Masukเถ้าแก่เฉินโดนทำร้ายตอนจะกลับมาที่เรือน...นั่นคือคำบอกเล่าของบ่าวในเรือน และฟ่านลี่ก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกไปดูสภาพของสามีในยามนี้ นางดื่มยา ดื่มน้ำแกง แล้วตั้งใจจะพัก ส่วนเรื่องของสามีนั้นมีบ่าวมากมายในเรือนก็ให้คนพวกนั้นดูแลไปก็แล้วกัน...
ก่อนหน้านี้นางก็เผชิญความยากลำบากมาพร้อมกับสาวใช้ หากเถ้าแก่เฉินจะผ่านเรื่องพวกนี้ไปพร้อมกับบ่าวในเรือนของตัวเองบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร...
ถึงคราวที่นางต้องเมินเฉยใส่ผู้เป็นสามีเสียบ้างกระมัง
อย่างน้อยจากที่ได้ฟังบ่าวในเรือนคอยรายงาน เถ้าแก่เฉินต่อให้จะเจ็บตัวแต่ก็ยังอยู่ดี ก็รอให้หมอมารักษา เพราะอย่างไรเสียนางก็มิใช่หมอ ไหนจะอ่อนล้าจากการคลอดบุตร ไหนจะต้องดูแลบุตรที่เพิ่งคลอดอีกสำทับ
แค่คิดฟ่านลี่ก็เหนื่อยล้าเสียจนผล็อยหลับ ปล่อยให้เรื่องวุ่นวายต่างๆ เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นก็แล้วกัน นางหาใช่ว่าจะเก่งกาจมาจากไหน
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด...
.
แต่ฟ่านลี่ก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดอย่างแปลกพิกลเช่นที่นางกำลังเผชิญอยู่...
“น้องหญิง”
เถ้าแก่เฉินมิเคยเรียกนางเช่นนี้ คำเรียกที่สนิทสนมกันถึงเพียงนี้มิเคยหลุดออกมาจากปากของเฉินเฟยหยางสักนิดเดียว แปลกทำไมถึงได้แปลกถึงเพียงนี้
ไม่ใช่สิ…
การตื่นมาจากความอ่อนเพลีย แล้วเห็นว่ามีคนนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงต่างหากที่แปลกกว่าคำพูดสนิทชิดเชื้อเมื่อครู่ ไหนว่าเถ้าแก่เฉินโดนทำร้ายจนไม่ได้สติอย่างไรเล่า เหตุใดนางที่หลับใหลไปเพียงหนึ่งตื่นจึงได้มาเห็นหน้าเฉินเฟยหยางแบบนี้เสียแล้ว
“เถ้าแก่”
“ไม่ต้องๆ ไม่ต้องลุก”
“ทำไม…ไหนบ่าวว่าท่านโดนทำร้าย”
“เล็กน้อย ไกลหัวใจ ยังไม่ตายก่อนได้เห็นหน้าลูกแน่ น้องหญิงโปรดวางใจ”
ฟ่านลี่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ไม่เข้าใจเสียจนต้องมองไปยังด้านหลังของเถ้าแก่เฉินที่มีทั้งคนสนิทของนาง และคนสนิทของเถ้าแก่ ยืนมองมาทางนี้พร้อมด้วยสีหน้าที่ทุกข์เหลือประมาณ
“ท่านหมอว่านายท่านเป็นอะไร” แต่ฟ่านลี่ไม่ปล่อยให้ความสงสัยค้างคาใจได้นาน นางเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาเมื่อพบเจอกับเรื่องประหลาด แม้ว่าคนตรงหน้าของนางจะตีหน้าฉงนขึ้นมาแทนก็ตาม
แต่แล้วอย่างไร ในเมื่อตั้งแต่นางได้มาอยู่ที่นี่ นางมิเคยพบเจอกับท่าทีของเฉินเฟยหยางเช่นนี้มาก่อนเลย
“ท่านหมอว่านายท่าน…สูญเสียความทรงจำไปบางช่วงเจ้าค่ะ”
“สูญเสียความทรงจำ” ฟ่านลี่ทวนในสิ่งที่สาวใช้พูด ก่อนจะได้รับการยืนยันอีกครั้งจากคนสนิทของเฉินเฟยหยางว่าสิ่งที่ซูมี่พูดมานั้นไม่ผิด
“ความทรงจำของนายท่านหายไปบางช่วง แล้วก็กับบางคนด้วยขอรับ พอหมอรักษา ฟื้นขึ้นมาก็รีบมาหานายหญิง ถามเสียยกใหญ่ว่านายหญิงเป็นอย่างไรบ้างเพราะจำได้ว่านายหญิงกำลังจะคลอด…นายท่านจำได้เท่านี้ขอรับ”
“เท่านี้? เท่านี้ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ฟ่านลี่ย้อนถามด้วยว่าอยากรู้ให้กระจ่างว่าเท่านี้ที่มู่เฉินคนสนิทของสามีนางนั้นพูดหมายความว่าอย่างไร แต่มู่เฉินก็ไม่ตอบ ยืนอ้ำอึ้งอยู่นาน จนนางต้องหันกลับมามองหน้าสามีที่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดอีกเช่นกันที่มาฉวยเอามือของนางไปจับเอาไว้
“ท่านจำอะไรได้บ้าง”
“จำได้ว่าน้องหญิงจะคลอด”
“แล้วจำได้ไหมว่าท่านออกไปไหนมายามที่ข้าเจ็บท้องจวนเจียนจะขาดใจน่ะ”
ฟ่านลี่ถามด้วยอยากให้แน่ใจว่าเฉินเฟยหยางนั้นสูญสิ้นความทรงจำไปปานใด เขาจำได้ว่านางกำลังจะคลอด แต่จำไม่ได้ว่าตัวเองเดินออกจากเรือนไปทำไมน่ะหรือ ทั้งๆ ที่สองเรื่องนี้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเสียด้วยซ้ำ แล้วแบบนี้จะไม่ให้นางแปลกใจได้อย่างไรไหว
แต่เถ้าแก่เฉินกลับตีหน้าฉงนแล้วย้อนถามนางกลับเสียอย่างนั้น
“ทำไมข้าถึงออกไปข้างนอกตอนที่น้องหญิงคลอดเล่า”
“…”
“ข้าเลวปานใดกันเล่าถึงปล่อยให้น้องหญิงเจ็บเพียงลำพัง”
“หมายความว่ายังไง” สตรีที่ผ่านเรื่องราวมานักต่อนักกำลังนิ่วหน้าในคำพูดของผู้เป็นสามี ด้วยว่าไม่เคยพบเจอสามีทำตัวเช่นนี้มาก่อน ไหนจะคำพูดคำจาที่เหมือนจะเป็นห่วงนางเหลือคณานั้นอีก
“หือ น้องหญิงหมายถึงสิ่งใด”
เถ้าแก่เฉินตรงหน้าฟ่านลี่นั้นกำลังแสดงเล่ห์เหลี่ยมใดออกมาหรือไม่กัน…
“ท่านจำไม่ได้หรือว่าท่านออกไปหาใคร”
“…ไม่ ข้าจำไม่ได้”
แต่เมื่อเถ้าแก่เฉินยืนยันว่าตัวเองนั้นจำสิ่งใดไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่นางจะไม่ตอบในสิ่งที่แม้แต่เจ้าตัวยังสงสัย ว่าในขณะที่ภรรยาคลอดลูกอยู่ที่เรือนตนเองนั้นออกไปไหน
“ท่านออกไปหาคนรักของท่าน…ท่านออกไปหาแม่นางเกา”
ฟ่านลี่ตอบอย่างไม่อ้อมค้อม มองหน้าของชายหนุ่มผู้เป็นสามีด้วยว่าอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะแสดงอะไรออกมาอีก
“ท่านจำได้หรือยัง”
“ไม่…ข้าจำอะไรไม่ได้เลย แม่นางเกาคือใครหรือ”
“…”
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมายังเป็นคำตอบเดิม พร้อมกับความว่างเปล่าในดวงตาของเฉินเฟยหยางอย่างเช่นที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เฉินเฟยหยางจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากนาง…
นี่มันเรื่องอะไรกันเล่า หรือนี่คือมารยาของเฉินเฟยหยาง แล้วเช่นนี้หนทางการขอหย่าของนางจะเป็นเช่นไรกันต่อเล่า…
เฉินรุ่ยฟางอายุได้แปดปี มีน้องชายนามว่าเฉินเฟยเทียน ยามอายุได้เจ็ดปี บิดาก็หาครูมาสอนถึงที่เรือน โดยมีน้องชายคอยพะเน้าพะนออยู่ด้วยไม่ห่าง ส่วนคนเป็นพี่ก็ยอมให้น้องนั่งอยู่ด้วยไม่ให้ห่างตัวเช่นกัน จนใครต่อใครต่างพูดว่าพี่น้องตระกูลเฉินนั้นรักกันดีเสียเหลือเกินและสิ่งที่ตอกย้ำว่าสองพี่น้องนี้รักกันมากก็คงไม่พ้นเรื่องที่เถ้าแก่โรงรับจำนำฝากบุตรชายมาเรียนด้วยที่เรือนห้าวัน เพราะอยากจะรู้ว่าจ้างครูมาสอนกับส่งไปร่ำเรียนที่อื่นนั้น ทางไหนจะดีกว่ากัน เถ้าแก่เฉินก็ใจกว้างด้วยว่าบุตรชายของเถ้าแก่ผู้นี้อายุไล่เลี่ยกับรุ่ยฟาง อีกทั้ง ภรรยาของเขาก็มิได้คิดห้ามปราม นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่หากหยิบยื่นให้กันในวันนี้ วันหน้าอาจเกื้อกูลในเรื่องอื่นกันได้ทั้งคู่คิดเพียงเท่านี้ ไม่ได้คิดมากไปกว่านี้เลย แต่ใครจะไปรู้ มาเรียนด้วยกันวันเดียว บุตรชายของเถ้าแก่โรงรับจำนำก็ร้องไห้จ้า เพราะถูกเฟยเทียนไล่กัดแขนเสียจนแทบจะเป็นรูเฉินเฟยหยางรีบมาไต่ถามกับครูที่สอนจึงได้ความว่าบุตรชายของเถ้าแก่โรงรับจำนำนั้นแกล้งบุตรสาวของตนก่อน ทั้งเหย้าแหย่ ทั้งดึงผม ครูปรามแล้วก็ไม่หยุด จนเจ้าน้องชายที่เหลืออดลุกขึ้นแล้ววิ่
การตั้งครรภ์ในครั้งนี้ของฟ่านลี่นั้นต่างจากครั้งตั้งครรภ์รุ่ยฟางอยู่มาก นางกินอะไรได้น้อยลงจนเถ้าแก่เฉินต้องสรรหาอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ให้ได้กิน เพราะกลัวว่านางจะไม่มีแรงไปเสียก่อน ไหนจะอาเจียนเสียทุกเช้าค่ำ ตื่นมาต้องได้สำรอก ก่อนนอนก็ไม่เว้น จนเถ้าแก่เฉินต้องลุกขึ้นมาลูบหลังนางในทุกๆ วันจนเฉินเฟยหยางพูดอย่างขบขันว่าท้องนี้เห็นทีจะเอาคืนอาเตี่ยที่ดูแลอาเหนียงไม่ดีเสียกระมัง“ออกมาเห็นทีจะตั้งตัวเป็นอริกับอาเตี่ยเสียกระมัง”“ดูพูดเข้า ตอนนี้ยังไม่รู้ความเสียด้วยซ้ำ” ฟ่านลี่ปามคนที่นอนข้างๆ กัน แต่มือก็ยังลูบหน้าท้องกลมๆ ของนางไม่คลาย เฉินเฟยหยางรักรุ่ยฟางอย่างไร ก็รักลูกในท้องของนางยามนี้ไม่ได้ต่างกัน และก็ไม่ใช่ว่ามีลูกอีกคนจะละเลยลูกอีกคน เฉินเฟยหยางรู้ดีว่าต้องดูแลเอาใจใส่ลูกคนโตให้ดีไม่แพ้ลูกคนเล็กที่อยู่ในท้องของฟ่านลี่ไม่ว่าจะลูกคนไหน เถ้าแก่เฉินก็รักลูกอยู่ดีและฟ่านลี่เองก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน...เพราะในทุกๆ วันก่อนรุ่ยฟางจะหลับ เฉินเฟยหยางมักอุ้มลูกมานอนหนุนหน้าท้องของนางทุกวันแล้วคุยว่าน้องของรุ่ยฟางนั้นกำลังนอนอุตุอยู่ในท้องของอาเหนียงอาเตี่ยคุยกับลูกไปเรื่อยเปื่อยจนลูกหลับค
ฟ่านลี่มีอาการแปลกไป...ช่วงเดือนสองเดือนมานี้ภรรยาของเถ้าแก่เฉินนั้นเจริญอาหารกว่าปกติ แต่จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะบทจะกินได้ก็กินอย่างไม่ยั้งปาก แต่บทจะกินไม่ได้ แม้แต่กลิ่นข้าวต้มก็ต้องวิ่งไปโก่งคอสำรอกออกมาเสียด้วยซ้ำ จนเขาผู้เป็นสามีก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้วันนี้ก็พูดว่าเวียนหัวไม่อยากออกไปไหน จนสุดท้ายเฉินเฟยหยางต้องออกมาร้านกับบุตรสาววัยสองขวบปีเพียงลำพัง“เตี่ย...อาเหนียง”“อาเหนียงไม่ได้ไป อาเหนียงไม่สบาย รุ่ยฟางอย่ากวนอาเหนียงเยอะนะ”“ไม่กวน”“ดีมาก แต่วันนี้รุ่ยฟางต้องไปร้านกับอาเตี่ย ไปอยู่ที่นั่นดีหรือไม่”“ดีเจ้าค่ะ”เฉินเฟยหยางยิ้มร่า อุ้มลูกสาวขึ้นออกเดินไปยังร้านค้าของตน ชีวิตอันราบเรียบนั้นทำให้เถ้าแก่ผู้นี้มีความสุขมากขึ้นเป็นเท่าทวี ตื่นเช้ามาได้เจอกับภรรยา ออกจากห้องมาได้เจอบุตรสาว ออกไปค้าขายก็ขายได้มีกำไร มีเงินกิน เงินใช้ จะไม่ให้เรียกความสุขได้อย่างไร ชีวิตของเขาก็หวังเพียงเท่านี้ส่วนสหายเก่าแก่อย่างหมิงอ๋องก็ยังครองเมืองชายแดนอยู่ไม่ห่างไปไหน บ่อนเบี้ยก็ยังคงอยู่ แต่เงินในนั้นก็ส่งเข้าท้องพระคลังแทบจะทุกเดือนจนท้องพระคลังมั่งคั่ง หมิงอ๋องกลายเป็นที่โปร
เฉินเฟยหยางกลับมาคุมร้านค้าอีกครั้ง เมื่อเรื่องราวต่างๆ ที่แสนวุ่นวายจบลง สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปและกลายเป็นภาพคุ้นตาของชาวบ้าน คือเถ้าแก่เฉินที่มักอุ้มบุตรสาวมานั่งตักอยู่หน้าโต๊ะบัญชีภายในร้านเสมอจนใครต่อใครต่างพูดว่าลูกสาวเถ้าแก่เฉินนั้นน่าเอ็นดู จนคนเป็นบิดาไม่อาจปล่อยให้คลาดสายตาได้โดยคำพูดพวกนั้นก็ไม่พ้นเข้าหูของเถ้าแก่เฉิน ที่เมื่อได้ยินก็ยิ้มรับโดยไม่นึกปฏิเสธ ด้วยว่าเป็นความจริงทุกประการ จนตอนนี้เมื่อกลับมาที่เรือนก็มิวายอุ้มลูกไม่ห่างอก โดยมีคนเป็นภรรยานอนมองอยู่บนเตียง“ใช่แล้ว น่าเอ็นดูเสียปานนี้จะให้อยู่ห่างหูห่างตาได้อย่างไร”ฟ่านลี่มองบุรุษที่ไม่พูดเปล่า แต่ก้มหน้าไปฟัดแก้มกลมๆ ของบุตรสาวเสียจนหนำใจ ลูกสาวของนางก็ร้องคิกคัก ราวกับถูกใจนักที่โดนอาเตี่ยหยอกเอินอยู่แบบนี้“พอก่อน ประเดี๋ยวลูกไม่นอนกันพอดี”เฉินเฟยหยางหัวเราะ แต่ก็เชื่อคำเตือนของภรรยา เขาอุ้มลูกกล่อมให้หลับอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อรุ่ยฟางหลับใหลแล้วก็เรียกให้พี่เลี้ยงเข้ามารับตัวไปดูแลต่อดูแลลูกจบก็ได้เวลามาดูแลภรรยา ชีวิตของเฉินเฟยหยางนั้นมีความสุขเหลือเกินที่ได้อยู่กับภรรยาและลูกแบบนี้สุขเสียจนอยากกอดช่วงเวลาพ
ฟ่านลี่ที่ได้กลับมาเจอลูกอีกครั้งก็แทบไม่ปล่อยให้ลูกห่างจากอก นางลูบแก้มกลมอันแสนรักของลูกสาวที่โตกว่าตอนที่นางกลับไปฉางหยางนัก เด็กในช่วงวัยนี้โตวัยจนน่าใจหาย และน่าใจหายยิ่งกว่าเก่าเมื่อกลับมาแล้วรุ่ยฟางมีทีท่าคล้ายว่าจะจำนางไม่ได้แต่ก็ไม่แปลก นางไปตั้งแต่ก่อนที่รุ่ยฟางน้อยจะรู้เรื่องเสียอีก แต่อาจเพราะด้วยสัมพันธ์ของแม่ลูกกระมัง สุดท้ายพอได้อุ้มได้หอม รุ่ยฟางน้อยของนางก็หันมาออเซาะนาง อุ้มกล่อมกันได้ไม่เท่าไรก็หลับคอพับ ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง...ทว่าเมื่ออยู่ดูลูกจนหนำใจ ฟ่านลี่ก็มิได้หลงลืมว่านางมาที่นี่กับผู้เป็นสามี ที่ตอนนี้นางกล่อมลูกจนหลับไปแล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเฉินเฟยหยาง จนนางต้องมาตามตัว ไม่รู้ว่าถูกไล่ตะเพิดกลับไปหรือยังถึงยังไม่ได้โผล่หน้าเข้ามาหาลูก เดินตามหาได้ไม่เท่าไรก็พบตัว นางถึงได้รู้ว่าเฉินเฟยหยางยังไม่ถูกไล่ออกไป แต่กำลังเมามายกับบิดาของนางอยู่ต่างหาก“ดูเอาเถอะบุรุษพวกนี้พอกันไปหมด”“อาเหนียง”และไม่ใช่แค่นางที่ออกมาตามหาสามี มารดาของนางเองก็ออกตามหาบิดาด้วยเหตุว่ายังไม่เข้าห้องไป
เรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไป ก็ถึงคราวชีวิตของคนตระกูลเฉินกลับมาเป็นปกติเสียที เมื่อมั่นใจว่าจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว มั่นใจว่าคนของชินอ๋องถูกสังหาร และถูกจับเข้าคุกกันไปหมดแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องพาลูกกลับสู่อ้อมอกเสียทีฟ่านลี่กลับมาที่บ้านเกิดด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนครั้งไหน นางปรารถนาจะไปพาลูกมาอยู่ด้วยกัน และหวังว่าครอบครัวต่อจากนี้จะไม่เกิดเรื่องอะไรที่น่าหวั่นใจอีก ส่วนสามีอย่างเฉินเฟยหยางเองก็ไม่ต่างกัน อีกฝ่ายเฝ้านับวันที่จะเดินทางมาที่ซุยโจวเสียด้วยซ้ำเถ้าแก่เฉินรักลูกสาวมาก ไม่ว่าจะตอนไหนๆ นี่คือเรื่องจริงที่ต่อให้สามีไม่พูดออกมานางก็รับรู้ได้มาโดยตลอด ยิ่งครั้งนี้นางยิ่งเห็นว่าเฉินเฟยหยางดีใจเพียงไรที่จะได้กลับไปรับลูกมาอยู่ด้วยกันแม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ กับบิดาของนางอยู่ก็ตามที แต่ก็ยังใจดีสู้เสือเตรียมของมาฝากอีกมากมายราวกับไม่เข็ดขยาดกับเรื่องเมื่อครั้งก่อนที่บิดาของนางไล่ตะเพิดออกจากเรือนไป“ครั้งนี้ไม่เป็นแบบนั้นแน่ ข้าจะอธิบายทุกอย่างให้ใต้เท้าฟ่านได้รู้เอง”“เช่นนั้นรึ”“ใช่...ต่อให้ถูกไล่ออกไปอีก ก็จะหน้าด้านอยู่ต่อจนกว่าบิดาของเจ้าจะยินยอมให้ทั้งเจ้ากับลูกมาอยู่กับข้า
“ทำไมข้าถึงจำอะไรไม่ได้เลย มู่เฉิน”“นายท่าน”เฉินเฟยหยางที่ปลีกตัวมาอยู่ในห้องหนังสือกำลังนั่งทบทวนเรื่องทุกอย่าง และถามซ้ำๆ ในเรื่องที่ได้ยินไปแล้วว่าตนนั้นทำตัวเช่นไรเมื่อก่อนหน้านี้ เพราะแม้แต่ตัวของเฉินเฟยหยางในยามนี้ ก็ไม่มั่นใจว่ารู้จักตัวเองดีนัก“ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแม่นางเกาที่นายหญิงของ
หากจะพูดว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เฉินเฟยหยาง แต่เป็นผีสางที่วิ่งเข้ามาสิงสู่นางก็ยังจะเชื่อเสียมากกว่า ปกติบุรุษผู้นี้ยิ้มเป็นกับเขาเสียที่ไหน ใบหน้าขรึมจนน่ากลัวนั่นต่างหากคือใบหน้าที่แท้จริงของเถ้าแก่เฉิน หาใช่ใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นตอนนี้...จนเมื่อลูกน้อยถูกส่งเข้าสู่อ้อมแขนที่เก้กัง ฟ่านลี่ก็เฝ้ารอตอบคำ
ฟ่านลี่ฟื้นตัวจากการคลอดยังไม่ดีนัก แต่ก็ต้องมานั่งนวดขมับกับเรื่องที่ถาโถมเข้ามาใส่ ส่วนผู้เป็นสามีนั้น เมื่อรู้ว่าตัวเองทำเรื่องอะไรไปในก่อนหน้านี้ก็นิ่งงันราวกับเทวรูปที่ถูกสาป ด้วยว่าไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองนั้นเลวทรามได้ถึงเพียงนี้ฟ่านลี่มิได้แต่งเสริมเติมเรื่องแต่อย่างใด นางเล่าความจริงทุกประก
“ตายแล้ว ใกล้จะคลอดแล้ว เร็วเข้า เร็ว”ยามที่นางเจ็บปวดจนเหลือประมาณ แต่ก็ไร้เงาของสามี ไม่มีแม้แต่เสียงปลอบประโลม มีแต่เสียงของสาวใช้ และหมอเฒ่าที่ร้อนรนจะทำคลอดให้แก่นาง“เจ็บ...ซูมี่ ข้าเจ็บ”“เจ้าค่ะ อดทนนะเจ้าคะ ท่านหมอเร็วๆ เข้า นายข้าจะไม่ไหวแล้ว”“ข้าก็เร่งมืออยู่นี่...นายหญิงข้าขออนุญาตเถิ







