LOGINทว่าในสติที่เริ่มพร่าเลือนอีกครา นางคล้ายได้ยินว่าอะไรนะ เฟิงอี้จะมอบบุตรให้กระนั้นหรือ?
ดังนั้น พอริมฝีปากได้รับอิสระ ขณะที่เฟิงอี้กำลังเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ นางจึงกัดฟันสะกดกลั้นความเสียวสยิว เค้นวาจาทีละคำ
“ข...ข้า อื้อ...ย...ยังไม่อยากมีลูก”
ตราบใดที่สามียังไม่ได้ความ เขาย่อมไม่คู่ควรเป็นบิดา เด็กน้อยที่ต้องเกิดมาจะได้ไม่น้อยเนื้อต่ำใจที่มีบิดาทำตัวไร้ค่าน่าอับอาย นางอาจชอบเขาอย่างไร้เหตุผลแต่คนเป็นบุตรธิดาจะยัดเยียดความรักเชิดชูโดยปราศจากเหตุผลน่าเชื่อถือไม่ได้
ความคิดของภรรยา เฟิงอี้มีหรือไม่ล่วงรู้เท่าทัน แน่นอนว่าเขาเองก็รู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษเช่นใด เขากับนางต่อกรกันตั้งแต่เด็กมีหรือไม่กระจ่างแจ้งถึงจิตใจอันซับซ้อนนั่น
ชายหนุ่มเงยหน้าจากยอดถันสีชมพูชูชัน เอ่ยเสียงต่ำ “เรื่องนี้เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก” กล่าวจบก็ก้มหน้าจัดการกับเนินอกอิ่มนุ่มที่แสนนุ่มหวานต่อ ยกเอวสอบขึ้นสุดกดลงสุด ขยับลึกล้ำจนไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดจังหวะวาบหวามชนิดนี้ได้
มาดูกันว่าน้ำพิสุทธิ์ของข้ากับยาห้ามครรภ์ของเจ้า ใครจะแน่กว่ากัน
หากมีบุตรถือกำเนิดเกิดมา เขานี่แหละจะเป็นบิดาที่ดี เป็นผู้นำสูงสุดของบ้าน ส่วนนางผู้เป็นภรรยาย่อมต้องหันเหความสนใจใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเคี่ยวเข็ญสอนสั่งบุตรธิดา หาใช่เขาไม่
หลังจากวันที่ตั้งปณิธาน สามีจึงเปิดศึกกับภรรยาอย่างดุเดือดเลือดพล่านมากกว่าเดิม
ฤดูหนาวที่อากาศเย็นเยียบ แต่เตียงตั่งในห้องหับกลับอุ่นชื้นร้อนระอุแทบมอดไหม้
เสียงครางเบาๆ ปนเสียงหอบหนักๆ ดังอยู่เป็นนาน ไม่เว้นสักราตรี
มีเพียงแค่ช่วงระดูของลู่เหมยมาเยือนเดือนละครา นางถึงได้สงบศึกจากสามีผู้หื่นกระหาย ได้พักร่างกายบ้าง
และเมื่อภรรยามีระดูมาตามปกติในรอบเดือน สามีอย่างเฟิงอี้ก็ให้รู้สึกพ่ายแพ้ยิ่งนัก
“ข้าขอพักผ่อนร่างกายด้วยแล้วกัน”
ได้ยินดังนั้นลู่เหมยก็กระหยิ่มยิ้มย่อง
น้ำแกงห้ามครรภ์ของนางแม้เบาบางแต่ได้ผลชะงัด ทำใครบางคนเริ่มท้อแล้วกระมัง
“ดีมากเจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่ควรหักโหมเกินไป”
ทว่าไม่นานกลับเห็นเฟิงอี้หิ้วตะพาบ[1]เข้าเรือนมา สั่งคนนำไปตุ๋นทำน้ำแกงหม้อใหญ่
“...”
ศึกสามีภรรยา ช่างยาวนานเกินห้ามใจ
แม้แต่งงานออกเรือนมาแล้วแต่ลู่เหมยก็ยังกลับไปช่วยงานบิดาที่โรงหมอเป็นครั้งคราว
ครอบครัวสกุลลู่ ภรรยาของลู่ฉือนามเจียอีทำได้เพียงช่วยหยิบจับงานหน้าร้านเล็กน้อยและช่วยคิดบัญชี ในขณะที่ลู่เมิ่งบุตรสาวคนโตอาศัยศึกษาหาความรู้จึงพอรู้วิธีรักษาคนบ้าง เห็นจะมีเพียงลู่เหมยที่ได้รับพรสวรรค์เรื่องยา ท่านหมอลู่ฉือจึงมีลูกมือที่ชำนาญสมุนไพรไว้วางใจได้คือนาง
เพียงแต่ด้วยเรื่องที่ลู่เหมยยุยงพี่สาวให้หนีตามบุรุษไป ทำให้ลู่ฉือไม่พอใจในตัวลู่เหมยเท่าใดนัก
ยิ่งได้รู้ว่าลู่เหมยทำลงไปเพราะอยากครอบครองเฟิงอี้แทนที่พี่สาวก็ยิ่งขัดเคือง
ท้ายที่สุดอาการมึนตึงนั้นก็สิ้นสุดลงเมื่อเขาได้รับจดหมายจากบุตรสาวคนโต ความว่านางได้แต่งเข้าจวนของคุณชายเมืองฮุ่ยโจวผู้นั้นอย่างราบรื่น อย่ากังวลอันใดอีก นั่นจึงส่งผลให้ปัญหาบิดาบุตรสาวคนเล็กหมดสิ้นไป
วันนี้หลังจากปรนนิบัติแม่สามีเรียบร้อย ลู่ฉือก็ส่งคนมาแจ้งให้ลู่เหมยไปช่วยปรุงยาตำรับใหม่ที่คิดค้นเพื่อใช้รักษาคนผู้หนึ่งที่เพิ่งรับเข้ามา อาจต้องค้างแรมสักหนึ่งเดือน
ลู่เหมยที่กลายเป็นคนของสกุลเฟิงแล้วย่อมมิอาจตัดสินใจเองได้ นางจึงรอให้แม่สามีพยักหน้าอนุญาตก่อน
“ไปเถิด อาหารสามมื้อแม่ดูแลตัวเองได้ ส่วนอี้เอ๋อร์ก็ให้หากินเองนั่นล่ะ เจ้าไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยปานนี้”
แท้จริงตั้งแต่ลู่เหมยแต่งงานเข้ามา จางซื่อติดรสมือลูกสะใภ้มาก หากไม่ได้กินอาหารฝีมือนางย่อมนอนไม่หลับ
ยามนี้ เพื่อไม่เป็นการจำกัดสะใภ้มากเกินไป...
แม่สามีช่างดีต่อนางเหลือเกิน แล้วลู่เหมยจะไม่อยากปรนนิบัติพัดวีได้อย่างไร
“ท่านพี่เล่าเจ้าคะ ข้าต้องรอแจ้งเขาหรือไม่”
เฟิงอี้หนีไปเที่ยวเตร่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างอีกแล้ว ลู่เหมยตามไปดูจึงรู้ว่าเขาอยู่กับสหายที่เรือนเร้นจันทร์
ที่นั่นไม่มีสิ่งใดน่ากังวลหรือเป็นห่วงจึงมิได้ตามกลับ เพราะถึงเวลาพลบค่ำ สามีตัวดีผู้นี้จะกลับมาทันที
[1] “ตะพาบ” เป็นหนึ่งในอาหารยอดฮิตบนโต๊ะอาหารจีน เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อว่า เมื่อนำเนื้อและกระดองมาต้มเป็นซุปแล้ว จะมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังและสมรรถภาพทางเพศได้
เรือนเร้นจันทร์เหล่าสหายนัดพบกันเพื่อร่ำสำราญเฉกทุกคราทว่าวันนี้เจ้าของเรือนกลับไม่สำราญเท่าที่ควรดวงตาของเฟิงอี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะโหมกระหน่ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเคือง ฮึดฮัดขัดใจจนต้องระบายความโกรธเกรี้ยวออกมาด้วยการตบโต๊ะดังปัง“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งปานใด ยิ่งใหญ่มาจากไหน บอกให้ข้าแต่งด้วยข้าก็ต้องแต่ง ปล่อยให้ข้านอนคนเดียว ข้าก็ต้องนอนคนเดียว สตรีน่าชังผู้นี้คิดว่าข้าเฟิงอี้รังแกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวรึ”โม่โฉวเกรงโต๊ะไม้สลักล้ำค่าจะหักหากยังปล่อยให้สหายระบายโทสะจึงรีบเอ่ยปลอบ “เจ้าใจเย็นก่อนเถอะ ภรรยาเจ้าขออนุญาตมารดาเจ้าแล้วนี่นา”“ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าเป็นสามี นางควรมาแจ้งข้าก่อน ส่วนเรื่องขออนุญาตมารดาควรเป็นข้าที่ออกหน้าให้” ยิ่งพูดยิ่งอึดอัดคับข้องใจ เฟิงอี้สีหน้าฉุนเฉียวขุ่นขึ้ง แววตาเยือกเย็นสาดประกายดึงดันแฝงความถือดีอันดื้อรั้น “สตรีออกเรือนกลายเป็นคนของสามี นางจะกลับบ้านเดิมแล้วค้างแรมนานเป็นเดือนได้อย่างไร”นึกถึงเตียงเคยอุ่นบัดนี้เย็นเยียบไร้เนื้อนุ่มให้กกกอด ชายหนุ่มให้รู้สึกสะท้านเยือกในอกอย่างไร้เหตุผลคนอุตส่าห์ให้เป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับสิทธิ์อันชอบธรรม แล
แม้รู้ว่าสหายเป็นบุรุษบ้าพลังชอบต่อยตีกับคนไปทั่ว แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะไม่ยั้งมือไว้ไมตรีเช่นนี้“นางย่อมรู้ว่าข้าแต่งงานแล้ว” เฟิงอี้ถามเสียงเย็น “ใช่หรือไม่?”ตงหมิงพยักหน้า “ย่อมใช่” เรื่องเฟิงอี้คนรู้ทั้งเมืองเฟิงอี้สะบัดชายเสื้อเก็บเท้าแล้วนั่งลง “เช่นนั้น” ชายหนุ่มแค่นเสียงฮึในลำคอกล่าวด้วยสีหน้าชืดชาไม่รู้สึกผิด “นางย่อมสมควรโดน!”แม้เฟิงอี้รังเกียจเดียดฉันลู่เหมยผู้เป็นภรรยาก็จริง แต่ที่เกลียดที่สุดคือสตรีที่รู้ว่าเขามีภรรยาแล้วยังคิดเข้าหาในอดีตตอนที่บิดายังไม่สิ้นลมหายใจ ยังหนุ่มแน่นร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงรูปงามหล่อเหลา มีสาวงามมากมายมาติดพัน พวกนางพันเล่ห์ร้อยมารยาเสียจนบิดาเผลอไผลตกบ่วงยากยับยั้งกระทั่งรับอนุเข้ามาเติมเต็มแทบล้นเรือน ทำมารดาต้องร่ำไห้ชอกช้ำปานใดเขายังจดจำได้ ยังไม่พอ อนุของบิดายังร้ายกาจถึงขนาดปอกลอกสูบเลือดสูบเนื้อบิดาจนสิ้นเนื้อประดาตัวนับว่าโชคดีที่มารดามิใช่ตะเกียงไร้น้ำมันนางมอบสินเดิมให้บิดากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง กระทั่งได้สัมปทานเหมืองจึงกลับมาร่ำรวยมหาศาลต่อมาตอนบิดาบาดเจ็บสูญสิ้นความองอาจผึ่งผาย สตรีใดเล่าอยู่เคียงข้าง ก็มีแค่มารดาที่ลำบากยากเข
มาถึงก็ปีนเตียงเปิดศึกกับนางอย่างเร่าร้อนทั้งคืน งัดสารพัดลีลาออกมาเพื่อปล่อยเด็กเข้าท้องนางนั่นแล“เดี๋ยวแม่บอกอี้เอ๋อร์เอง”“เช่นนั้นเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะรีบกลับเจ้าค่ะท่านแม่”“อืม...”ลู่เหมยกำชับสาวใช้เกี่ยวกับงานในเรือนอีกเล็กน้อยก็ออกเดินทางกลับบ้านเดิมทันที มีสาวใช้ติดตามแค่หนึ่งคน เพราะสองครอบครัวเฟิงลู่อยู่เมืองเดียวกัน ห่างแค่ทิศเหนือทิศใต้เท่านั้นเรือนเร้นจันทร์เป็นสถานที่สำหรับนัดพบสหายมาร่ำสุรายิงนกตกปลาของเฟิงอี้ เป็นเรือนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยโจว มีอาณาเขตพอเหมาะไม่กว้างเกินไปไม่คับแคบเกินไป ด้านหน้าหันเข้าตัวตลาดที่ผู้คนเดินขวักไขว่ สาวงามมากมีที่เดินดาดเดื่อนบนถนนหนทางพวกบุรุษก็สามารถมองลงมาเพื่อยลโฉมของพวกนางได้จากชั้นสองส่วนด้านหลังหันออกไปทางลำธารสีเขียวมรกต กลางวันเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด ยามเย็นเห็นพระอาทิตย์อัสดง มีน้ำตกอยู่ไกลๆ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคู่รักและสร้างความสำราญสำหรับบุรุษอย่างที่สุดเดิมทีเฟิงอี้ไม่นิยมพาสาวงามเข้ามา วันนี้กลับมีสตรีมาร่วมวงด้วยกันถึงสี่นาง แต่ละนางงดงามหยาดเยิ้มไร้ที่ติสาเหตุเพราะมีคนหนึ่งที่อู๋หยุนร
ทว่าในสติที่เริ่มพร่าเลือนอีกครา นางคล้ายได้ยินว่าอะไรนะ เฟิงอี้จะมอบบุตรให้กระนั้นหรือ?ดังนั้น พอริมฝีปากได้รับอิสระ ขณะที่เฟิงอี้กำลังเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ นางจึงกัดฟันสะกดกลั้นความเสียวสยิว เค้นวาจาทีละคำ“ข...ข้า อื้อ...ย...ยังไม่อยากมีลูก”ตราบใดที่สามียังไม่ได้ความ เขาย่อมไม่คู่ควรเป็นบิดา เด็กน้อยที่ต้องเกิดมาจะได้ไม่น้อยเนื้อต่ำใจที่มีบิดาทำตัวไร้ค่าน่าอับอาย นางอาจชอบเขาอย่างไร้เหตุผลแต่คนเป็นบุตรธิดาจะยัดเยียดความรักเชิดชูโดยปราศจากเหตุผลน่าเชื่อถือไม่ได้ความคิดของภรรยา เฟิงอี้มีหรือไม่ล่วงรู้เท่าทัน แน่นอนว่าเขาเองก็รู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษเช่นใด เขากับนางต่อกรกันตั้งแต่เด็กมีหรือไม่กระจ่างแจ้งถึงจิตใจอันซับซ้อนนั่นชายหนุ่มเงยหน้าจากยอดถันสีชมพูชูชัน เอ่ยเสียงต่ำ “เรื่องนี้เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก” กล่าวจบก็ก้มหน้าจัดการกับเนินอกอิ่มนุ่มที่แสนนุ่มหวานต่อ ยกเอวสอบขึ้นสุดกดลงสุด ขยับลึกล้ำจนไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดจังหวะวาบหวามชนิดนี้ได้มาดูกันว่าน้ำพิสุทธิ์ของข้ากับยาห้ามครรภ์ของเจ้า ใครจะแน่กว่ากันหากมีบุตรถือกำเนิดเกิดมา เขานี่แหละจะเป็นบิดาที่ดี เป็นผู
บนที่นอนยับย่น ตำแหน่งหมอนผ้าห่มเละเทะ เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มฟูก ลู่เหมยส่ายหน้าน้ำตาคลอ เรือนผมนุ่มสลวยแผ่สยาย นางเสียวสะท้านจนสติพร่าเลือน เห็นเพียงไหล่กว้างกับกล้ามเนื้อแผงอกกำยำขยับขึ้นขยับลง“ไม่รู้ อาอี้ ข้าไม่รู้ทั้งสิ้น”ใบหน้าคมคายซุกไซ้ไปทั่วลำคองามระหง ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่ข้างหู เฟิงอี้หัวเราะเสียงทุ้มทรงเสน่ห์ “ข้าจะสอนเจ้าเอง”“อ๊ะ! อื้อ...”***************************************************หลังจากถูกเคี่ยวกรำเกือบทั้งคืนจนแทบสลบไสล ลู่เหมยก็หลับลึกคล้ายสิ้นสติไปในอ้อมอกแข็งแรงฝ่ายเฟิงอี้ที่นอนแผ่ตัวเปลือยปล่อยกายเป็นหมอนให้ใครบางคนหนุนนอนจะได้หลับสบายเนิ่นนานแล้วก็เพียงลอบถอนหายใจเอือมระอา หากลู่เหมยตื่นขึ้นมาก็คงกลายร่างเป็นนางมารอีก ปล่อยให้หลับไปเช่นนี้แหละจึงจะดีจู่ๆ ภาพในห้วงฝันก็ผุดวาบ เฟิงอี้ยังจดจำฝันนั้นได้ ในห้วงฝัน ปรากฏภาพตนเองถูกเหยียบอยู่ใต้ร่างสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นแม่นางน้อยรูปร่างอ้อนแอ้น แต่ดวงตากลับคมกริบฉายแววเฉลียวฉลาด วาจาแหลมคมยิ่งกว่าหอกดาบกำลังกำราบเขาไว้ได้ชะงัดด้วยคำสั่งสอนและใช
ครั้นเข้าเรือนส่วนตัวมา เฟิงอี้ก็ถูกสตรีป่าเถื่อนพาไปนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วสั่ง“ท่านฝึกคัดอักษรก่อน ข้าจะไปเตรียมสำรับมื้อเย็น ทำอาหารที่ท่านชอบให้”ว่าแล้วก็พาใบหน้าที่มีผื่นแดงคล้ายเป็นโรคร้ายพร้อมห่อยาแก้พิษผลุนผลันเดินออกจากห้องไปเฟิงอี้ขบกราม โกรธจนกล้ามเนื้อสั่นเทาเหตุใดไม่แก้เชือกให้ข้าก่อนเล่า!สตรีฉลาดน่ารักมักเป็นที่ต้องตาพึงใจ หากแต่เฟิงอี้ไม่ชอบลู่เหมยที่อาละวาดเกรี้ยวกราด ทำตัวฉลาดเกินบุรุษมาแต่ไหนแต่ไรและวันนี้ เขาเกลียดที่สุดคือน้ำตาและมารยานางฝ่ายลู่เหมยยังคงไม่รู้ตัวว่าหากตนร่ำไห้อ้อนวอนสามี หลั่งน้ำตาอย่างอ่อนหวาน อาจได้ใจและได้รับการปฏิบัติที่ดีตอบกลับมา ซึ่งโอกาสอันดีนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วนางรู้แค่ว่าการอาละวาดเกี้ยวกราดไม่ได้ผลกับคนเช่นเฟิงอี้ ดังนั้นนางจึงใช้น้ำตาและมารยาให้เป็นประโยชน์ขั้นสูงสุด ร่ำไห้พร้อมผื่นพิษเต็มหน้าปะไรเล่าหญิงสาวที่ใบหน้ากลับมานวลเนียนดุจเดิมกำลังนั่งขีดเขียนอักษรใต้แสงเทียนภาพสะคราญโฉมผุดผาดผ่องอำไพของสตรีผู้หนึ่งช่างละมุนละไมจนยากละสายตาภายใต้แสงเทียนสีอ่อนจางนั้น ทำเอาบุรุษผู้หนึ่งต้องขยี้ตาตนเองหลายครั้งหลายครา คิดในใจว




![ตำนานรักแผ่นดินกงซุน [NC25+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


