Masukมาถึงก็ปีนเตียงเปิดศึกกับนางอย่างเร่าร้อนทั้งคืน งัดสารพัดลีลาออกมาเพื่อปล่อยเด็กเข้าท้องนางนั่นแล
“เดี๋ยวแม่บอกอี้เอ๋อร์เอง”
“เช่นนั้นเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะรีบกลับเจ้าค่ะท่านแม่”
“อืม...”
ลู่เหมยกำชับสาวใช้เกี่ยวกับงานในเรือนอีกเล็กน้อยก็ออกเดินทางกลับบ้านเดิมทันที มีสาวใช้ติดตามแค่หนึ่งคน เพราะสองครอบครัวเฟิงลู่อยู่เมืองเดียวกัน ห่างแค่ทิศเหนือทิศใต้เท่านั้น
เรือนเร้นจันทร์เป็นสถานที่สำหรับนัดพบสหายมาร่ำสุรายิงนกตกปลาของเฟิงอี้
เป็นเรือนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยโจว มีอาณาเขตพอเหมาะไม่กว้างเกินไปไม่คับแคบเกินไป ด้านหน้าหันเข้าตัวตลาดที่ผู้คนเดินขวักไขว่ สาวงามมากมีที่เดินดาดเดื่อนบนถนนหนทางพวกบุรุษก็สามารถมองลงมาเพื่อยลโฉมของพวกนางได้จากชั้นสอง
ส่วนด้านหลังหันออกไปทางลำธารสีเขียวมรกต กลางวันเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด ยามเย็นเห็นพระอาทิตย์อัสดง มีน้ำตกอยู่ไกลๆ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคู่รักและสร้างความสำราญสำหรับบุรุษอย่างที่สุด
เดิมทีเฟิงอี้ไม่นิยมพาสาวงามเข้ามา วันนี้กลับมีสตรีมาร่วมวงด้วยกันถึงสี่นาง แต่ละนางงดงามหยาดเยิ้มไร้ที่ติ
สาเหตุเพราะมีคนหนึ่งที่อู๋หยุนรู้สึกพึงใจ
ดังนั้นการชักชวนนางในดวงใจมาเที่ยวเล่นย่อมต้องมีสหายของนางติดตามมาเป็นธรรมดา
และหนึ่งในนั้นยังมีแม่นางที่ชมชอบเฟิงอี้มานาน นางมีนามว่าจินเยว่
โฉมสะคราญผู้มีผิวขาวดุจหยกมันแพะยากพบเห็น ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดน่ากดจูบมากกว่าที่ควรจะเป็น ทรวงทรงองเอวระเหิดระหงปานนั้น งดงามเย้ายวนที่สุด มีเสน่ห์ดึงดูดที่สุดเท่าที่บุรุษเคยพบเจอ
“เฟิงอี้ ข้าให้ท่าน” จินเยว่ยื่นผ้าปักฝากรักให้เขา
สีหน้าเฟิงอี้สงบเยือกเย็น ร่างสูงของเขาเหยียดยาวอยู่อย่างสง่างามบนตั่งสำหรับนั่งตกปลา ชายหนุ่มนั่งนิ่งปรายตามองที่ผ้าผืนนั้น มองเลยไปถึง เรียวนิ้วดุจลำเทียน ฝ่ามือขาวผ่อง ข้อมืออ้อนแอ้นอรชร เรียวแขนนวลเสลา
แววตาคมกริบแต่ลึกล้ำค่อยๆ ละเลียดเชยชมด้วยการมองผิวเนื้อนุ่มนิ่มน่าสัมผัสของนาง ซึ่งค่อยๆ เผยออกจากแขนเสื้ออย่างยั่วยวนชวนรัญจวนใจทีละน้อย ทว่ากลิ่นกายหอมหวานแฝงความร้อนแรงกลับคลุ้งกระจาย ไม่ว่าชายใดเป็นต้องตื่นตัวเกินควบคุมยากยั้งใจ
จินเยว่ทำทีเอียงอายแต่คล้ายยัดเยียดอยู่ในที
“ข้าปักเองกับมือเจ้าค่ะ ฝึกฝนจนฝีมือนับว่าดีมาก เพื่อท่าน...”
ทั้งแคว้นต้าเทียนแห่งนี้บุรุษเป็นใหญ่ มีฐานะสูงส่ง ส่วนสตรีมีฐานะต่ำต้อย ครอบครัวใดได้ลูกชายราวกับได้สมบัติล้ำค่า ที่เมืองเล็กๆ แต่รุ่งเรืองอย่างเยี่ยโจวก็เช่นกัน ขุนนางฝ่ายพลเรือนหรือทหารทุกคนล้วนเป็นบุรุษทั้งหมด สตรีไม่อาจเป็นขุนนางและไม่มีสิทธิ์ศึกษาร่ำเรียนเขียนอ่าน
ดังนั้น สตรีไร้ความสามารถนับว่าดี ต่อให้คิดเรียนก็น้อยนักจะมีวาสนา มิสู้คิดหาวิธีแต่งงานกับบุรุษร่ำรวยดีกว่า ต่อให้เขามีภรรยาอยู่แล้วก็ตามย่อมไม่ใช่ปัญหา เพราะที่นี่ บุรุษมีสตรีข้างกายกี่คนก็ได้
เฟิงอี้แม้ไม่ใช่คุณชายสูงศักดิ์ตระกูลขุนนางใหญ่ที่เรืองอำนาจแบบบุรุษเมืองหลวงแต่กลับร่ำรวยมาก ประเมินจากฐานะแล้ว ย่อมเลี้ยงดูหญิงในเรือนอย่างดีไร้ที่ติ
ความรู้สึกแย่งชิงเป็นสิ่งที่จินเยว่ชื่นชอบ นางยังคิดว่าหากแย่งชิงความโปรดปรานมาไว้ในกำมือได้ฝ่ายเดียวแล้วขับไล่ภรรยาเก่าออกไปซะ นางที่ขึ้นเป็นภรรยาคนใหม่ เงินทองของสามีจะไปไหนเสีย
จินเยว่แย้มยิ้มรุกเร้ายามทอดเสียงอ่อนหวาน จงใจใส่จริตยั่วยวนชวนรุ่มร้อนอย่างแนบเนียนต่อเนื่อง
“ข้าขอนั่งดูท่านตกปลาใกล้ๆ นะเจ้าคะ”
แม้เขาไม่รับผ้าก็ไม่เป็นไร อยู่ใกล้ชิดเข้าไว้ย่อมดี ดูอย่างลู่เหมยเถิด เพราะตามติดเฟิงอี้มิใช่หรือไรถึงได้แต่งงาน
บุรุษต่อให้หยาบกระด้างปานใดย่อมใจอ่อนต่อสตรีช่างตื้ออยู่ดี ทว่าจินเยว่เหมือนจะประเมินเฟิงอี้ผิดไปมากโข
เพราะนางยังไม่ทันนั่ง บั้นท้ายยังไม่ทันแตะพื้นไม้ เฟิงอี้พลันสะบัดมือไปทางนางอย่างหยาบคาย
ร่างระหงถึงขั้นพลัดตกน้ำดังตู้ม “กรี๊ด...”
ม่านน้ำแตกกระจาย เหล่าสหายเบิกตาโพลง
“อาอี้ เจ้าทำอะไร?” โม่โฉวตกใจจนโยนคันเบ็ดทิ้ง เสียดายปลาตัวใหญ่เสียจริง หลุดหายไปเลย
เหวินป๋อมีสติมากกว่าจึงรีบลงไปช่วยจินเยว่ขึ้นมา
เหล่าสตรีที่ขวัญกล้าหัวเราะร่ากับเหล่าบุรุษเมื่อครู่ต่างพากันเงียบกริบพริบตา นึกหวาดหวั่นทันใด
ตงหมิงหันมากระซิบถามเฟิงอี้ “เจ้าตีนางทำไมรึ?”
เรือนเร้นจันทร์เหล่าสหายนัดพบกันเพื่อร่ำสำราญเฉกทุกคราทว่าวันนี้เจ้าของเรือนกลับไม่สำราญเท่าที่ควรดวงตาของเฟิงอี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะโหมกระหน่ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเคือง ฮึดฮัดขัดใจจนต้องระบายความโกรธเกรี้ยวออกมาด้วยการตบโต๊ะดังปัง“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งปานใด ยิ่งใหญ่มาจากไหน บอกให้ข้าแต่งด้วยข้าก็ต้องแต่ง ปล่อยให้ข้านอนคนเดียว ข้าก็ต้องนอนคนเดียว สตรีน่าชังผู้นี้คิดว่าข้าเฟิงอี้รังแกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวรึ”โม่โฉวเกรงโต๊ะไม้สลักล้ำค่าจะหักหากยังปล่อยให้สหายระบายโทสะจึงรีบเอ่ยปลอบ “เจ้าใจเย็นก่อนเถอะ ภรรยาเจ้าขออนุญาตมารดาเจ้าแล้วนี่นา”“ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าเป็นสามี นางควรมาแจ้งข้าก่อน ส่วนเรื่องขออนุญาตมารดาควรเป็นข้าที่ออกหน้าให้” ยิ่งพูดยิ่งอึดอัดคับข้องใจ เฟิงอี้สีหน้าฉุนเฉียวขุ่นขึ้ง แววตาเยือกเย็นสาดประกายดึงดันแฝงความถือดีอันดื้อรั้น “สตรีออกเรือนกลายเป็นคนของสามี นางจะกลับบ้านเดิมแล้วค้างแรมนานเป็นเดือนได้อย่างไร”นึกถึงเตียงเคยอุ่นบัดนี้เย็นเยียบไร้เนื้อนุ่มให้กกกอด ชายหนุ่มให้รู้สึกสะท้านเยือกในอกอย่างไร้เหตุผลคนอุตส่าห์ให้เป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับสิทธิ์อันชอบธรรม แล
แม้รู้ว่าสหายเป็นบุรุษบ้าพลังชอบต่อยตีกับคนไปทั่ว แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะไม่ยั้งมือไว้ไมตรีเช่นนี้“นางย่อมรู้ว่าข้าแต่งงานแล้ว” เฟิงอี้ถามเสียงเย็น “ใช่หรือไม่?”ตงหมิงพยักหน้า “ย่อมใช่” เรื่องเฟิงอี้คนรู้ทั้งเมืองเฟิงอี้สะบัดชายเสื้อเก็บเท้าแล้วนั่งลง “เช่นนั้น” ชายหนุ่มแค่นเสียงฮึในลำคอกล่าวด้วยสีหน้าชืดชาไม่รู้สึกผิด “นางย่อมสมควรโดน!”แม้เฟิงอี้รังเกียจเดียดฉันลู่เหมยผู้เป็นภรรยาก็จริง แต่ที่เกลียดที่สุดคือสตรีที่รู้ว่าเขามีภรรยาแล้วยังคิดเข้าหาในอดีตตอนที่บิดายังไม่สิ้นลมหายใจ ยังหนุ่มแน่นร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงรูปงามหล่อเหลา มีสาวงามมากมายมาติดพัน พวกนางพันเล่ห์ร้อยมารยาเสียจนบิดาเผลอไผลตกบ่วงยากยับยั้งกระทั่งรับอนุเข้ามาเติมเต็มแทบล้นเรือน ทำมารดาต้องร่ำไห้ชอกช้ำปานใดเขายังจดจำได้ ยังไม่พอ อนุของบิดายังร้ายกาจถึงขนาดปอกลอกสูบเลือดสูบเนื้อบิดาจนสิ้นเนื้อประดาตัวนับว่าโชคดีที่มารดามิใช่ตะเกียงไร้น้ำมันนางมอบสินเดิมให้บิดากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง กระทั่งได้สัมปทานเหมืองจึงกลับมาร่ำรวยมหาศาลต่อมาตอนบิดาบาดเจ็บสูญสิ้นความองอาจผึ่งผาย สตรีใดเล่าอยู่เคียงข้าง ก็มีแค่มารดาที่ลำบากยากเข
มาถึงก็ปีนเตียงเปิดศึกกับนางอย่างเร่าร้อนทั้งคืน งัดสารพัดลีลาออกมาเพื่อปล่อยเด็กเข้าท้องนางนั่นแล“เดี๋ยวแม่บอกอี้เอ๋อร์เอง”“เช่นนั้นเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะรีบกลับเจ้าค่ะท่านแม่”“อืม...”ลู่เหมยกำชับสาวใช้เกี่ยวกับงานในเรือนอีกเล็กน้อยก็ออกเดินทางกลับบ้านเดิมทันที มีสาวใช้ติดตามแค่หนึ่งคน เพราะสองครอบครัวเฟิงลู่อยู่เมืองเดียวกัน ห่างแค่ทิศเหนือทิศใต้เท่านั้นเรือนเร้นจันทร์เป็นสถานที่สำหรับนัดพบสหายมาร่ำสุรายิงนกตกปลาของเฟิงอี้ เป็นเรือนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยโจว มีอาณาเขตพอเหมาะไม่กว้างเกินไปไม่คับแคบเกินไป ด้านหน้าหันเข้าตัวตลาดที่ผู้คนเดินขวักไขว่ สาวงามมากมีที่เดินดาดเดื่อนบนถนนหนทางพวกบุรุษก็สามารถมองลงมาเพื่อยลโฉมของพวกนางได้จากชั้นสองส่วนด้านหลังหันออกไปทางลำธารสีเขียวมรกต กลางวันเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด ยามเย็นเห็นพระอาทิตย์อัสดง มีน้ำตกอยู่ไกลๆ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคู่รักและสร้างความสำราญสำหรับบุรุษอย่างที่สุดเดิมทีเฟิงอี้ไม่นิยมพาสาวงามเข้ามา วันนี้กลับมีสตรีมาร่วมวงด้วยกันถึงสี่นาง แต่ละนางงดงามหยาดเยิ้มไร้ที่ติสาเหตุเพราะมีคนหนึ่งที่อู๋หยุนร
ทว่าในสติที่เริ่มพร่าเลือนอีกครา นางคล้ายได้ยินว่าอะไรนะ เฟิงอี้จะมอบบุตรให้กระนั้นหรือ?ดังนั้น พอริมฝีปากได้รับอิสระ ขณะที่เฟิงอี้กำลังเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ นางจึงกัดฟันสะกดกลั้นความเสียวสยิว เค้นวาจาทีละคำ“ข...ข้า อื้อ...ย...ยังไม่อยากมีลูก”ตราบใดที่สามียังไม่ได้ความ เขาย่อมไม่คู่ควรเป็นบิดา เด็กน้อยที่ต้องเกิดมาจะได้ไม่น้อยเนื้อต่ำใจที่มีบิดาทำตัวไร้ค่าน่าอับอาย นางอาจชอบเขาอย่างไร้เหตุผลแต่คนเป็นบุตรธิดาจะยัดเยียดความรักเชิดชูโดยปราศจากเหตุผลน่าเชื่อถือไม่ได้ความคิดของภรรยา เฟิงอี้มีหรือไม่ล่วงรู้เท่าทัน แน่นอนว่าเขาเองก็รู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษเช่นใด เขากับนางต่อกรกันตั้งแต่เด็กมีหรือไม่กระจ่างแจ้งถึงจิตใจอันซับซ้อนนั่นชายหนุ่มเงยหน้าจากยอดถันสีชมพูชูชัน เอ่ยเสียงต่ำ “เรื่องนี้เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก” กล่าวจบก็ก้มหน้าจัดการกับเนินอกอิ่มนุ่มที่แสนนุ่มหวานต่อ ยกเอวสอบขึ้นสุดกดลงสุด ขยับลึกล้ำจนไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดจังหวะวาบหวามชนิดนี้ได้มาดูกันว่าน้ำพิสุทธิ์ของข้ากับยาห้ามครรภ์ของเจ้า ใครจะแน่กว่ากันหากมีบุตรถือกำเนิดเกิดมา เขานี่แหละจะเป็นบิดาที่ดี เป็นผู
บนที่นอนยับย่น ตำแหน่งหมอนผ้าห่มเละเทะ เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มฟูก ลู่เหมยส่ายหน้าน้ำตาคลอ เรือนผมนุ่มสลวยแผ่สยาย นางเสียวสะท้านจนสติพร่าเลือน เห็นเพียงไหล่กว้างกับกล้ามเนื้อแผงอกกำยำขยับขึ้นขยับลง“ไม่รู้ อาอี้ ข้าไม่รู้ทั้งสิ้น”ใบหน้าคมคายซุกไซ้ไปทั่วลำคองามระหง ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่ข้างหู เฟิงอี้หัวเราะเสียงทุ้มทรงเสน่ห์ “ข้าจะสอนเจ้าเอง”“อ๊ะ! อื้อ...”***************************************************หลังจากถูกเคี่ยวกรำเกือบทั้งคืนจนแทบสลบไสล ลู่เหมยก็หลับลึกคล้ายสิ้นสติไปในอ้อมอกแข็งแรงฝ่ายเฟิงอี้ที่นอนแผ่ตัวเปลือยปล่อยกายเป็นหมอนให้ใครบางคนหนุนนอนจะได้หลับสบายเนิ่นนานแล้วก็เพียงลอบถอนหายใจเอือมระอา หากลู่เหมยตื่นขึ้นมาก็คงกลายร่างเป็นนางมารอีก ปล่อยให้หลับไปเช่นนี้แหละจึงจะดีจู่ๆ ภาพในห้วงฝันก็ผุดวาบ เฟิงอี้ยังจดจำฝันนั้นได้ ในห้วงฝัน ปรากฏภาพตนเองถูกเหยียบอยู่ใต้ร่างสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นแม่นางน้อยรูปร่างอ้อนแอ้น แต่ดวงตากลับคมกริบฉายแววเฉลียวฉลาด วาจาแหลมคมยิ่งกว่าหอกดาบกำลังกำราบเขาไว้ได้ชะงัดด้วยคำสั่งสอนและใช
ครั้นเข้าเรือนส่วนตัวมา เฟิงอี้ก็ถูกสตรีป่าเถื่อนพาไปนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วสั่ง“ท่านฝึกคัดอักษรก่อน ข้าจะไปเตรียมสำรับมื้อเย็น ทำอาหารที่ท่านชอบให้”ว่าแล้วก็พาใบหน้าที่มีผื่นแดงคล้ายเป็นโรคร้ายพร้อมห่อยาแก้พิษผลุนผลันเดินออกจากห้องไปเฟิงอี้ขบกราม โกรธจนกล้ามเนื้อสั่นเทาเหตุใดไม่แก้เชือกให้ข้าก่อนเล่า!สตรีฉลาดน่ารักมักเป็นที่ต้องตาพึงใจ หากแต่เฟิงอี้ไม่ชอบลู่เหมยที่อาละวาดเกรี้ยวกราด ทำตัวฉลาดเกินบุรุษมาแต่ไหนแต่ไรและวันนี้ เขาเกลียดที่สุดคือน้ำตาและมารยานางฝ่ายลู่เหมยยังคงไม่รู้ตัวว่าหากตนร่ำไห้อ้อนวอนสามี หลั่งน้ำตาอย่างอ่อนหวาน อาจได้ใจและได้รับการปฏิบัติที่ดีตอบกลับมา ซึ่งโอกาสอันดีนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วนางรู้แค่ว่าการอาละวาดเกี้ยวกราดไม่ได้ผลกับคนเช่นเฟิงอี้ ดังนั้นนางจึงใช้น้ำตาและมารยาให้เป็นประโยชน์ขั้นสูงสุด ร่ำไห้พร้อมผื่นพิษเต็มหน้าปะไรเล่าหญิงสาวที่ใบหน้ากลับมานวลเนียนดุจเดิมกำลังนั่งขีดเขียนอักษรใต้แสงเทียนภาพสะคราญโฉมผุดผาดผ่องอำไพของสตรีผู้หนึ่งช่างละมุนละไมจนยากละสายตาภายใต้แสงเทียนสีอ่อนจางนั้น ทำเอาบุรุษผู้หนึ่งต้องขยี้ตาตนเองหลายครั้งหลายครา คิดในใจว







