登入“ไม่มี นิดแค่คิดถึงย่าเฉยๆ ไว้วันอื่นนะ”
“ก็ได้ๆ” อคิราห์ว่าตามนั้น ก่อนจะเผยอปากหมายจะเอ่ยอีกประโยค
“นิดไปเองได้อี้” แค่มองตาเธอก็รู้ประโยคถัดไปของอคิราห์แล้ว
“ตามใจละกัน” เขาเบื่อคนรู้ทัน แล้วเหลือบมองดวงหน้าสวยหลายหน เริ่มรู้สึกตงิดขึ้นมา กลัววนิดาจะเผชิญหน้ากับปัญหาแล้วไม่ยอมบอกกัน
พอถึงเวลาเลิกงานก็เห็นวนิดารีบเก็บกระเป๋าแล้วหายออกไปจากออฟฟิศอย่างเร็วไว โดยไม่ได้มาบอกลากันด้วยซ้ำ
‘หรือไอ้พวกนั้นมาตามรังควานอีก’
อคิราห์คิดถึงความเป็นไปได้ ที่วนิดาไม่ยอมบอกเพราะไม่อยากให้เขาห่วง และคงอยากจะแก้ไขด้วยตัวเองก่อน นึกแล้วอยากจะหยิกให้เนื้อเขียว
‘จะไม่ให้เราห่วงได้ไง’
อคิราห์ทำหน้าน้อยใจ พร้อมยกมือขึ้นกอดอก ทำหน้าบูดเบี้ยว เขากลอกตาไปมาอยู่สามสี่รอบก็กระเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ทำงานแล้วเดินหายไปขึ้นรถอย่างเร็วไว มุ่งตรงไปยังบ้านคุณย่าของวนิดา ทว่าเมื่อไปถึงก็ต้องขมวดคิ้ว
“ทำไมบ้านมืดแบบนี้”
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว แต่ภายในบ้านกลับไม่มีแสงไฟเล็ดลอดออกมาเลย อคิราห์ก้าวเท้าลงไปยืนชิดกับริมรั้วแล้วชะเง้อมองเข้าไป
“ทำไมเหมือนไม่มีใครอยู่ด้วย”
อคิราห์สงสัย วนิดาก็น่าจะมาถึงแล้ว หรือจะออกไปข้างนอกกัน จังหวะนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“อ้าวพ่อหนุ่ม”
“สวัสดีค่ะ” สองมือพนมขึ้นไหว้ หลังหันไปมองคุณป้าเพื่อนบ้านที่ออกมาทักทาย
“เพื่อนหนูนิดใช่ไหมลูก” วรรณาหรี่ตามอง เพราะไม่ได้หยิบแว่นออกมาด้วยเลยเห็นหน้าคนเด็กกว่าไม่ชัดนัก
“ใช่ค่ะ”
อคิราห์ส่งยิ้มให้คุณป้าข้างบ้านที่เขาเคยพูดคุยและซื้อขนมมาฝากอยู่สองสามหน ก่อนจะได้ฟังประโยคที่ทำให้นึกห่วง
“ประนอมไม่อยู่บ้านหรอกหนู”
คนฟังชะงักกึกไป คุณย่าไม่อยู่ แล้ววนิดากลับมาหาใครกัน หรือจะกลับมาเฝ้าบ้านให้
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”
“ประนอมไปปฏิบัติธรรมสี่วันแล้ว อีกสองสามวันถึงจะกลับ” วรรณาว่าไปตามที่รับรู้มา
“หรือคะ...แล้วหนูนิดได้มาที่นี่ไหมคะ”
“หนูนิดไม่ได้มานะลูก ป้าคอยดูแลบ้านให้มาสี่วันแล้ว” วรรณาทำตามคำไหว้วานของเพื่อนบ้านเป็นอย่างดี
“ขอบคุณมากเลยค่ะ” อคิราห์พนมมือไหว้แล้วถอยกลับไปขึ้นรถ ในหัวมีคำถามผุดขึ้น
“ทำไมนิดต้องโกหกเรา”
อคิราห์ไม่เข้าใจเลย แล้วนึกไปถึงคำบอกเล่าของพี่สาวเมื่อวาน
“ไม่จริงหรอก หนูนิดคงมีเหตุผลอื่น โทร.ไปก็ไม่รับ”
ไม่มีทางที่จะเป็นแบบนั้นไปได้ วนิดาไม่โกหกเขาเพื่อไปหาผู้ชายแน่ แล้วนึกห่วงมากขึ้นไปอีกเมื่อต่อสายหาสามครั้งแล้วแต่วนิดาไม่รับเสียที จึงตัดสินใจขับรถตรงไปหาที่หอพัก หวังว่าเจ้าตัวจะอยู่ที่นั่น
ตลอดทางที่ขับไป หัวใจของอคิราห์ราวกับถูกไฟแผดเผาด้วยความเป็นห่วงที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเชื่องช้ามากกว่าจะถึงจุดหมาย ทว่าแค่รถเคลื่อนไปใกล้หน้าทางเข้าหอพักกลับต้องชะลอรถเมื่อเห็นบางอย่างเข้า
“หนูนิด”
เขาเห็นวนิดาก้าวเท้าลงมาจากรถคันหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะส่งยิ้มให้คนที่อยู่ภายในรถ เขาไม่แน่ใจว่าเป็นใครกัน เพราะอยู่ห่างออกมา แต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก็ได้คำตอบ
คนที่ก้าวเท้าลงมาจากรถคือเพื่อนของวนิดาที่มีผิวสีแทน ไว้ผมยาว ทั้งสองส่งยิ้มพลางพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง
“นี่เหรอเหตุผลที่โกหกเรา”
อคิราห์แทบเปล่งเสียงไม่ออกจากลำคอ นึกถึงคำพูดของวนิดาที่บอกว่าคนนี้เป็นเฟรนด์โซน ถ้าจริงคงไม่ต้องมาโกหกกัน
วินาทีนั้นหัวใจก็มีอาการบีบตัวรุนแรงจนรู้สึกเจ็บ แล้วหันไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดแนบหู ขณะมองไปยังเบื้องหน้า
เขาเห็นวนิดาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดู แต่ไม่ได้กดรับ ทำเพียงเบาเสียงลง แล้วพูดคุยกับเพื่อนคนสำคัญต่อ
อคิราห์ปวดใจราวกับด้านในเป็นรูพรุน แล้วกดโทร.หาอีกครั้ง ในครั้งนี้วนิดายอมกดรับสาย
“นิด” เขาส่งเสียงสั่นๆ ที่พยายามบังคับให้เป็นปกติไป
“ว่าไงอี้” วนิดาขยับตัวออกห่างจากคนที่ขับรถมาส่งเล็กน้อย
“ถึงบ้านคุณย่าหรือยัง” อคิราห์กลั้นใจถาม ขอแค่วนิดาไม่โกหกอีก เขาพร้อมรับฟังเหตุผล ทว่าสิ่งที่ได้กลับมานั้นตรงกันข้าม
“เรา...ถึงแล้ว”
“อื้อ” เขาครางรับแทบไม่มีเสียง อารมณ์ตอนนี้ยากจะอธิบายได้ว่าโกรธ สับสน หรือน้อยใจ ด้วยไม่เข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น
“มีอะไรหรือเปล่า” วนิดาจับน้ำเสียงที่ไม่เป็นปกติได้ จึงนึกห่วง
“ไม่มี” อคิราห์บอกสั้นๆ แล้วกดวางสายไปทันที เพราะรู้สึกว่าลำคอปวดร้าวไปหมด หายใจไม่ออก คล้ายมวลอากาศกำลังหายไป เขาจึงขับเคลื่อนรถหนีความอึดอัดไปอย่างเร็วไว
เป็นเวลาเดียวกับที่วนิดานั้นเหลือบสายตามองเห็นรถเข้าพอดี
“อี้”
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างพร้อมรีบโทร.กลับไปหา แต่หนนี้อคิราห์ไม่ยอมรับสายบ้าง หัวใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ
‘งานเข้าแล้วยัยนิดเอ๊ย...’
ส่วนเรื่องความรักของทั้งสองจบลงหลังจากนั้นประมาณแปดเดือน เพราะเมธานินท์ถูกครอบครัวของเขากดดันอย่างหนักหลังเจ้าตัวและอริสราตัดสินใจบอกความจริงกับมารดา เพราะไม่อยากปกปิดอีกแล้ว บวกกับไม่อยากทำให้เขาถูกต่อว่า ซึ่งมันได้ลามไปถึงครอบครัวของเจ้าตัวด้วย จากนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย เพราะไม่อยากให้อริสราเสียใจ มารดาเขาก็ปิดปากเงียบ เพราะกลัวจะถูกมองไม่ดีที่ลูกสาวแอบมีความรัก “ที่สำคัญนะวนิดา เราไม่ได้ชอบผู้ชาย” อคิราห์บอกไปด้วยเสียงหนักแน่น “ฮะ” เป็นอีกครั้งที่วนิดาร้องอุทาน สีหน้ามีแววตกตะลึงซ้ำ “เราเคยบอกตัวกับพวกเพื่อนในกลุ่มไปแล้วแต่ไม่มีคนเชื่อ แต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะที่ผ่านมาก็มีแต่ผู้ชายมาจีบเรา อีกอย่างยัยส้มจี๊ดก็ใส่สีตีไข่ไปมาก” เมื่อพูดถึงเพื่อนต่างห้องตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก็กลอกตามองบน ฝ่ายนั้นมั่นใจเต็มร้อยว่าเขาชอบผู้ชายจากบุคลิกออกสาว ประกอบกับสนิทกับเมธานินท์ จึงได้กุข่าวมั่วแล้วนำไปกระจายทั่วโรงเรียน พร้อมใส่ร้ายว่าเขาแย่งคนรักตนไป เพราะแค้นที่ไม่สมหวัง แต่เรื่องวุ่นวายก็ยังไม่จบเท่านั้น ตอนเ
“เราจะบอกตัวเรื่องเฮียแม็ต” คนฟังขบปากอีกรอบ หัวใจมีความกลัวผุดขึ้นโจมตีอย่างหนัก “หนูนิดกำลังเข้าใจผิด เรื่องของเรากับเฮียแม็ตไม่มีวันเกิดขึ้น เฮียไม่มีวันเป็นผัวเรา ไม่มีวัน” เขาเน้นเสียงประโยคท้ายเพื่อยืนยันถึงความจริง นัยน์ตานั้นมั่นคงไม่มีแววล่อกแล่ก “แต่เราเห็น…” วนิดาแย้งขึ้นมา หากไม่จริงทำไมวันนั้นเธอถึงเห็นเจ้าสิ่งนั้น “เห็นอะไร บอกมา” อคิราห์ใคร่รู้เหตุผลที่ทำให้วนิดาไม่เชื่อ “นิดเห็นถุงยาง ที่เข้าร้านสะดวกซื้อก็เพราะไปซื้อมันมาไม่ใช่เหรอ” วันนั้นที่หน้าห้องเธอเห็นเต็มสองตา ผสมกับคำพูดของธนัชชาทำให้มีข้อสงสัยในคำบอกที่ได้มา “อ้อ...งั้นเดี๋ยวเรามา” อคิราห์ลากเสียงยาว ก่อนพลิกตัวเดินหายจากห้องไปพร้อมคว้าคีย์การ์ดติดมือไปด้วย ไม่นานเจ้าตัวก็กลับมาพร้อมของสำคัญในมือ “กล่องนี้ใช่ไหม” มือใหญ่ยกกล่องถุงยางอนามัยชูขึ้น “อืม” วนิดาครางรับในลำคอ แล้วนึกสงสัยว่าอคิราห์ยังไม่ได้ใช้มันหรอกเหรอ หรือว่าข้อสันนิษฐานของธนัชชาจะพลาดไป “เราไม่ได้ซื้อไว้ใช้กับเฮีย” อค
“อื้ม ว่าแต่เราจะได้หลานสาวหรือหลานชายนะ” วนิดาเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่อยากให้ธนัชชาต้องเครียดหรือกังวลกับเรื่องของเธอ “ไม่รู้สิ บางทีเราอาจจะได้ทั้งสองเลยก็ได้ นัทตื่นเต้นอะนิด” ธนัชชาอยากจะกรีดร้องออกมาเพื่อระบายความดีใจที่กำลังเต็มเปี่ยม วนิดาเองก็รู้สึกดีใจเช่นกัน แล้วนั่งคุยเป็นเพื่อนธนัชชาไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็ได้ข้อความจากอคิราห์บอกว่าพี่สาวปลอดภัยแล้ว พอสามีของเพื่อนมาถึงก็ขอตัวกลับ ส่วนธนัชชานั้นมองตามแผ่นหลังของเพื่อนแล้วนึกกังวลใจ ก่อนจะตัดสินใจโทร.หาอคิราห์ “นังอี้” “ว่าไง แกเป็นไงบ้าง” คนที่โล่งใจเรื่องพี่สาวแล้วขานรับและเอ่ยถาม “ฉันดีขึ้นแล้ว ว่าแต่คุยได้ปะ” “ได้ แกมีไร” ตอนนี้อคิราห์กำลังหย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาในห้องรับแขก เขาเพิ่งกลับมาถึงห้องเมื่อห้านาทีก่อน “อยากขอคำสัญญา” ธนัชชาบอกเสียงจริงจัง “ทองน่ะซื้อรับขวัญหลานอยู่แล้วไม่ต้องห่วง” “ไม่ใช่เรื่องนั้น” “แล้วแกจะให้ฉันสัญญาเรื่องไร” อคิราห์ทำหน้าไม่เข้าใจ มีเรื่องสำคัญอะไรถึงขั้นธนัชชาต้องเอ่ยขอ “เรื่อง
วนิดายืนนิ่ง สมองประมวลผลไม่ทัน เมื่อคืนอคิราห์ก็เงียบหายไปด้วย เธอเองก็ไม่ได้ส่งข้อความไปหา “นั่นๆ นางมาแล้ว หนูนิดลองสังเกตดูดิ...เห็นไหม” คำบอกนั้นทำให้วนิดาต้องดึงตัวออกมามอง ชั่วอึดใจเท่านั้นนัยน์ตาสวยก็ต้องสั่นระริก แล้วครางรับไปเสียงเบา “อื้อ” ฝ่ายคนที่เดินจ้ำมาถึงนั้นหรี่ตาจับผิด “กระซิบอะไรกัน” “เปล่า... ” น้ำเสียงของธนัชชาสูงเสียดฟ้า “โคตรไม่เนียนเลย” อคิราห์ว่า เสียงแบบนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ แต่ก็ไม่ได้คะยั้นคะยอถาม เพราะหันไปสนใจกับจำนวนคนที่ยืนรออยู่ด้านหน้าร้าน “คนเยอะมาก” ธนัชชาเห็นบัตรคิวแล้วอ่อนใจ “รอไปจ้ะ” สิ่งที่ทั้งสามทำได้เวลานี้คือรอเท่านั้น ธนัชชาย่นจมูก ก่อนจะมองไปยังเก้าอี้พลาสติกที่ว่างอยู่ “ฉันอยากนั่งอะ แกไปหยิบเก้าอี้ให้หน่อยได้ไหมอี้” “ได้ดิ” อคิราห์ขยับตัวไปหยิบเก้าอี้ให้ เข้าใจว่าวันนี้ธนัชชาคงเหนื่อย เพราะปกติเจ้าตัวชอบยืนมากกว่า ขนาดตอนไปต่อคิวดูหมอก็ยังไม่หวั่น ธนัชชายิ้มขอบคุณ ก่อนจะเป่าลมแรงๆ ออกจากปาก ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกค
“ชิ ที่แท้ก็มีคนที่อยากให้ไปช่วยแล้วนี่เอง” ธนัชชาพึมพำพร้อมรอยยิ้ม ดีใจที่เพื่อนนั้นดูมีความสุขเป็นร้อยเท่า ก่อนหันมองวนิดาที่กำลังทำหน้าคล้ายคนมีปัญหาในใจ “หนูนิด เป็นไรไหม ทำไมทำหน้าแบบนั้น” “ไม่มีอะไรนัท” วนิดารีบเก็บอาการพร้อมส่ายหน้า แล้วฝืนยิ้ม ธนัชชาหันไปเม้าท์กับอคิราห์ต่อ แล้วสองชั่วโมงต่อมาทั้งสี่ก็อิ่มท้องกับสเต๊กเนื้อแบบพรีเมียม “งั้นเราไปส่งหนูนิดก่อนละกัน ต่อด้วยนัท แล้วค่อยไปส่งเฮีย” อคิราห์เรียงลำดับตามความเหมาะสม เพราะคอนโดมิเนียมของเมธานินท์อยู่ไกลที่สุด&nb
ส้มจี๊ดคือคนที่เคยล้ออคิราห์เกี่ยวกับชื่อเรียกจีจี้ เป็นเหมือนเจ้ากรรมนายเวรที่ตามหาเรื่องกันมาตลอด ตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า สาเหตุก็มาจากชอบผู้ชายที่นั่งอยู่เบาะหน้า ส้มจี๊ดคิดแค้น เพราะเมธานินท์เลือกอคิราห์ พอได้มาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ตามหาเรื่องต่อ ถึงขั้นจ้างหนุ่มหล่อรุ่นพี่คนหนึ่งมาจีบอคิราห์ หวังให้รักแล้วจะหักอกภายหลัง แต่โชคดีที่อคิราห์นั้นไม่เล่นด้วย “ว่าแต่งานแกเป็นไงบ้าง” อคิราห์เอ่ยถาม เมื่อวันก่อนที่เอาของฝากไปให้ก็ไม่ได้คุยกันสักเท่าไร “ลากไส้มากช่วงนี้ แขกเยอะมาก” ธนัชชาทำหน้าเหนื่อยใส่เพื่อน “แล้วไม่ดี?” “ดีสิ นับเงินแทบไม่ทัน” ธนัชชาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม แล้วยกนิ้วขึ้นขยับประกอบท่าการนับเงิน เหนื่อยแ
“อื้ม” วนิดาเห็นร่างกำยำค่อยๆ ขยับตัวอีกครั้งอย่างเนิบนาบ จนในที่สุดความรู้สึกเหล่านั้นก็จางหายไป แทนที่ด้วยความสยิวและคลื่นปรารถนาพัดวน อคิราห์โน้มใบหน้าลงไปจูบปากอิ่มเป็นการปลอบประโลม แล้วค่อยๆ ขยับสะโพกอย่างเชื่องช้า เข้าออกเป็นจังหวะ ฟังเสียงครางหวานที่เขารู้สึกว่ามันเพราะดี
“นิดอยากทำเอง” มาถึงขั้นนี้แล้วเธอก็อยากลองทำเหมือนกับอคิราห์ แล้วเห็นเจ้าตัวกำมือแน่น ใบหน้าเอียงหลบไปด้านซ้าย เพราะเริ่มมีอาการอายขึ้นมา วนิดาหลุดขำแล้วยิ้มเอ็นดู พลันสูดอากาศเข้าปอดเพื่อเรียกความกล้า ชั่วอึดใจหนึ่งก็ยื่นมือไปแตะขอบกางเกงยีนส์ ส่งผลให้อคิราห์เกร็งตัวพร้อมกัดปา
“ข้ามขั้นตอนนี้ไปไม่ได้เหรอ นิดไม่อยากได้คำชมตอนนี้ นิดอาย” วนิดานึกอยากกดรีโมตคอนโทรลเลื่อนให้อคิราห์ข้ามขั้นตอนการเอ่ยชมไป ใช่ว่าไม่รู้สึกดี แต่มันกระดากอายจนอยากวิ่งหนี แค่สายตากับเสียงกลืนน้ำลายก็ทำเธอเขินจนแดงไปทั้งตัวแล้ว “แต่นิดสวย” อคิราห์แย้ง ไม่ใช่แค่ทรวงคู่เต่งตึง แต่
บทที่ 11 “อื้อ” วนิดาสัมผัสได้ถึงกลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์ที่เตะจมูก ตามมาด้วยความหวานปะแล่มที่กำลังรุกเร้ามากขึ้น อคิราห์อยากจะค่อยๆ แทะเล็มอย่างเนิบช้า แต่ปฏิกิริยาของร่างกายกลับทำราวกับคนหิวโซ ทั้งกดและบดปากนุ่ม หัวใจเต้นรัวแรงราวกับจะทะลุออกจากอก “อื้อ”







