวนี้อีกเลย ส่วนท่านพี่คนอื่นๆไม่ออกไปช่วยท่านพ่อรบก
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่สภาพและบรรยากาศภายในปราสาทราชาปีศาจแห่งนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไคล์เดินบนโถงทางเดินที่ทอดยาวไปยังเบื้องหน้า เขาไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลยจนกระทั่งวันนี้ เวลาก็น่าจะผ่านมาซักร้อยปีเศษๆเห็นจะได้นับตั้งแต่เขามาพาคาเรนกลับไปยังโลกมนุษย์ตอนราชาปีศาจสาปเมืองบาโทรอน ในมือไคล์มีสายใยพลังสีแดงผูกโยงไปยังดวงวิญญาณมนุษย์ชายที่อยู่ด้านหลัง ใช่แล้ว วันนี้เขากลับมาทำตามสัญญาที่เคยได้ให้ไว้ สัญญาที่ว่าจะนำวิญญาณมนุษย์มามอบให้กับซาตาลตลอดชั่วชีวิตของเขา ไคล์เดินเรื่อยๆโดยมีดวงวิญญาณมนุษย์ชายลอยตามหลังมาจนกระทั่งถึงประตูทางเข้าปราสาทชั้นในเขาก็ยื่นป้ายทองคำสลักตราของราชาปีศาจขึ้นมาแสดงให้ทหารยามที่เฝ้าอยู่หน้าประตูดู ทหารยามรับไปดูสักครู่หนึ่งก่อนจะยื่นส่งคืนกลับมาให้ “เชิญขอรับท่านไคล์ ตอนนี้ท่านราชาปีศาจน่าจะอยู่ที่ห้องทรงงาน จากนี้ไปข้าจะนำทางท่านไปต่อเอง” นายทหารบอก ดูเหมือนทหารยามทุกคนจะรู้จักป้ายทองคำนี้กันเป็นอย่างดีและรู้จักชื่อของเขาด้วย แค่เขาแสดงมันให้ดู ทุกคนก็ยอมเปิดทางให้อย่างง่ายดายและต้อนรับขับสู่เป็นอย่างดี
“นี่ รอด้วยยยยย” เสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากทางเดินด้านหลังก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา ชายหนุ่มผมสีส้มผิวสีน้ำผึ้งหยุดเดิน พอหันหลังไปมองก็เห็นเจ้าของเสียงที่คุ้นเคยวิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมา พอเจ้าตัววิ่งตามมาจนทันก็ก้มตัวลงเท้ามือกับเข่าหอบหายใจอยู่ข้างๆ “เจ
“ข้าสัญญา จะไม่มีใครได้รู้ความลับของเรา มาล่มหัวจมท้ายไปด้วยกันเถอะ” คาเรนพูดจบก็เกี่ยวก้อยสัญญากับไคล์ที่ยื่นนิ้วมาให้ตรงหน้าอยู่ก่อนแล้ว ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน “คาเรน เจ้ายังจำคืนที่เรานอนดูดาวด้วยกันสองคนในวันงานเทศกาลได้ไหม” จู่ๆไคล์ก็ถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างไม่ม
“ทานเหลืออีกแล้ว หลายวันมานี้ไม่ค่อยทานอาหารเลยนะคะ คุณหนูดูซีดเซียวมากเลยรู้ตัวรึเปล่า ยังรู้สึกไม่สบายอยู่รึเปล่าคะ ให้ท่านอาจารย์หมอมาตรวจเพิ่มดีไหม” ซีล่าถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าคาเรนเลื่อนจานอาหารตรงหน้าออกไปทั้งๆที่ยังกินไปไม่ถึงครึ่งจานดี “ไม่มีอะไรหรอก แค่ช
ตอนเย็นหลังกลับมาจากที่โรงพยาบาลคาเรนก็รู้เรื่องทั้งหมดจากปากของซีล่า คนในคฤหาสน์คอนเนอร์รู้เรื่องที่คนรันยกเลิกการหมั้นกับลิเลียและต้องออกจากตระกูลกันหมดทุกคน คาเรนรีบตรงไปที่ห้องของพี่ชายทันที เธอเคาะประตูห้องอย่างรัวเร็ว “คาเรนเหรอ ประตูไม่ได้ล็อก เข้ามาได้เลย” คาเร





