Masukเวลา 08.30 น.
สำนักงานใหญ่ของ LC Corporation ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจสำคัญของตัวเมืองชลบุรี บริษัทแห่งนี้ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก และถือเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ
เมื่อดับเครื่องยนต์เรียบร้อย กาญณรรรณก็เปิดประตูรถและก้าวลงมา วันนี้เธอแต่งกายด้วยกระโปรงจีบรอบสีดำ ความยาวเลยเข่าเล็กน้อย จับคู่กับเสื้อคอเต่าแขนกุดสีดำ และสวมทับด้วยเสื้อสูทสีฟ้าคราม รองเท้าคัตชูสีดำช่วยเสริมบุคลิกให้ดูสง่างามและเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น
เส้นผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าอย่างเรียบร้อย เหลือเพียงปอยผมบางส่วนที่ตกลงมาข้างกรอบหน้า ใบหน้าคมเฉี่ยว ผิวขาวอมชมพู และรูปร่างสมส่วนจากส่วนสูง 168 เซนติเมตร น้ำหนัก 52 กิโลกรัม ทำให้เธอดูโดดเด่นโดยไม่จำเป็นต้องแต่งเติมอะไรมากนัก
กาญณรรรณก้าวเดินเข้าอาคารด้วยท่าทางมั่นใจเต็มร้อย ราวกับความวุ่นวายในเช้าวันนี้ที่คอนโดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อเข้าไปในลิฟต์ เธอกดหมายเลข 9
ชั้น 9 ชั้น Executive Floor
เป็นชั้นสูงสุดของอาคารสำนักงานใหญ่และถูกจัดสรรสำหรับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโดยเฉพาะ ด้านหนึ่งเป็นห้องของ ประธานใหญ่ หรือพ่อของกาญณรรรณ ซึ่งปัจจุบันแทบไม่ได้เข้ามาทำงานที่สำนักงานแล้ว หลังจากมอบหมายให้ลูกสาวเข้ามาบริหารงานแทนอย่างเต็มตัว
ถัดจากห้องนั้นคือห้องทำงานของ ประธานบริษัท ซึ่งเป็นห้องของกาญณรรรณเอง
ฝั่งตรงข้ามเป็นห้องของ รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ หรือ ทิวา ลิ้มเจริญพงษ์ พี่ชายบุญธรรมของเธอ และถัดไปคือห้องประชุมผู้บริหารสำหรับการประชุมสำคัญของบริษัท
ส่วนชั้นดาดฟ้าถูกออกแบบเป็นพื้นที่พักผ่อนแบบ Outdoor มีทั้งสวนหย่อมขนาดเล็ก น้ำตกจำลอง โต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งพักหรือรับประทานอาหารประมาณเก้าชุด รวมถึงซุ้มกาแฟสำหรับพนักงานที่ต้องการพักสมอง พูดคุย หรือแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างช่วงพัก
ชั้น 1 ของอาคารก็ได้รับการออกแบบในลักษณะใกล้เคียงกัน เพียงแต่เน้นการรองรับลูกค้าและใช้เป็นพื้นที่สำหรับพบปะเจรจาธุรกิจระหว่างฝ่ายต่างๆ
แนวคิดทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในผลงานแรกๆ ของกาญณรรรณ
หลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัทได้เพียงสองสัปดาห์ เธอก็เสนอให้ปรับพื้นที่สำนักงานบางส่วนให้เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศในการทำงานและการแลกเปลี่ยนความคิดมากขึ้น
แม้ในช่วงแรกจะมีกรรมการบางคนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของโครงการ แต่หลังจากเธอนำเสนอแนวคิดอย่างเป็นระบบ คณะกรรมการบริหารก็ลงมติเห็นชอบในที่สุด
และผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้พื้นที่ทั้งสองกลายเป็นหนึ่งในจุดเด่นของสำนักงานใหญ่ในเวลาต่อมา
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้น ประตูเปิดออก กาญณรรรณก้าวออกจากลิฟต์ ก่อนเลี้ยวซ้ายไปตามทางเดินจนมาถึงบริเวณหน้าห้องทำงานของตัวเอง
วีรภาพมาถึงก่อนแล้วตามที่เธอสั่ง เลขาหนุ่มกำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่ที่โต๊ะประจำหน้าห้อง เมื่อเห็นเจ้านายเดินมา เขาก็รีบลุกขึ้น “บอสครับ” กาญณรรรณหยุดเดิน “ผมเตรียมห้องประชุมและเอกสารสำหรับการประชุมเรียบร้อยแล้วครับ วันนี้ผู้บริหารเข้าประชุมครบทุกคน”
“อืม...ดี”
เธอตอบสั้นๆ ก่อนเดินผ่านเข้าไปในห้องทำงาน
การประชุมในวันนี้เกี่ยวข้องกับโครงการหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ทิวา ลิ้มเจริญพงษ์ รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ หรือในอีกสถานะหนึ่ง ... พี่ชายบุญธรรมของกาญณรรรณ
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองค่อนข้างซับซ้อนมาตั้งแต่ต้น ก่อนที่ทิวาจะเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัว เขาเคยเป็นรุ่นพี่มหาวิทยาลัยของกาญณรรรณ และเคยมีความรู้สึกดีๆ ให้เธอมาตั้งแต่ในช่วงนั้น
ทิวาคอยช่วยเหลือ ดูแล และอยู่ข้างเธอมาเสมอ ส่วนกาญณรรรณเองก็รู้เรื่องนั้นดี แต่สำหรับเธอ ความรู้สึกที่มีต่อทิวาไม่เคยเกินเลยไปจากคำว่า พี่ชาย จนกระทั่งหลังจากทิวาเรียนจบ มารดาของเขาแต่งงานกับบิดาของเธอ ความสัมพันธ์ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไป
กาญณรรรณไม่พอใจกับการแต่งงานครั้งนั้น และด้วยนิสัยที่มักแสดงอารมณ์ออกมาตรงข้ามกับความรู้สึกจริง เธอจึงเผลอพาลโกรธทิวาไปด้วย ทั้งที่รู้ดีว่าเขาไม่ได้มีส่วนผิดกับเรื่องนี้เลย ยิ่งรู้ว่าทิวายังคงมีใจให้เธอ เธอก็ยิ่งพยายามสร้างระยะห่าง บางครั้งถึงขั้นพูดจาถากถางหรือเย็นชาใส่เขาโดยตั้งใจ ไม่ใช่เพราะเกลียด แต่เพราะไม่ต้องการให้เขาหวังในสิ่งที่เธอไม่สามารถตอบกลับได้
ทิวาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ สูงถึง 186 เซนติเมตร มีรูปร่างแบบนักกีฬา ใบหน้าคมเข้ม บุคลิกสุขุมและสง่างาม ไม่ว่าจะปรากฏตัวที่ไหน เขามักได้รับความสนใจจากคนรอบข้างเสมอ นอกจากรูปลักษณ์แล้ว ความสามารถในการทำงานของเขาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน
หลังจากบิดาของกาญณรรรณแต่งงานกับมารดาของทิวา เขาได้รับการสนับสนุนให้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ในสาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมตัวกลับมาช่วยบริหารกิจการของครอบครัว
อีกเหตุผลหนึ่งที่บิดาของเธอเลือกส่งทิวาออกไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็เพราะต้องการให้ทั้งสองคนมีระยะห่างจากกันสักพัก เขารู้ดีว่าลูกสาวยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว และหวังว่าเวลาอาจช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
หนึ่งปีหลังจากทิวาเดินทางไปออสเตรเลีย กาญณรรรณเองก็เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษในสาขาเดียวกัน เพื่อเตรียมรับช่วงกิจการของครอบครัวในอนาคต ทิวาใช้เวลาเพียงประมาณหนึ่งปีครึ่งก็สำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และกลับเข้ามาทำงานที่บริษัท แต่หลังจากกลับมาได้เพียงหนึ่งปี เขาก็ต้องสูญเสียมารดาไปด้วยโรคมะเร็ง
แม้ภรรยาจะเสียชีวิตไปแล้ว บิดาของกาญณรรรณก็ยังคงรับทิวาไว้ในฐานะบุตรบุญธรรมอย่างเป็นทางการ และมอบตำแหน่ง รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ให้เขาดูแล จากวันนั้น ทิวาจึงกลายเป็นกำลังสำคัญอีกคนของ LC Corporation
หลังจากเหตุการณ์ลอบทำร้ายรณภพผ่านไป 5 วัน หมายจับพร้อมหมายศาลของอเนกและวิภาก็ได้รับการอนุมัติเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าดำเนินการทันที โดยครั้งนี้ข้อหาที่ทั้งสองได้รับนั้นหนักกว่าคดีที่ผ่านมาอย่างมาก นั่นคือ ข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เสียงกริ่งหน้าห้องพักของอเนกดังขึ้น วิภาซึ่งเป็นคู่ขาของเขาเดินไปเปิดประตูด้วยความเคยชิน โดยไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าใครเป็นผู้มาเยือน ทันทีที่ประตูเปิดออก เธอก็ต้องชะงัก เมื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบเต็มยศยืนอยู่หน้าห้อง “ตำรวจครับ” เจ้าหน้าที่แสดงตัวพร้อมเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที “นี่มันอะไรกัน! พวกคุณจะมาจับผมด้วยข้อหาอะไรอีก? คดีฉ้อโกงก็จบไปแล้วไม่ใช่เหรอ!” อเนกตะโกนขึ้นด้วยความไม่พอใจ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาภายในห้อง ร้อยตำรวจโทเจษฎา หัวหน้าชุดจับกุม เดินเข้ามาพร้อมยื่นหมายจับและหมายศาลให้อเนกตรวจสอบ “ผมร้อยตำรวจโทเจษฎา สารวัตรฝ่ายสืบสวน เป็นหัวหน้าชุดจับกุมในครั้งนี้ครับ ... คุณถูกออกหมายจับในข้อหาพยายามฆ่าคุณรณภพ เจริญพาณิชย์ และพยายามฆ่าคุณพจน์ เจริญพาณิชย์ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน” อเนกนิ่งไปทันที
“เป็นไงบ้างลูกชาย?” ชายสูงวัยเดินเข้ามาภายในห้องพักผู้ป่วย พร้อมเอ่ยถามอาการของชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นไรมากครับคุณพ่อ มีเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้นครับ พักรักษาตัวอีกประมาณ 4–5 วันก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วครับ” รณภพตอบด้วยรอยยิ้ม “อือ... ดีแล้วล่ะ ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว” เดชอนันต์พยักหน้าด้วยความโล่งใจ ก่อนหันไปมองลูกสาวของตัวเองที่นั่งอยู่ข้างๆ “ไม่อย่างนั้นภรรยาของเธอคนนี้คงอยู่ไม่สุขแน่ๆ” “ตอนนี้คุณพ่อมีลูกชายแล้ว หนูก็ไม่มีความหมายแล้วสินะคะ ถึงได้ปิดบังเรื่องสำคัญกับหนูแบบนี้...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจเล็กน้อย ก่อนจะเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “เดี๋ยวนะคะ ... เมื่อกี้คุณพ่อพูดว่า ... ภรรยา?” หญิงสาวค่อยๆ หันกลับไปมองชายสูงวัยตรงหน้าอย่างสงสัย “ใครภรรยาใครคะ?” เดชอนันต์มองหน้าลูกสาว ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ “ยัยรัน ... แกคิดว่าฉันเป็นใครกัน?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดูปนตำหนิ “แกคิดว่าจะปิดบังฉันเรื่องที่แอบไปจดทะเบียนสมรสกับลูกเขยของฉันได้อย่างนั้นเหรอ? คิดว่าฉันจะไม่รู้หรือไง ฉันเป็นพ่อแกนะ!” กาญณรรรณนิ่งไปทันที เธอมองหน้าบิดาของตัวเอง
เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงได้ ประตูห้องไอซียูเปิดออก พร้อมกับแพทย์ผู้ดูแลที่เดินออกมา “ไม่ทราบว่าใครเป็นญาติของคนไข้ครับ?” กาญณรรรณรีบลุกขึ้นทันที “ฉันค่ะ... ฉันกาญณรรรณ ภรรยาของเขาค่ะ สามีดิฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ?” แต่ก่อนที่แพทย์จะได้ตอบ เสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง “คุณหมอครับ ขอเชิญพูดคุยทางนี้ก่อนครับ” แพทย์หันไปมองเจ้าของเสียง ก่อนสังเกตเห็นเครื่องแบบตำรวจและดาวสามดวงบนบ่าพร้อมเครื่องหมายมงกุฎ “ครับ ... คุณคือ?” ชายคนนั้นแนะนำตัวอย่างสุภาพ “ผมพันตำรวจโทอินทัชครับ รองผู้กำกับการและพนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ เรียกรองผู้กำกับก็ได้ครับ ... ผมขอรบกวนคุณหมอช่วยย้ายคนเจ็บไปพักรักษาตัวที่ห้องพิเศษด้วยครับ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ทางเราจะประสานกับทางโรงพยาบาลและญาติผู้ป่วยอีกครั้ง” แพทย์ยังคงมีสีหน้าสงสัย “เอ่อ ... ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?” พันตำรวจโทอินทัชจึงอธิบายสถานการณ์ที่แท้จริง “เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาครับ แต่มีแนวโน้มว่าเป็นการพยายามฆ่า ทางเราจึงขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลในการปกปิดข้อมูลอาการของผู้ป่วย รวมถึงจำกัดการเข้าถึงข้อม
ย้อนกลับไป เวลา 02.30 น. ผับแห่งหนึ่งที่พจน์มักมาใช้บริการเป็นประจำ หลังจากดื่มจนเมาได้ที่ พจน์เดินออกมาจากผับพร้อมกับหญิงสาวคู่ขาที่เขาควงมาด้วย สีหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความอารมณ์ดีจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปยังรถของเขา จู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์จำนวน 4 คนเดินเข้ามาขวางทาง “จะรีบไปไหนวะ?” หนึ่งในชายกลุ่มนั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนประสาท พจน์ที่อยู่ในอาการมึนเมา เมื่อถูกขวางทางก็เริ่มไม่พอใจ เขามองชายทั้งสี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนพูดสวนกลับทันที “พวกแกมีปัญหาอะไรกับกู! ไม่รู้หรือไงว่ากูเป็นใคร?” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งหัวเราะเยาะ “ถ้ามึงยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ... เดี๋ยวกูช่วยเตือนความจำให้เอง” ทันทีที่พูดจบ ชายทั้งสี่ก็พุ่งเข้าใส่พจน์ทันที ทั้งหมัด และเท้ากระหน่ำเข้าใส่ร่างของเขาอย่างไม่ยั้ง “โอ๊ย! หยุดนะ!” เสียงร้องของพจน์ดังขึ้นด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขาล้มลงกับพื้น ขณะที่ชายทั้งสี่ยังคงรุมทำร้ายอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวที่เดินมาด้วยกันตกใจจนหน้าซีด เธอรีบร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่บริเวณนั้น “ช่วยด้วย! มีคนถูกทำร้าย! ช่วยด้วยค่ะ!” แต่ท
ห้องสอบสวน สถานีตำรวจประจำจังหวัด “นี่มันหมายความว่ายังไงครับ!” เสียงชายทั้งสองดังขึ้นพร้อมกัน หลังจากที่พวกเขาอ่านบันทึกข้อความและข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดเตรียมไว้ให้ “มันเป็นแค่อุบัติเหตุเท่านั้นนะครับ! จะกลายเป็นคดีพยายามฆ่าได้อย่างไร!” ชายคนหนึ่งรีบโต้แย้งด้วยสีหน้าตกใจ “ใช่ครับ ... พวกคุณกำลังเข้าใจอะไรผิด พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร” อีกคนพูดเสริมทันที แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ ประตูห้องสอบสวนก็ถูกเปิดออก ชายในชุดสูทเดินเข้ามาภายในห้อง พร้อมแฟ้มเอกสารในมือ “ผมเดชณรงค์ ทนายความตัวแทนของบริษัท JP แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด” เขากล่าวแนะนำตัว ก่อนเดินตรงเข้าไปหาชายทั้งสอง “พวกคุณลองดูเอกสารเหล่านี้ก่อนนะครับ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้การอย่างไรต่อไป” ทนายเดชณรงค์วางซองเอกสารลงตรงหน้าพวกเขา ชายทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนหยิบซองขึ้นมาเปิดด้วยความสงสัย ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน ... สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที “นี่มันอะไร!” ภาพถ่ายจำนวนหนึ่งถูกนำออกมา เป็นภาพของพวกเขาขณะติดต่อกับวิภา รวมถึงภาพที่เกี่ยวข้องกับอเนก ชายทั้งสองนิ่งเงียบ มือที่ถือเอกสารเริ่มส
ส่วนรถอีกสองคันที่ขับตามรถกระบะทั้งสองคันมา ต่างก็เกือบชนซ้ำ แต่สามารถเบรกได้ทัน ไม่นาน คนขับรถทั้งสองคันก็ลงจากรถ และรีบวิ่งไปยังรถคู่กรณี แต่ก่อนที่พวกเขาจะเข้าใกล้รถคู่กรณี ... ชายสองคนที่เดินเข้ามากลับหยิบบัตรแสดงตัวออกมา “ตำรวจครับ” พร้อมเข้าควบคุมตัวคนขับรถทั้งสองคันในทันที “คุณทั้งสองคนขอให้รออยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ เหตุการณ์นี้ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม” ตำรวจทั้งสองนายที่แสดงตัวเอ่ยขึ้น ทำเอาคนขับรถชนและก่อให้เกิดอุบัติเหตุมีท่าทีตกใจทันที “ผมไม่ได้ตั้งใจครับคุณตำรวจ!!!” ชายที่ขับรถชนท้ายรีบพูดขึ้น “ผมก็ไม่ได้ตั้งใจครับ ผมไม่ได้คิดว่าจะเกิดเหตุแบบนี้” ชายอีกคนที่ขับรถชนด้านข้างรีบพูดเสริม แม้ทั้งสองคนจะอยู่คนละฝั่งของสี่แยก แต่กลับพูดประโยคเดียวกันด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้พวกคุณเพียงแค่ให้ข้อมูลตามความจริงกับเจ้าหน้าที่” ตำรวจนายหนึ่งกล่าวขึ้น “จากสถานการณ์เบื้องต้น เหตุการณ์นี้อาจเกิดจากความประมาทจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ต้องรอการตรวจสอบจากหลักฐานอีกครั้ง” ตำรวจอีกคนกล่าวเวริม “รถของคุณมีประกันหรือเปล่าครับ?” “ไม่มีครับ... ผมต้องทำอย่







