Mag-log inบรรยากาศยามเช้าหลังจากที่เอิร์ธเพิ่งก้าวออกจากห้องไปได้ไม่นาน ยังคงทิ้งร่องรอยของไออุ่นและความขมขื่นไว้ในความรู้สึกของริชา เธออยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย ทว่าก่อนที่เธอจะได้ก้าวไปหยิบเครื่องสำอาง เสียงสัญญาณกระดิ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
อ๊อด... อ๊อด...
รัวและถี่กระชั้น... บอกถึงอารมณ์ของผู้ที่ยืนรออยู่ด้านนอกได้อย่างชัดเจน
ริชาขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินตรงไปเปิดประตู และทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงของ เมษ — ปรเมษฐ์ ชายหนุ่มในชุดทำงานเนี๊ยบกริบ ก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตึงเครียด นัยน์ตาคู่คมเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและความค้างคาใจ
เมษคือแฟนคนปัจจุบันของริชา เขาเป็นสถาปนิกหนุ่มบุคลิกอบอุ่น สุภาพ และคอยดูแลใส่ใจเธอเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาสองปีที่คบหากันมา แต่ในเช้าวันนี้ ความอบอุ่นเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยรังสีแห่งความระแวง
"เมษ... มาได้ยังไงคะ ทำไมไม่โทรบอกก่อน" ริชาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
"โทรเหรอครับ?" เมษหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงประชดประชัน เขาชูโทรศัพท์มือถือขึ้นตรงหน้าเธอ "ผมโทรหาริชาตั้งแต่เมื่อคืนเป็นสิบๆ สาย แล้วเมื่อเช้าก็โทรอีก แต่โทรยังไงก็ไม่ติด! ริชาปิดเครื่องทำไมครับ!"
ริชาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเธอปิดเครื่องไว้เพราะไม่อยากให้ใครรบกวนช่วงเวลาที่เอิร์ธกำลังสับสน "ขอโทษค่ะ พอดีแบตหมดแล้วลืมเปิดเครื่อง..."
"ลืมเปิดเครื่อง..." เมษกวาดสายตามองไปทั่วห้องรับแขก สายตาของเขาหยุดกึกอยู่ที่แก้วน้ำสองใบบนโต๊ะกระจก และหมอนอิงบนโซฟาที่ยังมีรอยย่นคล้ายมีคนใช้นอนพักผ่อน นัยน์ตาของชายหนุ่มฉายแวววูบไหวและไหวระริกด้วยความเจ็บปวด "แล้วเมื่อคืน... ไอ้เอิร์ธมันมาที่นี่ใช่ไหม"
คำถามที่ตรงไปตรงมาทำให้อากาศในห้องเย็นชืดลงทันตา ริชามองหน้าแฟนหนุ่ม เธอนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับตามความจริง โดยไม่คิดจะปิดบัง
"ใช่ค่ะ เอิร์ธมาหาที่นี่เมื่อคืน"
"มันมาทำไม! แล้วมันอยู่ถึงเช้าเลยใช่ไหม!" น้ำเสียงของเมษเริ่มดังขึ้นด้วยความกดดัน เขาเดินเข้ามาใกล้เธออีกหนึ่งก้าว "ริชาตอบผมมาตรงๆ ว่าเมื่อคืนพวกคุณอยู่ด้วยกันทั้งคืนใช่ไหม!"
"เมษ ใจเย็นๆ ก่อนได้ไหมคะ" ริชาถอนหายใจยาว พยายามใช้ความสงบเข้าสู้ "เอิร์ธเขาแค่มาปรึกษาริชาเรื่องลูกปัด เขามีปัญหากันหนักมาก แล้วเมื่อคืนเอิร์ธก็เหนื่อยจนขับรถกลับไม่ไหว เขาก็แค่นอนพักที่โซฟาข้างนอกนี้ พอเช้าเขาก็กลับไปแล้ว มันไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้นเลยจริงๆ"
"ไม่มีอะไรเกินเลยงั้นเหรอ?" เมษยิ้มขื่นๆ แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง "ริชา... คุณเห็นผมเป็นคนโง่เหรอครับ? ผู้ชายกับผู้หญิง ค้างคืนด้วยกันสองต่อสองในห้องปิด แล้วคุณมาบอกผมว่าไม่มีอะไร!"
"ริชาพูดความจริงค่ะเมษ" ริชายืนยันเสียงแข็ง นัยน์ตาสุกใสสบตาเขาอย่างมั่นคง "เอิร์ธเป็นเพื่อนสนิทของริชา เวลาเขามีปัญหา เขาก็แค่ต้องการที่ปรึกษา ริชาเห็นเขาเดือดร้อนจะให้ริชาไล่เขาไปไหนได้ยังไง"
"เพื่อนสนิท... ปรึกษา..." เมษพยักหน้ารับช้าๆ น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าขณะจ้องลึกลงไปในดวงตาของหญิงสาว "ทุกครั้งเลยสินะริชา ทุกครั้งที่ไอ้เอิร์ธมันเดือดร้อน ทุกครั้งที่มันมีปัญหา คุณพร้อมจะวางทุกอย่างในชีวิตลงเพื่อไปหามันเสมอ... แล้วผมล่ะริชา?"
คำถามนั้นทำให้ริชานิ่งอึ้งไป
"คุณเคยสนใจความรู้สึกของผมบ้างไหม?" เมษเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเค้นเจ็บ แต่ละคำที่หลุดออกมาเหมือนบีบเค้นหัวใจของตัวเขาเอง "คุณใส่ใจไอ้เอิร์ธ จำได้หมดว่ามันชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้ว่าเวลาไหนมันเศร้า เวลาไหนมันต้องการใคร... แล้วผมล่ะ? ริชาเอาผมไปไว้ตรงไหน? ตรงไหนของหัวใจคุณ!"
ความเงียบทอดตัวลงอย่างหนักอึ้งในห้องพัก ริชามองหน้าเมษด้วยความรู้สึกผิดที่แล่นเกลื่อนในอก เธอรู้ดีว่าเมษเป็นคนดี รู้ว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาเขาพยายามมอบความรักและความอบอุ่นให้เธอมากแค่ไหน แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามเปิดใจอย่างไร... พื้นที่ส่วนลึกที่สุดในหัวใจของเธอก็ยังคงถูกจับจองด้วย 'สายลม' ก้อนเดิมเสมอมา
เธอไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาของเขาได้ เพราะมันคือ 'ความจริง' ที่เธอซ่อนไว้ไม่พ้น
"เมษ..." ริชาเอ่ยเสียงเบา ความรู้สึกจุกแน่นจ่ออยู่ที่คอหอย
"รู้ไหมริชา..." เมษแค่นหัวเราะ รอยยิ้มเต็มไปด้วยความขมขื่น "บางทีผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่นักแสดงตัวประกอบในชีวิตคุณ เป็นคนที่คุณคบไว้บังหน้าเพื่อหลอกตัวเองว่ามูฟออนได้แล้ว แต่จริงๆ แล้ว ในหัวใจของคุณ... มันไม่เคยมีพื้นที่ว่างให้ผมเลยตั้งแต่แรก"
คำพูดของเมษกรีดลงบนความจริงที่ริชาพยายามมองข้ามมาตลอด เธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ ทั้งเรื่องของเอิร์ธ เรื่องงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น และความสัมพันธ์กับเมษที่กำลังสั่นคลอน ทุกอย่างพุ่งเข้ามากระแทกเธอพร้อมกันในเช้าวันเดียวจนเธอรับไม่ไหว
ริชาปิดตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมตาขึ้นมองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลาว่าเธอต้องออกจากห้องไปทำงานแล้ว
"เมษคะ..." ริชาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาดเพื่อตัดบท "ถ้าเมษจะมาหาเรื่องหรือชวนทะเลาะกับริชาตอนนี้... ริชาขอไว้ก่อนได้ไหมคะ ตอนนี้ริชาต้องไปทำงานแล้ว"
เมษมองหน้าเธอดวงตาฉายแววตัดพ้ออย่างรุนแรง "ชวนหาเรื่องเหรอครับ? นี่คุณคิดว่าการที่ผมเสียใจเรื่องคุณกับมัน คือการชวนหาเรื่องเหรอ?"
"ริชาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นค่ะ" ริชาถอนหายใจยาว เดินไปหยิบกระเป๋าสะพายและเสื้อสูทตัวนอกขึ้นมาถือไว้ "เอาเป็นว่า เราค่อยมาคุยกันตอนเย็นนะคะเมษ ตอนนี้ริชาไม่มีสติมากพอจะคุยเรื่องนี้จริงๆ ขอริชาจัดการเรื่องงานก่อน แล้วเย็นนี้เมษอยากคุยอะไร ริชาสัญญาว่าจะฟังทุกอย่าง"
เมษจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เจ็บปวดเกินบรรยาย เขารู้ดีว่าหากดันทุรังคุยต่อในตอนนี้ ทุกอย่างคงมีแต่จะพังทลายลง เขาพยักหน้ารับช้าๆ ยอมถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว
"ก็ได้ครับ... เย็นนี้เรามาคุยกัน" เมษพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเว้นระยะห่าง "คุยกันให้มันจบๆ ไปสักทีว่าตรงไหนคือที่ของผมในชีวิตคุณ"
เมษหมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที ปิดประตูเสียงดัง ปัง ทิ้งให้ความเงียบและความเหงากลับมาปกคลุมห้องพักอีกครั้ง
ริชายืนนิ่งอยู่กลางห้อง พิงหลังชนกับกรอบประตูห้องนอน มือเรียวเล็กยกขึ้นกุมอกซ้ายที่กำลังเต้นระริกด้วยความเจ็บปวด เธอหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาไหลซึมผ่านรอยยิ้มอันเหนื่อยล้า... ความสัมพันธ์กับเมษกำลังจะพังลง ความสัมพันธ์กับเอิร์ธก็กำลังจะจบลงด้วยการแต่งงานของเขา
สายลมที่หวังดี... กำลังจะกลายเป็นสายลมที่ไร้ซึ่งที่พึ่งพิง และไม่เหลือใครเลยสักคนข้างกายในท้ายที่สุด
ตลอดทั้งวันภายในห้องทำงานแอร์เย็นเฉียบของบริษัทเอกชนแห่งใหญ่ เสียงแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ที่ดังระเบงเซ็งแซ่ไม่ได้เข้าสู่หัวสมองของริชาเลยแม้แต่น้อย หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดเอกสารรายงานค้างไว้ยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าเดิมมาเกือบสามชั่วโมงริชานั่งเหม่อมองออกไปนอกกระจกใสบานใหญ่ สายตามองหยดน้ำฝนที่ยังคงเกาะแพรวพราวบนกระจกด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก สมองของเธอว้าวุ่นและสับสนจนไม่อาจตั้งสมาธิกับสิ่งใดได้ในหัวใจของเธอตอนนี้... เหมือนกำลังถูกดึงรั้งด้วยโซ่ล่ามสองเส้นที่พาเธอไปคนละทิศทางใจหนึ่ง... บอกให้เธอยอมรับความจริงอันแสนเจ็บปวดว่า ถึงเวลาที่จะต้องจบความสัมพันธ์ ความรู้สึก และการเป็น 'สถานีพักใจ' ให้กับเอิร์ธอย่างจริงจังเสียที ข่าวเรื่องการแต่งงานของเขากับลูกปัดคือเส้นชัยที่เตือนว่าเวลาของเธอหมดลงแล้วอย่างเป็นทางการแต่อีกใจหนึ่ง... ก็กังวลถึงเรื่องของเมษ แฟนหนุ่มคนปัจจุบันที่เธอเพิ่งทิ้งรอยแผลและความแคลงใจไว้ให้เขาเมื่อเช้านี้ เธอรู้ดีว่าเมษเป็นคนดีและมอบควา
บรรยากาศยามเช้าหลังจากที่เอิร์ธเพิ่งก้าวออกจากห้องไปได้ไม่นาน ยังคงทิ้งร่องรอยของไออุ่นและความขมขื่นไว้ในความรู้สึกของริชา เธออยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย ทว่าก่อนที่เธอจะได้ก้าวไปหยิบเครื่องสำอาง เสียงสัญญาณกระดิ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะอ๊อด... อ๊อด...รัวและถี่กระชั้น... บอกถึงอารมณ์ของผู้ที่ยืนรออยู่ด้านนอกได้อย่างชัดเจนริชาขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินตรงไปเปิดประตู และทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงของ เมษ — ปรเมษฐ์ ชายหนุ่มในชุดทำงานเนี๊ยบกริบ ก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตึงเครียด นัยน์ตาคู่คมเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและความค้างคาใจเมษคือแฟนคนปัจจุบันของริชา เขาเป็นสถาปนิกหนุ่มบุคลิกอบอุ่น สุภาพ และคอยดูแลใส่ใจเธอเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาสองปีที่คบหากันมา แต่ในเช้าวันนี้ ความอบอุ่นเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยรังสีแห่งความระแวง"เมษ... มาได้ยังไงคะ ทำไมไม่โทรบอกก่อน" ริชาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ"โทรเหรอครับ?" เมษหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงประชดประชัน เขาชูโทรศัพท์มือถือขึ้นตรงหน้าเธอ "ผมโทรหาริชาตั้งแต่เมื่อคืนเป็นสิบๆ สาย แล้วเมื่อเช้าก็โทรอีก แต่โทรยังไงก็ไม่ติด
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาตกกระทบทีปลายโซฟา เสียงสายฝนด้านนอกซาลงจนเหลือเพียงเสียงหยดน้ำร่วงกราวจากขอบหน้าต่างเอิร์ธค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากความฝัน ความล้าที่เคยหนักอึ้งในหัวเมื่อคืนเบาบางลงไปมาก แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงักนิ่ง... คือสัมผัส นุ่มนวลและไออุ่นที่กอดรัดอยู่ข้างกายเขาลืมตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าคือ ริชา ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของเขา ใบหน้าหวานยามไร้เครื่องสำอางดูหมดจดและเปราะบาง วงแขนหนาของเขายังคงตระกองกอดร่างบางไว้แนบอกอย่างถือสิทธิ์ โดยที่ศีรษะของเธอซบลงตรงแผงอกของเขาพอดีหัวใจของเอิร์ธกระตุกวูบ... ความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล่นผ่านเข้ามาในอก มันเป็นความรู้สึกสงบ ปลอดภัย และผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเพราะกลัวว่าเสียงลมหายใจจะไปปลุกคนที่กำลังหลับสนิท สายตาคมคายจดจ้องมองใบหน้าของริชาในระยะใกล้ ร่องรอยความล้าใต้ตาของเธอทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ
บรื้น...เสียงเครื่องยนต์สัญญาณไฟเขียวดังขึ้น ดึงริชากลับมาจากภาพความทรงจำในอดีต รถยนต์ของเอิร์ธเคลื่อนตัวเลี้ยวเข้าสู่ทางเข้าคอนโดมิเนียมหรูของเธอพอดีเสียงเพลงในวิทยุค่อยๆ จบลง พร้อมกับรถที่จอดสนิทตรงลานจอดรถใต้อาคาร เอิร์ธดับเครื่องยนต์ ทิ้งตัวพิงเบาะด้วยท่าทางอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด ดวงตาคู่คมปรือลงราวกับไม่อาจประคองสติไว้ได้อีกต่อไป ความเครียดและแอลกอฮอล์ที่สะสมมาตลอดวันผสมกับความเหนื่อยล้าดึงพลังงานของเขาไปจนหมด"เอิร์ธ... ไหวไหม ขับรถกลับบ้านเองไหวหรือเปล่า" ริชาหันไปถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นท่าทางของเขาเอิร์ธค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเธอ น้ำเสียงทุ้มนุ่มพร่าสั่นและแหบแห้ง "ไม่ไหวว่ะริชา... หัวง่วงจนหมุนไปหมดเลย ขอ... ขอขึ้นไปนั่งพักบนห้องเธอสักแป๊บได้ไหม ขอนอนพักสายตาหน่อย เดี๋ยวดีขึ้นแล้วจะรีบขับรถกลับ"ริชานิ่งชะงักไปชั่วครู่ หัวใจกระตุกไหวด้วยความสับสน แต่เมื่อเห็นสีหน้าโรยแรงของชายหนุ่มที่เธอรักหมดหัวใจ หน้าที่ขอ
เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำเริ่มซาลงเหลือเพียงหยาดน้ำพร่างพรม กระทบกระจกหน้ารถ SUV สีดำที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนยามค่ำคืน หลังจากมื้ออาหารที่กรุ่นไปด้วยความทรงจำอันขมขื่นจบลง เอิร์ธรับหน้าที่ขับรถมาส่งริชาที่คอนโดมิเนียมของเธอความเงียบปกคลุมภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และลมแอร์พัดเบาๆ ริชานั่งเหม่อมองไฟถนนสีส้มที่ส่องกระทบละอองน้ำบนกระจกเป็นระยะ ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับคำว่า 'แต่งงาน' ที่เอิร์ธเพิ่งพูดออกมาจังหวะที่รถจอดติดสัญญาณไฟแดงตรงสี่แยก เอิร์ธก็ยื่นมือไปเปิดวิทยุเพื่อลายความเงียบ ท่วงทำนองเสียงกีตาร์โปร่งอันคุ้นเคยดังคลอขึ้นมาเบาๆ ผ่านลำโพงคุณภาพดี... มันคือเสียงอินโทรโน้ตเพลงเก่าสไตล์อคูสติกที่เรียบง่าย แต่มีพลังพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจของริชาอย่างจังทั้งเอิร์ธและริชาต่างชะงักไปพร้อมกัน"เพลงนี้นี่หว่า..." เอิร์ธพึมพำออกมาเบาๆ เผลอยิ้มออกมาที่มุมปาก สายตามองตรงไปยังไฟแดงข้างหน้าด้วยความถวิลหาอดีต "จำได้ไหมริชา เพลงนี้แหละ... เพล
กลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่นปะทะพริกเผาร้อนๆ ลอยอบอวลแข่งกับสายฝนที่ยังคงกระหน่ำลงมาด้านนอกร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำตรอกเก่า บรรยากาศภายในร้านไฟสีเหลืองนวลยังคงอบอุ่นเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปในค่ำคืนนี้ คือโต๊ะไม้ตัวยาวริมสุดไร้ซึ่งเสียงหัวเราะเฮฮาของกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยม ไร้ซึ่งรอยยิ้มหวานสดใสของดาวโรงเรียนที่เคยนั่งอยู่โต๊ะข้างๆตรงนี้... มีเพียง เอิร์ธ ในชุดสูททำงานที่หลุดลุ่ย กับ ริชา ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาเหมือนในวันวาน"ก๋วยเตี๋ยวต้มยำได้แล้วจ้า!" เสียงแม่ค้าวัยกลางคนเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับวางชามก๋วยเตี๋ยวสองชามลงบนโต๊ะไม้ชามแรกของเอิร์ธเป็นต้มยำกุ้งน้ำข้นสีส้มสดจัดจ้านเต็มไปด้วยพริกผัด ส่วนอีกชามที่ถูกดันมาวางตรงหน้าของริชา คือต้มยำน้ำใสสีเหลืองทอง ควันพวยพุ่งขึ้นมาไร้ร่องรอยของพริกป่นแม้แต่เม็ดเดียว และไร้ซึ่งคราบน้ำมันของกระเทียมเจียว"ต้มยำน้ำใส ไม่ใส่พริก ไม่ใส่กระเทียมเจียว ตามที่สั่งจ้ะพ่อหนุ่ม" แม่ค้ายิ้มให้เอิร์ธก่อนจะเดินกลับไปที่หน้าเตาริชามมองชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าด้วยความรู้สึกจุกแน่นในอก สิบปีผ่านไป... จากเด็กหนุ่มมัธยมปลาย สู่ชายหนุ่มวัยทำงานในวัยยี่สิบห







