ช่วงบ่ายคล้อยที่ลำธาร
วายุยังคงรู้สึกถึงความเหนียวเหนอะหนะบนเสื้อตรงแผงอก และใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า เขามองไปยังเมขลาที่กำลังเดินนำหน้าไปอย่างกระฉับกระเฉงเพื่อตามคำปองและเสี่ยวป้อที่ถือตะกร้าผ้าตรงไปยังลำธารหลังหมู่บ้าน
‘ถึงจะเผลอปล่อยน้ำลายใส่เสื้อไปบ้าง... แต่กลิ่นผมเมื่อเช้าก็ทำเอาสำลักจริง ๆ นั่นแหละ!’ วายุคิดในใจพลางแอบยิ้มขำ เขาเองก็แทบทนรอไม่ไหวที่จะได้สัมผัสน้ำสะอาดเย็น ๆ หลังจากที่ต้องหนีตายมาในสภาพมอมแมม
เมื่อมาถึงลำธารที่ใสสะอาดไหลเย็น คำปองและเสี่ยวป้อก็เริ่มซักผ้าอย่างขยันขันแข็ง เมขลาอดไม่ได้ที่จะส่งสายตาอ้อนวอน เมื่อการซักผ้าใกล้เสร็จ คำปองก็หันมายิ้มด้วยความอ่อนโยน
“แม่กับเสี่ยวป้อจะเข้าป่าไปหาของต่ออีกหน่อยนะลูก ผ้าพวกนี้แม่จะตากไว้ตรงนี้แหละ” คำปองพูด พลางชี้ไปยังผืนผ้าที่แขวนพาดกิ่งไม้ริมลำธาร “ทั้งสองคนก็อาบน้ำตรงนี้ได้ตามสบายเลย ถ้าอาบเสร็จ ก่อนกลับหมู่บ้านก็ช่วยเก็บผ้ากลับไปด้วยนะลูก”
เมขลาตาเป็นประกายด้วยความดีใจ เธอรีบพยักหน้า ก่อนจะรีบขอบคุณคำปองอย่างท่วมท้น
เมื่อสองแม่ลูกเดินลับเข้าไปในป่า ความเงียบสงบก็ปกคลุมบริเวณนั้น มีเพียงเสียงน้ำไหลและเสียงหัวใจที่เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
เมขลาไม่มีทางเลือก เธอหยิบผ้าถุงที่คำปองเตรียมไว้มานุ่งกระโจมอกอย่าง ทุลักทุเลสุด ๆ
“นุ่งยังไงนะ... ผูกแบบนี้เหรอ หรือมัด? โอ๊ย! ทำไงวะเนี่ย!” เธอพึมพำกับตัวเองอย่างน่าเอ็นดู
เมื่อผืนผ้าเปียกแนบไปกับผิว เธอก็เผยให้เห็นรูปร่างอรชร ผิวพรรณขาวเนียนที่แทบจะเรืองแสง ยิ่งกว่าไข่มุกในน้ำใสจนน่าหลงใหล
“เอามันแบบนี้แหละ! เย้ ๆ ได้อาบน้ำซักที!” เธอส่ายเอวไปมาอย่างอารมณ์ดีเหมือนลูกแมวที่ได้เล่นน้ำครั้งแรก
วายุที่นั่งอยู่บนก้อนหินริมน้ำที่อยู่ไม่ไกล ถึงกับต้อง เบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว เพื่อสงบสติอารมณ์ ดวงตาคมกริบพยายามมองทุกอย่างยกเว้นเธอ
เขาเองก็อยู่ในสภาพผ้าขาวม้าผืนเดียว ร่างกายกำยำที่มีรอยฟกช้ำและบาดแผลจากกระสุนพาดผ่านดูน่าเป็นห่วง แต่มันกลับ เพิ่มความดุดันและเสน่ห์ ของชายหนุ่มให้ยากจะละสายตา
“พี่วายุคะ... แขนพี่เจ็บ เมย์สระผมให้ไหมคะ?” เมขลาเสนอด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจ
วายุมองหน้าเธอ ด้วยดวงตาที่วูบไหวเล็กน้อย “อื้ม... รบกวนน้องเมย์แล้วนะ... ไม่อย่างนั้นคงมีกลิ่นรบกวนจนต้องจามเป็นแน่” เขาอมยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ ปล่อยให้น้ำในลำธารไหลผ่านขาของเธออย่างเย็นสบาย เธอคุกเข่าลงข้างหลังวายุอย่างระมัดระวัง แล้วเริ่มตักน้ำราดศีรษะของเขา อย่างแผ่วเบา มือเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนค่อย ๆ นวดคลึงแชมพูอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังลูบไล้สิ่งของล้ำค่าที่สุด
“เลิกเป็นเถอะค่ะ... เลิกเป็นพี่ชายหมายเลขสองเมย์เถอะ” ใบหน้าเธอดูมีเลศนัยที่ซุกซน
“อะ...อะไรนะ! เมื่อกี้!...ว่าไงนะ หมายความว่า...” วายุถึงกับอึกอัก
“ก็เลิกเป็นพี่... แล้วมาเป็นน้องชายแทนเถอะค่ะ... ถ้าจะขนาดต้องสระผมให้” น้ำเสียงเธอพูดที่ดูแล้วเป็นเรื่องตลกขบขัน
“...อ่อ” เขาพยายามข่มลมหายใจให้เป็นปกติ แต่หัวใจดันเต้นไม่เป็นจังหวะ
แต่สถานการณ์นั้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจคิด เมื่อเมขลาก้มตัวลงเพื่อล้างแชมพูออกจากผมของเขา...
ใบหน้าของวายุที่เอนไปด้านหลังอยู่พอดี ก็ตกอยู่ระหว่าง เนินอกอิ่มของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้!
วายุเบิกตากว้าง... กลิ่นหอมสะอาดจากสบู่และกายสาวที่อยู่ใกล้เพียงลมหายใจ ทำให้เขากลืนน้ำลายลงคอไปเฮือกใหญ่ ดวงตาคู่คมพยายามมองไปที่อื่น แต่ทุกอณูสัมผัสก็รับรู้ได้ถึงความ นุ่มนวลและไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามา อย่างชัดเจน
เมขลาเองก็รู้สึกถึงความใกล้ชิดที่อันตราย เธอสัมผัสได้ถึง ความสั่นเทาที่แผ่ออกมาจากร่างกายที่บาดเจ็บของเขา หัวใจของเธอเต้นรัว จนกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียง ของมัน
“พอ... พอแล้วครับน้องเมย์” วายุรีบพูดเสียงแหบพร่า แทบไม่เป็นภาษา “พี่... พี่ล้างน้ำสุดท้ายเองได้”
เขารีบพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับลำธาร ใช้ความเย็นของน้ำเพื่อ ดับความร้อนรุ่มที่กำลังก่อตัวขึ้นในร่างกาย
เมขลาเองก็รีบหันหลังกลับไปซักผ้าถุงของตัวเองเพื่อคลายความประหม่า ใบหน้าของเธอแดงก่ำราวกับเพิ่งวิ่งมาราธอน ทั้งสองคนรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของ ‘พี่น้องที่กำลังจะแต่งงานกันเดือนหน้า’ ที่พวกเขาเพิ่งสร้างขึ้นมานั้น กำลังจะถูกทดสอบอย่างหนักหน่วงแล้ว
วายุรู้สึกเหมือนเลือดทั้งหมดกำลังพุ่งขึ้นไปเลี้ยงศีรษะ เขารีบกอบน้ำเย็น ๆ ล้างใบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อพยายาม ข่มอารมณ์ดิบเถื่อนที่ปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
สมองของว่ายุตอนนี้ : สงบไว้! ไอ้ห่า! นี่น้องสาวเพื่อน...! รีบอาบ! รีบเปลี่ยนชุด! รีบไปไกล ๆ จากไอ้ลำธารบ้านี่ซะ!
เขาทำความสะอาดตัวเองอย่างเร่งรีบที่สุดเท่าที่ร่างกายบาดเจ็บจะอำนวย
ขณะที่เมขลาที่เพิ่งสระผมเสร็จก็ดูมีความสุขจนห้ามตัวเองไม่อยู่ การไม่ได้อาบน้ำหลายวันทำให้เธอต้องการสัมผัสความเย็นอย่างเต็มที่
“อู้ย! สบายจัง!” เมขลาส่งเสียงอย่างร่าเริง ก่อนจะปล่อยตัวให้สนุกกับการเล่นน้ำในส่วนที่ตื้นกว่า เธอเริ่มดำผุดดำโผล่ ราวกับนางเงือกตัวน้อยที่บริสุทธิ์
วายุเหลือบมองสาวน้อยที่กำลังเล่นน้ำอย่างเพลิดเพลิน เขากัดฟันแน่นเพื่อกันไม่ให้ตัวเองสติแตกไปกับภาพตรงหน้า ในขณะกำลังจะรีบขึ้นจากน้ำเพื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เร็วที่สุด
และแล้ว... เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ในจังหวะที่หญิงสาวดำผุดดำโผล่ขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย... ผืนผ้าถุงที่นุ่งกระโจมอกไว้ก็เกิดคลายตัวและ หลุดล่วงลงไปอยู่ช่วงล่างอย่างเงียบเชียบ!
เผยให้เห็นท่อนบนที่เย้ายวนและบริสุทธิ์หมดเปลือกต่อหน้าวายุ!
“เมย์!!!”
วายุอุทานเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่จากภาพที่เห็น แต่เป็นเพราะความกลัวว่าจะมีใครในหมู่บ้านผ่านมาเห็นความงามนี้!
เขาพยายามรีบหมุนตัว พร้อมกับมองซ้ายมองขวาอย่างลนลานเพื่อตรวจดูว่ามีใครอยู่ใกล้ ๆ หรือไม่ แต่ความตื่นตระหนกทำให้วายุขาดสติและลืมไปว่าเขากำลังยืนอยู่บนก้อนหินที่ลื่น...
<โครม!>
ร่างของชายหนุ่มลื่นไถลจากก้อนหิน และร่วงลงไปในน้ำอย่างแรงจนน้ำแตกกระจาย!
“ว้ายยย... พี่วา...!”
เมขลาตกใจจนตัวแข็งทื่อ เมื่อได้ยินเสียงร้องของวายุ เธอรีบว่ายน้ำมาหาเขาอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณ โดยไม่รู้เลยว่าผ้าถุงของตัวเองหลุดลอยหายไปไหน
“พี่วายุ!... เป็นอะไรไหมคะ แผลพี่!!!” เมขลารีบคว้าตัวเขาไว้ด้วยความกังวลอย่างแท้จริง
วายุเงยหน้าขึ้นมา สายตาของเขาสะท้อนภาพร่างกายที่เปลือยเปล่าของหญิงสาวที่อยู่ใกล้เพียงลมหายใจ...
“เลือด! เลือดพี่” บาดแผลของเขาที่โดนกระแทกกับหินเริ่มซึมออกมาผสมกับน้ำใส!
วายุเงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดเพราะความเจ็บปวดจากบาดแผลที่เปิดซ้ำ แต่สายตาของเขาถูกตรึงอยู่กับเมขลาที่อยู่ตรงหน้า ภาพร่างกายที่เปลือยเปล่าของเธอในแสงแดดอ่อน ๆ นั้นทำให้เลือดในกายเขาเย็นยะเยือกด้วยความกลัวว่าจะมีใครมาเห็น
...ก่อนที่เมขลาจะได้ถามถึงอาการบาดเจ็บของเขาอีกครั้ง...
วายุตัดสินใจทำในสิ่งที่ไร้สติที่สุด!
เขาใช้แขนข้างที่ยังพอใช้งานได้ โอบรัดร่างเล็กของเธอไว้แน่นด้วยความตกใจ! และออกแรงกดร่างของเธอให้จมลงไปใต้ผิวน้ำทันที!
“อื้อ!...พี่!...” เมขลาเบิกตากว้างด้วยความไม่เข้าใจ เธอสำลักน้ำไปเล็กน้อย
ภายใต้ผืนน้ำที่เย็นเฉียบ ร่างที่เปลือยเปล่า อกอวบอิ่ม และเนียนนุ่มของเมขลา ถูกเบียดแนบชิดเข้ากับร่างกายกำยำของวายุอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความนุ่มหยุ่นของผิวเนื้อ ที่แสนบริสุทธิ์นั้น บดเบียดกับกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและบาดเจ็บ ของเขาอย่างจัง!
ในวินาทีนั้น... กลิ่นหอมสะอาดจากสบู่และไออุ่นจากกายสาว ที่ถูกโอบกอดไว้แน่นในอ้อมแขน ทำให้วายุถึงกับ สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ความรู้สึกวาบไหวซาบซ่านพุ่งขึ้นสู่ปลายประสาท แม้จะอยู่ใต้น้ำที่เย็นจัด แต่ร่างกายเขากลับ ร้อนระอุ ขึ้นมาในทันที วายุพยายามข่มแรงปรารถนาที่ตีตื้นขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะเขากลัวใครจะเห็นเธอในสภาพนี้ยิ่งกว่าความตาย!
เมื่อศีรษะของเธอลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำอีกครั้ง เธอมองวายุด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว
“พี่วายุ... จะทำอะไรคะ!” เสียงของเธอสั่นเครือ
วายุไม่มีเวลาจะอธิบาย ใบหน้าของเขาซีดเผือด แต่ดวงตาเต็มไปด้วยไฟที่กำลังลุกโชน เขากดไหล่เธอให้จมลงไปในน้ำอีกครั้ง แล้วรีบเลื่อนใบหน้าลงมากระซิบเสียงแหบพร่าด้วยลมหายใจที่เร่งรีบข้างหูเธอ
“อยู่นิ่ง ๆ ... อย่าลุกขึ้น!”
ขณะที่เขากำลังกอดรั้งเธอไว้ในอ้อมแขนใต้น้ำเย็น ๆ นั้น วายุก็รีบกวาดสายตาและมือที่สั่นเทาควานหาผ้าถุงที่หลุดลอยไป โชคดีที่มันยังไม่ลอยไปไกล เขาคว้าผืนผ้าที่เปียกชุ่มกลับมาได้สำเร็จ
“รีบ ๆ ใส่!” วายุพูดเสียงลอดไรฟัน พร้อมกับยื่นผ้าผืนนั้นให้เธอ โดยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเธอแม้แต่วินาทีเดียว
เมขลาที่ยังสับสนกับปฏิกิริยาของเขา ก้มลงมองตัวเอง... และทันใดนั้น เธอก็รับรู้ถึงสภาพที่ตนเองเป็นอยู่
“ว้ายยย...กรี๊ดด!”
เสียงกรีดร้องสั้น ๆ ด้วยความตกใจและอับอายดังขึ้นมา เมขลารีบรับผ้ามาพันกายตัวเองไว้แน่นราวกับชีวิตขึ้นอยู่กับมัน
วายุไม่รอช้า เขาทำเพียง หันหลังให้กับเธอโดยทันที “รีบ... รีบขึ้นไปแต่งตัว” เขาพูดเพียงเท่านั้น แล้วเขาก็กัดฟันพยุงร่างกายที่อ่อนแรงและมีเลือดซึมขึ้นจากลำธารอย่างทุลักทุเล เพื่อมุ่งหน้าไปยังชุดเสื้อผ้าของจ๋ายที่เป็นชุดชนเผ่าที่แขวนรออยู่บนกิ่งไม้
เขาพยายามทำตัวให้วุ่นวายกับการเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองหญิงสาวที่กำลังซ่อนตัวอยู่หลังผืนผ้าถุงในลำธารเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ในหัววายุ: ‘ไอ้ห่า! หยุดคิด...มึงหยุดคิดสิโว้ยยย!’
เมขลาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชาวเขาของผู้หญิงที่คำปองเตรียมไว้ มันดูเรียบง่ายแต่ก็ปกปิดร่างกายได้อย่างมิดชิด ส่วนวายุก็อยู่ในชุดของจ๋ายเช่นกัน ซึ่งเป็นเสื้อแขนยาวและกางเกงหลวม ๆ ที่ช่วยปกปิดบาดแผลและรอยช้ำได้ดี
ความเงียบงันที่หนาหนักปกคลุมตลอดเส้นทางกลับหมู่บ้าน ทั้งคู่อยู่ในสภาพที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ลำธารมาหมาด ๆ
เมขลาเดินก้มหน้ากอดตะกร้าผ้าที่แห้งแล้วของคำปองไว้แน่น ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความอับอายอย่างถึงที่สุด ภาพที่ผืนผ้าถุงหลุดลอย... และปฏิกิริยาที่รุนแรงของวายุ ทำให้เธอรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าไปมองเขา
ส่วนวายุก็เดินก้มหน้าไม่ต่างกัน เขารู้สึกผิดอย่างรุนแรงที่ทำให้เธอตกใจ แต่ที่หนักกว่านั้นคือภาพที่เพิ่งผ่านตาไปเมื่อครู่ยังคงสลักชัดอยู่ในห้วงความคิด ความพยายามควบคุมตัวเองทำให้เขาต้องกัดฟันแน่น
ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันไปอย่างช้า ๆ ไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ มีเพียงเสียงฝีเท้ากระทบพื้นดิน และเสียงหอบหายใจเบา ๆ ของวายุที่ยังไม่หายดี แต่ความเงียบนั้นกลับสื่อสารความรู้สึกที่เขินอายและสับสนได้ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ