LOGINหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอาจดูรวดเร็วสำหรับบางคน ทว่าสำหรับคนร่างกายมีอาการบาดเจ็บสาหัส สิ้นชีวีไปแล้วหนหนึ่งเนื่องจากเสียเลือดมากเกินไปกลับคิดว่าเวลาผ่านไปเชื่องช้ายิ่งนัก
เซี่ยจินเย่เกือบตายเป็นหนที่สองอยู่แล้ว มิใช่เพราะไร้ความสามารถในการรักษาแผลของตนเองอย่างแน่นอน เพราะชาติที่แล้วนางเรียนจบเกียรตินิยมคณะแพทย์แผนจีนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งจึงทำให้โดนองค์กรสายลับระดับประเทศมาทาบทามให้ไปทำงานด้วย
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางเกือบตายคือร่างนี้และลูกน้อยไร้เงินทอง มีติดตัวเพียงไม่กี่อีแปะ นับแล้วไม่ถึงหนึ่งตำลึงเงินเลยด้วยซ้ำจึงไม่มีเงินแม้กระทั่งออกไปซื้อยามารักษาบาดแผลของตนเอง
หากแต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีแฝงอยู่ ในช่วงที่เซี่ยจินเย่สลบไร้สติเพราะพิษไข้วันนั้นทำให้นางค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่ติดตัวนางมาจากชาติที่แล้วของตนเอง
ในความฝันขณะหลับลึก ที่ข้อมือของนางมีนาฬิกาอัจฉริยะหนึ่งเรือนอันเป็นอุปกรณ์ที่ติดตัวเซี่ยจินเย่ตลอดเวลาในชาติก่อน
ความสามารถของนาฬิกาเรือนนี้คือมันเปรียบเสมือนห้องสมุดสมุนไพรเคลื่อนที่ เพียงหลับตานั่งสมาธินางก็สามารถค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรในห้องสมุดได้ และอีกทั้งยังเป็นอาวุธคู่กายของนาง ผนวกกับมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีหนึ่งที่ทำให้มันถูกเรียกว่าอัจฉริยะ คือมันสามารถสแกนร่างกายมนุษย์เพื่อตรวจวิเคราะห์โรคได้ !
ยิ่งคลังข้อมูลของนาฬิกาเรือนนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากเท่าไร โรคที่สามารถวิเคราะห์ก็ได้ยิ่งมากตามไปด้วย
และแน่นอนว่าคลังข้อมูลของนาฬิกาเรือนนี้คือคลังข้อมูลล่วงหน้าจากยุคโบราณเช่นนี้ไปหลายพันปีเชียว
พอเซี่ยจินเย่ฟื้นคืนสติขึ้นมาสิ่งแรกที่นางทำคือตรวจสอบดูที่บริเวณข้อมือของตนเอง...
นาฬิกาอัจฉริยะทะลุมิติเวลามากับนางด้วย !
เซี่ยจินเย่ไม่เคยรู้สึกอุ่นใจครั้งไหนได้มากเท่าครั้งนี้เมื่อมีอาวุธคู่ใจนางอยู่ข้างกาย
นางฝืนร่างกายวาดรูปสมุนไพรที่ใช้รักษาบาดแผลบนร่างกายตนเองชนิดที่สามารถค้นหาได้ไม่ยากตามเนินเขาในป่าไม่ลึก และส่งภาพนั้นให้สาวใช้หนึ่งเดียวในเรือนออกไปตามหาสมุนไพรชนิดนี้มาให้นางรักษาตนเอง
ใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์อาการป่วยทั้งหมดจึงหายเป็นปลิดทิ้ง เหลือทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นเท่านั้น
เวลานี้เซี่ยจินเย่นั่งซดดื่มข้าวต้มเหลวลงคอจนหมดชามก่อนวางลงบนโต๊ะ โดยพื้นไม้ข้างเตียงมีบ่าวสาวประจำกายผู้ภักดีหนึ่งคนคอยปรนนิบัติดูแลนางนั่งอยู่
เฟยซา
อดีตสาวใช้ข้างกายแม่ของร่างนี้ที่เหลือรอดคนเดียวจากผู้ติดตามทั้งหมดเป็นเพราะถูกส่งมาให้เจ้าของร่างนี้ตั้งแต่เด็ก
“เฟยซา สิ่งที่ข้าไหว้วานให้ไปทำได้เรื่องมาว่าอย่างไรบ้าง”
เมื่อวานนี้เป็นวันที่นางเริ่มกินอาหารมากขึ้น และมีแรงในการคิดวางแผนหนทางต่อไปในอนาคตของตนเองหลังจากต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างของคุณหนูไร้ค่ายิ่งกว่าลูกหมาตัวหนึ่งผู้นี้
ตอนนี้นางมีถึงสองคนที่ต้องเลี้ยงดูคือ เด็กชายตัวน้อยผู้เป็นดั่งแสงสว่างนำทางมารดาอย่างนางกับบ่าวผู้ภักดีผู้ไม่เคยทิ้งร่างนี้แม้ว่าต้องลำบากลำบนเพียงใด
เซี่ยจินเย่สั่งให้เฟยซาไปสืบข่าวความเป็นไปเกี่ยวกับสาเหตุที่ร่างนี้โดนรุมประนามเมื่อสัปดาห์ก่อนจนเกือบเอาชีวิตมิรอด
“มีคนปล่อยข่าวลือว่าคุณหนูของบ่าวคือคนร้ายวางยาพิษคุณชายเกาซีหมิงเจ้าค่ะ ยามนี้คุณชายใหญ่ของตระกูลพ่อค้าผู้ร่ำรวยและขึ้นชื่อว่าจิตใจสูงส่งมีน้ำใจที่ดีต่อชาวบ้านผู้ยากไร้นานาในแคว้นเราล้มป่วยหนักเพราะได้รับยาพิษเข้าร่างกาย หมอฝีมือดีจากทุกสารทิศเดินทางมารักษาก็ยังมิมีผู้ใดรักษาได้
พอพวกชาวบ้านรู้เช่นนั้นจึงพากันมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนตระกูลเกาเจ้าค่ะ”
“ข่าวลือว่าข้าเป็นคนวางยาพิษ มีหลักฐานชี้ตัวข้าหรือ ไยจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการมาจับข้าเล่า”
“เป็นข่าวลือที่ยังไม่มีหลักฐานเจ้าค่ะคุณหนู ทว่าพวกชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อเพราะ... เอ่อ... คะ...”
ท่าทีอึกอักของเฟยซาแสดงถึงความลำบากใจในการรายงานต่ออย่างยิ่ง เซี่ยจินเย่หรี่ตาลงยามมองอีกฝ่าย ก่อนปัดมืออย่างมิถือความอันใดมากให้นางสบายใจในการพูด
“เพราะก่อนหน้าไม่นานมานี้คุณหนูโดนเปิดเผยความลับเรื่องที่คุณหนูชื่นชอบศึกษาวิชาปรุงพิษนานาชนิดเจ้าค่ะ พวกชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเชื่ออย่างง่ายดาย”
“...”
อ้อ ในอดีตกาลเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษหากใครเลือกร่ำเรียนสายพิษมักโดนตราหน้าว่าเป็นพวกชั่วร้าย เพราะแทนที่จะเรียนวิชาการแพทย์เพื่อรักษาคนกลับเลือกเรียนวิชาที่ทำร้ายคนมากกว่า
ในความทรงจำของคุณหนูร่างนี้นางไร้สหายขาดมิตรตั้งแต่เด็ก เพราะสิ่งที่นางเลือกศึกษาคือตำราพิษนั่นเอง
ทว่าคุณหนูผู้นี้มีเหตุผลในการก้มหน้าก้มตายอมถูกเกลียดคือ... นางคิดว่ามารดาตนเองตายลงมิใช่เพราะอาการป่วยไข้ธรรมดา หากแต่เป็นถูกยาพิษร้ายปลิดชีวิตต่างหาก
บอกใครก็ไม่มีคนเชื่อ ด้วยนิสัยอ่อนแอไม่สู้คนที่สืบทอดมาจากมารดาตนเองทำให้ร่างนี้ฮึดเลือกหาหลักฐานมายืนยันกับทุกคนด้วยตนเอง แต่มิรู้ร่างนี้สืบอีท่าใดไปสะกิดโดนต้นตอตัวใหญ่หรืออย่างไรจึงมีแต่เรื่องร้ายประเดประดังเข้ามาหานางจนท้ายที่สุดต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่เมืองห่างไกลจากเมืองหลวงแห่งนี้โดยที่ยังไม่ทันสืบหาความจริงอย่างที่ใจตั้งปณิธานได้
แต่มิเป็นไรนะคุณหนูเซี่ยคนเก่า ต่อจากนี้นางที่ชื่อเหมือนกันในชาติก่อนผู้นี้จะสานต่อปณิธานในการสืบหาความจริง รวมทั้งดูแลลูกน้อยที่แสนน่ารักเป็นอย่างดีเอง
เพื่อเป็นการตอบแทนที่มอบร่างนี้ให้นางมีชีวิตอยู่ต่อ
“ช่างบังเอิญเหมาะเจาะขนาดนี้เลย”
“คุณหนูมิต้องหวาดกลัวนะเจ้าคะ บ่าวจะหาทางชี้แจงกับพวกชาวบ้านในตลาดให้คุณหนูอย่างสุดความสามารถเจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวจิตใจดีขนาดนี้ไม่มีทางทำเช่นนั้นเป็นแน่”
“หยุดความคิดของเจ้าเอาไว้เลยนะเฟยซา”
“ทะ ทำไม คุณหนูกลัวหรือ บะ...”
“มิใช่ ข้ามิได้กลัว ทว่าการที่เจ้าทำเช่นนั้นนับเป็นการลงแรงสูญเปล่าโดยใช่เหตุ ไม่มีใครเชื่อเจ้าหรอก เผลอ ๆ เจ้าอาจโดนรุมทำร้ายกลับมาด้วยซ้ำ”
“ตะ แต่คุณหนูไม่ผิดนี่เจ้าคะ บ่าวไม่ยอม !”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะยอมรับความผิดที่ตนเองมิได้ก่อเสียหน่อย... เรื่องนี้มีคนบางคนตั้งใจใส่ร้ายข้าอย่างแน่นอน”
“ต้องเป็นพวกคนใจร้ายตระกูลกัวแน่เลยเจ้าค่ะคุณหนู พวกเรามิมีศัตรูที่ไหนนอกจากคนเห็นแก่ตัวพวกนั้นแล้ว”
“ตระกูลกัว...”
ขอระลึกความทรงจำที่ค่อนข้างเลือนรางของร่างนี้สักครู่
ตระกูลญาติของแม่เลี้ยงเซี่ยเจียเฟยอันประกอบไปด้วยพี่สาวของแม่เลี้ยงผู้นั้นอย่างกัวเชี่ยนหนิง สามีของนางทำอาชีพค้าขาย กัวจิ้งคุน มีบุตรชายหนึ่งคนคือ กัวจื่อหราน และบุตรสาวสุดท้อง กัวเจียถง
คนพวกนี้ได้รับการฝากฝังให้ดูแลร่างเดิม ดังนั้นเงินดูแลที่ส่งมาแต่ละเดือนจึงส่งมาให้กัวเชี่ยนหนิงก่อนแล้วค่อยส่งมาให้คุณหนูเซี่ยอย่างนาง
ไม่ต้องถามเลยว่าจะเหลือกี่ตำลึงจากที่ส่งมาแต่ละเดือน
คำตอบคือไม่เหลือสักตำลึงน่ะสิ !
คนพวกนี้ไม่ควรปล่อยไว้อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการข่าวลือนี้หรือไม่
เซี่ยจินเย่มิใช่คนดีขนาดยอมให้ใครมารังแกเอาเปรียบอยู่แล้ว
“อะ เอ่อ คุณหนูจะให้บ่าวทำสิ่งใดหรือไม่เจ้าคะ”
พอเฟยซาเงยหน้าขึ้นไปเจอดวงตาเย็นชา มุมปากยกขึ้นด้วยความเย็นเยียบ เฟยซาตะลึงพรึงเพริดเพราะไม่เคยเห็นคุณหนูของตนเองเผยท่าทางเข้มแข็งอีกทั้งยังดูน่าเกรงกลัวสู้คนเช่นนี้
ยามนี้คุณหนูแม้สวมชุดเก่ามอซอปะเย็บซ่อมแล้วซ่อมอีก นางนั่งอยู่บนเตียงท่าทางสงบนิ่ง สายลมพัดเข้ามาแผ่ว ๆ จากทางหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ ทำให้เส้นผมสีดำสลวยสะบัดพลิ้วไหวราวกับกลีบดอกอิงฮวาที่ปลิดปลิว ช่างทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกไม่กล้าเอ่ยปากดูถูกเลยสักนิดทั้งที่สภาพภายนอกมิต่างอันใดจากขอทานข้างถนนเช่นนี้
คุณหนูของนางเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
ไม่ดูอ่อนแอเหยาะแหยะยอมให้ผู้อื่นรังแกอีกต่อไปแล้ว
หรือคุณหนูจะเสียใจจนคิดเปลี่ยนนิสัยตัวเอง
จู่ ๆ เฟยซาก็น้ำตารื้นออกมาเอ่อคลอเมื่อนึกถึงสภาพเจ้านายของตนเองยามมีบาดแผลไปทั่วตัว โลหิตหลั่งรินตามทางเดิน ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนต้องพึ่งให้ลูกชายตัวน้อยพยุงกลับบ้านมาเมื่อหลายวันก่อน
“หากคุณหนูต้องการให้บ่าวทำสิ่งใดบอกบ่าวมาได้เลยเจ้าค่ะ บ่าวยอมเสียสละชีวิตนี้รับใช้คุณหนูของบ่าว !”
“นั่นเจ้าเอาศีรษะโขกพื้นแข็งทำไม ลุกขึ้นเฟยซา !”
เซี่ยจินเย่ลุกขึ้นมาห้ามอีกฝ่ายเกือบไม่ทัน นางตกใจยิ่งนักที่จู่ ๆ ก็มีคนมาคำนับอันใดบ้าบิ่นขนาดนี้
ไม่ชินเสียเลย นางยังไม่ชินกับธรรมเนียมสาวใช้ของยุคนี้สักที
“แน่นอนว่าข้าจะต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองแน่ ทว่าก่อนอื่นมีสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องนั้นคือสภาพความเป็นอยู่ของพวกเราต่างหาก เฮ้อ...”
เซี่ยจินเย่ถอนหายใจยามกวาดสายตามองห้องนอนโทรม ๆ ของตนเอง คาดว่าอีกไม่ถึงสองปีที่นี่หลังคาคงทรุดลงมาทับผู้อยู่อาศัยตายเป็นแน่
“ตอนนี้ร่างกายข้าใกล้หายดีแล้ว วันนี้พวกเราขึ้นเขากัน เจ้านำทางนะเฟยซา”
“คุณหนูต้องการสิ่งใดเจ้าคะ ให้บ่าวไปเก็บมาให้ดีกว่า คุณหนูเพิ่งหายป่วยเดี๋ยวอาการป่วยกลับมาทรุดหนักอีกนะเจ้าคะ และอีกอย่างหากพวกเราขึ้นเขากันหมดแล้วใครจะอยู่ดูแลคุณชายน้อยเล่าเจ้าคะ หรือจะนำไปฝากป้าลี่ข้างบ้านเราดี ช่วงนี้ชาวบ้านยากจนไม่มีกินมากโจรจึงชุกชุมกว่าปกติเจ้าค่ะ”
เฟยซาเอ่ยถึงสตรีวัยกลางคนข้างบ้านนาง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านไม่กี่หลังเนื่องจากเรือนหลังที่พวกนางอาศัยอยู่ค่อนข้างอยู่เกือบติดชายป่าใหญ่เลยละ
“ไปกันหมดนี่แหละ อี้เอ๋อร์เป็นเด็กสายตาดี เผื่อได้ของดีกลับมาแลกเงินเยอะหน่อยจะได้มิเสียเที่ยว”
“เจ้าค่ะ พวกเราจะขึ้นเขาไปทำอันใดนะเจ้าคะ บ่าวจะได้เตรียมตัวถูก”
“ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรล้ำค่าน่ะสิ ต่อไปนี้ข้าขอสัญญาว่าพวกเราจะไม่มีทางอดตายอีก ไป ไปเตรียมตัวได้แล้ว”
บทที่หกหมั้นกับบุตรชายคนเดียวของเจ้าเมืองสือเจ้าช่วงนี้เซี่ยจินเย่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทดลองปรุงยาที่เรือนหลังน้อยของตนเอง ทั้งปรุงยาตำรับง่ายเพื่อให้เฟยซาเอาไปเสนอขายที่ร้านขายยาในตัวตลาด กับปรุงยาถอนพิษให้คุณชายตระกูลเกา ซึ่งอย่างหลังนี่ช่างเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งนัก เพราะนางยังมิสามารถทำได้สำเร็จสักทีเกิดปัญหาหลายเรื่องขึ้นเหลือเกินส่วนประกอบสมุนไพรไม่พอแถมอุปกรณ์ไม่เอื้ออำนวยอีกต่างหากยามนี้เซี่ยจินเย่สามารถทำสำเร็จแค่เพียงยาที่ช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของพิษชั่วคราวเท่านั้นสงสัยต้องหาเวลาไปขอคำแนะนำจากท่านหมอฮุ่ยเจียงสักหน่อยเสียแล้ว“คุณหนู คุณหนูพวกเราต้องหนีไปแล้วเจ้าค่ะ” เสียงแตกตื่นของเฟยซาทำให้เซี่ยจินเย่ที่กำลังนั่งหลับตาเข้าไปมิติของนาฬิกาอัจฉริยะเพื่อหาศึกษาตำราเกี่ยวข้องกับพิษแถบทางทวีปอเมริกาตื่นจากสมาธิ“ใจเย็นก่อนเฟยซา พูดให้รู้เรื่องหน่อย”“คุณหนูเจ้าคะ พวกครอบครัวกัวกำลังมุ่งหน้ามาทางเรือนของเราเจ้าค่ะ ทั้งฮูหยินกัวและลูกสาวของนางกำลังมาทางนี้ โชคดีที่บ่าวกำลังเดินไปจะนำยาของคุณหนูไปขายพอดีจึงพบพวกนางก่อน”“เช่นนั้นทำไมพวกเราจึงต้องหนีด้วยเล่า เจ้าอย่าแสดงท่
บทที่ห้าบุรุษผู้สูงศักดิ์ทว่าปากร้ายกาจ“อี้เอ๋อร์ แม่กลับมาแล้ว อยู่ที่ใด แม่ซื้อขนมของโปรดเจ้ากลับมาฝากด้วยนะ”“...”ไร้เสียงใสตอบโต้กลับรวดเร็วอย่างทุกที เซี่ยจินเย่ขมวดคิ้ว กวาดสายตามองรอบเรือนหลังน้อยหลังจากวางของที่ซื้อมาในมือลงบนโต๊ะ“เฟยซา อี้เอ๋อร์มิอยู่เรือนหรือ หลังเรือนที่เจ้าอยู่มีหรือไม่”เซี่ยจินเย่เริ่มร้อนใจเมื่อรู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดีเกี่ยวกับลูกชายตัวน้อยของตน“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ คุณชายน้อยบอกบ่าวว่าจะออกเดินเล่นข้างหน้าเรือนเจ้าค่ะ... เอ ป่านนี้ยังมิกลับเข้ามาอีกหรือเจ้าคะ”“ข้าเข้ามาทางประตูหน้า มิเห็นอี้เอ๋อร์อย่างที่เจ้าว่า เฟยซา เจ้าไปดูหลังบ้าน ส่วนข้าจะออกไปถามท่านป้าข้างบ้านเราเอง”“เจ้าค่ะคุณหนู”สองก้านธูปถัดมาทั้งเซี่ยจินเย่และเฟยซาตามหาบริเวณในและรอบเขตเรือนของตนเองโดยละเอียดก็มิมีใครพบเด็กน้อยวัยสี่หนาวเลยสักคน เซี่ยจินเย่สอบถามเพื่อนบ้านโดยรอบมีคนหนึ่งบอกเห็นเด็กน้อยเดินผ่านหน้าบ้านไปทางถนนสายเล็กที่สามารถเดินเท้ามุ่งสู่ตลาดกลางเมืองได้“ข้าจะออกไปตามหาที่ตลาด เจ้าดูแลเรือนอยู่ที่นี่ หากอี้เอ๋อร์กลับมาเรือนเราแล้ว เจ้าวานให้หลานป้าลี่ถังไปบอกข
เซี่ยจินเย่หยุดยืนอยู่กลางห้อง ใช้โอกาสนี้ลอบสำรวจบุรุษแปลกหน้าผู้นี้ชาติก่อนนางเคยเห็นดาราหรือพวกไฮโซคนดังต่าง ๆ ทว่ายามมองดูอีกฝ่ายอย่างชัดเจน นางเพิ่งรู้สึกว่าตนเองเข้าใจคำว่าเหนือชั้นอย่างมิมีใครเทียบติดนั้นเป็นอย่างไรเครื่องหน้าคมเข้ม กรอบหน้าโค้งเหลี่ยมได้รูป แถมดูเส้นผมของบุรุษผู้นี้สิ ช่างดูสุขภาพดีดำสนิทราวกับน้ำหมึกริมฝีปากบางชุ่มชื่น ดวงตารียาวตวัดขึ้นเล็กน้อยทำให้เจ้าของดูหยิ่งยโสแม้นั่งอยู่เฉย ๆ แล้วยิ่งภายในดวงตานั้นมืดสนิทราวกับท้องฟ้ายามราตรี ทำให้ใครที่เผลอจ้องเข้าไปรู้สึกเหมือนตกเข้าไปในเวิ้งความมืดมนไม่มีที่สิ้นสุดเอาเป็นว่าโดยรวมแล้วบุรุษผู้นี้สามารถเดบิวต์เป็นดาราชายได้เลยหากเป็นในชาติที่แล้วของนางเซี่ยจินเย่ชอบมองของสวย ๆ งาม ๆ อยู่แล้วจึงทำให้นางเผลอมองชายหนุ่มตาค้างโดยไม่รู้ตัว“ฮึ่ม”คนถูกมองรู้สึกตัว เรียวคิ้วกระบี่ขมวดยู่เข้าหากัน มุมปากเรียบตึงเป็นเส้นตรงแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่จ้องหน้าข้าคนล่าสุด เกิดสิ่งใดขึ้นกับมัน“...”เซี่ยจินเย่อยากกรีดร้องในใจเมื่อรู้สึกตัวช้าไป สักครู่นี้นางตกหลุมพลางคนงามจนเผลอแสดงกิริยาไร้มารยาทออกไ
“ฮะฮ่า”“หัวเราะทำไมอี้เอ๋อร์เจ็บนะ พวกพี่ชายนิสัยมิดี ท่านแม่บอกว่ามิให้ยุ่งกับพวกคนเกเร”เด็กน้อยยันมือเพื่อลุกขึ้นยืนทว่ากลับโดนเด็กเกเรผลักลงไปอีกรอบ คราวนี้ทั้งสามคนกระจายตัวล้อมรอบตัวเด็กน้อย สร้างความหวาดหวั่นให้เด็กน้อยผู้โดนรุมยิ่งนักอี้เอ๋อร์พยายามมิให้ตัวสั่นเทาแล้วทว่าเขาฝืนตัวเองมิได้ ตัวเขามันสั่นเอง น้ำตาก็เหมือนกัน ท่านแม่บอกว่าเป็นเด็กผู้ชายต้องเข้มแข็ง แต่เวลานี้อี้เอ๋อร์ทำตามคำสอนท่านแม่มิได้เลยสักอย่าง“ฮึก จะกลับบ้าน จะกลับบ้าน”อี้เอ๋อร์กอดหนังสือในอ้อมแขนแน่น ปากน้อยพึมพำฟังมิได้ศัพท์“ไอ้เด็กนี่มิมีบิดา มารดานางมิกล้ามาเอาเรื่องพวกเราหรอก แกล้งมันได้เต็มที่”“ข้าอยากเตะก้นมันยิ่งนัก”“ข้าอยากลองตบหน้า ข้ามิเคยตบหน้าใครเลยสักที”“เอาเลย ๆ”“ฮึก ฮึก”เด็กน้อยไม่มีทางหนีจึงได้แต่นั่งกอดตัวเองด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ มองเด็กชายอายุมากกว่าย่างกรายเข้ามาด้วยใบหน้ารื่นเริง ยิ่งเด็กน้อยร้องพวกนั้นก็ยิ่งหัวเราะเสียงดัง“ไอ้เด็กมิมีบิดาสั่งสอน”“อย่าเข้ามานะ โอ๊ย...” แม้เป็นแรงเตะจากเด็กทว่าทำให้เด็กน้อยอายุเพียงสี่หนาวนิด ๆ รู้สึกเจ็บมาก “อี้เอ๋อร์ผิดอะไร ทำไมต้องร
บทที่สี่คนไม่แปลกหน้า“ท่านหมอฮุ่ยช่วยข้าพลิกตัวคุณชายได้หรือไม่”“อ๋อ ได้สิ”เซี่ยจินเย่ทั้งจับคนป่วยไร้สติพลิกตัว จับเปิดเสื้อผ้าโดยมิสนใจธรรมเนียมบุรุษสตรีมิควรใกล้ชิดกันหญิงสาวถือคติเป็นหมอต้องมิแบ่งแยกชายหญิงนั่นอย่างไร ในที่สุดเซี่ยจินเย่ก็สามารถหารอยกัดของเขี้ยวแมงมุมไร้ความรู้สึกได้... อยู่ตรงใต้วงแขนข้างขวาหากแต่คุณชายผู้นี้ไปโดนแมงมุมชนิดนี้กัดได้อย่างไรกัน“นี่เป็นรอยแมงมุมพิษกัด คุณชายท่านนี้โดนพิษของแมงมุมไร้ความรู้สึกกัดเป็นแน่”คนอื่นในห้องที่ตอนแรกคอยเฝ้ามองเซี่ยจินเย่ทำงานอยู่ห่าง ๆ ตื่นตัวขึ้นมาทันใด พวกเขาพากันเดินเข้ามาใกล้เตียงคนป่วยด้วยความหวังที่จะสามารถรักษาบุตรชายให้ฟื้นคืนมาอีกครั้งเกือบสองอาทิตย์แล้วที่บุตรชายผู้เคยแข็งแรง เป็นความภาคภูมิใจของเขาสองสามีภรรยาสมาชิกหลักของตระกูลเกาเกาซีหมิงคือทายาทคนเดียวของพวกเขา ในอนาคตธุรกิจที่กำลังขยับขยายแผ่กระจายทั่วแคว้นจ้าวย่อมต้องฝากผีฝากไข้เจ้าลูกชายมากพรสวรรค์คนนี้ดูแลหากแต่อยู่ดี ๆ สวรรค์กลับโกรธเคืองพวกเขาหรืออย่างไรมิรู้ทำให้ลูกชายเขาล้มป่วยเพราะถูกพิษกะทันหัน หมอเทวดาที่เชิญมาหลายวันนี้เดินเข้าออกเรือนนี้
“ฮูหยินรองได้โปรดให้พวกข้าน้อยเข้าไปข้างในเรือนก่อนเถอะขอรับ”“ข้าเป็นห่วงหลานชายของข้า จะมิยอมให้นังโชคร้ายนี่เข้าไปเด็ดขาด !”“ฮูหยินรองดูรักใคร่หลานชายตนเองดีเหลือเกินนะเจ้าคะ หากข้ามิรู้จักตระกูลเกาคงคิดว่าผู้ป่วยคือบุตรของฮูหยินรองแล้วเสียอีก”เซี่ยจินเย่อดสงสัยท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนแทนบิดามารดาที่แท้จริงของนางมิได้จริง ๆสตรีผู้นี้ทำให้นางเสียเวลาชีวิตยิ่งนัก“เจ้าจะหาว่าข้าสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นหรือ เจ้า !”“มิได้เจ้าค่ะ ข้ามิได้เอ่ยเช่นนั้นเลยสักคำ”ท่าทีไม่สั่นสะเทือนสักนิดของเซี่ยจินเย่ช่างเป็นเสมือนน้ำมันราดรดบนกองไฟยิ่งนัก ทำให้ฮูหยินรองเกาจุนซีพุ่งเข้ามาหมายจะทำร้ายร่างกายเซี่ยจินเย่อีกรอบ ทว่าหนนี้ถือเป็นโอกาสดีงามของฝ่ายตรงข้าม เซี่ยจินเย่เบี่ยงตัวหลบการจู่โจมของนางอย่างง่ายดายพร้อมกับเบี่ยงตัวเดินลอดผ่านเข้าไปยังเรือนหลังใหญ่ในทันที“เอาไว้ข้าเสร็จธุระข้างในแล้วเดี๋ยวค่อยมาด่าข้าต่อนะเจ้าคะ ฮูหยินรอง” เซี่ยจินเย่ตั้งใจยิ้มเยาะเย้ยให้อีกฝ่ายที่เสียรู้แก่นางมิอาจขัดขวางนางได้อีกต่อไป ก่อนจะเดินตามบ่าวสาวใช้ที่มายืนคอยอยู่สักพักใหญ่เข้าไปข้างในเรือน“เจ้า !”สิ่







