LOGINสามีที่แต่งงานมาด้วยกันแรมปีจนบัดนี้นางตั้งครรภ์ก็ไม่หันมาเหลียวแล ซ้ำร้ายในวันที่นางเจ็บท้องจะคลอดลูก สามีดันเลือกที่จะเดือนออกจากเรือนไปหาคนรักเก่า เช่นนี้แล้วจะให้นางทนอยู่ที่นี่ได้อย่างไรอีก!
View More“อึ่ก…ฟู่วว” ฟ่านลี่ตัวงอ มือข้างหนึ่งประคองท้องอันใหญ่โตของตัวเองเอาไว้ อีกข้างก็กำผ้าปูเตียงจนมันยับย่นเพื่อระบายความเจ็บปวดที่ตนกำลังเผชิญ
ฟ่านลี่กำลังจะคลอด และบัดนี้ก็พยายามข่มความเจ็บปวดที่ตัวเองกำลังเผชิญอย่างสุดกลั้น
“นายหญิงอดทนหน่อยเถิด ข้าน้อยให้คนไปตามหมอแล้ว”
“...แล้ว แล้วนายท่านเล่า นายท่านอยู่ไหน”
‘ฟ่านลี่’ ถามกับสาวใช้คนสนิทที่คอยเข้ามาประคองเอาไว้ไม่ห่าง ด้วยว่าอาการเจ็บท้องที่ฟ่านลี่เผชิญมาหลายชั่วยามนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย
ฟ่านลี่กำลังจะคลอด หลังจากอุ้มครรภ์นี้มาเกือบสิบเดือน แต่ความทรมานที่ได้เจอนั้นก็ทำให้จิตใจของนางไม่มั่นคง สตรีที่กำลังจะให้กำเนิดบุตรจึงถามถึงผู้เป็นสามีที่ไม่แม้แต่จะเข้ามาถามไถ่ ทั้งๆ ที่ทั้งเรือนวุ่นวายเมื่อนางเริ่มเจ็บครรภ์ตั้งแต่รุ่งสาง จนบัดนี้ตะวันแทบจะตรงหัวแล้ว ‘เฉินเฟยหยาง’ ก็ไม่แม้แต่จะเข้ามาให้นางได้เห็นหน้า จนถึงตอนนี้จึงได้เอ่ยปากถามกับ ‘ซูมี่’ คนสนิทที่หน้าม้านเมื่อได้ยินคำถามของนาง
“เอ่อ คือ…”
“อีก…อีกแล้วหรือ…ออกไปหา แม่นางเกาอีกแล้วหรือ”
ฟ่านลี่พูดในขณะที่พยายามข่มความเจ็บปวดของตัวเอง จนตอนนี้นางชักจะแยกไม่ออกว่าความเจ็บปวดที่จวนเจียนจะคลอดบุตร กับความเจ็บแปลบในใจที่สามีสร้างเอาไว้นั้น สิ่งใดเจ็บปวดยิ่งกว่ากัน
ทั้งๆ ที่ในตอนนี้เฉินเฟยหยางควรเข้ามาถามไถ่นางสักครึ่งคำว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่กลับหายไปจากเรือนทั้งๆ ที่ก็รู้ว่านางกำลังจะคลอด
บุตรที่นางอุ้มท้อง และกำลังจะให้กำเนิดมิใช่บุตรของเขาด้วยหรอกหรือ เหตุใดจึงไม่มาดูดำดูดีกันถึงเพียงนี้เล่า…
หากเมื่อย้อนไปในวันนั้น ฟ่านลี่ที่ถึงวัยออกเรือน ครอบครัวก็จัดแจงบอกกล่าวกับบุตรสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว ว่าจะให้ตบแต่งกับคุณชายตระกูลเฉิน ตระกูลพ่อค้าคหบดี เจ้าของร้านค้าน้อยใหญ่มากกว่าครึ่งในเมืองฉางหยาง ผู้เป็นดั่งเศรษฐีใหญ่ประจำเมือง นั่นมิใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
นางตบแต่งเป็นภรรยาเอก เข้ามาในเรือนตระกูลเฉิน ดูแลบ้านให้ดีแทนสามีที่คร่ำเคร่งหาเงิน ทุกอย่างก็เรียบร้อยไม่ได้มีอะไรเป็นปัญหา จนกระทั่ง อยู่กินกันมาได้ครึ่งปี ฟ่านลี่ถึงได้รู้ว่าก่อนที่เฉินเฟยหยางจะมาคำนับฟ้าดินกับนางนั้น อีกฝ่ายมีสตรีที่ต้องใจอยู่ก่อนแล้ว
สตรีนางนั้นคือแม่นางเกา 'เกาเซียงอวี๋' แม่นางผู้นี้เป็นเพียงเสมียนในร้านขายผ้าร้านหนึ่งของตระกูลเฉิน แต่ว่าด้วยผิวพรรณเกลี้ยงเกลา หน้าสละสลวย เป็นหญิงงามคนหนึ่ง ไม่แปลกหาเฉินเฟยหยางที่มีฐานะเป็นเถ้าแก่ร้านจะหลงใหลชอบพอในตัวนาง
แต่ด้วยฐานะที่ต่างกัน ด้วยความไม่ชอบใจของครอบครัวทำให้ความรักของคนทั้งคู่เป็นดั่งความรักต้องห้าม แม้จะแต่งเป็นอนุภรรยาให้เข้ามาอยู่ร่วมชายคายังทำมิได้ ด้วยว่าบิดา มารดาของเถ้าแก่เฉินนั้นไม่เห็นสม…
ลูกชายแต่งอนุภรรยาที่เป็นเพียงเสมียนในร้านน่ะหรือ หากใครเขารู้เข้าคงเอาไปพูดกันสนุกปากเสียกระมัง เพราะคิดแบบนี้เถ้าแก่เฉินจึงจำต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่แบบนั้น
ฟ่านลี่รู้ดี แต่รู้แล้วนางจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนางเองก็ถูกครอบครัวส่งมาให้ตบแต่งกับเถ้าแก่เฉินเช่นกัน นางมิใช่พระโพธิสัตว์ที่จะยอมผิดใจกับครอบครัวเพื่อให้ความรักของเถ้าแก่เฉินสมหวัง สิ่งที่นางทำมาโดยตลอดคือปิดตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ตราบใดที่เถ้าแก่เฉินไม่พาแม่นางผู้นั้นมาเหยียบในเรือนชาน นางเองก็จะไม่พูดสิ่งใดออกมา
ตราบใดที่เงินทองในบ้านไม่กระเด็นออกไปข้างนอก ตราบใดที่เถ้าแก่เฉินไม่ได้ปล่อยปละละเลยเรื่องในบ้าน หรือพานางผู้นั้นออกหน้าให้ใครต่อใครนำไปพูดกันสนุกปาก ฟ่านลี่ก็จะไม่พูดอะไร…
จนกระทั่ง เมื่อบิดามารดาของเถ้าแก่เฉินสิ้นชีพไปแล้ว จากที่เคยหลบๆ ซ่อนๆ เถ้าแก่เฉินก็เริ่มจะทำอะไรโผงผางออกมา เช่นว่าออกไปหาโดยไม่ต้องลอบกระทำ ไหนจะเริ่มมีคนเอาเรื่องของทั้งคู่มาโพนทะนา กระทบถึงนางว่าเป็นเพียงนายหญิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวหมุดอยู่แต่เรือนหลังของสามี…
ฟ่านลี่พยายามอดทนมาตลอด อดทนต่อคำนินทาว่าร้าย เช่นว่านางร้ายกาจถึงขั้นยื่นคำขาดว่าจะไม่ยอมรับแม่นางเกาเป็นอนุภรรยา ร้ายกาจถึงขั้นไม่ให้สามีมีอนุภรรยาไร้หัวนอนปลายเท้าจนเถ้าแก่เฉินต้องออกไปลอบเจอกับแม่นางเกาถึงท้ายตลาด
ฟ่านลี่ทนมาโดยตลอด จนตอนนี้ก็คล้ายว่าฟางเส้นสุดท้ายของฟ่านลี่ได้ขาดสะบั้นลงแล้ว...
นางที่ไม่เคยแม้แต่จะร้องขออะไรเถ้าแก่เฉินเลยสักครั้ง กำลังเจ็บปวดเหลือคณากับสิ่งที่เถ้าแก่เฉินทำกับนางในยามนี้...
“ตายแล้ว ใกล้จะคลอดแล้ว เร็วเข้า เร็ว”
เฉินรุ่ยฟางอายุได้แปดปี มีน้องชายนามว่าเฉินเฟยเทียน ยามอายุได้เจ็ดปี บิดาก็หาครูมาสอนถึงที่เรือน โดยมีน้องชายคอยพะเน้าพะนออยู่ด้วยไม่ห่าง ส่วนคนเป็นพี่ก็ยอมให้น้องนั่งอยู่ด้วยไม่ให้ห่างตัวเช่นกัน จนใครต่อใครต่างพูดว่าพี่น้องตระกูลเฉินนั้นรักกันดีเสียเหลือเกินและสิ่งที่ตอกย้ำว่าสองพี่น้องนี้รักกันมากก็คงไม่พ้นเรื่องที่เถ้าแก่โรงรับจำนำฝากบุตรชายมาเรียนด้วยที่เรือนห้าวัน เพราะอยากจะรู้ว่าจ้างครูมาสอนกับส่งไปร่ำเรียนที่อื่นนั้น ทางไหนจะดีกว่ากัน เถ้าแก่เฉินก็ใจกว้างด้วยว่าบุตรชายของเถ้าแก่ผู้นี้อายุไล่เลี่ยกับรุ่ยฟาง อีกทั้ง ภรรยาของเขาก็มิได้คิดห้ามปราม นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่หากหยิบยื่นให้กันในวันนี้ วันหน้าอาจเกื้อกูลในเรื่องอื่นกันได้ทั้งคู่คิดเพียงเท่านี้ ไม่ได้คิดมากไปกว่านี้เลย แต่ใครจะไปรู้ มาเรียนด้วยกันวันเดียว บุตรชายของเถ้าแก่โรงรับจำนำก็ร้องไห้จ้า เพราะถูกเฟยเทียนไล่กัดแขนเสียจนแทบจะเป็นรูเฉินเฟยหยางรีบมาไต่ถามกับครูที่สอนจึงได้ความว่าบุตรชายของเถ้าแก่โรงรับจำนำนั้นแกล้งบุตรสาวของตนก่อน ทั้งเหย้าแหย่ ทั้งดึงผม ครูปรามแล้วก็ไม่หยุด จนเจ้าน้องชายที่เหลืออดลุกขึ้นแล้ววิ่
การตั้งครรภ์ในครั้งนี้ของฟ่านลี่นั้นต่างจากครั้งตั้งครรภ์รุ่ยฟางอยู่มาก นางกินอะไรได้น้อยลงจนเถ้าแก่เฉินต้องสรรหาอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ให้ได้กิน เพราะกลัวว่านางจะไม่มีแรงไปเสียก่อน ไหนจะอาเจียนเสียทุกเช้าค่ำ ตื่นมาต้องได้สำรอก ก่อนนอนก็ไม่เว้น จนเถ้าแก่เฉินต้องลุกขึ้นมาลูบหลังนางในทุกๆ วันจนเฉินเฟยหยางพูดอย่างขบขันว่าท้องนี้เห็นทีจะเอาคืนอาเตี่ยที่ดูแลอาเหนียงไม่ดีเสียกระมัง“ออกมาเห็นทีจะตั้งตัวเป็นอริกับอาเตี่ยเสียกระมัง”“ดูพูดเข้า ตอนนี้ยังไม่รู้ความเสียด้วยซ้ำ” ฟ่านลี่ปามคนที่นอนข้างๆ กัน แต่มือก็ยังลูบหน้าท้องกลมๆ ของนางไม่คลาย เฉินเฟยหยางรักรุ่ยฟางอย่างไร ก็รักลูกในท้องของนางยามนี้ไม่ได้ต่างกัน และก็ไม่ใช่ว่ามีลูกอีกคนจะละเลยลูกอีกคน เฉินเฟยหยางรู้ดีว่าต้องดูแลเอาใจใส่ลูกคนโตให้ดีไม่แพ้ลูกคนเล็กที่อยู่ในท้องของฟ่านลี่ไม่ว่าจะลูกคนไหน เถ้าแก่เฉินก็รักลูกอยู่ดีและฟ่านลี่เองก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน...เพราะในทุกๆ วันก่อนรุ่ยฟางจะหลับ เฉินเฟยหยางมักอุ้มลูกมานอนหนุนหน้าท้องของนางทุกวันแล้วคุยว่าน้องของรุ่ยฟางนั้นกำลังนอนอุตุอยู่ในท้องของอาเหนียงอาเตี่ยคุยกับลูกไปเรื่อยเปื่อยจนลูกหลับค
ฟ่านลี่มีอาการแปลกไป...ช่วงเดือนสองเดือนมานี้ภรรยาของเถ้าแก่เฉินนั้นเจริญอาหารกว่าปกติ แต่จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะบทจะกินได้ก็กินอย่างไม่ยั้งปาก แต่บทจะกินไม่ได้ แม้แต่กลิ่นข้าวต้มก็ต้องวิ่งไปโก่งคอสำรอกออกมาเสียด้วยซ้ำ จนเขาผู้เป็นสามีก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้วันนี้ก็พูดว่าเวียนหัวไม่อยากออกไปไหน จนสุดท้ายเฉินเฟยหยางต้องออกมาร้านกับบุตรสาววัยสองขวบปีเพียงลำพัง“เตี่ย...อาเหนียง”“อาเหนียงไม่ได้ไป อาเหนียงไม่สบาย รุ่ยฟางอย่ากวนอาเหนียงเยอะนะ”“ไม่กวน”“ดีมาก แต่วันนี้รุ่ยฟางต้องไปร้านกับอาเตี่ย ไปอยู่ที่นั่นดีหรือไม่”“ดีเจ้าค่ะ”เฉินเฟยหยางยิ้มร่า อุ้มลูกสาวขึ้นออกเดินไปยังร้านค้าของตน ชีวิตอันราบเรียบนั้นทำให้เถ้าแก่ผู้นี้มีความสุขมากขึ้นเป็นเท่าทวี ตื่นเช้ามาได้เจอกับภรรยา ออกจากห้องมาได้เจอบุตรสาว ออกไปค้าขายก็ขายได้มีกำไร มีเงินกิน เงินใช้ จะไม่ให้เรียกความสุขได้อย่างไร ชีวิตของเขาก็หวังเพียงเท่านี้ส่วนสหายเก่าแก่อย่างหมิงอ๋องก็ยังครองเมืองชายแดนอยู่ไม่ห่างไปไหน บ่อนเบี้ยก็ยังคงอยู่ แต่เงินในนั้นก็ส่งเข้าท้องพระคลังแทบจะทุกเดือนจนท้องพระคลังมั่งคั่ง หมิงอ๋องกลายเป็นที่โปร
เฉินเฟยหยางกลับมาคุมร้านค้าอีกครั้ง เมื่อเรื่องราวต่างๆ ที่แสนวุ่นวายจบลง สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปและกลายเป็นภาพคุ้นตาของชาวบ้าน คือเถ้าแก่เฉินที่มักอุ้มบุตรสาวมานั่งตักอยู่หน้าโต๊ะบัญชีภายในร้านเสมอจนใครต่อใครต่างพูดว่าลูกสาวเถ้าแก่เฉินนั้นน่าเอ็นดู จนคนเป็นบิดาไม่อาจปล่อยให้คลาดสายตาได้โดยคำพูดพวกนั้นก็ไม่พ้นเข้าหูของเถ้าแก่เฉิน ที่เมื่อได้ยินก็ยิ้มรับโดยไม่นึกปฏิเสธ ด้วยว่าเป็นความจริงทุกประการ จนตอนนี้เมื่อกลับมาที่เรือนก็มิวายอุ้มลูกไม่ห่างอก โดยมีคนเป็นภรรยานอนมองอยู่บนเตียง“ใช่แล้ว น่าเอ็นดูเสียปานนี้จะให้อยู่ห่างหูห่างตาได้อย่างไร”ฟ่านลี่มองบุรุษที่ไม่พูดเปล่า แต่ก้มหน้าไปฟัดแก้มกลมๆ ของบุตรสาวเสียจนหนำใจ ลูกสาวของนางก็ร้องคิกคัก ราวกับถูกใจนักที่โดนอาเตี่ยหยอกเอินอยู่แบบนี้“พอก่อน ประเดี๋ยวลูกไม่นอนกันพอดี”เฉินเฟยหยางหัวเราะ แต่ก็เชื่อคำเตือนของภรรยา เขาอุ้มลูกกล่อมให้หลับอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อรุ่ยฟางหลับใหลแล้วก็เรียกให้พี่เลี้ยงเข้ามารับตัวไปดูแลต่อดูแลลูกจบก็ได้เวลามาดูแลภรรยา ชีวิตของเฉินเฟยหยางนั้นมีความสุขเหลือเกินที่ได้อยู่กับภรรยาและลูกแบบนี้สุขเสียจนอยากกอดช่วงเวลาพ





