Share

เสียสละ

last update Petsa ng paglalathala: 2026-10-08 21:24:15

คำสัญญาอันหนักแน่นของเฉินฮ่าวหรานทำเอาซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ความนุ่มนวลที่ฉายชัดในดวงตาคู่คมของชายหนุ่มทำให้หัวใจของหมอสาวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมส่งเสียงตอบรับในลำคอ

"อื้ม"

เมื่อตั้งสติได้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางดึงมือเขาแล้วเดินตรงไปยังร้านหมอที่ดีที่สุดในตัวอำเภอทันที เฉินฮ่าวหรานที่เห็นท่าทีของนางรีบชะงักเท้า ขมวดคิ้วเอ่ยทัดทานด้วยความเกรงใจ

"จิ่วเอ๋อร์ ร้านหมอในเมืองค่าตรวจและค่ายาแพงยิ่งนัก ร่างกายข้าเป็นเช่นนี้มานาน แค่พักผ่อนกินอาหารให้อิ่มก็พอแล้ว อย่าเสียเงินโดยใช่เหตุเลย"

"ไม่ได้!" 

ซ่งจิ่วเอ๋อร์หันกลับมามองเขาด้วยสายตาจริงจังและเด็ดขาด

 "เงินมีไว้ใช้รักษาคน หากไม่มีร่างกายที่แข็งแรง จะมีเงินทองไปทำไม พวกเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว เมื่อตกทุกข์ก็ต้องช่วยกัน ยามป่วยไข้ก็ต้องดูแล ไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด"

นางเอ่ยคำว่าสามีภรรยาไม่ทอดทิ้งกัน ทำเอาเฉินฮ่าวหรานสะท้านไปทั้งอก ความอบอุ่นซาบซ่านพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจจนชายหนุ่มยินยอมเดินตามนางเข้าโรงหมอแต่โดยดี

ตลอดเวลาที่ท่านหมอจับชีพจรและตรวจร่างกาย ซ่งจิ่วเอ๋อร์คอยยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง นางคอยสอบถามอาการและจดจำตำรับยาที่ท่านหมอจัดให้อย่างละเอียด  แม้นางจะรู้ว่ายาชุดนี้ช่วยบำรุงธาตุได้ แต่โครงสร้างตัวยายังไม่สมบูรณ์และบำรุงได้ไม่ตรงจุดเสียทีเดียว

หลังจากจ่ายเงินค่ายาและออกจากโรงหมอ ซ่งจิ่วเอ๋อร์จึงแวะไปที่ร้านขายยาสมุนไพรอีกแห่ง เพื่อซื้อสมุนไพรบำรุงปอดและฟื้นฟูกำลังเพิ่มเติม นำมาปรับเสริมเติมสูตรเข้ากับยาของท่านหมอ เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ฟื้นฟูร่างกายได้ผลดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น

เมื่อจัดการเรื่องยาเสร็จสิ้น ทั้งสองก็เริ่มซื้อของเข้าบ้านครั้งใหญ่

ซ่งจิ่วเอ๋อร์จัดแจงเลือกซื้อข้าวสาร แป้ง เครื่องปรุงรส น้ำตาล เกลือ น้ำส้มสายชู เมล็ดพันธุ์ผักสารพัดชนิด ถั่วหลากหลายประเภทและเนื้อหมูสดชั้นดี นอกจากนี้ยังตรงไปร้านผ้า ซื้อผ้านวมหนานุ่ม เครื่องนอนใหม่สำหรับรับมือลมหนาว เสื้อผ้าสำเร็จรูปเนื้อดีคนละสองชุด และรองเท้าคู่ใหม่ใส่สบายอีกคนละคู่

ข้าวของมากมายกองพูนจนไม่อาจถือกลับได้ด้วยสองมือ ซ่งจิ่วเอ๋อร์จึงว่าจ้างเกวียนเทียมวัวของชาวบ้านให้ช่วยขนส่งของทั้งหมดกลับหมู่บ้าน

แสงตะวันดับแสงลงแล้ว ท้องฟ้าถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดและลมยามค่ำที่เริ่มพัดโชยชวนให้หนาวสั่น เกวียนวัวเล่มเก่าโยกคลอนไปตามเส้นทางขรุขระมุ่งหน้ากลับเข้าหมู่บ้าน

ซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลมาตลอดทั้งวัน เริ่มต้านทานความง่วงไม่ไหว เปลือกตาของนางหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ร่างผอมบางเริ่มเอนโอนไปตามแรงเหวี่ยงของเกวียน หัวเล็ก ๆ ของนางเผลอฟุบลง ซบเข้ากับไหล่หนาของเฉินฮ่าวหราน มือทั้งสองข้างเกาะแขนเสื้อของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหลับสนิทไปพร้อมเสียงหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ

"จิ่วเอ๋อร์"

เฉินฮ่าวหรานสะดุ้งโหยง ร่างกายของเขากระตุกวูบและเกร็งแข็งไปในทันที

กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเรือนผมและอุณหภูมิความอบอุ่นจากร่างบางที่ซบแนบชิดอยู่ข้างกาย ทำเอาหัวใจของชายหนุ่มเต้นระรัว เขานั่งตัวตรง เกร็งไหล่ข้างที่นางพิงไว้จนแข็งเกร็ง ไม้กล้าแม้แต่จะถอนหายใจแรง เพราะกลัวว่าขยับเพียงนิดเดียวจะทำให้นางตกใจตื่น

ดวงตาคู่คมก้มลงมองใบหน้ายามหลับใหลของภรรยา แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าที่เคยซูบซีด ยามนี้ผ่อนคลายและดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ชายหนุ่มระบายยิ้มละมุนออกมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอยากปกป้องสตรีผู้นี้เริ่มหยั่งลงในหัวใจของเขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แม้ในอดีตนางจะร้ายกับเขา แต่ก็เป็นเขาเองที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ เฉินฮ่าวหรานคิดอย่างนั้น

เขาค่อย ๆ ขยับตัวอย่างแผ่วเบา รวบเกร็งไหล่ให้เป็นที่พิงอันมั่นคง และปล่อยให้นางซบจนหลับสนิทไปตลอดเส้นทาง จนกระทั่งเกวียนเทียมวัวเคลื่อนมาหยุดลงที่หน้าบ้านดินหลังน้อย

เกวียนค่อย ๆ หยุดลงที่หน้าประตูรั้วบ้าน ลมพัดโชยมาปะทะผิวหน้า หอบเอาความเย็นเยียบของน้ำค้างยามค่ำคืนมาด้วย

เฉินฮ่าวหรานที่นั่งตัวเกร็งเป็นที่พิงให้นางมาตลอดทางค่อย ๆ ถอนหายใจยาวอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มเอียงใบหน้าลงเล็กน้อย มองเรือนผมนุ่มที่ยังคงซบอยู่บนไหล่ข้างซ้ายของเขา มือเกร็งผอมที่สั่นระริกเล็กน้อยยกขึ้นช้า ๆ ก่อนจะใช้นิ้วมือยาวแตะลงบนไหล่บางของนางอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้

"จิ่วเอ๋อร์ จิ่วเอ๋อร์"

 เสียงทุ้มกระซิบข้างหูนางอย่างอ่อนโยน ราวกับกลัวว่าหากเอ่ยเสียงดังความฝันอันอบอุ่นนี้จะหายไป

 "ถึงบ้านแล้ว"

ซ่งจิ่วเอ๋อร์ส่งเสียงประท้วงในลำคอแผ่วเบา ร่างบางขยับด้วยความเกียจคร้าน เปลือกตาปรือค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างงัวเงีย ความอบอุ่นที่พิงซบอยู่ตรงไหล่ทำให้จิตใจของนางเคลิบเคลิ้มจนไม่อยากลุก เมื่อสติคืนกลับมา นางถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเผลอเกาะแขนและซบไหล่เขามาตลอดทาง ความร้อนฉ่าพลันวิ่งแล่นขึ้นบนแก้มในความมืด นางรีบผละตัวออกแล้วก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเขินทันที

"ถึงแล้วหรือ"

 นางเอ่ยเสียงเบา หันไปจัดการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนขับเกวียนพร้อมเพิ่มเหรียญทองแดงเป็นค่าน้ำใจเล็กน้อย

จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันยกข้าวของมากมายลงจากเกวียน ยกไปจัดวางไว้ในครัวจนแน่นขนัดและจัดสรรไว้อย่างเป็นระเบียบ

เวลาที่ล่วงเลยมาจนดึกดื่น ซ่งจิ่วเอ๋อร์เห็นว่าร่างกายของเฉินฮ่าวหรานเริ่มแสดงความเหนื่อยล้าออกมา นางจึงตัดสินใจไม่ทำอาหารใหม่ แต่จุดไฟในเตานำข้าวต้มมันป่าเผือกหอมและยำผักกูดที่เหลือขึ้นมาอุ่นให้ร้อนจัด กลิ่นหอมอบอุ่นของอาหารป่าปรุงสุกใหม่โชยอบอวลในครัวอีกครั้ง ทั้งสองนั่งกินข้าวต้มอุ่น ๆ ฝั่งตรงข้ามกัน ความเงียบสงบในยามค่ำไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นความเรียบง่ายที่ชวนให้หัวใจผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หลังจากจัดการมื้อค่ำและเก็บล้างเสร็จเรียบร้อย เฉินฮ่าวหรานก็กุลีกุจอไปต้มน้ำร้อนให้อย่างรู้ความ เขาตักน้ำร้อนผสมน้ำเย็นในถังไม้ จัดแจงยกไปไว้ในห้องให้ซ่งจิ่วเอ๋อร์ได้ใช้อาบน้ำชำระร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ชายหนุ่มหลบออกมานั่งคอยอยู่ที่ลานบ้าน ยามเมื่อลมหนาวพัดผ่าน เขาก็ตักน้ำอุ่นที่เหลือมาชำระกายของตนเองอย่างรวดเร็ว

เมื่อจัดการร่างกายเรียบร้อย ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็นำเอาผ้านวมผืนใหม่หนานุ่มและเครื่องนอนที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดแกะห่อออก กลิ่นหอมของผ้าใหม่ผสานกับกลิ่นแดดอบอวลไปทั่วห้องนอนเล็ก ๆ ที่เคยมีเพียงเสื่อผืนเก่าชำรุด

ซ่งจิ่วเอ๋อร์อุ้มผ้านวมผืนหนาเตรียมจะนำไปปูลงบนพื้นมุมห้อง แต่เฉินฮ่าวหรานเข้ามาเห็นเสียก่อน ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น เข้าไปดึงผ้านวมในมือนางไว้ทันที

"เจ้าจะทำอะไร" 

เขาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

"ข้าจะปูนอนบนพื้นอย่างไรเล่า" 

ซ่งจิ่วเอ๋อร์เอ่ยตอบตามตรง 

"เตียงไม้กว้างพอสมควร แต่สภาพร่างกายของเจ้าเพิ่งฟื้นไข้ ควรจะได้นอนบนเตียงที่มั่นคงและอบอุ่น ส่วนข้านอนบนพื้นปูผ้านวมหนา ๆ เช่นนี้ก็สบายมากแล้ว"

"ไม่ได้เด็ดขาด" 

เฉินฮ่าวหรานปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงแม้จะไม่ดัง แต่กลับเต็มไปด้วยความเด็ดขาดอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก

 "เจ้าเป็นสตรี ร่างกายละเอียดอ่อนกว่าข้า วันนี้เจ้าแบกของหนัก เดินป่าไกล หากต้องมานอนบนพื้นดินเย็นชืดเช่นนี้ เกิดป่วยไข้ขึ้นมาข้าจะทำอย่างไร เจ้าต้องนอนบนเตียง ส่วนข้าเป็นผู้ชาย นอนบนพื้นแค่นี้สบายมาก"

"แต่เจ้ายังไม่หายดี ยาที่หมอจัดให้ยังไม่ทันได้ต้มกินเลยนะ" 

ซ่งจิ่วเอ๋อร์ดื้อดึง ยื้อฉุดผ้านวมไว้ไม่ยินยอมให้เขา

"จิ่วเอ๋อร์" 

เฉินฮ่าวหรานประสานสายตากับนาง ทอดมองนางด้วยความนุ่มนวลลึกซึ้งและแน่วแน่

 "หากข้ามอบสิ่งดี ๆ ให้ภรรยาตนเองไม่ได้ แม้กระทั่งเตียงนอนยังต้องแย่งชิงจากเจ้า ข้าจะมีหน้ายืดอกเป็นชายได้อย่างไร ให้ข้านอนบนพื้นเถิดนะ ถือว่าข้าขอร้องเจ้า"

น้ำเสียงอบอุ่นและสายตาที่แฝงไปด้วยความเคารพยกย่องในตัวนาง ทำเอาหัวใจของซ่งจิ่วเอ๋อร์อ่อนยวบลงทันตา นางมองแววตาที่ไม่มีวันยอมถอยของชายหนุ่มแล้วที่สุดก็ต้องยอมถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความพ่ายแพ้

"ก็ได้ ตามใจเจ้า" 

นางพึมพำตอบ รับผ้านวมผืนหนามาวางลงบนเตียงไม้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะจัดแจงปูเสื่อป่านผืนใหม่ นำผ้านวมอีกผืนและหมอนนุ่ม ๆ ไปจัดวางบนพื้นให้เขา เพื่อให้แน่ใจว่าไอเย็นจากพื้นดินจะไม่ระเหยขึ้นมากระทบร่างกายที่อ่อนแอของเขา

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เฉินฮ่าวหรานก็เป่าตะเกียงน้ำมันจนดับลง ความมืดมิดครอบคลุมไปทั่วห้อง เหลือเพียงแสงจันทร์นวลตาที่ส่องผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้เข้ามา ส่องกระทบเรือนร่างของคนทั้งสอง

ซ่งจิ่วเอ๋อร์ล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม กลิ่นผ้าใหม่และสัมผัสอบอุ่นทำให้ร่างกายที่เมื่อยล้าผ่อนคลายลงอย่างมาก แต่นางกลับนอนลืมตาในความมืด ฟังเสียงลมหายใจที่ค่อย ๆ ปรับเป็นจังหวะสม่ำเสมอของชายหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้นข้างเตียง

ความเงียบสงบอบอวลไปด้วยความนุ่มนวลที่ค่อย ๆ ซึมลึกเข้าสู่หัวใจของคนทั้งคู่ ชายหนุ่มที่เคยถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว บัดนี้มีสตรีที่คอยห่วงใยและปกป้อง และหญิงสาวที่เคยไร้ตัวตนในโลกเก่า ก็มีชายหนุ่มที่พร้อมจะยกย่องและปกป้องนางด้วยชีวิต

ซ่งจิ่วเอ๋อร์พลิกตัวหันหน้าไปทางขอบเตียง มองแผ่นหลังของเฉินฮ่าวหรานใต้แสงจันทร์ รอยยิ้มบาง ๆ จุดประกายขึ้นบนริมฝีปากของนาง ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   เด็กอกตัญญู

    ความหนาวเย็นของปลายฤดูใบไม้ร่วงหอบเอาความเย็นชื้นมาตามลม ซ่งจิ่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แต่พบว่าที่นอนข้างล่างพับเก็บเรียบร้อยอย่างมีระเบียบหมายความว่าเฉินฮ่าวหรานตื่นก่อนนางเมื่อเก็บที่นอนและทำความสะอาดเสร็จนางก็ออกมาสูดอากาศข้างนอก ถึงลมหนาวจะเริ่มโชยพัด แต่บรรยากาศกลับสดชื่นและปลอดโปร่งอยู่ไม่น้อย ผิดกับความเจริญที่นางเคยอยู่ มีชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแก่งแย่งแข่งขัน"ทะลุมิติก็ไม่ได้แย่ ได้เรียนรู้ตั้งหลายอย่าง ข้าโชคดีด้วยซ้ำไป"นางกวาดตามองไปรอบบ้านก็ไม่เห็นเฉินฮ่าวหรานจึงล้างหน้าล้างตาเข้าครัวเตรียมอาหารเช้า สักครู่เขาก็แบกฟืนหอบใหญ่เข้ามา"อากาศเย็นชื้น ทำไมออกไปข้างนอกเล่า"นางถามเมื่อเขาวางไม้ฟืนลง เฉินฮ่าวหรานยกมือปาดเหงื่อ ถึงจะมีสีหน้าสดชื่นขึ้นแต่ร่างกายนั้นผอมอมโรค เรี่ยวแรงก็ใช่ว่าจะมีมากพอให้ทำงานหนักได้"ข้าไม่อยากให้ขาดไม้ฟืน เลยไปเก็บมาสำรองไว้มาก ๆ"เขาเอ่ยขึ้นพร้อมลมหายใจหอบเล็กน้อย"ได้ออกแรงให้เหงื่อออกก็สดชื่นขึ้นมาก"ในแววตาของเขาไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาบอก และเป็นหลักพื้นฐานในการดูแลสุขภาพอยู่แล้ว"อืม"นางตอบสั้น

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   เสียสละ

    คำสัญญาอันหนักแน่นของเฉินฮ่าวหรานทำเอาซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ความนุ่มนวลที่ฉายชัดในดวงตาคู่คมของชายหนุ่มทำให้หัวใจของหมอสาวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมส่งเสียงตอบรับในลำคอ"อื้ม"เมื่อตั้งสติได้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางดึงมือเขาแล้วเดินตรงไปยังร้านหมอที่ดีที่สุดในตัวอำเภอทันที เฉินฮ่าวหรานที่เห็นท่าทีของนางรีบชะงักเท้า ขมวดคิ้วเอ่ยทัดทานด้วยความเกรงใจ"จิ่วเอ๋อร์ ร้านหมอในเมืองค่าตรวจและค่ายาแพงยิ่งนัก ร่างกายข้าเป็นเช่นนี้มานาน แค่พักผ่อนกินอาหารให้อิ่มก็พอแล้ว อย่าเสียเงินโดยใช่เหตุเลย""ไม่ได้!" ซ่งจิ่วเอ๋อร์หันกลับมามองเขาด้วยสายตาจริงจังและเด็ดขาด "เงินมีไว้ใช้รักษาคน หากไม่มีร่างกายที่แข็งแรง จะมีเงินทองไปทำไม พวกเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว เมื่อตกทุกข์ก็ต้องช่วยกัน ยามป่วยไข้ก็ต้องดูแล ไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด"นางเอ่ยคำว่าสามีภรรยาไม่ทอดทิ้งกัน ทำเอาเฉินฮ่าวหรานสะท้านไปทั้งอก ความอบอุ่นซาบซ่านพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจจนชายหนุ่มยินยอมเดินตามนางเข้าโรงหมอแต่โดยดีตลอดเวลาที่ท่านหมอจับชีพจรและตรวจร่างกาย ซ่งจิ่วเอ๋อร์คอยยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง นางคอยสอบถามอาการแ

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   ขายของล้ำค่า

    อาหารมื้อนี้ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้เป็นอย่างดี หลังจากอิ่มท้องร่างกายที่เคยอ่อนแรงของเฉินฮ่าวหรานก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองจัดแจงเก็บเห็ดหลินจือแดงและผลไม้ป่าลงในตะกร้าอย่างมิดชิด แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอตลอดเส้นทางแม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของคนทั้งคู่ แต่บรรยากาศที่มักห่างเหินถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดระยะห่างระหว่างก้าวเดินของชายหนุ่มค่อย ๆ ปรับให้เท่ากับหญิงสาวข้างกายอย่างใส่ใจเมื่อมาถึงตัวอำเภอที่ครึกครื้น เฉินฮ่าวหรานนำทางซ่งจิ่วเอ๋อร์ตรงไปยังร้านยาซื่อถัง ซึ่งเป็นร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เพราะสมุนไพรชั้นเลิศระดับนี้ มีเพียงร้านใหญ่เท่านั้นที่มีปัญญาจ่ายและกล้าซื้อไว้ทำกำไรทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูร้าน หลงจู๊กวาดสายตามองร่างผอมบางและเสื้อผ้าป่านซีดจางของคนทั้งสองก็เเค่นหัวเราะในลำคอ ไม่ออกมาต้อนรับและแสดงความรังเกียจโดยไม่ปิดบังแม้จะรู้ตัวแต่เฉินฮ่าวหรานไม่ได้แสดงความรู้สึกใดโต้ตอบ เขาเพียงเดินเข้าไปหยุดตรงโต๊ะด้านหน้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "หลงจู๊ ร้านของท่านรับซื้อสมุนไพรหายากหรือไม่""รับสิ แต่ร้า

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   เมนูบำรุง

    เฉินฮ่าวหรานพลันรู้สึกได้ถึงความเงียบอันแปลกประหลาด เมื่อเห็นซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อ และวงแก้มซูบซีดนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ ชายหนุ่มถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไปตาของเขาไหววูบเล็กน้อย ความเคอะเขินวิ่งแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เขาหมุนตัวกลับอย่างลนลานเพื่อแก้เก้อ "ข้า... ข้าจะไปเอาน้ำมาให้นะ"เขารีบก้าวเท้าตรงไปยังกาน้ำต้มสุก เทน้ำสะอาดอุ่นกำลังดีใส่ชามดินเผาแล้วส่งให้นาง ท่าทีของเขาก็ไม่ต่างจากนาง มือไม้ก็ไม่รู้จะยกขึ้นหรือแนบลำตัวดี ซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่ยังคงยืนก้มหน้านิ่งรับชามน้ำมาประคองไว้ในมือ รสสัมผัสของน้ำผ่านลำคอช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยไปได้มาก นางส่งชามคืนให้เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน"ขอบคุณ"เพียงคำขอบคุณจากปากของสตรีตรงหน้า กลับทำให้หัวใจของเฉินฮ่าวหราน วูบวาบอย่างแรง ชายหนุ่มสะดุด ร่างกายเกร็งไปชั่วขณะ เพราะนับตั้งแต่ถูกพามาทิ้งไว้ที่นี่และต้องแต่งงานกับนาง ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะเอ่ยคำขอบคุณหรือมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นนี้ มีเพียงคำด่าทอหยาบคายและความเหยียดหยามเท่านั้นเพื่อซ่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้น เฉินฮ่าวหรานจึงรีบ

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   ลงจากเขา

    ซ่งจิ่วเอ๋อร์กระชับสายตะกร้าบนไหล่ที่หนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนขาเริ่มสั่น แต่ความรู้สึกเต็มอิ่มในจิตใจกลับทำให้ทุกก้าวเดินของนางมั่นคงขึ้น นางต้องรีบก้าวเท้ากลับบ้านเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมอาหารบำรุงร่างกายให้เฉินฮ่าวหรานขณะที่กำลังเดินลัดเลาะกลับมาตามเส้นทางเดิมซึ่งเป็นทางแคบ ๆ ขนานไปกับลำธารป่า สายตาของนางก็พลันไปสะดุดเข้ากับดงต้นไม้ป่าขนาดปานกลางกลุ่มหนึ่งที่ชูช่อเรียงรายอยู่ริมลำธารตอนขาขึ้นเขานั้น ฟ้ายังไม่สว่างดีผนวกกับความมืดมิดยามเช้าตรู่ ทำให้นางมองข้ามพุ่มไม้นี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในยามนี้ เมื่อแสงแดดยามสายส่องกระทบลงมาจากช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ผลไม้ทรงกลมขนาดเท่าไข่ไก่ ผิวมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม เปลือกสีเขียวตองอ่อนมีสีชมพูระเรื่อแทรกซึมที่หัวผลจำนวนมากก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจนซ่งจิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้ ใช้มือเด็ดผลหนึ่งลงมา พิจารณาผิวด้านนอกและกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ที่โชยออกมา"ลูกท้อป่า"ดวงตาหญิงสาวเป็นประกายด้วยความยินดี ท้อป่าเหล่านี้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติริมน้ำ รสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวฉ่ำน้ำ อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร และยังมีน้ำตาลธรรม

  • สามีข้าแสนดีที่หนึ่ง   เจอของดี ๆ

    เมื่อกลุ่มชาวบ้านเดินมาถึงจุดนัดพบชายป่า พวกเขาก็หยุดก้าวเท้าแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่เดินตามหลังมาห่าง ๆ สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของนายช่างไม้ในหมู่บ้านตวาดขึ้นเสียงแหลม พลางชี้หน้าด่านางอย่างไม่เกรงใจ"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ เจ้าจะเดินตามพวกเรามาทำไมกัน บนเขานี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนใจดำอย่างเจ้า""ใช่ ไสหัวกลับไปเสีย พวกข้าพาเจ้าไปด้วยไม่ได้หรอก เกิดเจ้าไปแย่งผักป่า หรือเปิดปากด่าแช่งพวกข้าบนเขาขึ้นมา จะทำอย่างไร ถ้ายังไม่ยอมกลับไป พวกข้าจะตีเจ้าลงเขาเดี๋ยวนี้แหละ" ชายฉกรรจ์อีกคนในกลุ่มขู่ขึ้นพลางยกท่อนไม้ในมือทำท่าจะข่มขู่ทั้งหมดรวมกลุ่มกันส่งเสียงไล่และถลึงตาใส่นางด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะพากันรีบเดินหนีมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางป่าฝั่งซ้ายอย่างรวดเร็วซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนนิ่งมองตามหลังพวกชาวบ้านที่รีบเร่งเดินหนีไป นางไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้าซูบซีดกลับมีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ"คิดว่าคนอย่างข้าจะกลัวหรือไง"ในเมื่อรู้ทิศทางและลักษณะภูมิประเทศคร่าว ๆ จากการเดินตามกลุ่มชาวบ้านมาจนถึงตรงนี้แล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาใครอีก ซ่งจิ่วเอ๋อ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status