LOGIN
ฟิ้ว ! ตุ้บ ! พลั่ก ! เผละ !
ทั้งไข่เน่า หัวผักกาดขาว และสิ่งของสกปรกทั้งหลายต่างลอยพุ่งเข้าไปกระทบร่างบอบบางของหนึ่งสตรีที่กำลังจูงมือเด็กน้อยผู้เป็นลูกชายในสายเลือดของตนเองเดินออกมาจากประตูจวนตระกูลเกาอันแสนโอ่อ่า
“นางนี่แหละเป็นคนวางยาพิษคิดร้ายต่อบุตรชายของท่านเกาเซินรุ่ย พวกเรา... จัดการนางให้หนักเลย”
“คุณชายเกาซีหมิงเป็นคนดี ไยนางแม่มดผู้นี้จึงจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตรังแกคนดีได้ลงคอ”
“นางแม่มดชั่วร้าย”
“สตรีจิตใจดำมืด”
“พวกเรา จัดการนางให้หนัก ตอบแทนนายท่านผู้มีพระคุณของพวกเรา”
“ฆ่านางให้ตายเลยยิ่งดี”
เสียงตะโกนด่าทอสาดดังออกมาจากทุกสารทิศทำเอาสองแม่ลูกผู้น่าสงสารพร้อมใจกันก้าวถอยหลังหนี หากแต่ข้างหลังโดนชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งดักล้อมต้อนเอาไว้หมดสิ้นหนทางรอดแล้ว
ด้วยความรักสุดหัวใจของสตรีผู้เป็นมารดา เมื่อมิสามารถหนีฝ่าวงล้อมออกไปได้เพราะชาวบ้านล้อมปิดพวกนางทุกหนทาง นางจึงคว้าบุตรชายตัวน้อยของตนเองเข้ามากอดฝังไว้ในอ้อมอก หันแผ่นหลังป้องกันอันตรายลูกน้อยของตนเองอย่างสุดความสามารถ
“ฮึก ท่านแม่ ข้า... ฮึก กลัว”
ตุ้บ ! พลั่ก ! เผละ !
ไม่รอผู้ถูกกระทำทั้งสองได้ทันตั้งตัว บริเวณหน้าประตูใหญ่ของจวนเนืองแน่นไปด้วยเหล่าชาวบ้านหลายสิบคนที่พวกเขาต่างแห่กันเข้ามาเรื่อย ๆ
บรรดาไข่ไก่ ผักเน่า และสิ่งเหม็นเน่าปฏิกูลทั้งหลายถูกโยนเข้ามาอย่างแม่นยำ
“พวกท่านทุกคน... อุ๊บ”
สตรีผู้ที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่าแม่มดร้ายกาจยังพูดไม่ทันจบ ไข่ไก่ฟองหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในปากนาง รสคาวคละคลุ้งทั่วปาก ของเหลวไหลยืดเลอะไปทั่วทั้งใบหน้าและทั้งตัว สภาพน่าเวทนายิ่งกว่าขอทานข้างถนนในเมืองเสียอีก
อีกทั้งอึสุนัขแห้งอีกหลายก้อนพุ่งเข้าใส่หน้าเต็ม ๆ หญิงสาวจึงทำได้มากสุดเพียงร่ำไห้หันกลับไปกอดลูกน้อยเพื่อปกป้องสุดฤทธิ์
ตอนแรกสิ่งที่ใช้โยนยังมิอันตรายเท่าไร ทว่าพอเวลาผ่านไปนานเข้าหน่อยทั้งของแข็ง ก้อนหินเล็กใหญ่ต่างก็ถูกโยนเข้าไปกระทบร่างบอบบางนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ตามศีรษะ ตามอาภรณ์ชุดเก่าที่ถูกนำมาปะซ่อมแซมครั้งแล้วครั้งเล่าเต็มไปด้วยโลหิตไหลรินออกมาจากบาดแผล ทว่าสองแขนเรียวยังคงกอดลูกน้อยในอกแน่นมิยอมปล่อย
ซู่~ ซู่~
“เฮ้ย พวกเราแยกย้ายกันเถอะฝนตกแล้ว”
“ไป ไป แยกย้ายเร็วฝนตกแรงแล้ว”
“ฝนมาตกอันใดยามนี้เนี่ย ข้ายังมิได้ปาหินก้อนนี้ไปเลย”
“เจ้าปาไปที่นางก่อนกลับเถอะ เอาให้แม่นนะ”
“ได้”
พลั่ก !
ราวกับหินก้อนนั้นเป็นอาวุธร้ายฆ่าคนตาย ยามหินก้อนนั้นกระทบศีรษะของสตรีบอบบาง ราวกับเป็นการตอกย้ำไปบนรอยแผลเดิม ๆ ส่งผลให้นางที่เสียเลือดมากจนเกินขีดจำกัดของร่างกายผนวกกับร่างกายขาดสารอาหาร ผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงทำให้นางมิอาจอดทนได้อีกต่อไป
ร่างบางล้มลงตามแรงโน้มถ่วงกระทบพื้นเช่นเดียวกับเม็ดฝนที่กำลังร่วงหล่นมาจากฟากฟ้า
ดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำตาไหลรินออกมาเคียงคู่ไปกับเม็ดฝน
“ท่านแม่ ! ท่านแม่ !”
เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้นจากอ้อมกอดของมารดาผู้เสียสละปกป้องเขาจนกระทั่งแรงเฮือกสุดท้ายของชีวิต
ชาตินี้นางทำสิ่งใดผิดหรือ ไยสวรรค์จึงรังแกกลั่นแกล้งกันถึงเพียงนี้
โดนตระกูลทอดทิ้งยังไม่พอใจพวกท่านหรือ
มารดาสิ้นใจไร้ที่พึ่ง
คลอดบุตรชายทว่ามิทราบแม้กระทั่งตัวตนบิดา
ถูกไล่มายังบ้านนอกของมารดาเลี้ยง
ไร้เบี้ยหวัดรายเดือน
มีชีวิตอยู่พอเลี้ยงปากท้องบุตรของตนไปวัน ๆ
...เท่านี้สวรรค์ยังมิเห็นใจนางอีกหรือ
ไยสิ่งที่ตนเองมิได้กระทำจึงต้องมารับกรรมของผู้อื่นเช่นนี้ด้วย
ชาตินี้นางมิขออยู่มีชีวิตมิต่างกับหมาจรจัดตัวหนึ่งเช่นนี้อีกต่อไป... กังวลก็แต่
บุตรชายตัวน้อยผู้น่าสงสารของนางผู้นี้...
แม่ขอโทษนะ อี้เอ๋อร์ แม่ผู้นี้ช่างอ่อนแอไร้พละกำลังปกป้องเจ้าอีกต่อไปเสียแล้ว
หากสวรรค์มีจิตใจจริง ได้โปรดเห็นใจช่วยส่งใครมาปกป้องลูกน้อยของนางผู้นี้ทีเถิด...
เปลือกตาปิดลงพร้อมกับวิญญาณลอยหลุดออกจากร่างหายไป ในขณะเดียวกันนั้นมีแสงสว่างเรืองรองจากดวงวิญญาณอีกดวงลอยมาจากที่อันห่างไกล
วิญญาณดวงนั้นลอยเข้ามาในร่างดังกล่าวทำให้นางฟื้นคืนชีวิตจากความตายให้มีลมหายใจใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เปลือกตาแสนหนักอึ้งลืมขึ้น
ความทรงจำแปลกประหลาดมากมายไหลพรูเข้ามาในสมอง สร้างความสับสนมึนงงให้กับเจ้าของร่างคนใหม่ยิ่งนัก
“นี่เราตายแล้วมาเกิดในยุคโบราณหรือนี่”
“ฮูหยินรองได้โปรดให้พวกข้าน้อยเข้าไปข้างในเรือนก่อนเถอะขอรับ”“ข้าเป็นห่วงหลานชายของข้า จะมิยอมให้นังโชคร้ายนี่เข้าไปเด็ดขาด !”“ฮูหยินรองดูรักใคร่หลานชายตนเองดีเหลือเกินนะเจ้าคะ หากข้ามิรู้จักตระกูลเกาคงคิดว่าผู้ป่วยคือบุตรของฮูหยินรองแล้วเสียอีก”เซี่ยจินเย่อดสงสัยท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนแทนบิดามารดาที่แท้จริงของนางมิได้จริง ๆสตรีผู้นี้ทำให้นางเสียเวลาชีวิตยิ่งนัก“เจ้าจะหาว่าข้าสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นหรือ เจ้า !”“มิได้เจ้าค่ะ ข้ามิได้เอ่ยเช่นนั้นเลยสักคำ”ท่าทีไม่สั่นสะเทือนสักนิดของเซี่ยจินเย่ช่างเป็นเสมือนน้ำมันราดรดบนกองไฟยิ่งนัก ทำให้ฮูหยินรองเกาจุนซีพุ่งเข้ามาหมายจะทำร้ายร่างกายเซี่ยจินเย่อีกรอบ ทว่าหนนี้ถือเป็นโอกาสดีงามของฝ่ายตรงข้าม เซี่ยจินเย่เบี่ยงตัวหลบการจู่โจมของนางอย่างง่ายดายพร้อมกับเบี่ยงตัวเดินลอดผ่านเข้าไปยังเรือนหลังใหญ่ในทันที“เอาไว้ข้าเสร็จธุระข้างในแล้วเดี๋ยวค่อยมาด่าข้าต่อนะเจ้าคะ ฮูหยินรอง” เซี่ยจินเย่ตั้งใจยิ้มเยาะเย้ยให้อีกฝ่ายที่เสียรู้แก่นางมิอาจขัดขวางนางได้อีกต่อไป ก่อนจะเดินตามบ่าวสาวใช้ที่มายืนคอยอยู่สักพักใหญ่เข้าไปข้างในเรือน“เจ้า !”สิ่
บทที่สามพิษจากแมงมุมไร้ความรู้สึกเช้าวันนี้เซี่ยจินเย่ตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงไก่ของข้างบ้านขัน แสงจากดวงอาทิตย์ยังสว่างไม่มากเพราะเพิ่งเคลื่อนโผล่พ้นขอบฟ้ามาแค่ครึ่งดวงเท่านั้นที่เซี่ยจินเย่ตื่นเร็วเป็นเพราะวันนี้นางมีหลายสิ่งหลายอย่างต้องทำ ก่อนลุกขึ้นมาจากเตียงนอนไม้หลังเก่าหญิงสาวตะแคงหันข้างมองเจ้าก้อนแป้งตัวผอมกำลังนอนหลับตาพริ้ม สองแขนสั้นเกาะแขนมารดาอย่างนางแน่นรอยยิ้มละมุนอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้างามของเซี่ยจินเย่โดยไม่รู้ตัว ขณะสายตาอันเต็มไปด้วยความรักนางจับจ้องบุตรชายผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของร่างนี้แวบแรกที่เซี่ยจินเย่เห็นเด็กชายตัวน้อยผู้น่าสงสาร นางรู้สึกว่านี่เป็นของขวัญที่สวรรค์ประทานให้ยามนางต้องมาอยู่ในที่โดดเดี่ยวเช่นนี้บุตรชายหน้าตาส่อแววหล่อเหลาตั้งแต่สี่หนาวเพียงแค่นี้ สงสัยว่าบิดาของเจ้าก้อนแป้งคงหน้าตาดีมิน้อย ทว่าอีกฝ่ายคงโชคร้ายที่มิได้มีโอกาสเห็นเจ้าก้อนแป้งแสนน่ารักนี้“งืม ท่านแม่”สงสัยนางเผลอลูบหัวเด็กน้อยหนักมือไปหน่อยจึงทำให้อีกฝ่ายเริ่มรู้สึกตัวตื่น ดังนั้นต่อจากนี้เซี่ยจินเย่จึงค่อย ๆ ดึงมือตนเองออกจากการเกาะกุมอย่างแผ่วเบาที่สุด และลุกขึ้นไปล้างหน้
“ไป พวกเจ้าช่วยกันพังประตูพวกนี้ให้หมด และหากนางขัดกลอนประตูเรือนก็ใช้ไม้ทุบประตูให้หลุดออกเสีย !”“ตะ แต่ หากพวกนางไปฟ้องทางการแจ้งจับพวกเราเล่าเจ้าคะคุณหนูเจียถง”หนึ่งในบ่าวที่ตามมามีอยู่คนหนึ่งขี้กลัวกว่าใครเพื่อนเอ่ยค้านเสียงสั่นเทา“หึ เจ้าจะกลัวไปไย นางมิกล้าไปฟ้องทางการอย่างแน่นอน เพราะอันใดน่ะหรือ เหอะ... เวลานี้หากนางโผล่หัวไปที่นั่นเกรงว่าเป็นนางนั่นแหละที่จะโดนจับเข้าตะรางข้อหาวางยาพิษฆ่าคน ฮะฮ่า...”“จะ จริงด้วย”“ไป พวกเจ้าทำตามที่ข้าสั่งก็พอแล้ว ไป !”“เจ้าค่ะ”“เจ้าค่ะ”“...”บทสนทนาอันแสนเหิมเกริมทั้งเข้าข่ายบุกรุกและทำลายข้าวของของผู้อื่นของแขกมิได้รับเชิญ ล้วนดังเข้ามาในโสตประสาทของเซี่ยจินเย่ผู้กำลังนั่งอยู่บนต้นไม้ต้นใหญ่อันปลูกอยู่ริมรั้วนางทุกประโยคทุกคำคนพวกนี้ช่างน่ารังเกียจยิ่ง !ดวงตาคู่ดำสนิทมองกลุ่มคนที่นางได้จัดหมวดหมู่คนพวกนี้อยู่ในหมวดหมู่ศัตรูในใจเรียบร้อยแล้วหญิงสาวมินั่งรอเวลาให้ผ่านไปเสียเปล่า นางยกนาฬิกาอัจฉริยะของตนเองขึ้นมา ภายในนี้บรรจุอาวุธลับของนางจำนวนไม่จำกัดอยู่ ซึ่งมันคือเข็มที่ทั้งแหลมคมและให้แรงมหาศาลจึงสามารถใช้ยิงจู่โจมศัตรูได้อย่างแ
บทที่สองกัวเจียถงขี้อิจฉาหลายชั่วยามผ่านไป“คุณหนูของบ่าวให้แบกหญ้าพวกนี้มาทำอันใดเยอะแยะเนี่ยเจ้าคะ”เฟยซาบ่นไปทุบบ่าตนเองไปพลาง หลังจากวางหลายตะกร้าที่ขาไปว่างเปล่าทว่าขากลับบรรจุต้นไม้น้อยใหญ่ที่ในความคิดของสตรีไม่รู้เรื่องสมุนไพรเช่นนางเดินผ่านเป็นประจำทว่าคิดว่าพวกมันเป็นวัชพืชหรือไม่ก็ต้นหญ้าไร้ค่า“ต้นไม้พวกนี้ย่อมมิใช่หญ้า มิเช่นนั้นท่านแม่จะให้พี่เฟยซาแบกมาทำไมกัน อี้เอ๋อร์พูดถูกต้องหรือไม่ขอรับท่านแม่”“ถูกต้อง ต้นไม้พวกนี้สามารถนำมาทำเป็นยา ทุกต้นล้วนเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางการแพทย์ทั้งนั้น ลูกแม่นี่ฉลาดยิ่งนัก”เซี่ยจินเย่ลูบศีรษะเจ้าก้อนแป้ง เด็กดีจอมหลักแหลมยิ่งนัก ตัวแค่นี้หัดคาดเดาความคิดของมารดาตนเองได้แล้ว“คุณหนูหมายถึงสมุนไพรพิษหรือเปล่าเจ้าคะ หากพวกเรามีสมุนไพรพวกนี้เก็บอยู่ในบ้านจำนวนมากเกรงว่าอาจนำพาอันตรายมาสู่พวกเราได้นะเจ้าคะ”“มิใช่สมุนไพรพิษเสียหน่อย”ไม่แปลกที่เฟยซาคิดอย่างนั้น เพราะเมื่อก่อนร่างนี้วัน ๆ หมกมุ่นแต่ศึกษาตำราสมุนไพรพิษ มิใช่สมุนไพรเพื่อการรักษา“ข้าบอกว่าสมุนไพรสรรพคุณดีก็สรรพคุณดีสิ ไปวันนี้ดวงตะวันตกดินแล้ว เฟยซาเจ้าเอาไปเก็บในห้องข้าง
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอาจดูรวดเร็วสำหรับบางคน ทว่าสำหรับคนร่างกายมีอาการบาดเจ็บสาหัส สิ้นชีวีไปแล้วหนหนึ่งเนื่องจากเสียเลือดมากเกินไปกลับคิดว่าเวลาผ่านไปเชื่องช้ายิ่งนักเซี่ยจินเย่เกือบตายเป็นหนที่สองอยู่แล้ว มิใช่เพราะไร้ความสามารถในการรักษาแผลของตนเองอย่างแน่นอน เพราะชาติที่แล้วนางเรียนจบเกียรตินิยมคณะแพทย์แผนจีนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งจึงทำให้โดนองค์กรสายลับระดับประเทศมาทาบทามให้ไปทำงานด้วยทว่าสิ่งที่ทำให้นางเกือบตายคือร่างนี้และลูกน้อยไร้เงินทอง มีติดตัวเพียงไม่กี่อีแปะ นับแล้วไม่ถึงหนึ่งตำลึงเงินเลยด้วยซ้ำจึงไม่มีเงินแม้กระทั่งออกไปซื้อยามารักษาบาดแผลของตนเองหากแต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีแฝงอยู่ ในช่วงที่เซี่ยจินเย่สลบไร้สติเพราะพิษไข้วันนั้นทำให้นางค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่ติดตัวนางมาจากชาติที่แล้วของตนเองในความฝันขณะหลับลึก ที่ข้อมือของนางมีนาฬิกาอัจฉริยะหนึ่งเรือนอันเป็นอุปกรณ์ที่ติดตัวเซี่ยจินเย่ตลอดเวลาในชาติก่อนความสามารถของนาฬิกาเรือนนี้คือมันเปรียบเสมือนห้องสมุดสมุนไพรเคลื่อนที่ เพียงหลับตานั่งสมาธินางก็สามารถค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรในห้องสมุดได้ และอีกทั้งยังเป็นอ
บทที่หนึ่งนาฬิกาอัจฉริยะ“นี่เราตายแล้วมาเกิดในยุคโบราณหรือนี่”เซี่ยจินเย่เป็นสตรียุคปีสองพัน นางทำงานเป็นสายลับฝึกหัดอยู่ที่องค์กรลับระดับประเทศของจีน ก่อนที่นางจะฟื้นตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของสตรีใดก็ไม่รู้ ความทรงจำสุดท้ายคือนางกำลังแฝงตัวอยู่ในห้องวิจัยสมุนไพรจีนของประเทศแถบยุโรปตอนนั้นนางสามารถเข้าไปในห้องเก็บผลการวิจัยลับของที่นั่น ทว่าโชคร้าย... ยังไม่ทันได้รู้ความลับของงานวิจัยพวกเขา นางดันตกหลุมพรางโดนควันพิษชนิดหนึ่งรมจนเสียชีวิตลงไม่คิดเลยว่า นอกจากนางไม่ได้ไปยมโลกแล้ว นางยังได้รับโอกาสมาเกิดใหม่อีกหนในยุคโบราณเช่นนี้อ้อ นางรู้ได้อย่างไรน่ะหรือ เซี่ยจินเย่วิเคราะห์จากความทรงจำเดิมของเจ้าของร่างที่มันกำลังไหลพรูเข้ามาในหัวนางจนแทบระเบิดอยู่รอมร่อเวลานี้ร่างเดิมนามเดียวกันกับนางคือเซี่ยจินเย่เกิดในตระกูลขุนนางชนชั้นมิสูงมิต่ำอย่างขั้นห้า เป็นบุตรีของฮูหยินเอก... ดูเหมือนจะชาติตระกูลให้กำเนิดมิเลว ทว่ามารดาเจ้าของร่างตายเพราะเป็นโรคประหลาด หมอเทวดายังมิสามารถรักษาได้ ทำให้นางเป็นสตรีอายุสั้นตายไปตั้งแต่บุตรีคนเดียวของตนอายุได้เพียงเจ็ดหนาวเท่านั้น !ในปีถัดมาสามีซึ่งเป็นปร







