กิจกรรมยามเย็นของชนเผ่า
เมื่อกลับถึงบ้านไม้ เสี่ยวป้อก็จัดการตากผ้าที่เหลือให้เรียบร้อย และรอเวลาช่วงพลบค่ำด้วยความตื่นเต้น
“พี่วา พี่เมย์... เย็นนี้ที่ลานกลางหมู่บ้านมีงานนะ” เสี่ยวป้อพูดอย่างกระตือรือร้น “เป็นงานประจำเดือนของเรา จะมีทั้งการละเล่นพื้นบ้าน และการเต้นรำรอบกองไฟ พี่ทั้งสองคนแต่งชุดของหมู่บ้านอยู่แล้ว ไปเที่ยวกันนะครับ”
เมขลาหันไปมองวายุอย่างลังเล แต่ความเบื่อหน่ายและความอยากรู้อยากเห็นในวิถีชีวิตที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็ทำให้เธอพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ วายุเองก็ไม่มีทางเลือก เขาจำเป็นต้องพาเมขลาออกไปพบปะผู้คนเพื่อเป็นการแสดงออกว่าพวกเขาไม่ได้มีพิรุธใด ๆ ตามแผนที่เขาสร้างไว้
ลานละเล่นรอบกองไฟ
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลานกว้างกลางหมู่บ้านลาหู่ (มูเซอดำ) ก็สว่างไสวด้วยแสงไฟจากกองไฟขนาดใหญ่ เสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ทำจากไม้ไผ่และเครื่องเคาะดังขึ้นอย่างคึกคัก ผู้คนในหมู่บ้านรวมตัวกันอย่างอบอุ่น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างแต่งกายด้วยชุดชนเผ่าสีสันสดใสที่ตกแต่งด้วยเครื่องเงินและลูกปัด
เสี่ยวป้อนำทั้งสองไปยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของลาน เพื่อสังเกตการณ์กิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น
เมขลาที่แต่งชุดชนเผ่าสีดำเข้มตัดกับเครื่องเงินสวยงาม เผลอมองวายุที่สวมชุดของจ๋ายอย่างไม่คุ้นชิน ชุดพื้นเมืองที่เน้นช่วงไหล่ ทำให้เห็นร่องรอยบาดแผลของเขาชัดเจนกว่าปกติ แต่ในขณะเดียวกัน... รูปร่างที่สูงสง่าของเขาก็ถูกขับให้โดดเด่นขึ้นมาอย่างน่ามอง
“พี่วายุ... แผลพี่... ไม่เป็นไรแน่นะคะ” เมขลาถามด้วยน้ำเสียงเบาที่สุด
วายุหันมาสบตากับเธอ แววตาของเขายังคงมีความรู้สึกผิดและเขินอายปะปนอยู่ เขาพยายามยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนที่สุด
“ไม่เป็นไรครับ...”
ใบหน้าของเมขลาขึ้นสีแดงก่ำอีกครั้ง เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “งานดูสนุกจังเลยค่ะ... แต่... พวกเขาเต้นแบบนี้ทุกคืนเหรอ?”
“ไม่ทุกคืนหรอกครับ” เสี่ยวป้อแทรกขึ้น “นี่เป็นช่วงเทศกาลเก็บเกี่ยว เลยมีงานรื่นเริงบ่อยหน่อยครับ”
จังหวะที่เสียงดนตรีเร่งเร้าขึ้นเรื่อย ๆ ชายหญิงชาวลาหู่กลุ่มหนึ่งก็เริ่มจับมือกันเต้นเป็นวงกลมรอบกองไฟอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นรูปแบบการเต้นรำที่เรียกว่า "เต้นจะคึ"
ในขณะที่ทั้งสามกำลังยืนดูอยู่นั้น ชายหนุ่มชาวบ้านคนหนึ่งที่กำลังเต้นรำอยู่ก็เดินเข้ามาหาพวกเขา และทำท่าทางเชิญชวนอย่างเป็นมิตรให้เข้าร่วมวง
เสี่ยวป้อรีบคว้าแขนเมขลาทันที “พี่เมย์มาทางนี้! สนุกนะ!”
เมขลาถูกดึงเข้าไปร่วมวงอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอต้องยืนอยู่ข้างเสี่ยวป้อ และถูกคั่นกลางระหว่างเสี่ยวป้อกับหญิงชาวบ้านคนอื่น ๆ แต่แล้ว... วายุก็ถูกดึงเข้ามาในวงด้วยเช่นกัน
ตามธรรมเนียมของชนเผ่า การเต้นรำจะจับคู่สลับกันไป
มือของวายุสัมผัสเข้ากับมือของเมขลาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความอุ่นร้อนของฝ่ามือที่ประสานกันไม่ได้มาจากกองไฟเท่านั้น แต่มาจากความตื่นเต้นที่ก่อตัวขึ้นในตัวของทั้งคู่ ยิ่งดนตรีเร่งเร้าให้จังหวะเร็วขึ้น ทั้งคู่ก็ต้องเหวี่ยงแขนและเคลื่อนไหวตามจังหวะไปพร้อมกันอย่างใกล้ชิด
วายุมองใบหน้าเมขลาที่ยิ้มออกมาด้วยความสนุกสนานและไร้เดียงสาอย่างแท้จริง แววตาของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความใกล้ชิดที่ถูกบังคับในที่สาธารณะภายใต้แสงไฟที่อบอุ่นนี้... ทำให้ความผูกพันที่เคยเป็นเส้นบาง ๆ ในใจของพวกเขาเริ่มชัดเจนและร้อนแรงขึ้นมาอย่างแท้จริง
เมื่อจังหวะเพลงเต้นรำค่อย ๆ ช้าลงจนหยุดลงในที่สุด เมขลาและวายุก็รีบปล่อยมือออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลวก ทั้งคู่ยืนหอบเล็กน้อยด้วยความสนุกที่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่ความเขินอายเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ลำธารก็ยังคงค้างอยู่ในบรรยากาศ
จังหวะนั้นเอง ชายสูงวัยผู้เป็นที่เคารพนับถือของหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "อาวู่" (หมอประจำหมู่บ้านพ่อของอี้ฝาน) พร้อมด้วยคำปอง ก็เดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
“พ่ออาวู่บอกว่า เห็นพวกลูกสองคนมีเรื่องให้ต้องหวาดกลัว แถมยังมีแผลมาด้วย” คำปองอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง “เราเลยต้องทำพิธีผูกข้อมือรับขวัญให้เสียหน่อย ขวัญหนูจะได้อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ต้องตกใจกลัวอะไรรอบ ๆ ตัวอีก”
เมขลาและวายุไม่มีทางปฏิเสธ ทั้งคู่นั่งลงกับพื้นตามที่คำปองเชิญชวนอย่างสงบ
หมออาวู่เริ่มสวดมนต์ทำพิธีด้วยภาษาท้องถิ่นอย่างเคร่งขรึม มีไข่ต้มและข้าวปลาอาหารวางอยู่เบื้องหน้าเพื่อเป็นการเชิญขวัญ จากนั้นคำปองก็หยิบด้ายสายสิญจน์สีขาวสะอาดตามาถือไว้
“วายุ... เมขลา...” คำปองเรียกชื่อพวกเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ยื่นแขนมาให้แม่”
ทั้งคู่ยื่นข้อมือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บออกไป คำปองบรรจงนำด้ายสายสิญจน์มาพันรอบข้อมือของวายุ ก่อนจะนำด้ายอีกเส้นมาผูกที่ข้อมือของเมขลา
ในขณะที่มือของคำปองกำลังผูกปมที่ข้อมือของเมขลาอยู่นั้น เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม...
“พิธีผูกข้อมือนี้ไม่ได้แค่รับขวัญนะลูก แต่พ่ออาวู่และทุกคนตั้งใจผูกข้อมือให้พวกลูกเป็นผัวเป็นเมียกันอย่างเป็นทางการต่อหน้าผีบ้านผีเรือนของที่นี่ด้วย”
ดวงตาของวายุเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างที่สุด! คำโกหกเล็ก ๆ เพื่อเอาตัวรอดของเขาในวันนั้น บัดนี้ได้กลายเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชนเผ่าเรียบร้อยแล้ว
คำปองจับข้อมือที่ถูกผูกด้ายของทั้งคู่มาวางซ้อนกัน พร้อมกับย้ำว่า “นับแต่นี้ไป ขวัญทั้งสองคนจะผูกติดกันไว้ ไม่ว่าหนูจะไปที่ใดก็จะมีอีกคนอยู่ด้วยเสมอ และเมื่อผูกกันแล้ว... ผีบ้านผีเรือนของเราก็จะไม่มีทางมาเอาโทษ เพราะถือว่าพวกหนูเป็นของกันและกันโดยสมบูรณ์แล้วนะลูก”
วายุมองด้ายสายสิญจน์บนข้อมือของตัวเอง แล้วมองไปยังเมขลาที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ข้าง ๆ ใบหน้าของเธอตอนนี้ไม่เหลือร่องรอยความขบขันหรือความอับอายอีกต่อไปแล้ว มีเพียงความสับสนและแววตาที่สั่นไหวอย่างรุนแรง
ด้ายสายสิญจน์สีขาวเส้นเล็ก ๆ นั้น... บัดนี้ได้กลายเป็นพันธนาการศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกทั้งสองคนให้เป็น 'สามีภรรยา' กันโดยสมบูรณ์ในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว
ทันทีที่พิธีผูกข้อมือเสร็จสิ้นลง อาวู่ (หมอยา) คำปอง และจ๋าย ก็ส่งรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตาให้แก่ 'คู่บ่าวสาว' คู่ใหม่ และสัญญาณให้ชาวบ้านเริ่มการเฉลิมฉลองอย่างเต็มที่ วายุและเมขลาถูกจัดให้นั่งอยู่ท่ามกลางวงที่เต็มไปด้วยความรื่นเริง ความรู้สึกที่วุ่นวายทำให้ทั้งคู่รู้สึกอึดอัดกับมือที่ถูกผูกสายสิญจน์อยู่ใกล้กัน
ไม่นานนัก เหล้าข้าวหมักสีขุ่นก็ถูกนำมาเสิร์ฟ จ๋ายเป็นคนแรกที่ยกถ้วยขึ้นอวยพร
“วายุ... เมขลา... ยินดีด้วยนะที่ได้เป็นผัวเมียกันแล้ว” จ๋ายกล่าวอย่างอบอุ่น “ที่นี่เราถือเรื่องผีบ้านผีเรือน การผูกกันแบบนี้ทำให้ขวัญของพวกลูกสงบลงได้ ดื่มฉลองให้ขวัญดีนะลูก”
วายุรับถ้วยมาดื่มอย่างไม่ลังเล
ในสมองของวายุ : มาเลยจะเหล้าแบบไหน เราลองมาหมดแล้ว ตั้งแต่เปิดไนท์คลับ เขาแทบจะลองมาครบทุดแขนง
เมขลาที่รู้สึกเกรงใจก็จิบตามไปเล็กน้อย แต่เหล้าหมักของชนเผ่านั้นรุนแรงกว่าที่ทั้งคู่คาดไว้มากนัก
วายุถูกชาวบ้านรุมเชิญดื่มอย่างต่อเนื่องเพื่ออวยพร และเขาก็รับดื่มทุกจอกเพื่อรักษามารยาท แม้ร่างกายจะบาดเจ็บอยู่ก็ตาม ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ ดวงตาเริ่มปรือลง และความพยายามควบคุมสติเริ่มล้มเหลว
ส่วนเมขลาด้วยความเกรงใจและต้องการสวมบทบาท 'ภรรยา' ที่ดี ก็พยายามจิบตามไปบ้าง แต่สำหรับร่างกายที่ไม่เคยดื่มเหล้าหมักมาก่อน เพียงแค่ไม่กี่จิบก็ทำให้แก้มของเธความรู้สึกสับสน ความอับอายที่ลำธาร และความตื่นเต้นกับสถานะใหม่ก็เริ่มถูกฤทธิ์ของเหล้าปลุกให้ปั่นป่วนในใจ
วายุหันมามองเธอ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมึนเมานั้นมีประกายวูบไหว เขาเอื้อมมือที่ถูกผูกสายสิญจน์ไปกุมมือเธอไว้แน่น
“ไม่เป็นไรหรอกเมย์... พี่... พี่คอแข็ง” วายุพึมพำเสียงอ้อแอ้ “ตัว... ตัวเมย์ร้อนจัง...”
เมื่อเห็นว่าทั้งคู่เริ่มอ่อนระทวยเต็มที่ จ๋ายจึงส่งสัญญาณให้คำปอง
“พอแล้วลูก! พ่ออาวู่บอกว่าขวัญเข้าที่แล้ว” จ๋ายกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เข้าใจโลก “พวกลูกไปพักผ่อนเถอะ คืนนี้เป็นคืนสำคัญ”
ก่อนที่เมขลาจะได้โต้แย้ง ร่างของวายุที่ทรุดตัวลงเล็กน้อยก็ถูกอี้ฝานและจ๋ายเข้ามาร่วมพยุงไว้ทันที คำปองจูงมือเมขลาที่เดินเซ ๆ เล็กน้อยออกจากลานละเล่นอย่างอ่อนโยน
ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปยังกระท่อมเล็ก ๆ ที่เดิมเป็นห้องนอนของคำปองและเสี่ยวป้อ ซึ่งบัดนี้ถูกจัดเตรียมไว้เป็น "ห้องหอ" อย่างเร่งด่วน ผืนผ้าปูถูกเปลี่ยนให้สะอาด มีโคมไฟน้ำมันจุดไว้สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและโรแมนติก
จ๋ายและอี้ฝานช่วยกันพยุงวายุเข้าไปในห้องหอและวางเขาลงบนฟูกอย่างระมัดระวัง
“พักผ่อนซะนะลูก” จ๋ายตบไหล่วายุเบา ๆ อย่างเอ็นดู “คืนนี้เป็นคืนของพวกลูกแล้ว”
คำปองเดินเข้าไปหาเมขลาที่ยืนมองวายุอยู่ด้วยความสับสน เธอจัดเสื้อผ้าและผมของเมขลาให้เข้าที่เล็กน้อย
“ยินดีด้วยนะลูก เป็นผัวเมียกันแล้ว” คำปองกระซิบอย่างมีความหมาย ก่อนที่จ๋ายจะปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา โดยทิ้งให้วายุที่เมามายและเมขลาที่มึนงงอยู่ด้วยกันในความมืดสลัว
วายุล้มตัวลงนอนบนฟูกอย่างหมดสภาพ แต่สัญชาตญาณกลับทำให้เขาไม่ยอมปล่อยมือจากเมขลา ดวงตาที่ปิดไม่สนิทของเขายังคงจ้องมองเมขลาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจซ่อนได้อีกต่อไป ส่วนเมขลายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้องหอที่ไม่คาดคิด... คืนที่เริ่มต้นจากคำโกหก ถูกจบลงด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกจุดชนวนด้วยเหล้าหมักพื้นบ้านอย่างสมบูรณ์...จริง ๆ เหรอ?