LOGIN“ทำไมข้าถึงจำอะไรไม่ได้เลย มู่เฉิน”
“นายท่าน”
เฉินเฟยหยางที่ปลีกตัวมาอยู่ในห้องหนังสือกำลังนั่งทบทวนเรื่องทุกอย่าง และถามซ้ำๆ ในเรื่องที่ได้ยินไปแล้วว่าตนนั้นทำตัวเช่นไรเมื่อก่อนหน้านี้ เพราะแม้แต่ตัวของเฉินเฟยหยางในยามนี้ ก็ไม่มั่นใจว่ารู้จักตัวเองดีนัก
“ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแม่นางเกาที่นายหญิงของเจ้าว่านั่นคือใคร นางสำคัญกับข้าถึงขั้นยอมแตกหักกับภรรยาที่แต่งเข้าเรือนเชียวหรือ”
“ที่นายหญิงเล่าให้นายท่านได้รู้ไปเมื่อครู่นี้คือความจริงทุกอย่างขอรับ อีกอย่าง…แม่นางเกาคือคนรักของนายท่านจริงๆ”
“รักหรือ รักแล้วไยบัดนี้ข้าจำไม่ได้สักอย่างเล่า รักมากปานใดตัวข้าถึงได้โยนความทรงจำนั้นทิ้งไป แล้วเหลือแค่ความทรงจำกับนายหญิงของเจ้า”
เฉินเฟยหยางรีบแย้ง คำบอกเล่าจากหมอที่เข้ามาทำการรักษา แจ้งให้ตนได้รู้ว่าความทรงจำที่หายไปบ้าง ยังคงอยู่ในหัวบ้างนั้น เกิดจากตัวของเขาเองว่าเลือกที่จะจำหรือไม่จำสิ่งใด ก่อนจะโดนทำร้ายพะว้าพะวังถึงสิ่งใดก็อาจจะจำสิ่งนั้นเอาไว้แม่น เมื่อโดนกระทบกระเทือนจึงเลือกที่จะลืมเลือนบางสิ่งไป และหลงเหลือเอาไว้แค่ในสิ่งที่โหยหาในยามนั้น
ซึ่งเฉินเฟยหยางจำได้ว่าในวันนั้นคือวันที่ฟ่านลี่เจ็บท้องจะคลอด สิ่งแรกที่ฟื้นขึ้นมาก็การถามหาภรรยาและลูกเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งนั่นมิเท่ากับว่า สิ่งที่เฉินเฟยหยางห่วงมากที่สุดมิใช่ภรรยาและลูกที่คอยอยู่ที่เรือนหรอกหรือ
แต่การเลือกออกจากเรือนในวันที่ภรรยาคลอด จนตัวเองเจ็บตัวกลับมาก็เหมือนเครื่องยืนยันในการทำตัวอันเหลวแหลกของตนเช่นกัน
ต่อให้เฉินเฟยหยางจะเห็นแย้งอย่างไรในยามนี้ ต่อให้จะทัดทานกับทุกคนที่พูดว่าตัวเองนั้นทำสิ่งใดลงไปบ้างก็ไม่อาจพูดได้เต็มปาก ปฏิเสธไม่ได้เต็มส่วน เพราะตนนั้นคือผู้ที่จำอะไรไม่ได้เลย ส่วนคนที่จำได้ทุกอย่างคือภรรยาของเขาที่ตื่นมารับรู้เรื่องพวกนี้จนเป็นลมล้มพับไปอีกหนต่างหาก
สุดท้ายเฉินเฟยหยางก็ได้แต่ถอนหายใจ นั่งกุมขมับตัวเองที่ปวดตุบ
“พักก่อนเถิดขอรับ นายท่านเองก็เพิ่งจะเจ็บตัวมา อย่าเพิ่งคิดอะไรให้มากเลยขอรับ”
“อือ…ข้าจะไปพักแล้วเหมือนกัน เจ้าเองก็ไปเถอะ”
“ขอรับ”
“เอ้อ ประเดี๋ยวก่อน” แต่เมื่อคนสนิทหันหลัง เฉินเฟยหยางกลับเรียกรั้งตัวเอาไว้ก่อน เพราะเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เช่นกัน
“ขอรับ”
“พรุ่งนี้แจกข้าวสารให้ชาวบ้าน ข้าวของต่างๆ เครื่องใช้ที่ร้านเรามี”
“…ทำไมหรือขอรับ"
“ฉลองวันที่คุณหนูเกิด”
“อ๋อ ขอรับ ได้ขอรับ”
“ไปเถอะ”
เฉินเฟยหยางตั้งใจจะทำทานให้กับบุตรสาวที่คลอดออกมา เป็นการฉลองที่คุณหนูของตระกูลเฉินเกิดมาอย่างสมบูรณ์พร้อม อีกอย่างเพื่อเป็นการประกาศว่าเรือนตระกูลเฉินนั้นได้คุณหนูมาวิ่งเล่นในเรือนแล้ว…
เฉินเฟยหยางยินดีกับการได้มีบุตรคนนี้เหลือหลาย ต่อให้ความทรงจำของเขาจะขาดหาย แต่ความยินดีในจิตใจนั้นมิได้หล่นหายไปไหนเลย ต่อให้ลูกคนแรกจะมิใช่ชายเช่นตระกูลอื่น แต่แล้วอย่างไร ตระกูลเฉินมีหลายสายจะตายไป ต่อให้บ้านนี้ไม่มีบุตรชายไว้สืบสกุลเลยก็ไม่ได้เดือดร้อน
ต่อให้บุตรสาวจะแต่งออกจนไม่เหลือคนรับช่วงต่อกิจการก็ช่างปะไร ตายเมื่อใดก็หยุดขายเมื่อนั้น ไม่เห็นจะมีอะไรให้น่าทุกข์ใจสักนิดเดียว เงินทองก็มีเหลือจะใช้ไม่ได้เดือดร้อน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฟ่านลี่ถึงทำเหมือนว่าเขาจะเสียใจที่ได้ลูกคนแรกเป็นลูกสาว
เฉินเฟยหยางยินดีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว ยิ่งลูกสาวที่แทบจะถอดมารดามาเสียทุกกระเบียดนิ้วไยจะไม่ยินดี
ลูกสาวของเถ้าแก่เฉินน่ะ เหมือนมารดาอยู่หลายส่วน และนั่นก็ยิ่งทำให้เขาเอ็นดูเหลือคณา แม้แต่ตอนที่กำลังดื่มนมจากเต้า ปากน้อยๆ ที่ขยับจุ๊บเต้าอยู่นั้นก็น่าชัง...
เฉินเฟยหยางกำลังยืนมองฟ่านลี่ที่พอฟื้นได้สติมาก็ถึงเวลาให้เจ้าลูกตัวน้อยได้ดื่มนมจากถัน ด้วยว่าล่วงเลยมาจนถึงเวลาแล้ว ซ้ำร้ายคือแม้แต่แม่นม เถ้าแก่เฉินที่มีสติครบถ้วนก็ไม่คิดขวนขวายหาให้ภรรยาด้วยซ้ำ นางเป็นคนเมืองอื่นมิได้รู้จักใครมากนัก แทนที่ตนผู้เป็นบิดาจะจัดการหาผู้มาอภิบาลบุตรของตนกลับไม่ทำ ในยามที่ฟ่านลี่อ่อนแอเหลือประมาณก็ต้องลุกขึ้นมาป้อนนมลูก
นึกแล้วก็อยากจะเอาศีรษะโขกพื้นต่อหน้านางเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป ทำตัวเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
ส่วนเฉินเฟยหยางที่มายืนมองอยู่ตรงนี้นั้นก็ค่อยๆ สืบเท้าเข้าไปใกล้ภรรยาที่รู้ถึงการมาของเขาอยู่แล้วตั้งแต่แรก นางขยับอาภรณ์ให้ดูไม่อุจาดตา แต่ด้วยลูกยังอยู่คาอกก็ไม่อาจทำอะไรได้มาก ทว่าเรื่องของเขากับนางมีสิ่งใดที่ต้องระวังกันอีกเล่า
มีลูกด้วยกันมาตั้งหนึ่งคนแล้วนี่นา...
“เหนื่อยน้องหญิงแล้ว”
“หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
เฉินเฟยหยางเข้าไปนั่งอยู่ที่ปลายเตียง นั่งมองฟ่านลี่ที่นั่งพิงพนักอุ้มลูกกล่อมอยู่ในอกด้วยรอยยิ้ม ต่อให้เรื่องราวต่างๆ ยังยุ่งเหยิง แต่อย่างน้อยเรื่องตรงหน้าในยามนี้ก็เป็นความสุขเดียวที่เฉินเฟยหยางมี ก่อนที่เขาจะหน้าตาตื่นเมื่ออยู่ๆ ฟ่านลี่ก็พูดบางอย่างออกมา
“ลูกยังไม่มีชื่อเลย”
“...”
“ท่านตั้งชื่อให้ลูกหรือยัง”
“ข้าหรือ...ให้ข้าตั้งรึ”
“ท่านไม่ตั้งแล้วใครจะตั้ง ก็ลูกท่าน”
“อ้อ จริงด้วย” เฉินเฟยหยางลนลานเพราะคิดว่าฟ่านลี่จะมีชื่อให้ลูกอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญอะไร หากฟ่านลี่จะตั้งชื่อลูกด้วยตัวเอง แต่เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เฉินเฟยหยางกลับคิดว่าต่อให้เจอเรื่องมามากมายขนาดไหน ฟ่านลี่ก็ยังให้เกียรติตนอยู่เสมอ ผิดจากตนเมื่อก่อนหน้านี้เสียลิบลับ
แต่ตอนนี้นอกจากความรู้สึกผิดแล้ว เฉินเฟยหยางยังเพ่งพินิจไปที่บุตรสาวที่เขาต้องตั้งชื่อแก่นาง...
“รุ่ยฟาง...เฉินรุ่ยฟางเป็นอย่างไร”
“...ดี ท่านตั้งให้ก็เป็นพอ”
เหตุผลของฟ่านลี่นั้นช่างแสนง่าย ส่วนคนฟังก็ได้แต่ยิ้ม นั่งมองลูกและภรรยาอยู่ห่างๆ แบบนี้ เรื่องวันนี้ช่างวุ่นวาย แต่วันต่อๆ ไปก็ใช่ว่าจะดีขึ้น...
ในเมื่อมีเรื่องมากมายในอดีตที่เฉินเฟยหยางต้องจัดการ
โดยเฉพาะเรื่องของแม่นางเกาเซียงอวี๋...
เฉินรุ่ยฟางอายุได้แปดปี มีน้องชายนามว่าเฉินเฟยเทียน ยามอายุได้เจ็ดปี บิดาก็หาครูมาสอนถึงที่เรือน โดยมีน้องชายคอยพะเน้าพะนออยู่ด้วยไม่ห่าง ส่วนคนเป็นพี่ก็ยอมให้น้องนั่งอยู่ด้วยไม่ให้ห่างตัวเช่นกัน จนใครต่อใครต่างพูดว่าพี่น้องตระกูลเฉินนั้นรักกันดีเสียเหลือเกินและสิ่งที่ตอกย้ำว่าสองพี่น้องนี้รักกันมากก็คงไม่พ้นเรื่องที่เถ้าแก่โรงรับจำนำฝากบุตรชายมาเรียนด้วยที่เรือนห้าวัน เพราะอยากจะรู้ว่าจ้างครูมาสอนกับส่งไปร่ำเรียนที่อื่นนั้น ทางไหนจะดีกว่ากัน เถ้าแก่เฉินก็ใจกว้างด้วยว่าบุตรชายของเถ้าแก่ผู้นี้อายุไล่เลี่ยกับรุ่ยฟาง อีกทั้ง ภรรยาของเขาก็มิได้คิดห้ามปราม นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่หากหยิบยื่นให้กันในวันนี้ วันหน้าอาจเกื้อกูลในเรื่องอื่นกันได้ทั้งคู่คิดเพียงเท่านี้ ไม่ได้คิดมากไปกว่านี้เลย แต่ใครจะไปรู้ มาเรียนด้วยกันวันเดียว บุตรชายของเถ้าแก่โรงรับจำนำก็ร้องไห้จ้า เพราะถูกเฟยเทียนไล่กัดแขนเสียจนแทบจะเป็นรูเฉินเฟยหยางรีบมาไต่ถามกับครูที่สอนจึงได้ความว่าบุตรชายของเถ้าแก่โรงรับจำนำนั้นแกล้งบุตรสาวของตนก่อน ทั้งเหย้าแหย่ ทั้งดึงผม ครูปรามแล้วก็ไม่หยุด จนเจ้าน้องชายที่เหลืออดลุกขึ้นแล้ววิ่
การตั้งครรภ์ในครั้งนี้ของฟ่านลี่นั้นต่างจากครั้งตั้งครรภ์รุ่ยฟางอยู่มาก นางกินอะไรได้น้อยลงจนเถ้าแก่เฉินต้องสรรหาอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ให้ได้กิน เพราะกลัวว่านางจะไม่มีแรงไปเสียก่อน ไหนจะอาเจียนเสียทุกเช้าค่ำ ตื่นมาต้องได้สำรอก ก่อนนอนก็ไม่เว้น จนเถ้าแก่เฉินต้องลุกขึ้นมาลูบหลังนางในทุกๆ วันจนเฉินเฟยหยางพูดอย่างขบขันว่าท้องนี้เห็นทีจะเอาคืนอาเตี่ยที่ดูแลอาเหนียงไม่ดีเสียกระมัง“ออกมาเห็นทีจะตั้งตัวเป็นอริกับอาเตี่ยเสียกระมัง”“ดูพูดเข้า ตอนนี้ยังไม่รู้ความเสียด้วยซ้ำ” ฟ่านลี่ปามคนที่นอนข้างๆ กัน แต่มือก็ยังลูบหน้าท้องกลมๆ ของนางไม่คลาย เฉินเฟยหยางรักรุ่ยฟางอย่างไร ก็รักลูกในท้องของนางยามนี้ไม่ได้ต่างกัน และก็ไม่ใช่ว่ามีลูกอีกคนจะละเลยลูกอีกคน เฉินเฟยหยางรู้ดีว่าต้องดูแลเอาใจใส่ลูกคนโตให้ดีไม่แพ้ลูกคนเล็กที่อยู่ในท้องของฟ่านลี่ไม่ว่าจะลูกคนไหน เถ้าแก่เฉินก็รักลูกอยู่ดีและฟ่านลี่เองก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน...เพราะในทุกๆ วันก่อนรุ่ยฟางจะหลับ เฉินเฟยหยางมักอุ้มลูกมานอนหนุนหน้าท้องของนางทุกวันแล้วคุยว่าน้องของรุ่ยฟางนั้นกำลังนอนอุตุอยู่ในท้องของอาเหนียงอาเตี่ยคุยกับลูกไปเรื่อยเปื่อยจนลูกหลับค
ฟ่านลี่มีอาการแปลกไป...ช่วงเดือนสองเดือนมานี้ภรรยาของเถ้าแก่เฉินนั้นเจริญอาหารกว่าปกติ แต่จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะบทจะกินได้ก็กินอย่างไม่ยั้งปาก แต่บทจะกินไม่ได้ แม้แต่กลิ่นข้าวต้มก็ต้องวิ่งไปโก่งคอสำรอกออกมาเสียด้วยซ้ำ จนเขาผู้เป็นสามีก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้วันนี้ก็พูดว่าเวียนหัวไม่อยากออกไปไหน จนสุดท้ายเฉินเฟยหยางต้องออกมาร้านกับบุตรสาววัยสองขวบปีเพียงลำพัง“เตี่ย...อาเหนียง”“อาเหนียงไม่ได้ไป อาเหนียงไม่สบาย รุ่ยฟางอย่ากวนอาเหนียงเยอะนะ”“ไม่กวน”“ดีมาก แต่วันนี้รุ่ยฟางต้องไปร้านกับอาเตี่ย ไปอยู่ที่นั่นดีหรือไม่”“ดีเจ้าค่ะ”เฉินเฟยหยางยิ้มร่า อุ้มลูกสาวขึ้นออกเดินไปยังร้านค้าของตน ชีวิตอันราบเรียบนั้นทำให้เถ้าแก่ผู้นี้มีความสุขมากขึ้นเป็นเท่าทวี ตื่นเช้ามาได้เจอกับภรรยา ออกจากห้องมาได้เจอบุตรสาว ออกไปค้าขายก็ขายได้มีกำไร มีเงินกิน เงินใช้ จะไม่ให้เรียกความสุขได้อย่างไร ชีวิตของเขาก็หวังเพียงเท่านี้ส่วนสหายเก่าแก่อย่างหมิงอ๋องก็ยังครองเมืองชายแดนอยู่ไม่ห่างไปไหน บ่อนเบี้ยก็ยังคงอยู่ แต่เงินในนั้นก็ส่งเข้าท้องพระคลังแทบจะทุกเดือนจนท้องพระคลังมั่งคั่ง หมิงอ๋องกลายเป็นที่โปร
เฉินเฟยหยางกลับมาคุมร้านค้าอีกครั้ง เมื่อเรื่องราวต่างๆ ที่แสนวุ่นวายจบลง สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปและกลายเป็นภาพคุ้นตาของชาวบ้าน คือเถ้าแก่เฉินที่มักอุ้มบุตรสาวมานั่งตักอยู่หน้าโต๊ะบัญชีภายในร้านเสมอจนใครต่อใครต่างพูดว่าลูกสาวเถ้าแก่เฉินนั้นน่าเอ็นดู จนคนเป็นบิดาไม่อาจปล่อยให้คลาดสายตาได้โดยคำพูดพวกนั้นก็ไม่พ้นเข้าหูของเถ้าแก่เฉิน ที่เมื่อได้ยินก็ยิ้มรับโดยไม่นึกปฏิเสธ ด้วยว่าเป็นความจริงทุกประการ จนตอนนี้เมื่อกลับมาที่เรือนก็มิวายอุ้มลูกไม่ห่างอก โดยมีคนเป็นภรรยานอนมองอยู่บนเตียง“ใช่แล้ว น่าเอ็นดูเสียปานนี้จะให้อยู่ห่างหูห่างตาได้อย่างไร”ฟ่านลี่มองบุรุษที่ไม่พูดเปล่า แต่ก้มหน้าไปฟัดแก้มกลมๆ ของบุตรสาวเสียจนหนำใจ ลูกสาวของนางก็ร้องคิกคัก ราวกับถูกใจนักที่โดนอาเตี่ยหยอกเอินอยู่แบบนี้“พอก่อน ประเดี๋ยวลูกไม่นอนกันพอดี”เฉินเฟยหยางหัวเราะ แต่ก็เชื่อคำเตือนของภรรยา เขาอุ้มลูกกล่อมให้หลับอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อรุ่ยฟางหลับใหลแล้วก็เรียกให้พี่เลี้ยงเข้ามารับตัวไปดูแลต่อดูแลลูกจบก็ได้เวลามาดูแลภรรยา ชีวิตของเฉินเฟยหยางนั้นมีความสุขเหลือเกินที่ได้อยู่กับภรรยาและลูกแบบนี้สุขเสียจนอยากกอดช่วงเวลาพ
ฟ่านลี่ที่ได้กลับมาเจอลูกอีกครั้งก็แทบไม่ปล่อยให้ลูกห่างจากอก นางลูบแก้มกลมอันแสนรักของลูกสาวที่โตกว่าตอนที่นางกลับไปฉางหยางนัก เด็กในช่วงวัยนี้โตวัยจนน่าใจหาย และน่าใจหายยิ่งกว่าเก่าเมื่อกลับมาแล้วรุ่ยฟางมีทีท่าคล้ายว่าจะจำนางไม่ได้แต่ก็ไม่แปลก นางไปตั้งแต่ก่อนที่รุ่ยฟางน้อยจะรู้เรื่องเสียอีก แต่อาจเพราะด้วยสัมพันธ์ของแม่ลูกกระมัง สุดท้ายพอได้อุ้มได้หอม รุ่ยฟางน้อยของนางก็หันมาออเซาะนาง อุ้มกล่อมกันได้ไม่เท่าไรก็หลับคอพับ ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง...ทว่าเมื่ออยู่ดูลูกจนหนำใจ ฟ่านลี่ก็มิได้หลงลืมว่านางมาที่นี่กับผู้เป็นสามี ที่ตอนนี้นางกล่อมลูกจนหลับไปแล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเฉินเฟยหยาง จนนางต้องมาตามตัว ไม่รู้ว่าถูกไล่ตะเพิดกลับไปหรือยังถึงยังไม่ได้โผล่หน้าเข้ามาหาลูก เดินตามหาได้ไม่เท่าไรก็พบตัว นางถึงได้รู้ว่าเฉินเฟยหยางยังไม่ถูกไล่ออกไป แต่กำลังเมามายกับบิดาของนางอยู่ต่างหาก“ดูเอาเถอะบุรุษพวกนี้พอกันไปหมด”“อาเหนียง”และไม่ใช่แค่นางที่ออกมาตามหาสามี มารดาของนางเองก็ออกตามหาบิดาด้วยเหตุว่ายังไม่เข้าห้องไป
เรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไป ก็ถึงคราวชีวิตของคนตระกูลเฉินกลับมาเป็นปกติเสียที เมื่อมั่นใจว่าจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว มั่นใจว่าคนของชินอ๋องถูกสังหาร และถูกจับเข้าคุกกันไปหมดแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องพาลูกกลับสู่อ้อมอกเสียทีฟ่านลี่กลับมาที่บ้านเกิดด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนครั้งไหน นางปรารถนาจะไปพาลูกมาอยู่ด้วยกัน และหวังว่าครอบครัวต่อจากนี้จะไม่เกิดเรื่องอะไรที่น่าหวั่นใจอีก ส่วนสามีอย่างเฉินเฟยหยางเองก็ไม่ต่างกัน อีกฝ่ายเฝ้านับวันที่จะเดินทางมาที่ซุยโจวเสียด้วยซ้ำเถ้าแก่เฉินรักลูกสาวมาก ไม่ว่าจะตอนไหนๆ นี่คือเรื่องจริงที่ต่อให้สามีไม่พูดออกมานางก็รับรู้ได้มาโดยตลอด ยิ่งครั้งนี้นางยิ่งเห็นว่าเฉินเฟยหยางดีใจเพียงไรที่จะได้กลับไปรับลูกมาอยู่ด้วยกันแม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ กับบิดาของนางอยู่ก็ตามที แต่ก็ยังใจดีสู้เสือเตรียมของมาฝากอีกมากมายราวกับไม่เข็ดขยาดกับเรื่องเมื่อครั้งก่อนที่บิดาของนางไล่ตะเพิดออกจากเรือนไป“ครั้งนี้ไม่เป็นแบบนั้นแน่ ข้าจะอธิบายทุกอย่างให้ใต้เท้าฟ่านได้รู้เอง”“เช่นนั้นรึ”“ใช่...ต่อให้ถูกไล่ออกไปอีก ก็จะหน้าด้านอยู่ต่อจนกว่าบิดาของเจ้าจะยินยอมให้ทั้งเจ้ากับลูกมาอยู่กับข้า
ฟ่านลี่ฟื้นตัวจากการคลอดยังไม่ดีนัก แต่ก็ต้องมานั่งนวดขมับกับเรื่องที่ถาโถมเข้ามาใส่ ส่วนผู้เป็นสามีนั้น เมื่อรู้ว่าตัวเองทำเรื่องอะไรไปในก่อนหน้านี้ก็นิ่งงันราวกับเทวรูปที่ถูกสาป ด้วยว่าไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองนั้นเลวทรามได้ถึงเพียงนี้ฟ่านลี่มิได้แต่งเสริมเติมเรื่องแต่อย่างใด นางเล่าความจริงทุกประก
เถ้าแก่เฉินโดนทำร้ายตอนจะกลับมาที่เรือน...นั่นคือคำบอกเล่าของบ่าวในเรือน และฟ่านลี่ก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกไปดูสภาพของสามีในยามนี้ นางดื่มยา ดื่มน้ำแกง แล้วตั้งใจจะพัก ส่วนเรื่องของสามีนั้นมีบ่าวมากมายในเรือนก็ให้คนพวกนั้นดูแลไปก็แล้วกัน...ก่อนหน้านี้นางก็เผชิญความยากลำบากมาพร้อมกับสาวใช้ หากเถ้าแก่
“ตายแล้ว ใกล้จะคลอดแล้ว เร็วเข้า เร็ว”ยามที่นางเจ็บปวดจนเหลือประมาณ แต่ก็ไร้เงาของสามี ไม่มีแม้แต่เสียงปลอบประโลม มีแต่เสียงของสาวใช้ และหมอเฒ่าที่ร้อนรนจะทำคลอดให้แก่นาง“เจ็บ...ซูมี่ ข้าเจ็บ”“เจ้าค่ะ อดทนนะเจ้าคะ ท่านหมอเร็วๆ เข้า นายข้าจะไม่ไหวแล้ว”“ข้าก็เร่งมืออยู่นี่...นายหญิงข้าขออนุญาตเถิ
“อึ่ก…ฟู่วว” ฟ่านลี่ตัวงอ มือข้างหนึ่งประคองท้องอันใหญ่โตของตัวเองเอาไว้ อีกข้างก็กำผ้าปูเตียงจนมันยับย่นเพื่อระบายความเจ็บปวดที่ตนกำลังเผชิญฟ่านลี่กำลังจะคลอด และบัดนี้ก็พยายามข่มความเจ็บปวดที่ตัวเองกำลังเผชิญอย่างสุดกลั้น“นายหญิงอดทนหน่อยเถิด ข้าน้อยให้คนไปตามหมอแล้ว”“...แล้ว แล้วนายท่านเล่า น







