LOGINบนที่นอนยับย่น ตำแหน่งหมอนผ้าห่มเละเทะ เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มฟูก ลู่เหมยส่ายหน้าน้ำตาคลอ เรือนผมนุ่มสลวยแผ่สยาย นางเสียวสะท้านจนสติพร่าเลือน เห็นเพียงไหล่กว้างกับกล้ามเนื้อแผงอกกำยำขยับขึ้นขยับลง
“ไม่รู้ อาอี้ ข้าไม่รู้ทั้งสิ้น”
ใบหน้าคมคายซุกไซ้ไปทั่วลำคองามระหง ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่ข้างหู เฟิงอี้หัวเราะเสียงทุ้มทรงเสน่ห์
“ข้าจะสอนเจ้าเอง”
“อ๊ะ! อื้อ...”
***************************************************
หลังจากถูกเคี่ยวกรำเกือบทั้งคืนจนแทบสลบไสล ลู่เหมยก็หลับลึกคล้ายสิ้นสติไปในอ้อมอกแข็งแรง
ฝ่ายเฟิงอี้ที่นอนแผ่ตัวเปลือยปล่อยกายเป็นหมอนให้ใครบางคนหนุนนอนจะได้หลับสบาย
เนิ่นนานแล้วก็เพียงลอบถอนหายใจเอือมระอา
หากลู่เหมยตื่นขึ้นมาก็คงกลายร่างเป็นนางมารอีก ปล่อยให้หลับไปเช่นนี้แหละจึงจะดี
จู่ๆ ภาพในห้วงฝันก็ผุดวาบ เฟิงอี้ยังจดจำฝันนั้นได้ ในห้วงฝัน ปรากฏภาพตนเองถูกเหยียบอยู่ใต้ร่างสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นแม่นางน้อยรูปร่างอ้อนแอ้น แต่ดวงตากลับคมกริบฉายแววเฉลียวฉลาด วาจาแหลมคมยิ่งกว่าหอกดาบกำลังกำราบเขาไว้ได้ชะงัดด้วยคำสั่งสอน
และใช่! นางในฝันคือลู่เหมย
นางตามติดเขาทุกฝีก้าวกระทั่งในฝัน
นึกถึงตนเองที่น่าเกรงขามปานนี้ แต่ต้องกลายเป็นลูกศิษย์ของภรรยา ต้องยอมให้นางสั่งสอนเขียนอ่านเหมือนเด็กน้อยตัวเล็กๆ ก็ให้รู้สึกชิงชังทบทวี
ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มเริ่มเคร่งเครียดหนักกว่าเก่า
เฟิงอี้นอนขบคิดสารพัดวิธีให้ตนเองได้รับอิสระ ปลดแอกจากภรรยาผู้ทำตัวเหมือนมารดาคนที่สองของตน
เพื่อทำให้พ้นจากอำนาจการกดขี่จากสตรีผู้ร้ายกาจ ชายหนุ่มอดทนนอนนิ่งๆ จนแขนข้างหนึ่งปวดร้าวไปหมด ตาคมเหลือบมองที่แขนข้างนั้น เห็นนางยังหลับอยู่ก็เบาใจ อย่างน้อยนางก็มิได้ลุกขึ้นมาไล่ตีเขาเหมือนในความฝัน
เฟิงอี้นอนครุ่นคิดต่อไป ควรทำอย่างไรลู่เหมยจึงจะหันเหความสนใจที่ตนทั้งหมดไปที่คนอื่น ทำอย่างไรนางถึงจะสนใจอย่างอื่นมากกว่าเขา
คิดไปคิดมา ท้ายที่สุดก็คิดได้วิธีหนึ่ง
นั่นก็คือยัดเด็กสักคนใส่ท้องนางซะ!
มุมปากบุรุษค่อยๆ ยกโค้ง เกิดเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาลุ่มลึกทอประกายร้ายกาจ
พอนางท้องก็จะไม่กล้าโวยวาย ไม่กล้าขยับเขยื้อนตามก่อกวนเขา เท่านี้เขาก็จะเป็นอิสระ!
แผนการเริ่มต้น ฝ่ามือร้อนผ่าวเริ่มซุกซนเอาแต่ใจ ลูบไล้ไปมาบนหน้าท้องแบนราบอย่างหมายมาด
“เหมยเอ๋อร์...”
ชายหนุ่มพ่นลมหายใจกรุ่นร้อนใส่ริมหูขาวอมชมพู ปลุกเจ้าของร่างงามให้ตื่นลืมตาด้วยเรียวนิ้วรุกล้ำ
ครั้นลู่เหมยค่อยๆ สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาทว่าเปลือกตาเพียงเปิดปรือยังไม่ทันคืนสติดีก็รู้สึกเพียงแผ่นฟ้าที่พลิกตลบ เรียวขาถูกยกขึ้นพาดบ่ากว้าง
“อ๊ะ! อาอี้...”
“ขึ้นมาร่วมรักกัน ข้าจะมอบของขวัญล้ำค่าให้เจ้า”
เฟิงอี้กระซิบกระซาบเสียงทุ้มพร่าขณะฝ่ามือไล้วนตรงหน้าท้องเรียบเนียน
นิ้วแกร่งขยับเชื่องช้า ทว่าสลับหนักเบาแบบเน้นๆ
“เอากี่คนดี”
เรียวนิ้วกล้ำกลายคล้ายปูไต่ลงไปที่กลีบบุปผาชุ่มฉ่ำ แหย่เข้าสุดแล้วดึงออกซ้ำๆ เน้นย้ำที่ยอดเนื้อคลึงวนหนักๆ จนได้ยินเสียงชื้นแฉะอันน่าอาย
ไม่นาน ลู่เหมยก็เริ่มบิดตัวอย่างเสียวซ่าน แต่ปากยังร้องห้าม “ไม่เอา พอแล้ว อย่าเข้ามา หยุดนะ”
เฟิงอี้ไหนเลยจะฟังคำนาง นิ้วกลางยังคงขยับลึกล้ำใส่ช่องทางคับแคบที่ยามนี้อุ่นชื้นรัดรึง “เจ้าร้อนเร็วปานนี้ อย่าเข้าหรืออย่าหยุดกันแน่”
พูดจบก็จับขานางที่พาดบ่าลงประคองด้วยแขนกำยำ ส่งสะโพกเข้ากลางหว่างขา ค่อยๆ สอดใส่ตัวตนแข็งขึงเข้ามา พลางก้มหน้าลงกดจูบกลีบปากที่บังอาจสั่งการให้เขาหยุด
“อื้อ...”
ลู่เหมยพูดสิ่งใดไม่ออก ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจถี่รัว รู้สึกถึงส่วนกลางกายที่เสียวซ่านกะทันหัน ยามชายเหนือร่างขยับเข้าขยับออกเนิบนาบ เอวคอดก็เริ่มขยับตาม
“อ่ะ อาอี้”
บุรุษก้มหน้าขบเม้มซอกคอหอม “หืม...”
ลู่เหมยเบี่ยงหน้าเม้มปากแน่นอย่างต้องการต่อต้าน กระทั่งอีกฝ่ายเคลื่อนไหวเร็วขึ้นดังใจ นางก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีก เพียงแหงนหน้าพริ้มตาครวญครางเสียงหวิว
หญิงสาวปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนขึ้น อธิบายเชื่องช้าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน“สามีข้ามิรู้เกิดเจ็บป่วยอันใด กระทั่งจำต้องเข้ารับการรักษาที่โรงหมอลู่ฉือกะทันหัน ข้ารู้มาว่าเขาต้องค้างแรมที่นั่นนานเป็นเดือน และมีภรรยาท่านเป็นคนดูแลใกล้ชิด ตอนนี้ยังกีดกันไม่ให้ข้าพบหน้าสามี ข้าคิดว่าน่าแปลกยิ่ง”เฟิงอี้ท่าทีสงบนิ่งฟัง หว่างคิ้วค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน แววตาดุดันมากขึ้นทุกทีนางทำท่าอึกอักกระดากอายยามกลั้นใจเอ่ยอีกว่า “ไม่ขอปิดบัง ชื่อเสียงของลู่เหมยเป็นที่กล่าวขานทั่วเมือง นางเป็นสตรีที่ไม่รักษาขนบธรรมเนียม ชายหญิงใกล้ชิดกันทุกคืนวัน ข้าเกรงว่าสามีข้าจะนอกลู่นอกทางเจ้าค่ะ”เกิดความเงียบทันทีหลังฉีหลินเอ่ยจบทุกวาจา มองเบื้องบนคล้ายห่าฝนดำทะมึนกำลังก่อตัวขึ้นมาเหนือเมฆา เบื้องหน้าระยะสายตายังเห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งคล้ายปีศาจพายุคลั่ง“เฟิงอี้ ใจเย็นก่อน...”“พวกเจ้าบอกให้ข้าไปตามภรรยามิใช่รึ?”“ใช่! แต่ต้องไม่ใช่แบบนี้”เหล่าสหายพากันห้ามปรามฉุดรั้งบุรุษร่างใหญ่กำยำ แต่ทำอย่างไรก็ไม่ได้ผล คนจึงพากันยกโขยงติดตามเรือนพักด้านในของโรงหมอลู่ฉือบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังทอดสายตาอันลึกซึ้งม
เรือนเร้นจันทร์เหล่าสหายนัดพบกันเพื่อร่ำสำราญเฉกทุกคราทว่าวันนี้เจ้าของเรือนกลับไม่สำราญเท่าที่ควรดวงตาของเฟิงอี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะโหมกระหน่ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเคือง ฮึดฮัดขัดใจจนต้องระบายความโกรธเกรี้ยวออกมาด้วยการตบโต๊ะดังปัง“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งปานใด ยิ่งใหญ่มาจากไหน บอกให้ข้าแต่งด้วยข้าก็ต้องแต่ง ปล่อยให้ข้านอนคนเดียว ข้าก็ต้องนอนคนเดียว สตรีน่าชังผู้นี้คิดว่าข้าเฟิงอี้รังแกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวรึ”โม่โฉวเกรงโต๊ะไม้สลักล้ำค่าจะหักหากยังปล่อยให้สหายระบายโทสะจึงรีบเอ่ยปลอบ “เจ้าใจเย็นก่อนเถอะ ภรรยาเจ้าขออนุญาตมารดาเจ้าแล้วนี่นา”“ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าเป็นสามี นางควรมาแจ้งข้าก่อน ส่วนเรื่องขออนุญาตมารดาควรเป็นข้าที่ออกหน้าให้” ยิ่งพูดยิ่งอึดอัดคับข้องใจ เฟิงอี้สีหน้าฉุนเฉียวขุ่นขึ้ง แววตาเยือกเย็นสาดประกายดึงดันแฝงความถือดีอันดื้อรั้น “สตรีออกเรือนกลายเป็นคนของสามี นางจะกลับบ้านเดิมแล้วค้างแรมนานเป็นเดือนได้อย่างไร”นึกถึงเตียงเคยอุ่นบัดนี้เย็นเยียบไร้เนื้อนุ่มให้กกกอด ชายหนุ่มให้รู้สึกสะท้านเยือกในอกอย่างไร้เหตุผลคนอุตส่าห์ให้เป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับสิทธิ์อันชอบธรรม แล
แม้รู้ว่าสหายเป็นบุรุษบ้าพลังชอบต่อยตีกับคนไปทั่ว แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะไม่ยั้งมือไว้ไมตรีเช่นนี้“นางย่อมรู้ว่าข้าแต่งงานแล้ว” เฟิงอี้ถามเสียงเย็น “ใช่หรือไม่?”ตงหมิงพยักหน้า “ย่อมใช่” เรื่องเฟิงอี้คนรู้ทั้งเมืองเฟิงอี้สะบัดชายเสื้อเก็บเท้าแล้วนั่งลง “เช่นนั้น” ชายหนุ่มแค่นเสียงฮึในลำคอกล่าวด้วยสีหน้าชืดชาไม่รู้สึกผิด “นางย่อมสมควรโดน!”แม้เฟิงอี้รังเกียจเดียดฉันลู่เหมยผู้เป็นภรรยาก็จริง แต่ที่เกลียดที่สุดคือสตรีที่รู้ว่าเขามีภรรยาแล้วยังคิดเข้าหาในอดีตตอนที่บิดายังไม่สิ้นลมหายใจ ยังหนุ่มแน่นร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงรูปงามหล่อเหลา มีสาวงามมากมายมาติดพัน พวกนางพันเล่ห์ร้อยมารยาเสียจนบิดาเผลอไผลตกบ่วงยากยับยั้งกระทั่งรับอนุเข้ามาเติมเต็มแทบล้นเรือน ทำมารดาต้องร่ำไห้ชอกช้ำปานใดเขายังจดจำได้ ยังไม่พอ อนุของบิดายังร้ายกาจถึงขนาดปอกลอกสูบเลือดสูบเนื้อบิดาจนสิ้นเนื้อประดาตัวนับว่าโชคดีที่มารดามิใช่ตะเกียงไร้น้ำมันนางมอบสินเดิมให้บิดากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง กระทั่งได้สัมปทานเหมืองจึงกลับมาร่ำรวยมหาศาลต่อมาตอนบิดาบาดเจ็บสูญสิ้นความองอาจผึ่งผาย สตรีใดเล่าอยู่เคียงข้าง ก็มีแค่มารดาที่ลำบากยากเข
มาถึงก็ปีนเตียงเปิดศึกกับนางอย่างเร่าร้อนทั้งคืน งัดสารพัดลีลาออกมาเพื่อปล่อยเด็กเข้าท้องนางนั่นแล“เดี๋ยวแม่บอกอี้เอ๋อร์เอง”“เช่นนั้นเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะรีบกลับเจ้าค่ะท่านแม่”“อืม...”ลู่เหมยกำชับสาวใช้เกี่ยวกับงานในเรือนอีกเล็กน้อยก็ออกเดินทางกลับบ้านเดิมทันที มีสาวใช้ติดตามแค่หนึ่งคน เพราะสองครอบครัวเฟิงลู่อยู่เมืองเดียวกัน ห่างแค่ทิศเหนือทิศใต้เท่านั้นเรือนเร้นจันทร์เป็นสถานที่สำหรับนัดพบสหายมาร่ำสุรายิงนกตกปลาของเฟิงอี้ เป็นเรือนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยโจว มีอาณาเขตพอเหมาะไม่กว้างเกินไปไม่คับแคบเกินไป ด้านหน้าหันเข้าตัวตลาดที่ผู้คนเดินขวักไขว่ สาวงามมากมีที่เดินดาดเดื่อนบนถนนหนทางพวกบุรุษก็สามารถมองลงมาเพื่อยลโฉมของพวกนางได้จากชั้นสองส่วนด้านหลังหันออกไปทางลำธารสีเขียวมรกต กลางวันเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด ยามเย็นเห็นพระอาทิตย์อัสดง มีน้ำตกอยู่ไกลๆ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคู่รักและสร้างความสำราญสำหรับบุรุษอย่างที่สุดเดิมทีเฟิงอี้ไม่นิยมพาสาวงามเข้ามา วันนี้กลับมีสตรีมาร่วมวงด้วยกันถึงสี่นาง แต่ละนางงดงามหยาดเยิ้มไร้ที่ติสาเหตุเพราะมีคนหนึ่งที่อู๋หยุนร
ทว่าในสติที่เริ่มพร่าเลือนอีกครา นางคล้ายได้ยินว่าอะไรนะ เฟิงอี้จะมอบบุตรให้กระนั้นหรือ?ดังนั้น พอริมฝีปากได้รับอิสระ ขณะที่เฟิงอี้กำลังเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ นางจึงกัดฟันสะกดกลั้นความเสียวสยิว เค้นวาจาทีละคำ“ข...ข้า อื้อ...ย...ยังไม่อยากมีลูก”ตราบใดที่สามียังไม่ได้ความ เขาย่อมไม่คู่ควรเป็นบิดา เด็กน้อยที่ต้องเกิดมาจะได้ไม่น้อยเนื้อต่ำใจที่มีบิดาทำตัวไร้ค่าน่าอับอาย นางอาจชอบเขาอย่างไร้เหตุผลแต่คนเป็นบุตรธิดาจะยัดเยียดความรักเชิดชูโดยปราศจากเหตุผลน่าเชื่อถือไม่ได้ความคิดของภรรยา เฟิงอี้มีหรือไม่ล่วงรู้เท่าทัน แน่นอนว่าเขาเองก็รู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษเช่นใด เขากับนางต่อกรกันตั้งแต่เด็กมีหรือไม่กระจ่างแจ้งถึงจิตใจอันซับซ้อนนั่นชายหนุ่มเงยหน้าจากยอดถันสีชมพูชูชัน เอ่ยเสียงต่ำ “เรื่องนี้เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก” กล่าวจบก็ก้มหน้าจัดการกับเนินอกอิ่มนุ่มที่แสนนุ่มหวานต่อ ยกเอวสอบขึ้นสุดกดลงสุด ขยับลึกล้ำจนไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดจังหวะวาบหวามชนิดนี้ได้มาดูกันว่าน้ำพิสุทธิ์ของข้ากับยาห้ามครรภ์ของเจ้า ใครจะแน่กว่ากันหากมีบุตรถือกำเนิดเกิดมา เขานี่แหละจะเป็นบิดาที่ดี เป็นผู
บนที่นอนยับย่น ตำแหน่งหมอนผ้าห่มเละเทะ เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มฟูก ลู่เหมยส่ายหน้าน้ำตาคลอ เรือนผมนุ่มสลวยแผ่สยาย นางเสียวสะท้านจนสติพร่าเลือน เห็นเพียงไหล่กว้างกับกล้ามเนื้อแผงอกกำยำขยับขึ้นขยับลง“ไม่รู้ อาอี้ ข้าไม่รู้ทั้งสิ้น”ใบหน้าคมคายซุกไซ้ไปทั่วลำคองามระหง ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่ข้างหู เฟิงอี้หัวเราะเสียงทุ้มทรงเสน่ห์ “ข้าจะสอนเจ้าเอง”“อ๊ะ! อื้อ...”***************************************************หลังจากถูกเคี่ยวกรำเกือบทั้งคืนจนแทบสลบไสล ลู่เหมยก็หลับลึกคล้ายสิ้นสติไปในอ้อมอกแข็งแรงฝ่ายเฟิงอี้ที่นอนแผ่ตัวเปลือยปล่อยกายเป็นหมอนให้ใครบางคนหนุนนอนจะได้หลับสบายเนิ่นนานแล้วก็เพียงลอบถอนหายใจเอือมระอา หากลู่เหมยตื่นขึ้นมาก็คงกลายร่างเป็นนางมารอีก ปล่อยให้หลับไปเช่นนี้แหละจึงจะดีจู่ๆ ภาพในห้วงฝันก็ผุดวาบ เฟิงอี้ยังจดจำฝันนั้นได้ ในห้วงฝัน ปรากฏภาพตนเองถูกเหยียบอยู่ใต้ร่างสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นแม่นางน้อยรูปร่างอ้อนแอ้น แต่ดวงตากลับคมกริบฉายแววเฉลียวฉลาด วาจาแหลมคมยิ่งกว่าหอกดาบกำลังกำราบเขาไว้ได้ชะงัดด้วยคำสั่งสอนและใช







