LOGINมณีจันทร์เดินออกมาจากหลังบ้าน ในมือถือยอดตำลึงมาด้วย เห็นสามีกลับมาแล้วจึงถามไถ่ออกไป “เป็นยังไงบ้างเหรอพี่ หอมเป็นอะไรมากไหม” ตอนที่สายน้ำวิ่งมาบอกพ่อเฒ่ายังไม่ได้พูดอะไรมากนัก บอกแค่ว่าให้รีบไปดูคนตกเขาก่อน เธอจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“หอมไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่มันเอาหนุ่มต่างเมืองกลับมาด้วย” มณีจันทร์มีท่าทีตกใจ โสมจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ภรรยาฟัง
เรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันไปอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง คนในหมู่บ้านที่รู้เรื่องของมันหอมกับผู้ชายคนนั้นต่างพากันมาเยี่ยม และพูดกันไปต่าง ๆ นานา ทั้งอยากรู้อยากเห็นทั้งเป็นห่วงเป็นใย คนในหมู่บ้านที่มาเยี่ยมได้คุยกับพ่อแม่และน้องของมันหอมแทน ส่วนเธอนั้นนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง โดยไม่รู้ว่าชาวบ้านพูดถึงตนว่าอย่างไรบ้าง
มันหอมตื่นขึ้นมาอีกครั้งท้องฟ้าก็มืดแล้ว และรู้สึกว่าอากาศค่อนข้างเย็น ภายในห้องมืดสนิทจนต้องมองหาสวิตช์ไฟ พอเข้าใจแล้วจึงร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง
ลืมไปว่าที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้
เธอมองออกไปด้านนอกเห็นแสงไฟจากตะเกียงและเสียงพูดคุยกันดังแว่วเข้ามา จึงเดินออกมาอย่างเงียบ ๆ
มาลาเหลือบไปเห็นลูกสาวเดินออกมาจึงถามออกไป “ตื่นแล้วเหรอ”
“ค่ะแม่”
“ปวดหัวหรือเปล่า”
“นิดหน่อยค่ะ”
“งั้นก็ดี มากินข้าวเถอะ”
ด้านหน้ามีแกงเห็ดสองถ้วย และช้อนคนละหนึ่งคัน กับข้าวเหนียวสามกระติบ “พ่อกับแม่ไปเก็บเห็ดมาเหรอคะ” เธอรู้สึกผิดนิด ๆ ที่เก็บเห็ดได้มากมายแต่ไม่สามารถนำกลับมาได้
“ไม่ใช่หรอก นี่เป็นเห็ดตากแห้งที่เราเก็บไว้ต่างหากล่ะ”
“อ้อ” มันหอมพยักหน้าอย่างเข้าใจ ชาวบ้านที่นี่จะเก็บเห็ดมานึ่งไว้แล้วตากแห้ง ถึงยามหน้าแล้งก็จะนำออกมาทำอาหาร
“พี่หอมกินข้าวเยอะ ๆ นะ จะได้หายเร็ว ๆ” บุษบงกล่าว
มันหอมยิ้มให้น้องสาวอย่างที่ไม่เคยทำแล้วเอ่ยเบา ๆ “ได้ บุษก็กินให้มากจะได้โตเร็ว ๆ” น้องชายของเธออายุสิบเจ็ด ส่วนน้องสาวอายุสิบสองซึ่งตัวเล็กกว่าเธอค่อนข้างมาก
บุษบงยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อพี่สาวยอมคุยดีด้วยสักที
“พรุ่งนี้พี่จะขึ้นเขาอีก บุษกับสายไปกับพี่ไหม” มันหอมหันไปถามน้องชายน้องสาว
“พี่แน่ใจเหรอ” สายน้ำแทบไม่เชื่อหูที่เธอจะยอมให้น้องขึ้นเขาไปด้วย
“อืม… แน่ใจ” มันหอมว่า “เมื่อเช้าฉันเก็บเห็ดได้มาก แต่ตกเขาเสียก่อนจึงไม่ได้เอาเห็ดกลับมาด้วย”
“แต่ว่า… ฉันกลัวเสือ” บุษบงมีสีหน้าเป็นกังวล เพราะเรื่องราวที่พี่สาวเล่าให้ฟังช่างน่ากลัวนัก
“ไม่เป็นไร พ่อจะไปกับพวกเอ็งด้วย” ขุนเดชกล่าวและหันไปพูดกับภรรยา “ส่วนเอ็ง อยู่ดูแลมันก็แล้วกัน เผื่อมันตื่นขึ้นมาจะไม่เจอใคร” อีกทั้งต้องมีคนคอยป้อนน้ำ ป้อนยา และน้ำข้าวต้มให้แก่ชายแปลกหน้าด้วย อย่างไรก็ต้องมีคนอยู่เรือน
“ให้ฉันไปแทนหอมไม่ดีกว่าเหรอ หอมยังบาดเจ็บอยู่นะ” มาลาเป็นห่วงลูก สำหรับเธอ มันหอมไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น
“เอายังไง” ขุนเดชถามมันหอมอีกครั้ง
“ให้ฉันไปดีกว่าแม่ ฉันไม่เป็นอะไรมากแล้ว อีกอย่างฉันรู้ที่เก็บเห็ดด้วย”
“อือ พรุ่งนี้ผู้ใหญ่กับพ่อเฒ่าจะไปตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย ยังไงหอมก็ต้องไป”
“อย่างนั้นก็ได้”
“วันนี้ฉันจะช่วยแม่ป้อนยาให้เขา”
“ตามใจเอ็งเถอะ” ให้มันหอมได้เรียนรู้การปรนนิบัติเขาก็ดี ถึงเธอจะไม่เคยปฏิบัติกับใครก็ตาม เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งนัก อนาคตยังต้องแต่งเป็นภรรยาให้แก่มัน
รับประทานอาหารร่วมกันเสร็จมันหอมช่วยน้องสาวกับแม่เก็บถ้วยชามและปัดกวาดพื้นเรือนให้เรียบร้อย เรื่องนี้เธอก็ไม่เคยทำเช่นกัน ปกติกินแล้วเธอก็เข้านอนไม่สนใจเก็บจานชาม สายน้ำที่นั่งอยู่ข้างพ่อขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “พ่อกำลังคิดเหมือนผมหรือเปล่า”
“เรื่องพี่สาวเอ็งน่ะเหรอ”
“ครับ”
ขุนเดชไม่ได้ตอบลูกชาย ปรายตามองพ่อหนุ่มปริศนาคนนั้นแล้วเดินลงเรือนไปสูบบุหรี่ หากเจอกับพ่อเฒ่าอีกเขาจะถามเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง คนเราอยู่ด้วยกันมาเกือบยี่สิบปี มีการเปลี่ยนแปลงเพียงนิดก็สัมผัสได้แล้ว
มาลาและบุษบงมองดูมันหอมปรนนิบัติชายหนุ่มที่ยังนอนเป็นเจ้าชายนิทราด้วยแววตาตกตะลึง มันหอมมีท่วงท่าคล่องแคล่วคล้ายกับว่าเคยทำอย่างนี้กับคนอื่นมาก่อนจนเกิดความชำนาญ ทั้งที่ความจริงเธอไม่เคยทำเรื่องพวกนี้มาก่อน แม้แต่ตัวเองบาดเจ็บก็ร้องไห้สำออยให้คนในครอบครัวดูแลทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ถือว่าเธอเจ็บหนักกว่าครั้งที่ผ่านมา แต่เสียงร้องสักแอะพวกเขาก็ไม่ได้ยินจากปากเธอ แถมยังดูแลคนอื่นเป็นอย่างดี
เสร็จแล้วมันหอมจึงช่วยแม่กางมุ้งให้เขา แล้วขอตัวเข้านอน การดูแลคนป่วยแค่นี้เรื่องเล็กน้อยมาก เพราะเธอเคยดูแลยายที่ป่วยติดเตียงมาก่อน ก่อนที่ยายจะจากไปและทิ้งให้เธออยู่เพียงลำพัง และเธอก็เกิดอุบัติเหตุตายตามอย่างโดดเดี่ยว แต่เธอก็ไม่ได้เศร้าอะไรหรอก เกิดมาคนเดียว ตายคนเดียวย่อมไม่แตกต่าง ก่อนตายก็อายุสามสิบห้าแล้ว ผ่านประสบการณ์มาก็มาก เรื่องเกิดแก่เจ็บตายเธอย่อมปลงตก
ให้หลังพี่สาวบุษบงจึงกล่าวกับแม่เสียงเบา “เหตุใด พี่หอมถึงเปลี่ยนไปมาก”
มาลากลอกตาพลางคิด ถึงจะเห็นด้วยกับลูกสาวแต่เธอก็ไม่ได้ออกความเห็นเรื่องนี้ “เอ็งไปนอนเถอะ อย่าคิดมากเลย” ปลอบลูกแต่ตัวเองกลับเป็นฝ่ายคิดมากเอง
“จ้ะ” ไม่ว่ามันหอมจะเปลี่ยนไปอย่างไร เธอก็ยังเป็นพี่สาว บุษบงอายุเพียงสิบสองปีย่อมไม่คิดเรื่องพวกนี้อีก
น้องสาวหลับไปแล้วแต่มันหอมยังนอนเอามือก่ายหน้าผากกลอกตาไปมา ช่วงกลางวันเธอหลับสนิทไปหลายชั่วโมง คงชดเชยที่ทำงานอย่างหนักโดยไม่ได้พักมาหลายวันจากโลกเดิม ตอนนี้จะหลับก็ยากอยู่สักหน่อย หรือเป็นเพราะเธอมีเรื่องให้คิดก็สุดรู้ ถึงจะสับสนกับตัวเองแค่ไหนแต่เธอก็ต้องปรับตัวอยู่ในหมู่บ้านนี้ให้ได้ เพราะตัวเองยังไม่ทราบว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศ และมีด้วยหรือคนที่ตายแล้วไม่ได้กลายเป็นผีเสมอไป
เสียงเสียดสีของเสื้อผ้าทำให้เธอได้สติอีกครั้ง
แสงไฟจากตะเกียงด้านนอกที่จุดไว้ให้พ่อหนุ่มคนนั้นสาดส่องเข้ามาในห้องรำไร ทำให้มองเห็นร่างเล็ก ๆ ที่นอนขดอยู่ข้าง ๆ อากาศตอนกลางคืนเริ่มหนาวเย็นทำให้ผ้าห่มของบุษบงที่มีอยู่สองผืนบาง ๆ ที่ทำจากผ้าฝ้ายไม่เพียงพอ มันหอมลุกขึ้นแบ่งผ้าห่มของตนให้น้องอีกหนึ่งผืน อุณหภูมิประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่องศาเซลเซียสเธอยังพอทนได้ แต่อนาคตเธอต้องหาผ้าห่มมาเพิ่ม
แสงแดดรอนแสงลงมากแล้ว จินดาทอดกายลงนอนแผ่บนชังข้าวอย่างหมดแรง ลมเย็นพัดผ่านมาเป็นระยะ พัดเอากลิ่นฟางข้าว กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าเข้าจมูก เธอตั้งใจสูดเข้าปอดลึก รู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด“กว่าจะได้ข้าวสารมาหุงแต่ละเม็ดเนี่ยมันเหนื่อยจริง ๆ เลยนะคะ” เธอพูดกับสามี แค่เกี่ยวข้าวไม่ถึงสองชั่วโมงยังเหนื่อยขนาดนี้ ปวดเอวปวดหลังไปหมด ถ้าทำงานตากแดดทั้งวันเธอคงไม่ไหวเอกอมรนั่งลงข้างภรรยา “ไม่มีงานไหนที่ไม่เหนื่อย คุณว่าไหมล่ะ”“ค่ะ ไม่มีงานไหนที่ไม่เหนื่อย” ก่อนหน้าเธอเคยเอาตัวเองเป็นศูนย์รวมของจักรวาล เหยียดคนบ้านป่า ความจริงแล้วไม่ว่าบ้านไหนย่อมมีประสบการณ์และความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ที่นี่ปลูกผักทำนา ทุกอย่างล้วนปลอดสารพิษ ในขณะที่คนเมือง เลือกกินทุกอย่างได้ แต่ไม่รู้ว่าในอาหารเหล่านั้นมีสิ่งปนเปื้อนอะไรบ้าง เช่นนี้ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าคนเมืองมีสุขภาพดีกว่าคนบ้านป่าในเวลาต่อมาพวกผู้ชายช่วยกันทำซุ้มจากซังข้าวสามหลัง เพื่อใช้เป็นที่หลับนอนในคืนนี้ ส่วนผู้หญิงช่วยกันทำอาหารเกือบหกโมงเย็นพลากรกับปาริชาติก็มาถึง อาหารเย็นถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว อาหารมีทั้งอาหารไทยภาคกลางและอาหารอีสาน จ
ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวของปีถัดมา อินทรพาครอบครัวมาเที่ยวที่หมู่บ้านไพรพนาถือโอกาสมาเยี่ยมบ้านภรรยาด้วย ชาวบ้านกำลังอยู่ในช่วงเกี่ยวข้าวพอดี ตลอดสองฝั่งทางมีชาวบ้านโบกมือทักทายไม่ขาด เพราะรู้ว่านั่นคือครอบครัวของอินทร วันนี้จินดารู้สึกต่างไปจากวันวาน ปีนั้นที่มาหมู่บ้านแห่งนี้เธอรู้สึกว่ามันกันดาร และไม่น่าอยู่ แต่บัดนี้สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งข้าวสีเหลืองทองอร่าม ถนนที่รถแล่นอยู่ตอนนี้เป็นถนนคอนกรีต ทำให้ไปมาสะดวกสบายมากขึ้น “แม่อยากลองเกี่ยวข้าวบ้างจัง” ทุกคนอึ้งกับคำบอกเล่าของจินดา “ตอนนี้พ่อตาคงยังเกี่ยวข้าวไม่เสร็จหรอกครับแม่” อินทรก็ไม่คิดจะห้ามแม่เลยสักนิด ที่อกเขายังมีลูกน้อยนอนซบอยู่ อรอินทร์หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข เธอชอบนอนซบบนอกพ่อกับแม่มากที่สุด “อือ แม่อยากลองชิมมันอ้อนกับมันพร้าวด้วย หอมทำให้แม่กินหน่อยนะ” เย็นจิตรชมนักชมหนา ทำให้เธอลืมไม่ลงสักที มาถึงแหล่งมันทั้งที ถ้าไม่ได้กินเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง “ค่ะ” มันหอมยิ้มรับเต็มใบหน้า “ติดใจแล้วจะหอบกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้นะ” เอกอมรว่าเย้า แต่ครั้งนี้
ชีวิตพวกเขาดำเนินไปอย่างนี้จนถึงกำหนดวันผ่าคลอดของมันหอม หน้าห้องคลอด ทุกคนรออยู่ด้านนอกอย่างใจจดใจจ่อ สองชั่วโมงต่อมา พยายาบาลก็เข็นรถเข็นคลิปเด็กทารกออกมา เด็กน้อยผิวสีแดงบอบบางถูกห่อหุ้มด้วยผ้าอ้อมคล้ายมัมมี่ เหลือไว้เพียงใบหน้ากลมมน ดวงตากลมโต คิ้วทรงเรียวสวยแพขนตาหนาตั้งแต่ยังเด็ก ปากสีแดงระเรื่อเผยออ้านิด ๆ ลิ้นเล็ก ๆ เลียไล้ริมฝีปาก คล้ายกับกำลังควานหาของกิน บ้างอ้าปากหาวหวอด ๆ หล่อนกะพริบตาช้า ๆ อย่างคนเกียจคร้าน ตากับยายมองดูดวงตากลมใสแป๋วคู่นั้นพลันใจอ่อนยวบ นางช่างน่าเกลียดน่าชังยิ่งนัก “ลูกผมหนักเท่าไรครับ” อินทรถามพยาบาล เขาตื่นเต้น ดีใจ มีความสุขจนล้นปรี่ น้ำตาเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัว “สามพันหกร้อยกรัมค่ะ” “เมียผมละครับ” “คุณแม่ปลอดภัยแล้วค่ะ อีกสักพักจะพาไปที่ห้องพักแล้วค่ะ” มาลาก้มมองหลานใกล้อีกนิด “หลานยายน่าเกลียดน่าชังเหลือเกินลูก” ถ้าเด็กคลอดออกมาน้ำหนักได้ขนาดนี้ถือว่าสมบูรณ์มาก แม้ก่อนหน้าเวลาที่เธอคลอดลูกจะไม่รู้ว่าลูกแต่ละคนหนักเท่าไร แต่ก็ตัวไม่ใหญ่เท่าหลานคนนี้ “หน้าคล้ายพี่เขย ผิ
ก่อนกลับบ้านพัก พลากรพาปาริชาติไปเดินเลือกซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าและดูหนัง รับประทานอาหารเย็นด้วยกันแล้วจึงพาเธอกลับบ้าน เขาเดินเข้าไปส่งเธอถึงในห้องรับแขก “ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเป็นธุระให้ปอย” วันนี้เธอมีความสุขมากที่ได้มีเวลาอยู่กับเขาทั้งวัน เขาเองก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ แถมยังช่วยถือของให้ ทำตัวคล้ายเป็นแฟนเธออย่างไรอย่างนั้น เฮ้อ! ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองเลย “ไม่เป็นไรพี่ว่าง”“แล้วพี่กรจะไปเดินป่าวันไหนคะ”“จะไปกับพี่เหรอ” เขาหรี่ตาถาม“ก็ถ้าพี่กรไม่มีเพื่อนไป ปอยไปให้ก็ได้ค่ะ แต่ปอยขอไม่ไปที่ที่มีทากดูดเลือดนะคะ” เธอทำท่าขนลุกขนพองเมื่อคิดถึงหน้าตาของทากดูดเลือด“แม้ว่าพี่จะให้เธอขี่หลังอย่างนั้นเหรอ”เธอยิ้มแหย “ลำบากพี่กรเปล่า ๆ ค่ะ” ครั้งก่อนยังอายไม่หาย ครั้งนี้จะให้ขี่หลังอีกแล้วเขายิ้มเจ้าเล่ห์สาวเท้าเข้ามาใกล้เธออีก “แต่วันนี้พี่ยังไม่ได้จองห้องพักเลย พี่ขอนอนค้างที่นี่ด้วยคนได้ไหม” เขาเอ่ยขอหน้าด้าน ๆ “เอ่อ…” “ปอยนอนคนเดียวตั้งหลายคืนไม่กลัวผีหรือไง” เขาว่า กวาดตามองไปทั่วห้อง ที่นี่ก็มีตั้งหลายห้องทำไมไม่แบ่งให้
“ผู้หญิงค่ะ” ถ้ายังอยู่ที่บ้านเดิมคงยังไม่รู้เพศลูก อีกทั้งยังไม่ได้ฝากครรภ์ จินดายิ้มพอใจ “หญิงก็ดีชายก็ดี คงสวยหล่อทั้งคู่” ได้พิศมองใบหน้าลูกสะใภ้ชัด ๆ ถึงได้รู้ว่าเธองามมาก ผิวขาวเปล่งปลั่งเนียนละเอียด ใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้ม ดวงตากลมนัยน์ตาดำขลับ ขนตาเป็นแพงอนสวย หน้าเรียวมนอย่างธรรมชาติ ไม่ใช่สวยคมแบบศัลยกรรม ลำแขนกลมกลึงลูบคลำลื่นมือไปหมด กุมมือลูกสะใภ้คลึงเล่นเบา ๆ พอใจหนักหนา สมแล้วที่อินทรทั้งรักทั้งหลง ทั้งเก่งทั้งสวยใครจะไม่อยากได้มาครอบครอง เอกอมรมองดูด้วยความพอใจ อย่างน้อยภรรยาเขาก็หายบ้าแล้ว เมื่อวานพอรู้ว่าจะได้เป็นย่า พูดแทบไม่เป็นคำ เดินไปเดินมาคล้ายหนูติดจั่น ปาริชาติเดินออกมาจากบ้านพัก วันนี้เป็นวันหยุด เธอจะไปเยี่ยมมันหอมที่บ้าน วันที่เกิดเรื่องที่บริษัท ทุกคนตกใจแทบแย่เมื่อรู้ว่ามันหอมท้อง เธอเป็นผู้หญิงที่เก่งและแกร่งจริง ๆ เธอชะงักเท้าเมื่อมีหนุ่มคุ้นหน้าเดินเข้ามาในบ้าน เธอเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ แต่ใบหน้ากลับเปลี่ยนสี “เป็นอะไร ทำเหมือนกับเห็นผี” เสียงทุ้มเอ่ยถาม ใบหน้ายิ้มกรุ้มกริ่ม
“ว้าย!”ร่างอวบอิ่มร่วงจากบันไดขั้นที่สี่ลงมานอนพับเพียบอยู่ที่พื้น เอกสารกระจัดกระจายไปทั่ว “หอม!” อินทรร้องตามร่างภรรยาด้วยความตกใจสุดขีด ขายาว ๆ กระโดดสองสามก้าวลงมาจากบันไดขั้นสุดท้าย เพียงพริบตาเขาก็มาถึงร่างภรรยา รีบพยุงตัวเธอลุกขึ้นนั่ง “หอม หอมเป็นยังไงบ้าง” เขาเสียงสั่นจนทำอะไรไม่ถูก หน้าขาวซีด ตัวสั่นเทา มือของเธอกุมอยู่ที่ท้องเพราะรู้สึกปวดหน่วง ดวงตาหลุบต่ำมองขาตัวเอง คล้ายมีน้ำบางอย่างไหลออกมา “เลือด” พูดแค่นั้นมันหอมก็เป็นลมไปในทันที “หอม!” อินทรช้อนร่างภรรยาเดินลงมาด้านล่าง สั่งคนขับรถของโรงงานเสียงกร้าว “เอารถออก” คนขับรถทำตามคำสั่งอย่างทันท่วงทีเขามองภรรยาในอ้อมกอดด้วยสายตาสำนึกผิด หากเธอไม่เห็นเขากับปาริชาติเธอก็คงไม่ตกบันได “ทำใจดี ๆ ไว้นะหอม หอมอย่าเป็นอะไรนะ ถ้าเธอเป็นอะไรไปพี่จะไม่ให้อภัยตัวเองเด็ดขาด” เขาทั้งกอดทั้งหอมเมียด้วยความรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ ทำไมเลือดถึงไหลออกมาจากส่วนนั้นของเธอด้วย บริษัทอยู่ไม่ไกลจากโรงพยายาบาลนัก มันหอมจึงมาถึงมือหมอในเวาลาไม่ถึงสิบห้านาที อินทรนั่
ตื่นมาในเช้าวันใหม่มันหอมรีบลุกขึ้นไปนึ่งข้าวให้แม่ จากนั้นก็วกกลับเข้ามาในห้องของตนเพื่อส่องกระจกอีกครั้ง “ช่างงามจริง ๆ” มันหอมอดไม่ได้ที่จะพูดกับตัวเอง เธอรู้ว่ามันหอมคนก่อนเป็นคนขี้เกียจทำงานทำการ ขึ้นเขาหาของป่าก็นับครั้งได้ ทุกวันเธอขยันอยู่เรื่องเดียวคือไปสืบเสาะหาสมุ
มันหอมเดินเข้าไปในห้องตัวเองพลางครุ่นคิดไปด้วย เหตุใดเธอจึงไม่รู้ว่าตัวเองเรียนจบชั้นไหน รู้เพียงว่าทุกคนในหมู่บ้านนี้เรียนหนังสือจากผู้ใหญ่บ้านที่มีอายุราวห้าสิบปี ก่อนหน้าเป็นพ่อเฒ่าขวานเป็นคนสอน แต่หลังจากอายุเลยเข้าเลขเจ็ดไปแล้ว พ่อเฒ่าขวานจึงมอบหน้าที่นี้ให้กับผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นลูกชายของเขาเ
เธอนั่งนิ่งสักพักและเพิ่งเข้าใจความจริงทุกอย่าง ความจริงที่ว่าเธอได้ตายจากโลกเดิมมาแล้ว เธอกวาดสายตามองไปรอบตัวอีกครั้ง ชายหนุ่มคนที่ฉุดดึงเธอวิ่งหนีเสือมาด้วยกันกับเจ้าของร่างนี้ยังนอนสลบอยู่ถัดขึ้นไปจากเธอ ศีรษะของเขายังแนบอยู่บนก้อนหิน ซึ่งเป็นก้อนเดียวกันกับที่ศีรษะเธอกระแทกเข้าไป ขาข้างซ้ายของ
ฝนฟ้าเริ่มห่างหายเมื่อวันคืนเคลื่อนคล้อยเข้าสู่กลางเดือนตุลาคม บรรยากาศช่วงกลางดึกจนถึงเช้าตรู่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกหนา มองอยู่บนภูเขาสูงชันคล้ายมีปุยเมฆสีขาวนวลคลอเคล้าอยู่กับสายลมบางเบา ผู้คนที่ขึ้นเขามาหาของป่าสูดรับอากาศอันบริสุทธิ์เข้าปอดลึก แม้ช่วงนี้ฝนเริ่มตกเบาบางเพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแต่ผู้







