Masuk“นี่เราตายแล้วมาเกิดในยุคโบราณหรือนี่”
เซี่ยจินเย่เป็นสตรียุคปีสองพัน นางทำงานเป็นสายลับฝึกหัดอยู่ที่องค์กรลับระดับประเทศของจีน ก่อนที่นางจะฟื้นตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของสตรีใดก็ไม่รู้ ความทรงจำสุดท้ายคือนางกำลังแฝงตัวอยู่ในห้องวิจัยสมุนไพรจีนของประเทศแถบยุโรป
ตอนนั้นนางสามารถเข้าไปในห้องเก็บผลการวิจัยลับของที่นั่น ทว่าโชคร้าย... ยังไม่ทันได้รู้ความลับของงานวิจัยพวกเขา นางดันตกหลุมพรางโดนควันพิษชนิดหนึ่งรมจนเสียชีวิตลง
ไม่คิดเลยว่า นอกจากนางไม่ได้ไปยมโลกแล้ว นางยังได้รับโอกาสมาเกิดใหม่อีกหนในยุคโบราณเช่นนี้
อ้อ นางรู้ได้อย่างไรน่ะหรือ เซี่ยจินเย่วิเคราะห์จากความทรงจำเดิมของเจ้าของร่างที่มันกำลังไหลพรูเข้ามาในหัวนางจนแทบระเบิดอยู่รอมร่อเวลานี้
ร่างเดิมนามเดียวกันกับนางคือเซี่ยจินเย่
เกิดในตระกูลขุนนางชนชั้นมิสูงมิต่ำอย่างขั้นห้า เป็นบุตรีของฮูหยินเอก... ดูเหมือนจะชาติตระกูลให้กำเนิดมิเลว ทว่ามารดาเจ้าของร่างตายเพราะเป็นโรคประหลาด หมอเทวดายังมิสามารถรักษาได้ ทำให้นางเป็นสตรีอายุสั้นตายไปตั้งแต่บุตรีคนเดียวของตนอายุได้เพียงเจ็ดหนาวเท่านั้น !
ในปีถัดมาสามีซึ่งเป็นประมุขตระกูลเซี่ยก็ประกาศเลื่อนขั้นอนุภรรยาคนที่หนึ่งให้ขึ้นมาเป็นนายหญิงคนใหม่ เป็นแม่เลี้ยงของคุณหนูใหญ่อย่างเจ้าของร่าง
นับจากวันนั้นชีวิตของเจ้าของร่างเดิมก็มิเคยพบเจอวันคืนโชคดีอีกเลย
ทั้งบิดาละเลย
โดนกลั่นแกล้งโดยพี่น้องร่วมบิดาคนอื่น
เบี้ยหวัด เสื้อผ้าและอาหาร รวมทั้งเรือนอาศัยมิต่างอันใดจากบ่าวสาวใช้คนหนึ่ง
และเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตสตรีน้อยผู้นี้คือ...
ในคืนวันหนึ่งเจ้าของร่างเดิมโดนวางยาปลุกกำหนัดทำให้บังเอิญไปร่วมรักกับบุรุษปริศนา
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่หมดเพียงเท่านั้น... หนึ่งเดือนต่อมาร่างเดิมมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แม่เลี้ยงผู้หวังดีจึงไปตามท่านหมอมาตรวจชีพจร ผลปรากฏว่าตั้งครรภ์ทั้งที่ยังมิได้แต่งงาน !
เหตุการณ์นี้นับเป็นความขายหน้า สร้างความเสื่อมเสียครั้งใหญ่ของวงศ์ตระกูลแม้มิได้ใหญ่โตแห่งนี้ทีเดียวเชียว
บิดาของนางไม่ปรานีแม้แต่รอให้บุตรีของตนคลอดลูกออกมาก่อน กลับเชื่อคำแนะนำของภรรยาคนใหม่ส่งบุตรีผู้ท้องไม่มีพ่อมายังหมู่บ้านห่างไกลเมืองหลวงอันเป็นบ้านเก่าของแม่เลี้ยงผู้นั้น มาอยู่กับญาติของนางเองที่ทำให้ชีวิตที่นี่ของร่างนี้ทรมานยิ่ง อยู่มิสู้กับตายจากโลกนี้ไปเช่นนี้นั่นเอง
ความทรงจำและความรู้สึกทุกอย่างของเจ้าของร่างนี้อัดแน่นทุกอณูในอกเซี่ยจินเย่จนนางแทบหายใจมิออก
“ฮึก ท่านแม่ อะ อี้เอ๋อร์กลัว ฮึก ท่านแม่... หลับนานไปแล้ว”
เสียงเด็กน้อยร่ำไห้แทบขาดใจเรียกความสนใจจากเซี่ยจินเย่ได้เป็นอย่างดี
ภาพเด็กน้อยผิวขาวผุดผ่องแม้เนื้อตัวมอมแมมเปรียบดั่งก้อนแป้งที่ตกพื้น ดวงตาไร้เดียงสากำลังเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาทำให้เซี่ยจินเย่รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก แม้เด็กน้อยผู้นี้มิใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของนางทว่าเป็นเจ้าของร่างนี้
เซี่ยเจ๋ออี้ เด็กน้อยอายุได้สี่เกือบห้าหนาว
“หยุดร้องไห้เถอะเด็กน้อย... ไม่สิ อี้เอ๋อร์ เป็นเด็กชายผู้ชายอย่าหลั่งน้ำตาง่ายดายสิ”
“ท่านแม่ ! ท่านแม่ตื่นนอนเสียที ฮึก”
เจ้าก้อนแป้งโผลงมากอดมารดาตนเองที่นอนหงายอยู่บนพื้นแน่นจนทำให้เซี่ยจินเย่อดมิได้ที่จะต้องร้องโอดโอยออกมาและเริ่มได้สติรับรู้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวทั่วร่างกายตนเองยามนี้
“โอ๊ย !”
“ท่านแม่เจ็บมากหรือไม่ อี้เอ๋อร์ อี้เอ๋อร์กลัวท่านหลับไปอีก พวกเรากลับบ้านไปนอนบนเตียง บนเตียงย่อม ฮึก ดีกว่าที่นี่”
“แม่มิเจ็บเลยสักนิด”
เซี่ยจินเย่โกหก ตรงกันข้ามนางเจ็บจนแทบสลบไปอีกรอบด้วยซ้ำ ทว่านางไม่มีทางบอกแบบนั้นเพื่อทำให้เจ้าก้อนแป้งของนางผู้นี้ใจเสียเป็นแน่ นางฝืนยิ้ม ฝืนลูบหลังเจ้าก้อนแป้งเบา ๆ
“ไหนอี้เอ๋อร์คนเก่ง ช่วยพยุงแม่ของเจ้าหน่อยซิ ! หากกลับถึงบ้านก่อนฝนหยุดตกได้ถือว่าอี้เอ๋อร์ของแม่เก่งมาก !”
“อี้เอ๋อร์เก่ง อี้เอ๋อร์ทำได้ขอรับ”
หลังจากนั้นเด็กน้อยก็ช่วยพยุงมารดาที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลสดใหม่ โลหิตพากันหลั่งไหลเป็นทาง เสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็ขาดหลุดลุ่ย เดินกลับบ้านของพวกตนท่ามกลางเม็ดฝนตกร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้ามิมีทีท่าเลยว่าจะหยุดในเร็ว ๆ นี้
บทที่ยี่สิบเอ็ดข้ากินไม่ได้ทางด้านเด็กน้อยอี้เอ๋อร์ที่มารดาสายเลือดแท้ ๆ กำลังตามหาอยู่นั้น มือหนึ่งถือซาลาเปาไส้หวานอีกมือหนึ่งถือไม้ถังหูลู่ ปากก็เจื้อยแจ้วสนทนากับบุรุษตัวโตกว่าตัวเองหลายส่วนข้าง ๆ อย่างออกรสออกชาติ“พี่หยางเซียงทำงานกับท่านลุงมานานหรือยังขอรับ”“สิบปีแล้ว ถามทำไมหรือ”“ก็อี้เอ๋อร์สงสัย” คนถามเอียงใบหน้าจนแก้มย้วยข้างหนึ่งแทบจิ้มถังหูลู่ในมือ “ทำไมพี่หยางเซียงจึงมิเป็นห่วงท่านลุงเลย เมื่อสักครู่ท่านลุงอาการเหมือนคนป่วยของท่านแม่ ตัวร้อน หน้าแดงตัวแดง แต่พี่หยางเซียงกลับกันคนออกมาให้ห่างและขังท่านลุงไว้ที่ห้องคนเดียวนี่”“จุ๊ ๆ อย่าเอ็ดไปสิเด็กดี เอาไว้ค่อยถามเหตุผลกับท่านอ๋องด้วยตนเองเถอะ พี่มิรู้จะตอบว่าอย่างไร”“ทำไมต้องไม่บอกด้วย อี้เอ๋อร์งอนพี่หยางเซียง”เด็กน้อยเพียงสะบัดหน้าไปอีกทาง ขนมในมืออันเป็นของที่คนที่ตัวเองบอกว่างอนก็มิคืน ดวงตากลมแป๋วเหลือบมองหางตาดูท่าทีว่าอีกฝ่ายจะง้อหรือไม่“เด็กน้อยเอ๋ย รู้หรือว่างอนแปลว่าอันใด”“รู้ขอรับ งอนแปลว่าไม่คุยด้วย ไม่เล่นด้วย ท่านแม่เคยงอนข้ามาก่อน อุ๊บ ! ข้ามิคุยกับพี่หยางเซียงเพราะข้างอนอยู่”“แล้วเมื่อครู่ใครพูดหน
หนึ่งเดือนผ่านไปกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเซี่ยจินเย่มิได้ต่างจากเดิมมากนัก วนกันระหว่างดูแลบุตรชาย เดินทางขึ้นเขาไปทำงาน มีเวลาว่างก็เข้าห้องปรุงยาชนิดต่าง ๆ ไปขาย สิ่งที่แตกต่างจากเดิมคงเป็น... หญิงสาวได้ซื้อเรือนหลังใหม่ทำเลใกล้ตัวตลาดคนพลุกพล่านมากกว่าเดิม หลังใหญ่กว่าเดิมเกือบสิบเท่า มีพื้นที่ว่างเปล่าเอาไว้ทำผักสวนครัว หรือเอาไว้ให้บุตรที่เติบโตขึ้นทุกวันวิ่งเล่นเหลือเฟืออีกสิ่งหนึ่งที่ต่างจากเดิมคือการรักษาอาการป่วยของคุณชายเกาซีหมิงสำเร็จผลโดยสมบูรณ์แบบ จากที่นางต้องไปเยี่ยมเยียนที่ตระกูลเกาเมื่อสามวันก่อน เห็นคุณชายเการ่างกายกลับมาแข็งแรงดั่งเดิมเต็มสิบส่วน สามารถเดินทางออกจากบ้านไปทำงานยังร้านค้าในตลาดได้เหมือนเดิมแล้วด้วยเมื่อรักษาคนไข้เสร็จแพทย์เช่นนางย่อมได้รับค่าตอบแทน สิ่งที่มิคาดฝันคือเงินค่ารักษาที่ให้นางนั้นจำนวนมากเสียจนเซี่ยจินเย่สามารถนำมาซื้อเรือนหลังโตได้อีกหลังทีเดียวเชียววันนี้เซี่ยจินเย่เลิกงานไวจึงเดินลงจากภูเขามาตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันตกดินเพียงคล้อยต่ำลงมาค่อนท้องฟ้าเท่านั้นหากแต่วันนี้นางกลับบ้านเร็วกว่าปกติเกือบสองชั่วยามเพื่อหาเวลาให้ลูกน้อยบ้าง
บทที่ยี่สิบตำแหน่งหลงจู๊คนใหม่ยามนี้เซี่ยจินเย่คุยกับประมุขตระกูลเกาเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกนางใช้เวลาพูดคุยเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น เซี่ยจินเย่จึงถูกปล่อยตัวออกมาเพื่อไปเก็บสมุนไพรที่ตนต้องการและกลับบ้านต่อหัวข้อบทสนทนาที่ประมุขตระกูลเกาต้องการคุยกับนางคือเรื่องติดต่อให้นางมาทำหน้าที่เป็นหลงจู๊ของภูเขาสมุนไพรโอสถคนใหม่ทดแทนตำแหน่งเดิมที่ว่างอยู่หลังจากนางช่วยเปิดเผยสันดานของเหิงเย่วนั่นเองทีแรกเซี่ยจินเย่มิเห็นด้วย เพราะการที่จู่ ๆ นางเป็นคนงานใหม่ เข้าไปถึงก็ขึ้นตำแหน่งสูงสุดเลยเช่นนั้นย่อมต้องมีความยุ่งยากวุ่นวายปัญหาอื่น ๆ ตามมาแน่ไหนจะเรื่องนางยังไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้ดีพอ ไม่รู้ระบบการทำงาน ไม่รู้จักคนงานที่ตนเองต้องไปคุมจะมีใครเชื่อฟังนางกันเล่าประมุขตระกูลเกาให้เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะว่านอกจากเหิงเย่วอดีตหลงจู๊ที่เพิ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งไปก็ไม่มีใครรู้หนังสือ ชำนาญด้านคณิตศาสตร์ที่สามารถทำหน้าที่นี้ได้แล้วนั่นเองแม้ไม่ใช่นาง เขาก็ต้องรับสมัครหลงจู๊คนใหม่เป็นคนนอกอยู่ดี มิสู้ให้นางซึ่งเป็นคนที่เขาไว้ใจและมั่นใจว่าทำได้มิดีกว่าหรือเซี่ยจินเย่ตรึกตรองดูแล้วพบว่านี่นับเป็
“มาพอดีเลย เซี่ยจินเย่ทำความเคารพประมุขตระกูลเกาเจ้าค่ะ”“...!!…” หลงจู๊เหิงเกือบหลุดตอบว่าใช่ไปแล้ว ดีที่แม่นางที่เขากำลังจัดการผู้นั้นเอ่ยทักทายเจ้านายเขาเสียก่อนจึงทำให้เขาจำได้ว่านางเป็นคนที่เจ้านายตนเองส่งมาเก็บสมุนไพรเหงื่อบนหน้าผากไหลลงมาราวน้ำตก ทว่าบนใบหน้าหลงจู๊เฒ่าประดับรอยยิ้มประจบประแจงอยู่“คะ คือ...”“หุบปาก เจ้ามิต้องเล่า” ประมุขเกาหันไปหาลูกน้องในเรือนที่ยืนอยู่ไกลออกไป “เจ้าอยู่ในเหตุการณ์ใช่หรือไม่”“ขะ ขอรับนายท่าน”“เช่นนั้นให้เจ้าเป็นคนเล่าเรื่องโดยย่อให้ข้าฟัง”“ขอรับ” บุรุษผู้นั้นเหลือบตามองหลงจู๊ด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นที เหล่มองเซี่ยจินเย่ที่ยืนห่างออกไปทีด้วยความลังเล “แม่นางเซี่ยเดินทางขึ้นมาบนเขาบอกว่าเป็นหมอหญิงมาเก็บสมุนไพร แต่ท่านหลงจู๊เหิงมิเชื่อขอรับ แม่นางจึงท้าทายให้จัดการแข่งขันหาผู้เป็นเลิศทางสมุนไพรซึ่งท่านหลงจู๊เหิงยอมรับคำท้า... มะ เมื่อสักครู่การแข่งขันเพิ่งจบลงปรากฏว่าแม่นางเซี่ยเป็นผู้ชนะ ตะ...”“แม่นางโกงการแข่งขันของข้าน้อยขอรับ ขะ ข้าน้อยต้องชี้แจงตามตรงว่าข้าน้อยยอมมิได้จริง ๆ ที่จะปล่อยให้สตรีไร้ยางอายผู้นี้ไปแม้ว่าอาจเป็นคนของนายท่าน
บทที่สิบเก้าความพ่ายแพ้ที่ยอมรับมิได้การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วกว่าที่หลายคนคิด ทั้งหมดใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น และสิ่งที่ทำให้ใครหลายคนตกใจแทบสิ้นสติคือคนที่สามารถหาสมุนไพรจากสวนบนภูเขาสมุนไพรโอสถได้ก่อนคือคนนอกอย่างเซี่ยจินเย่ต่างหาก หาได้ใช่หลงจู๊ผู้เป็นหัวหน้าสูงสุดของเขาแห่งนี้อย่างที่เจ้าตัวมั่นใจไม่เซี่ยจินเย่ขนสมุนไพรเข้ามาในเรือนเต็มตะกร้า นางมาถึงก็เทลงบนพื้นเพื่อให้พนักงานในเรือนตรวจสอบก่อนค่อยส่งคนไปเดินตามตัวผู้เข้าแข่งขันอีกคนหนึ่งมาเพราะการแข่งขันจบลงแล้วนั่นเอง“ครบทุกสมุนไพรบนกระดาษเลยขอรับแม่นางเซี่ย”“เช่นนั้นส่งคนไปตามหัวหน้าพวกเจ้ากลับมาเถอะ”ยังไม่ทันที่ลูกน้องคนที่ได้รับคำสั่งจากเซี่ยจินเย่จะเดินออกจากประตูเรือนไป ชายร่างอ้วนลงพุงก็เดินผิวปากสบายอารมณ์เข้ามาหากมิได้อยู่ในเหตุการณ์ก่อนหน้าคงดูมิออกว่าอีกฝ่ายกำลังแข่งขันอยู่... นึกว่าเพิ่งกลับจากการเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์มาเสียอีก“ฮะฮ่า ข้ามาแล้ว ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามนิด ๆ เท่านั้น เห็นหรือไม่ว่าเจ้านายพวกเจ้านั้นกะ เก่ง...” สายตาของผู้เข้าแข่งขันสองคนสอดประสานกัน เซี่ยจินเย่ยักคิ้วขึ้
“ฮะฮะฮ่า สตรีเช่นเจ้าน่ะหรือเป็นแพทย์รักษาคุณชายที่โดนพิษหายาก นี่แม่นางน้อย… ใบหน้าเจ้าก็สวยนะแต่เจ้ากลับมีสมองโง่งมมิต่างจากสมองของหมูเช่นนี้ โป้ปดสิ่งใดให้มันสมจริงกว่านี้ มิแน่ว่าข้าจะยอมทำใจเชื่อสักหน่อย”“เจ้าน่ะสิเป็นหมู อย่ามาด่ามารดาของข้านะ”เซี่ยจินเย่ห้ามไม่ทัน รู้ตัวอีกทีอี้เอ๋อร์ก็กระโดดออกมากางสองแขนข้างหน้านางเพื่อปกป้องกันเสียแล้ว“ข้ากับท่าน หลงจู๊แห่งเขาสมุนไพรโอสถยิ่งใหญ่แห่งนี้ใครมีสมองหมูมิอาจตัดสินกันด้วยวาจาเลื่อนลอยได้ เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ข้าขอท้าท่านมาแข่งขันวัดความรู้เรื่องสมุนไพรกัน ใครแพ้คนนั้นนับว่าเป็นคนสมองหมู และคนแพ้ต้องยอมทำตามคำสั่งคนชนะทุกอย่าง ท่านกล้ารับคำท้าสตรีต่ำต้อยเช่นข้าหรือไม่”“ทำไมข้าต้องเสียเวลาลดตัวไปประลองกับสตรีเช่นเจ้าด้วยเล่า ขะ...”“หลงจู๊เหิงขอรับ ข้าน้อยมีเรื่องด่วนมาแจ้งให้ทราบ”ยังมิทันตกลงสิ่งใดจบ หนึ่งในลูกน้องของอีกฝ่ายก็แทรกเข้ามากระซิบกระซาบบางสิ่งที่รู้กันเพียงสองคนเซี่ยจินเย่ยืนมองพวกเขาด้วยความเฉยเมยและสังเกตเห็นว่าพอหลงจู๊เหิงรับสารจากลูกน้องตนเองจบ ดวงตาเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายก็เปล่งประกายเรืองรองยิ่งกว่าเดิม ก่อนหันมาม







